| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักการพ้นทุกข์ที่ประเสริฐ ตอน 3
สลักธรรม 1แล้วท่านก็ถามต่อไปว่า การเดินเป็นของใคร?
ท่านตอบเสียเองว่า.... ไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ... เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เดิน เมื่อหมดเหตุปัจจัย ก็ดับไปต่างหาก
ท่านถามต่อไปอีกว่า เพราะเหตุไรจึงเดิน?
ท่านตอบเองว่า ...มีเหตุจึงเดิน... ตรงนี้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องรู้เหตุผลของการเดิน ถ้าไม่รู้...จะเป็นเหตุให้อภิชฌา คือ โลภะเข้าครอบงำจิตใจได้... เพราะอิริยาบถนั้นมีทั้งเก่าและใหม่...
อิริยาบถเก่าเป็นทุกขเวทนา ...คือความปวดเมื่อย อิริยาบถใหม่ คือ ...สังขารทุกข์ซึ่งมีความละเอียดกว่ามาก... ถ้าผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดความพอใจในอิริยาบถใหม่ ทั้งๆ ที่มันยังไม่ทันเกิด อันนี้ท่านเรียกว่า... ตกจากอารมณ์ปัจจุบันแล้ว... เพราะอิริยาบถใหม่เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌา อิริยาบถเก่าเป็นปัจจัยให้เกิดโทมนัส...
เพราะอิริยาบถใหม่เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌา อิริยาบถเก่าเป็นปัจจัยให้เกิดโทมนัส...เพราะมีความรู้ไม่เท่าทันปัจจุบัน คือตัวโมหะเป็นรากเหง้า เพราะอิริยาบถเก่า มันมีการบีบคั้นให้เกิดอาการปวดเมื่อยมากขึ้นๆ โดยกฏธรรมดานั่นเอง ท่านจึงได้เรียกว่า ปีฬนตฺโถ มีอรรถว่า เบียดเบียนอยู่เป็นนิตย์
จึงเป็นความกดดันให้ต้องเกิดอิริยาบถใหม่ จำเป็นต้องผลัดเปลี่ยน จะทนอยู่ในอิริยาบถเดียวนานๆ ไม่ได้ นี่แหละที่ท่านเรียกว่า สงฺขตตโถ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันอยู่เป็นนิตย์ และขณะเดียวกันก็ไม่มีความสุขเจือปน แม้แต่น้อยหนึ่งเลยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:17:05 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 2มีแต่ความเร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ เพราะความดับไปของอิริยาบถเก่าเป็นมรณัคคิ คือ เป็นไฟ คือ มรณะ ตายไปทุกๆ ขณะ เป็นเหมือนไฟกองเก่าเป็นปัจจัยให้เกิดไฟกองใหม่ คือ ชาตยัคคิ คือ ชาติความเกิดของอิริยาบถใหม่ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มิได้ยืนยงคงถาวรอะไร ประเดี๋ยวก็เปลี่ยนไปแปลงไป ไม่มีความคงที่อยู่ได้ในสภาพเดิม นี่แหละที่ว่า วิปริณมตฺโถ มีอรรถว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิตย์
เมื่อความจริงขันธ์เป็นอยู่อย่างนี้ ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรทิ้งความเพียรที่จะทำให้เกิดสติปัญญา อนึ่งความเพียรในที่นี้พึงเข้าใจว่า เพียรที่เป็นประธาน
ทำกิจละบาปเก่า คืออนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานแล้ว
กิจสังวรระวังบาปใหม่ คืออนุสัยที่จะไหลออกไปอาบอารมณ์ใหม่ๆ
ทำกิจยังวิปัสสนากุศลที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น
และทำกิจยังวิปัสสนากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญมากขึ้น
ซึ่งเป็นความเพียรในมรรค คือในทางสายเอก ซึ่งมีอยู่ในพระธรรมวินัยแห่งเดียวเท่านั้น ที่จะมุ่งตรงไปสู่พระนิพพาน คือ มหาสันติสุข เป็นธรรมที่ระงับดับเสียซึ่งตัวเหตุพร้อมด้วยขันธ์อันเป็นตัวทุกข์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:19:11 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 3การเดินตามหลักของการเดิน
ในหมวดอิริยาบถ ๔ อย่าง คือ การเดิน ยืน นั่ง หรือนอนนี้ ในพระบาลีมหาสติปัฏฐานสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า...
กาเย กายานุปสฺสี วิหรตี
แปลว่า ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่
อันนี้หมายความว่า คำว่า กาเย เป็นคำรวมกันอยู่ของการเดิน ยืน นั่ง หรือนอน แต่เวลาจะใช้อิริยาบถ ๔ เราไม่ได้เอาใช้พร้อมกัน เพราะความจริงมันใช้พร้อมกันไม่ได้อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ในพระบาลีจึงได้ทรงแยกออกมาพิจารณาทีละอิริยาบถ
ซึ่งตรงกับพระบาลีว่า กายานุปสฺสี ตัดบทออกเป็น กายํ และ อนุปสฺสี ที่แปลว่า พิจารณาหรือดูกาย คือ อิริยาบถที่กำลังปรากฏอยู่เนืองๆ หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องสังวรระวังอยู่ในอิริยาบถเนืองๆ เป็นอินทรีย์สังวรศีล มีสติตั้งมั่นอยู่ในท่าเดินนั้น และมีสัมปชัญญะรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า การเดินเป็นอะไร คือ เป็นรูปหรือเป็นนาม ถ้าเป็นรูปจะต้องรู้ด้วยว่าเป็นรูปอะไร เพราะมีรูปอยู่ด้วยกันหลายรูป
อีกประการหนึ่ง การที่จะผลัดเปลี่ยนจากอิริยาบถหนึ่งไป หาอิริยาบถหนึ่งมิใช่อยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปตามใจชอบไม่ได้ ต้องมีความจำเป็นจึงต้องเปลี่ยน และจะต้องรู้ด้วยว่าจะเปลี่ยนไปทำไม เพื่ออะไร ถ้าจะไม่เปลี่ยนจะได้ไหม แม้ในอิริยาบถอื่นๆ ก็มีนัยอย่างเดียวกัน
ความจริงตัณหาและทิฏฐิที่เป็นอนุสัยมันคอยนอนเนื่องอยู่ในความรู้สึก คือ รู้สึกว่าเราเดิน การเดินเป็นเรา อันนี้เพราะถูกความไม่รู้ปิดบังเป็นเจ้าเรือนอยู่ ถูกอวิชชาหุ้มห่ออยู่อย่างสนิท ถ้าไม่มีวิชา คือ วิปัสสนามาเปิดขึ้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายจะไม่เห็นความจริงคือทุกข์ได้เลย เมื่อไม่เห็นความจริงก็หลุดพ้นจากทุกข์ไม่ได้
พูดถึงเรื่อง การเดิน ๖ ระยะ เรื่องนี้มีแสดงไว้ในเขตของสัมมสนญาณ ซึ่งอยู่ในส่วนของมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ เมื่อเกิดปัญญาแล้วจึงเห็นเป็นระยะๆ แบบนั้น แต่ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติมาจัดทำกันขึ้นเองเหมือนอย่างที่กำลังทำอยู่ในทุกวันนี้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:20:56 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 4การวางจิตในการปฏิบัติวิปัสสนา
๑. ผู้จะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม
จะต้องเตรียมอะไรบ้าง จะขออธิบายเป็นข้อ ๆ ดังนี้ คำถามข้อแรกที่ว่า ผู้จะเข้าวิปัสสนาจะต้องเตรียมอะไรบ้าง ขอเรียนว่าผู้จะเข้าปฏิบัติต้องทำความเข้าใจภูมิของวิปัสสนาก่อน
ภูมิของวิปัสสนา ได้แก่ นามและรูป ๒ อย่าง ก่อนจะเข้าวิปัสสนา จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องนามและรูปทั้ง ๒ ประการนี้ให้ดี และให้เข้าใจแน่นอน เพราะนามและรูปนี้จะต้องเป็นวัตถุที่ถูกพิจารณา คือถูกเพ่ง เพื่อให้ปัญญาพบความจริง นามและรูปนี้จะเป็นตัวกรรมฐานของวิปัสสนา เราจำเป็นต้องเข้าใจนามและรูปให้ดี
๒. เมื่อทำความเข้าใจนามรูปดีแล้ว จึงลงมือกำหนดนามรูปในขณะปัจจุบันเสมอ
นามรูปที่ยกขึ้นสู่วิปัสสนา หรือเป็นตัวถูกกำหนดของวิปัสสนานั้น คือ นามรูปที่ปรากฏอยู่ที่ตัวเราเอง ต้องรู้สภาวะคือความจริงที่ปรากฏอยู่ที่ตัว ต้องรู้นามรูปนี้ รู้แล้วจึงลงมือกำหนดนามรูปในขณะปัจจุบัน ใช้คำว่าดูหรือกำหนดก็ได้
๓. ขณะกำหนดหรือดูนามรูป ผู้ปฏิบัติต้องรู้สึกเสมอว่าขณะนั้นกำหนดนามอะไร หรือกำหนดรูปอะไร
ผู้เจริญวิปัสสนาต้องมีนามรูปรองรับความรู้สึกอยู่เสมอ ความรู้สึกที่ปรากฏขณะทำกรรมฐาน จะต้องมีนามหรือรูปเป็นตัวถูกรู้ จะเป็นนามอะไร รูปอะไรก็ได้ ถ้าขณะใดมิได้กำหนดนามหรือรูป แม้จะมีสติรู้อยู่ กำหนดอยู่ก็ตาม ...พึงทราบเถิดว่าขณะนั้น จิตได้พ้นจากทางวิปัสสนาไปแล้ว จิตได้ตกออกจากทางไม่เข้าสู่ทางวิปัสสนาหรือมหาสติปัฏฐานเสียแล้ว ต้องยกนามหรือรูปกลับขึ้นสู่ความรู้สึกใหม่
โปรดจำว่าต้องมีนามหรือรูปเป็นอารมณ์อยู่เสมอ นามรูปนี้ต้องกำหนดตามหลักมหาสติปัฏฐาน
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:23:10 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 5๔. ขณะกำหนดหรือดูนามรูปอยู่ ผู้ปฏิบัติต้องระวังอย่าให้มีความรู้สึกต้องการหรือความรู้สึกว่า กำหนดเพื่ออะไรเกิดขึ้น
ผู้ทำกรรมฐาน ขณะกำลังกำหนดหรือกำลังดูนามหรือรูปอะไรอยู่ก็ตาม เวลาที่กำหนดนั้น ถ้าเกิดความรู้สึกว่ากำหนดเพื่ออะไรหรือกำหนดเพื่อต้องการอะไร เช่น ต้องการเห็นนามรูปหรือต้องการเห็นนามรูปเกิดดับ หรือต้องการให้วิปัสสนาเกิดเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่ผิด...ใช้ไม่ได้
๕. ไม่ให้กำหนดรูปและนามไปพร้อมกัน
ขณะใดกำหนดรูปอยู่ ก็ต้องกำหนดเฉพาะรูป ขณะใดกำหนดหรือดูนามอยู่ ก็ต้องกำหนดเฉพาะนาม จะกำหนดนามและรูปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันหรือในอารมณ์เดียวกันไม่ได้...ข้อนี้ต้องระวัง
๖. ต้องระวังอิริยาบถ
ผู้ปฏิบัติไม่ควรใช้อิริยาบถย่อย เช่น เคลื่อนไหว เหยียด คู้ ก้ม เงย เหลียวซ้ายขวาเป็นต้น หรืออิริยาบถใหญ่ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน โดยไม่จำเป็น ถ้าไม่จำเป็นไม่ให้ใช้หรือไม่ให้เปลี่ยนอิริยาบถทั้งย่อยและทั้งใหญ่
๗. ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนหรือต้องใช้อิริยาบถ ผู้ปฏิบัติต้องรู้เหตุนั้นก่อน ว่าต้องการเปลี่ยนเพราะเหตุอะไร
เหตุผลนี้สำคัญมาก ขอย้ำอีกครั้งว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องใช้หรือต้องเปลี่ยนอิริยาบถย่อยหรือใหญ่ก็ตาม ให้รู้เหตุที่จำเป็นนั้นก่อน จึงค่อยเปลี่ยนหรือใช้อิริยาบถนั้นๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:25:03 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 6๘. อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ
เราเคยนั่งอย่างไร เคยเดินอย่างไร เคยนอนอย่างไร เมื่อเข้ากรรมฐาน ก็นั่งอย่างนั้น เดินอย่างนั้น ไม่ต้องเดินให้ผิดปกติ ไม่ต้องนั่งให้ผิดปกติ ส่วนมากผู้ทำกรรมฐานมักเข้าใจว่าต้องนั่งขัดสมาธิก่อน แล้วจึงกำหนด สำหรับวิปัสสนาไม่จำเป็น นั่งอย่างไรก็ได้ เปลี่ยนอิริยาบถตามสะดวก นั่งอย่างไร ทำอย่างไรก็ได้ตามปกติ แต่ขอให้รู้อยู่ในท่านั้น คือ ในรูปนั้นๆ เท่านั้น จะเป็นท่านั่งหรือท่านอนก็ตาม
ขณะกำหนดท่านั่งหรือท่านอน จะต้องรู้สึกตัวด้วยสติสัมปชัญญะเสมอ ว่ากำลังกำหนดหรือดูรูปอะไรอยู่
ถ้ากำหนดท่านั่ง คือดูท่าที่นั่ง ก็ให้รู้สึกว่าขณะนี้กำลังดูรูปอะไรอยู่ ถ้ากำหนดท่านอน คือ ดูท่าที่นอน ก็ให้รู้สึกว่าขณะนี้กำลังดูรูปนอนอยู่ ทำนองเดียวกัน ในการดูรูปยืน หรือรูปเดินก็ตาม ต้องรู้สึกเสมอว่า ขณะนี้กำลังดูรูปอะไร หรือกำลังดูนามอะไรอยู่
๙. ไม่ให้ระวังอิริยาบถหรือไม่ให้ประคองอิริยาบถจนผิดปกติ
บางคนขณะเดินก็รู้สึกว่า ประคองอิริยาบถมาก ขณะยกมือหรือใช้อิริยาบถอื่นๆ ก็รู้สึกว่า ประคองมากจนผิดปกติ เช่นนี้เป็นการทำเพื่อความต้องการ และถ้าทำด้วยระวังจนผิดปกติก็จะกลายเป็นทำเพื่อความต้องการอีกเช่นเดียวกัน ความต้องการจะแฝงอาศัยอยู่ในความรู้สึกนั้น ความต้องการเป็นโลภะเป็นกิเลส การปฏิบัตินี้เพื่อละกิเลส จะกลายเป็นเพื่อพอกพูนกิเลสไป ฉะนั้น ความรู้สึกเช่นนี้จึงใช้ไม่ได้ ข้อนี้ต้องระวังผู้ปฏิบัติต้องสังเกตให้ดี
๑๐. ขณะเข้ากรรมฐาน ห้ามทำสิ่งที่ไม่จำเป็น
ไม่จำเป็นแล้ว ไม่ให้ทำทั้งสิ้น การพูด ถ้าไม่จำเป็นไม่ให้พูด การนั่ง นอน ยืน เดิน ถ้าไม่จำเป็นไม่ให้ทำทั้งนั้น ถ้าไม่จำเป็น ไม่ให้ทำทั้งนั้น ถ้าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถก็ไม่ให้เปลี่ยน ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนจึงเปลี่ยนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:30:01 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 7๑๑. ก่อนทำสิ่งใด ต้องรู้เหตุจำเป็นก่อน
ก่อนจะใช้อิริยาบถ หรือก่อนจะทำสิ่งใด เช่นกินข้าว อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ หรือนั่ง นอน ยืน เดิน เช่นนี้ ก่อนจะทำ..ต้องรู้ว่าต้องทำเพราะความจำเป็น จำเป็นต้องทำเพราะเหตุนั้นๆ ผู้ปฏิบัติที่ไม่ระวัง บางขณะก็ลุกขึ้นเดินโดยไม่ทราบเหตุผลที่ลุกขึ้นเดินนั้นว่าเพราะเหตุไร หรือบางทีก็ตั้งใจจะเดินกรรมฐาน อย่างนี้เป็นต้น
บางครั้งผู้ปฏิบัติกำลังเดินอยู่นึกอยากจะเลิกก็เลิก อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ อย่าลืมข้อที่ว่าต้องจำเป็น เวลาจะเลิกเดิน ก็ต้องรู้ว่าจำเป็นต้องเลิก จึงจะค่อยเลิก และจะต้องรู้เหตุของความจำเป็นด้วยว่า ที่ต้องเลิกนั้นเพราะเหตุใด เช่น เพราะเหตุรู้สึกเมื่อยล้า บังคับให้ต้องเลิกเดิน เป็นต้น ไม่ใช่เราอยากเลิก
สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ระวังให้ดี ความต้องการที่จะทำ ย่อมแฝงอาศัยอยู่ในความรู้สึกนั้นได้ เมื่อกิเลสเข้าอาศัยแล้ว จิตของผู้นั้นก็จะเข้าไม่ถึงวิสุทธิได้ ในมหาสติปัฏฐาน พระบาลีกล่าวว่า อนิสฺสิโต จ วิหรติ หมายถึงว่า ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว
๑๒. ไม่ให้รู้สึกว่า ที่ทำเพราะทำกรรมฐาน
เวลาจะเดิน จะนั่ง จะนอน จะยืน ไม่ให้รู้สึกว่า จะเดินกรรมฐาน จะนั่งกรรมฐาน หรือจะนอนกรรมฐาน ไม่ให้รู้สึกว่าที่ทำเพราะจะทำกรรมฐาน ข้อนี้ก็ห้ามโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:31:29 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
สลักธรรม 8๑๓. จะกำหนดอิริยาบถหรือกำหนดรูปนามใด อย่าทำความรู้สึกในเวลาที่กำหนดว่า จะกำหนดเพื่อให้จิตสงบ
อย่าทำความรู้สึกในขณะกำหนดนามรูปว่า จะกำหนดเพื่อให้จิตสงบ เพื่อให้ได้สมาธิ หรือตั้งใจว่า จะกำหนดเพื่อให้จิตอยู่ตรงนี้ ไม่ให้จิตเคลื่อนย้าย การมีความรู้สึกเช่นนี้ก็ใช้ไม่ได้ ผู้ปฏิบัติต้องไม่ให้ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ดูที่กำหนด ผู้ทำกรรมฐานบางท่านจะดูนามรูป แต่ใจนั้นมุ่งเพื่อให้จิตสงบ ไม่ให้จิตเคลื่อนย้ายไปข้างไหน ต้องการให้จิตนิ่งอยู่กับที่ เพื่อให้เป็นสมาธิอย่างนี้เป็นต้น
ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้ในขณะกำหนด..ก็ใช้ไม่ได้ บางครั้งก็ตั้งใจดูนามรูปเพื่อให้เกิดปัญญาจะได้เห็นธรรมะ หรือดูเพื่อให้ธรรมเกิดขึ้นในระหว่างที่ดูนั้น หรือดูเพื่อต้องการให้ธรรมะที่เราไม่ชอบหมดไป อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้
๑๔. เวลาทำกรรมฐาน ต้องทำใจให้เหมือนดูละคร อย่าไปหัดละคร
เช่นบังคับจะทำอย่างนั้น บังคับจะเอาอย่างนี้ อย่างนี้ไม่เอา เป็นต้น เช่นนี้ใช้ไม่ได้ สำหรับวิปัสสนา ต้องทำความรู้สึกทำใจเหมือนกับเราดูละคร อย่างนี้จิตจึงจะเป็นมัชฌิมา มิฉะนั้นจิตมักตกไปในอภิชฌาและโทมนัสเสมอ เมื่ออภิชฌาและโทมนัสเกิดแล้ว ปัญญาจะเกิดได้ยาก
๑๕. ผู้ทำวิปัสสนาอย่าตั้งใจ
ข้อนี้ว่าไว้ครั้งหนึ่งแล้วว่า อย่าตั้งใจหรือตั้งใจจะทำเพื่อให้จิตสงบหรือเป็นสมาธิ
ที่กล่าวมาทั้ง ๑๕ ข้อนี้ล้วนสำคัญมาก ผู้เริ่มทำวิปัสสนาจะต้องมีความเข้าใจให้ดีก่อน การปฏิบัติจึงจะได้ผล
ติดตามตอนต่อไปนะครับ
![]()
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 08:34:13 น.] ( IP = 58.9.185.220 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |