| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักการพ้นทุกข์ที่ประเสริฐ ตอน 4
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1๓. อิริยาบถเกี่ยวข้องกับกิเลสอย่างไร
การไปปฏิบัติวิปัสสนา ก็เพื่อจะละกิเลส แต่คนเราก็ไม่ทราบว่าละกิเลสที่ไหน กิเลสอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ..อิริยาบถน่ะจะไปพิจารณาทำไม ..ก็ไม่เห็นจะมีกิเลสอะไรเลย อิริยาบถก็เป็นของธรรมดา
กิเลสน่ะอยู่ที่จิตใจต่างหาก ถ้าทำให้ใจนิ่งเสียอย่าง ให้ใจสงบๆ กิเลสก็หมดไปแล้ว จะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกับอิริยาบถเล่า คือเขาคิดว่าที่อาศัยของกิเลสคือใจเท่านั้น เขาเข้าใจกันอย่างนี้ เขาไม่เคยนึกเลยว่า อิริยาบถเป็นที่อาศัยของกิเลส
อิริยาบถเป็นที่อาศัยของกิเลสได้อย่างไร
ตามปกติคนเรา จะใช้อิริยาบถไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน คือไม่นั่งก็นอน ไม่นอนก็ยืน ไม่ยืนก็เดิน เช่นนี้อยู่เสมอในชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง การเปลี่ยนอิริยาบถจากอิริยาบถเดิมไปเป็นอิริยาบถใหม่ มักจะเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยน เมื่อมีความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนนั่นก็คือมีตัณหาเกิดขึ้นแล้ว คืออยากเปลี่ยนอยากเดินเกิดขึ้น เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ทิฏฐิก็เห็นว่าเดินเป็นสุข เดินให้ความสบาย..ทิฏฐิก็เข้าอีก
ดังนั้นทั้งตัณหาและทิฏฐิก็เข้าอาศัยในอิริยาบถที่เปลี่ยนทุกครั้งไปอยู่เสมอ ..เป็นอย่างนั้นไปตลอดชีวิต นี่แหละคือกิเลสอาศัยอยู่ในอิริยาบถโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:32:12 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 2๔. โยนิโสมนสิการในการไปปฏิบัติ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าจะไปปฏิบัติเพื่ออะไร การไปปฏิบัติก็เพื่อพ้นจากทุกข์
ทุกข์อะไร.. ทุกข์ในที่นี้คือ ทุกข์ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยได้พิจารณาเห็นแล้วว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย จึงปรารถนาจะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ไปปฏิบัติ ไปเจริญสติปัฏฐาน
การไปปฏิบัติก็เพื่ออย่างนี้..ไม่ใช่เพื่อปัญญาให้ได้รู้ได้เห็นหรือให้ได้บุญได้กุศลอะไร.. ไม่ถูกเลย.. ที่ถูกคือมีความประสงค์เพื่อความไม่เกิด เพื่อความพ้นทุกข์ จากชาติ ชรา มรณะ ซึ่งการจะพ้นทุกข์อย่างนี้ได้ ต้องมีปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง
ไม่ใช่ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งก็เป็นกิเลสอีก เพราะอยากได้ปัญญา.. ถ้าเป็นเช่นนี้ พอกิเลสเกิดก็ไม่ชอบอีก ชอบให้ปัญญาเกิด แต่ถ้าพิจารณาว่า ปัญญาจะเกิดหรือไม่ก็ตาม ขอให้เรามีหน้าที่ไปเจริญก็แล้วกัน ได้ไปสำรวม ได้ไปสังเกต ได้ไปโยนิโสมนสิการก็แล้วกัน
ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง อย่าไปต้องการผล ไม่ต้องไปคิดว่าอยากได้ปัญญา ทำเหตุให้ถูกต้องก็แล้วกัน แม้แต่ปัญญาก็อย่าไปอยากได้ สติก็อย่าไปอยากได้
สรุป การโยนิโสก่อนออกจากบ้าน ก็เพื่อความพ้นทุกข์ จากชาติ ชรา มรณะ หากพิจารณาอยู่บ่อยๆ ความทุกข์ในชาตินี้ก็จะลดน้อยลง จะไม่สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นอีก
แต่หากเป็นทุกข์เพราะวิบาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็แก้ไขกันไป จะเป็นการแก้ทุกข์ในปัจจุบันได้ และถ้าโยนิโสมนสิการมากขึ้นๆ ก็จะเป็นอิสระ พ้นจากความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:33:42 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 3๕. โยนิโสมนสิการกับปัญญา
โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา แต่การมีโยนิโสมนสิการก็ไม่จำเป็นต้องเกิดปัญญาเสมอไป..เพราะมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เกิดปัญญา ถ้าท่านไม่มีสติ ปัญญาจะเกิดได้อย่างไร ถ้าท่านไม่มีสมาธิ ปัญญาจะเกิดได้อย่างไร ธรรมเหล่านี้ก็เป็นเหตุให้เกิดปัญญาเหมือนกัน ไม่เฉพาะแต่โยนิโสมนสิการเท่านั้น แต่โยนิโสมนสิการเป็นเหตุพิเศษทีเดียวที่ต้องสำเหนียกก่อน คือ
ไม่ถือเอาอำนาจแห่งอัตตา
ไม่ถือเอาอำนาจแห่งทิฏฐิ
ป้องกันความปรารถนา คือ ตัณหาที่จะเกิดในเวลานั้น
ไม่น้อมไปสู่สภาวธรรมอารมณ์ภายนอกคือใส่ใจเฉพาะอารมณ์ที่ป้องกันตัณหาและทิฏฐิเท่านั้น
ต้องป้องกันกิเลส ไม่ใช่ตัวโยนิโสมนสิการโดยตรง ธรรมที่ป้องกันกิเลสได้ คือ ตัวปัญญานั่นเอง ปัญญาเกิดขึ้นแล้วจะป้องกันกิเลสได้
กิเลสที่ต้องป้องกันอันดับแรกคือ ตัณหาและทิฏฐิ ดังนั้น จึงต้องทำปัญญาให้เกิดขึ้น เพื่อป้องกันตัณหาและทิฏฐิก่อน ปัญญานี้ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการเหมือนกัน
การป้องกันจะป้องกันตั้งแต่วาระไหน การป้องกันไม่ใช่ป้องกันในขณะเข้ากรรมฐานเท่านั้น ต้องป้องกันก่อนไปและจะต้องโยนิโสมนสิการเสียก่อน ก่อนไปใส่ใจอะไร กระทำอารมณ์อะไร
ในการใส่ใจก่อนไปปฏิบัติเช่นนั้น เป็นการป้องกันตัณหาเป็นอันดับแรก ตัณหา ในที่นี้คือ ตัณหาอย่างละเอียด ไม่ใช่ตัณหาอย่างหยาบ อยากได้เห็นรูปสวยๆ อยากได้ยินเสียงเพราะๆ ฯลฯ แม้ต้องการอย่างอื่น ก็นอกเหนือจากการพ้นทุกข์ก็เป็นตัณหาแล้ว ความต้องการอย่างนั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่อไปอีก จะพ้นทุกข์ไปไม่ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:35:17 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 4๖. ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
อันนี้ให้นำมาสังเกตตอนปฏิบัติว่า ใจของเราน้อมไปเพื่อพ้นทุกข์หรือเปล่า ไม่เช่นนั้นใจก็จะน้อมไปเพื่ออย่างอื่น เช่น ต้องการปัญญา เป็นต้น แม้แต่เพียงมีใจน้อมไปว่า การปฏิบัติคราวนี้แล้ว อย่างนี้ยังเป็นตัณหาเลย
แท้จริงการปฏิบัติก็เพื่อการถอนออกจากทุกข์ ไม่ใช่การยึดถือไว้ แม้ธรรมที่เป็นกุศลก็ต้องละ ป่วยการกล่าวไปใยถึงธรรมที่เป็นอกุศล เพราะเป็นอันต้องละแน่ๆ อยู่แล้ว แม้กุศลก็ต้องละเหมือนกัน
คำว่าละกุศล.. ไม่ใช่หมายความว่าไม่เจริญกุศล ละกุศลก็คือ ไม่ให้ถือเป็นสาระ ไม่ใช่เมื่อเจริญกุศลแล้วเกิดความพอใจ ท่านอุปมาเหมือนเรือ เรือมีประโยชน์เพียงเพื่อช่วยเราละจากฝั่งนี้ข้ามไปสู่ฝั่งโน้นเท่านั้นเอง คนไปถึงฝั่งโน้นแล้วไม่มีใครเห็นสาระของเรือหรือแพ ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อไปถึงฝั่งโน้นแล้ว คงไม่มีใครชื่นชม ลูบๆ คลำๆ เรืออยู่ แล้วแบกเรือไปไหนต่อไหน
ศีล สมาธิ ปัญญาก็เหมือนกัน จำต้องเจริญให้เกิดขึ้นก็เพื่อประโยชน์แก่การละจากฝั่งนี้ คือ ทุกข์ ข้ามน้ำ คือตัณหาไปสู่ฝั่งโน้นคือ พระนิพพานได้เท่านั้น
ดังนั้น การที่เรายังชื่นชมกับกุศลอยู่ โดยเห็นว่าเป็นสาระเป็นสิ่งประเสริฐสูงยิ่งอย่างนี้แล้ว จะพ้นทุกข์ไม่ได้ ความต้องการนั้นเป็นตัณหา โดยเหตุนี้ก็ต้องมีโยนิโสมนสิการ ซึ่งผู้ปฏิบัติยังขาดกันอยู่มาก
๗. การที่จะพ้นทุกข์
การที่จะพ้นทุกข์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับจิตใจ ต้องมีจิตใจน้อมไปเพื่อความพ้นทุกข์ ตั้งแต่ก่อนที่จะไปปฏิบัติ นี่แหละบทบาทของตัณหา คราวนี้ทำอย่างไรจึงจะทำให้ใจน้อมไปสู่ความพ้นทุกข์อยู่เรื่อยๆ ก็ต้องทำใจให้น้อมไปอยู่เสมอ แม้จะยังไม่ไปปฏิบัติก็ต้องน้อมใจอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่ไปใส่ใจตอนก่อนไปปฏิบัติเท่านั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:37:00 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 5๘. การเปลี่ยนอิริยาบถ
การเปลี่ยนอิริยาบถมีได้ ๒ ประการ
- เปลี่ยนเพราะมีทุกข์
- เปลี่ยนเพราะความไม่สะดวก เช่น นั่งอยู่ตอนแรกไม่เป็นไร แต่ต่อมาแดดร้อนหรือนั่งแล้วง่วงก็เปลี่ยนได้ หรือขณะอยู่ในอิริยาบถเดิน ตอนแรกไม่ได้สังเกตว่าต้นมะม่วงมีลูก แต่พอไปเห็นลูกมะม่วง ตาก็คอยจะไปดู อย่างนี้ก็เปลี่ยนได้ หรือขณะใช้อิริยาบถใหญ่อยู่ ยังไม่ปวดเมื่อย แต่จำเป็นต้องเปลี่ยน เนื่องจากมีเสียงมารบกวนบ้าง ปิ่นโตมาส่งบ้าง กระหายน้ำบ้าง ปวดหนัก ปวดเบาบ้างเช่นนี้ ก็ต้องมีโยนิโสมนสิการเหมือนกัน
ดังนั้นการเปลี่ยนอิริยาบถเพราะความจำเป็นบางอย่าง เช่น การรับประทานอาหารหรือการอาบน้ำ ซึ่งเป็นอิริยาบถที่จำเป็นโดยมิได้เกิดจากการปวดเมื่อย เช่น จำเป็นต้องรับประทานอาหาร หรือจำเป็นต้องอาบน้ำ จะต้องมีโยนิโสมนสิการอย่างไร
๙. การเปลี่ยนอิริยาบถตามความจำเป็นกับความต้องการต่างกันอย่างไร
การเปลี่ยนอิริยาบถตามความจำเป็นกับตามความต้องการต่างกัน ตรงความรู้สึก
ถ้าเปลี่ยนตามความต้องการคือ อยากเปลี่ยน อยากให้ทุกข์หาย ทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็อยากเปลี่ยน
ถ้าเปลี่ยนตามความจำเป็น คือต้องดูก่อนว่า จำเป็นหรือไม่ ถ้าจำเป็นจึงเปลี่ยน...ต้องรู้เหตุผลเสียก่อน คือใส่ใจในทุกข์ตรงนั้นเสียก่อน คือดูทุกข์ตรงนั้นเสียก่อน จึงจะเป็นโยนิโสมนสิการ ถ้าเป็นการนึกละก็ทิ้งทุกข์เสียแล้ว เพียงแต่คิดว่าเป็นการแก้ทุกข์ แสดงว่ายังไม่มีโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการจะต้องใส่ใจทุกข์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:38:41 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 6ใส่ใจทุกข์ คือ
-ต้องดูว่าทุกข์อะไร
-ทุกข์เกิดตรงไหน
ถ้าใส่ใจทุกข์ ทุกอย่างจะกันได้หมด ต่อไปก็สำรวมในอาการนั้นไป เพราะการสำรวมเป็นเรื่องของสติ พอสติเกิดขึ้นก็ไม่หลงลืม ก็มีสติตามไป การเปลี่ยนอิริยาบถจะเปลี่ยนไปในอิริยาบถใดจึงจะถูก
การเปลี่ยนอิริยาบถนั้น จะเปลี่ยนเป็นอิริยาบถใดก็ได้ อิริยาบถใดที่แก้เมื่อยได้ก็ใช้ได้ ไม่ต้องลังเลว่าจะยืนดีหรือจะนั่งดี เพราะต้องรู้ตัวของตัวเองว่าจะแก้อย่างไร แก้ตรงไหนทุกข์จะรายงานเอง ไม่ใช่ต้องไปจัดแจงเอา
เราต้องรู้ทุกข์และติดตามทุกข์ตลอดเวลา ส่วนมากไม่ค่อยกำหนดรู้ทุกข์ ทิ้งทุกข์เสียเป็นส่วนมาก ไม่ได้ติดตามดูทุกข์ เพราะดูแล้วไม่สบายใจ ความจริงจะพ้นจากทุกข์ก็ต้องดูทุกข์ เพราะดูทุกข์แล้วละตัณหา ตัณหาอาศัยไม่ได้เลย ตัณหาไม่ชอบทุกข์ ตัณหาอยากได้แต่ความสุข ถ้าจะพ้นจากวัฏฏะก็ต้องละตัณหา ต้องกำหนดทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติ ยิ่งเห็นทุกข์มากเท่าไร ก็ยิ่งเสนอความจริงให้ปัญญามากเท่านั้น
ปัญญาไม่ได้รู้ของดี ปัญญารู้แต่ของไม่ดีคือทุกข์ ทุกข์มีมากมายเกลื่อนกล่น เต็มไปด้วยทุกข์ ขอให้คอยดูทุกข์เถิด แล้วตัณหาจะไม่เกิด ตัณหาไม่เกิดก็สร้างขันธ์ไม่ได้ เพราะปัญญาคอยรู้ทุกข์
ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนไปในอิริยาบถใด ทุกข์นั้นจะรายงานเองว่า จะเดิน หรือจะนั่ง หรือจะนอน หรือยังคงอยู่ท่าเดิมแต่ขยับเสียหน่อยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:40:37 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 7การเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องทำความรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่เปลี่ยนให้เกิดความสบาย ก็จะทำให้รู้ถูกมีสติมีปัญญา ไม่ควรตั้งใจไว้ก่อน ว่าจะยืนแก้ทุกข์หรือเดินแก้ทุกข์ คือไม่ควรมีความตั้งใจไว้ก่อนว่าจะเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการในการใช้อิริยาบถ ผิดกับกุศลธรรมดาทั่วๆ ไป ต้องตั้งใจทั้งนั้น ต้องจัดแจงต้องปรุงแต่งมาก
แต่ในการปฏิบัติวิปัสสนาไม่ใช่อย่างนั้น ต้องกำหนดอิริยาบถไปตามความเป็นจริงที่มีอยู่ขณะนั้นเท่านั้น อย่าคะเนตั้งใจว่ามาปฏิบัติคราวนี้อย่างนี้ คราวต่อไปต้องให้ดีกว่านี้ เช่นนี้ไม่ได้อีกเพราะมีตัณหาหนุนหลังให้เป็นความหวัง
สรุป ไมีมีอะไรที่จะไปกะเกณฑ์ล่วงหน้า เมื่อวาระนั้นจริงๆ มาถึง ก็เอาความเข้าใจไปใช้ตอนนั้น ไม่ต้องมีความตั้งใจไว้ก่อน พอถึงเวลา สัญญาความทรงจำที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจะเข้ามาเอง
หลักสำคัญในการปฏิบัติ..ควรทำอะไรทีละอย่าง อย่าทำอะไรหลายๆ อย่างวุ่นวายไปหมด จะไม่มีการสำรวม สติที่จะคอยตามดู ตามรู้ก็จะไม่มี เพราะความวุ่นวายจัดแจงไปหมดแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:41:48 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 8๑๐. การโยนิโสมนสิการในอิริยาบถใหญ่และในอิริยาบถย่อย
การโยนิโสมนสิการในอิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อยต้องมีด้วยกันทั้งนั้น
ทุกข์ของอิริยาบถใหญ่ คือ ปวดเมื่อย
ทุกข์ของอิริยาบถย่อย มีมากมายนานาชนิด การเปลี่ยนระหว่างอิริยาบถใหญ่ด้วยกัน ก็ต้องมีอิริยาบถย่อย อย่างนั่งอยู่จะลุกขึ้นเดินก็ต้องมีอิริยาบถย่อยหรือนอนอยู่จะพลิกตัวก็ต้องมีอิริยาบถย่อย แต่ก็มีอิริยาบถย่อยที่ไม่เนื่องกับอิริยาบถใหญ่ก็มี เช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำ
ถ้าเป็นอิริยาบถย่อยระหว่างอิริยาบถใหญ่ ก็ไม่ต้องทำอะไร ให้สำรวมไปก็จะรู้อิริยาบถย่อย เช่น นั่งแล้วจะไปเดิน อิริยาบถย่อยระหว่างอิริยาบถนั่งก่อนที่จะเป็นอิริยาบถเดินก็เพียงให้สำรวมในอิริยาบถย่อยนั้นก็พอ
๑๑. การป้องกันทิฏฐิ
การป้องกันทิฏฐิ ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการอีกนั่นแหละ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดปัญญาป้องกันทิฏฐิได้
ทิฏฐิอย่างหยาบคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วสำหรับพวกเรา แต่การป้องกันทิฏฐิอย่างละเอียดที่เกี่ยวกับความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา อันนี้ก็ต้องถึงวาระที่ปฏิบัติจริงๆ ถ้าไม่ปฏิบัติก็ชำระกันไม่ได้ จะชำระได้ในขณะปฏิบัติจริงๆ ในขณะที่ปัญญาเกิดเท่านั้น จึงจะป้องกันตัณหาและทิฏฐิได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:46:13 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 9๑๒. โยนิโสมนสิการในขณะปฏิบัติ
ในขณะปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะต้องพิจารณาทุกข์อยู่เสมอ...พิจารณาทุกข์ที่ไหน ก็พิจารณาทุกข์ในอิริยาบถยืน อิริยาบถเดิน อิริยาบถนั่ง อิริยาบถนอน หรือพิจารณารูปหรือนามทางทวารต่างๆ มีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจที่จรเข้ามา
โยนิโสมนสิการในขณะปฏิบัติจะต้องมีอยู่เสมอๆ ทุกอิริยาบถและทุกอารมณ์
การโยนิโสมนสิการในอิริยาบถใหญ่ ในขณะที่อยู่ในอิริยาบถใด เช่น กำลังนั่งอยู่ เมื่อนั่งไปนานๆ และรู้สึกปวดเมื่อยขึ้น ให้ใส่ใจทุกข์ในทุกข์ที่เกิดขึ้น พอใส่ใจทุกข์แล้วจึงเปลี่ยน จะเป็นการเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ หรือถ้าหากไม่แก้ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ช่าง...ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าไปทำอะไรเพิ่มขึ้นมากไปกว่าความใส่ใจทุกข์
ทุกครั้งที่เปลี่ยนให้ใส่ใจทุกข์ก่อนเสมอ... ถ้าทำอย่างนั้น ก็ไม่เป็นการบริกรรม หรือไม่เป็นบัญญัติผุดขึ้นมาในใจว่า เราต้องเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ อันนี้เป็นปรมัตถ์ล้วนๆ ที่เข้าไปสัมผัสทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ ไม่ใช่สักแต่คำพูดตามคำของอาจารย์ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ แตกต่างกันมากนักโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:48:09 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
สลักธรรม 10ถ้าหากใส่ใจทุกข์แล้วเวลาเปลี่ยน จะเปลี่ยนไปเพื่อแก้ทุกข์จริงๆ แล้วจิตใจจะไม่เหมือนกันเลยกับการเปลี่ยนไปตามปกติธรรมดาอย่างที่ไม่มีการใส่ใจทุกข์ ไม่เหมือนกันเลย
เพราะฉะนั้น ต้องใส่ใจทุกข์ ถ้าใส่ใจทุกข์แล้วความรู้สึกจะเกิดขึ้นเองเป็นความรู้สึกจริงๆ ท่านบอกแล้วว่าให้รู้สึก อย่านึก ถ้าเอาคำของอาจารย์มาใช้แล้วมันนึก นึกถึงคำของอาจารย์ ตอนนี้ท่านบอกว่าต้องให้มีความรู้ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ เราก็เลยทำขึ้นมาว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ จึงเป็นการนึกไป
ถ้าจะให้เป็นความรู้สึกต่างๆ ก็ต้องใส่ใจทุกข์ พอใส่ใจทุกข์จริงๆ แล้วจึงเปลี่ยน จะเป็นการรู้สึกจริงๆ ว่าเปลี่ยนแก้ทุกข์ ซึ่งจะไม่เป็นภาษา ไม่เป็นบัญญัติอะไรทั้งนั้น จะมีความรู้สึกเหมือนกันหมดไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเป็นคนชาติใดภาษาใด
ถ้าหากใส่ใจทุกข์ในเวลาที่จะใช้อิริยาบถทั้งหลายเสียก่อน ก็จะเกิดปัญญารู้เองว่า เปลี่ยนทำไม ใช้อิริยาบถนั่ง ยืน เดิน นอน ในคราวนั้นๆ ทำไม การใส่ใจทุกข์นั่นแหละเป็นโยนิโสมนสิการ ความรู้ว่าจะใช้อิริยาบถนั้นเพื่อแก้ทุกข์ กล่าวคือการเดินเพื่อแก้ทุกข์ เป็นต้น เป็นปัญญาที่เกิดจากโยนิโสมนสิการนั้น เป็นเรื่องสำคัญในวาระเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นอย่างนี้
พอเกิดปัญญารู้ว่าจะเดินแก้ทุกข์ มันจะมีผลไปถึงตัณหา จะป้องกันตัณหาได้ว่า ปัญญาอย่างนี้ทำเพื่อแก้ทุกข์ เพราะพอเห็นว่าสักแต่ว่าแก้ทุกข์เท่านั้น ตัณหาจะไม่อาศัยเลย มันจะไม่เห็นสาระที่น่าได้
พอทุกขเวทนา คือ ความปวดเมื่อยเกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยนอิริยาบถ แม้การเปลี่ยนที่สักแต่ว่าแก้ทุกข์นั้น ก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือทุกข์ที่จำต้องแก้ ต้องบำบัด ต้องรักษา ไม่เปลี่ยนไม่ได้ มันปวดเมื่อย พอรู้ว่าจะเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ก็จะไม่เล็งเห็นสาระในการใช้อิริยาบถก่อน
ในปกติคนธรรมดา มักเปลี่ยนไปเลยโดยไม่ได้พิจารณาทุกข์ เพราะเล็งเห็นแต่ความสบายไป และเกิดความพอใจ...จัดเป็นตัณหานุสัย ไม่ใช่ตัณหาหยาบๆ แต่ตัณหาตัวนี้สำคัญมาก ซึ่งถ้าละไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์กันอยู่เรื่อยทุกภพทุกชาติไม่อาจพ้นทุกข์ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:49:51 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |