มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลักการพ้นทุกข์ที่ประเสริฐ ตอน 4




โยนิโสมนสิการ


๑. ความหมาย

โยนิโสมนสิการ คือ การทำอารมณ์โดยแยบคาย แยบคายอย่างไร.. แยบคาย คือ ในอารมณ์อันเดียวกัน จะเป็นรูปารมณ์ หรือสัททารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม เป็นปัจจัยให้รักก็ได้ ให้โกรธก็ได้ ให้เป็นกุศลก็ได้ ให้เป็นปัญญาก็ได้ ถ้าคนๆ นั้นมีโยนิโสมนสิการ คือ ถ้าทำอารมณ์โดยแยบคายแล้วก็จะเข้าใจ ทำความรู้สึกในอารมณ์นั้น กิเลสก็เข้าไม่ได้ในอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นก็เป็นอาหารของปัญญาไป นี่คือ โยนิโสมนสิการ หรือ..

โยนิโสมนสิการ คือ การทำเข้าไว้ในใจโดยถูกอุบาย หรือถูกวิธีการ ถูกทาง .. ถูกอุบายหรือถูกวิธีการอะไร ..อุบายหรือวิธีการให้เกิดปัญญานั้นเอง การรู้ถูกรู้จริงก็คือปัญญา


๒. อิริยาบถในการดำรงชีวิต

การดำรงชีวิตของคนเรานั้น การเป็นอยู่ได้ในชีวิตประจำวันต้องอาศัยอิริยาบถเป็นสำคัญ อิริยาบถ ได้แก่ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน

อิริยาบถเป็นธรรมะ แม้พระอรหันต์ก็ยังต้องใช้อิริยาบถ แต่การใช้อิริยาบถของท่านไม่เหมือนการใช้อิริยาบถของปุถุชน อิริยาบถของท่านใช้ไปในสิ่งที่จำเป็น จะเคลื่อนไหวไปตามวิบากขันธ์ แต่อิริยาบถของเราโดยมากใช้ไปตามอำนาจของกิเลส

ดังนั้นการใช้อิริยาบถนี้เป็นไปได้ ๒ อย่าง คือ

เป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสอย่างหนึ่ง

เป็นไปด้วยอำนาจของวิบากอย่างหนึ่ง

อิริยาบถที่เป็นไปด้วยอำนาจของวิบาก พระอรหันต์ยังใช้อยู่ แต่ถ้าเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลส พระอรหันต์ไม่มีแล้ว เพราะท่านไม่มีกิเลสแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:30:46 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

๑๓. ดูทุกข์ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ

ถ้าดูทุกข์ก่อนแล้วเดินเพื่อแก้ทุกข์ จะเห็นตามความเป็นจริงว่าแก้ทุกข์ จิตใจจะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย แต่ถ้าหากไม่ใส่ใจทุกข์แล้วใจมันคนละเรื่อง ถ้าหากใส่ใจทุกข์ก่อนแล้วเดินเพื่อแก้ทุกข์ แล้วดูรูปเดิน ระหว่างดูรูปเดินนั้น ความรู้ในการดูรูปเดินจะเป็นความรู้ของปัญญาอย่างแท้จริง แต่ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์เสียก่อนแล้วไปเดินเลย แม้ท่านรู้ว่าอันนี้เป็นรูปเดินก็ไม่ใช่ความรู้ของปัญญา

การดูทุกข์ก่อนแล้วจึงเปลี่ยนอิริยาบถ ปัญญาจึงจะเกิดขึ้น ปัญญานี้เกิดขึ้นจะป้องกันตัณหาในการใช้อิริยาบถ พอใช้ไปแล้วถ้ามีโยนิโสมนสิการกำหนดรูป เกิดปัญญารู้ว่าเป็นนามเป็นรูป นามอะไร รูปอะไรนั้น จะเป็นปัญญาป้องกันทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นอัตตา

ธรรมที่สร้างความไม่บริสุทธิ์ ๒ อย่างนี้สัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกันถ้าไม่มีการชำระเสียก่อน ต้องชำระตัณหาก่อนไม่เช่นนั้นการใช้อิริยาบถของท่านก็จะไม่บริสุทธิ์เพราะตัณหา เมื่อไม่บริสุทธิ์เพราะตัณหาแล้วก็ไม่มีโอกาสทำปัญญาให้เกิดขึ้นมาเห็นความจริงได้เลยว่า อันนี้เป็นนามอะไร เป็นรูปอะไร เพราะของไม่บริสุทธิ์ในขั้นนี้ไม่ถึงขั้นวิสุทธิ

สำหรับความบริสุทธิ์ในขั้นนี้เป็นเพียงการป้องกันเสียก่อน ถ้าเครื่องปรุงทั้งหลายไม่บริสุทธิ์ เพราะขาดโยนิโสมนสิการตั้งแต่ต้น อะไรๆ ก็จะไม่บริสุทธิ์หมด ปัญญาก็เกิดไม่ได้ ก่อนใช้อิริยาบถสำคัญที่สุด แต่ส่วนมากไม่สนใจกัน สนใจแต่ว่าจะกำหนดรูปนามให้ได้มากๆ

การใส่ใจทุกข์
การใส่ใจทุกข์คือการต้องรู้ว่า
- ทุกข์อะไร
- ทุกข์อยู่ตรงไหน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:51:19 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )


  สลักธรรม 12

การเปลี่ยนอิริยาบถนั้น จะเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกข์เกิดจริงๆ เป็นเครื่องแสดงว่า ทุกข์เกิดจริงๆ การเดินแก้ทุกข์จริงๆ นั้น เดินตรงไหนก็ได้ และไม่ต้องเดินมากมายอะไร ถ้าเทียบกับเวลาไม่เดินกรรมฐานแล้ว จะเห็นผิดปกติ ควรสำเหนียกว่า ถ้าไม่เข้ากรรมฐานจะเดินมากอย่างนั้นไหม แสดงว่าใช้อิริยาบถเดินเกินความจำเป็น อาจมีตัณหาหนุนอยู่เบื้องหลัง เพราะอิริยาบถเดินเป็นของหยาบ

ถ้าถนัดที่จะดูรูปเดิน ก็แสดงว่ามีความพอใจในอิริยาบถเดิน ตัณหาก็เข้าอีก…ก็ไม่มีประโยชน์ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ความจริงไม่ควรคำนึงว่า รูปนี้ชัด รูปนี้ไม่ชัด รูปอะไรมีก็ดูไป ดูไม่ได้ก็ค่อยๆ แก้ไขไป เราอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องการมีสติออกไปที่ทำท่าหรือไม่ทราบวิธีที่จะให้มีสัมปชัญญะเกิดขึ้นก็ได้ หน้าตาของสติเป็นอย่างไร หน้าตาของสัมปชัญญะเป็นอย่างไร

ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์จริงๆ แล้ว การใช้อิริยาบถมักจะไม่ตรงตามความเป็นจริง จะมีความต้องการมีความพอใจอาศัยได้ ไม่ตรงไปตรงมาตามทุกข์ที่เกิดขึ้น

ถ้าใส่ใจทุกข์ก่อนเปลี่ยน อิริยาบถที่เปลี่ยนนั้นจะเหมาะสมแก่การแก้ทุกข์จริงๆ เช่น นั่งคู้ขาอยู่ พอเกิดปวดเมื่อยอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินก็ได้ ถ้าใส่ใจทุกข์จริงๆ เพียงแต่เหยียดขาออกก็แก้ทุกข์แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเดิน

ถ้าเหยียดก็แล้ว คู้ก็แล้ว ทำตัวตรงก็แล้ว ถ้าใส่ใจทุกข์อยู่แล้วก็จะรู้เองว่าจุดนี้ จะนั่งต่อไปไม่ได้ คราวนี้ต้องเดิน จริงอยู่เดินน่ะแก้ได้จริงๆ เวลานั่งอยู่จะนั่งคู้ขา เหยียดขา นั่งเอนอยู่ พอไปเดินมันแก้ทุกข์ได้จริงๆ แต่ว่าเราซิจะรู้ว่าเป็นการแก้ทุกข์จริงหรือไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:52:35 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )


  สลักธรรม 13

มันอาจจะไม่บริสุทธิ์ คือมีความต้องการอาศัยคือ อยากจะเดินอยู่แล้ว เวลาทุกข์เกิดก็เลยเดินเลย อย่างนี้สมควรจะเดินแล้วหรือยัง อาจจะไม่สมควรก็ได้ พอไปเดินเข้าก็อาจเป็นอำนาจของความต้องการก็ได้คือ ตัณหาอาศัยได้

ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์ มันจะไปสนใจอิริยาบถที่เปลี่ยน ถ้าไปสนใจอิริยาบถที่เปลี่ยนก็จะเห็นว่าอิริยาบถมีสาระ เห็นว่าเดินดีกว่า ผู้ปฏิบัติถ้าทิ้งทุกข์เสียแล้วก็จะไปสนใจอิริยาบถ จะมีการเลือกว่าอะไรดีกว่า เอ๊ะ เดินดีกว่า พอเดินดีกว่าก็ไม่ใช่แก้ทุกข์ ความบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ แม้จะกำหนดรูปเดินก็เถอะ ก็ไม่ใช่ความรู้ของปัญญาเลย เพราะมันไม่บริสุทธิ์ อาจเข้าใจเอาเองว่าเป็นความรู้ของปัญญาก็ได้ อันนี้เป็นโยนิโสมนสิการก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:54:03 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )


  สลักธรรม 14

๑๔. การโยนิโสมนสิการในอิริยาบถย่อย

อิริยาบถย่อยเช่น อาบน้ำ ล้างหน้า ถ่ายหนัก ถ่ายเบา รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ เป็นต้น แม้จะรู้ว่าเป็นทุกข์แล้วและใส่ใจในทุกข์ก็ตาม แต่เวลาที่จะทำกิจนั้นๆ ก็อดที่จะมีความสุข ความสบายมีความพอใจไม่ได้

เช่น การอาบน้ำก็อดชื่นใจไม่ได้…ทั้งที่มีโยนิโสมนสิการแล้ว …ทำไมถึงยังมีความพอใจอยู่อีก แม้แต่อิริยาบถใหญ่จากนั่งเป็นยืน ความรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์มันหายไปฉับพลัน แม้ก่อนหน้านั้นมีการใส่ใจทุกข์ รู้ด้วยปัญญาด้วยว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ ผู้ปฏิบัติรู้ดีว่ามีความรู้สึกอย่างนั้น แต่พอลุกขึ้นเท่านั้น ความรู้สึกนั้นหายไปเลย อันนี้มีได้ ทั้งนี้เพราะในเวลาที่เปลี่ยน…ส่งใจไปถึงเรื่องอื่น กล่าวคือทิ้งทุกข์ไปสนใจการเดินเสีย

ความจริงถึงท่านไม่สนใจการเดิน ท่านก็เดินได้โดยไม่ต้องสนใจอะไรกัน ที่นี้ไปสนใจการเดิน จะเดินเพื่อแก้ทุกข์มีเรื่องแทรกเข้ามาคือ สนใจว่าจะเดินตรงไหนดีอย่างนี้ทุกข์ก็หายไปเลย ก็จะกลายเป็นว่าเดินเพื่อจะดูรูปเดินจนได้ เพราะฉะนั้นต้องมีอุบายรักษา

อุบายรักษาคืออะไร
อุบายรักษาโยนิโสมนสิการตอนเปลี่ยนอิริยาบถ คือการทำสติให้เกิดขึ้นตอนที่กำลังจะลุกขึ้นต้องมีสติสำรวมอยู่ในอาการ ถ้าเป็นอย่างนี้ จะรักษาการเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์เอาไว้ได้ตลอดจนกว่าจะใช้อิริยาบถใหม่ไปจริงๆ เพราะฉะนั้นต้องมีสติ แม้จะชั่วแวบเดียวก็ตาม

ติดตามตอนต่อไปนะครับ



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 ม.ค. 2556 , 19:55:39 น.] ( IP = 58.11.10.132 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org