| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปัญญาคือะไร? ตอน ๒
สลักธรรม 1โลกหมายถึงความฉิบหายเพราะสรรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่มีอะไรเลยที่จะตั้งอยู่อย่างมั่นคงได้มีแต่จะสลายตัวเลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกเวลานาที แล้วก็ไม่มีหนทางหรือไม่มีอำนาจอะไรที่จะระงับยับยั้งได้ด้วย
นักประพันธ์ หลายท่าน เขียนเรื่องชมเชยเอาไว้ว่า โลกนั้นสวยสดงดงามเหลือเกิน...โลกนั้นมีความวิจิตรตระการตาเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เป็นการว่าไปในสายตาของนักประพันธ์ที่เอาสมมติออกมาตั้งหรือถ้าเราเป็นนักเรียน เรียนวิชาภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ เราก็เรียนว่า โลกคือดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งที่ล่องลองลอยหมุนเวียนอยู่ในอวกาศ
แต่เมื่อว่าตามหลักธรรมะแล้วโลกกลับกลายเป็นความพินาศ หรือความฉิบหาย อะไรๆที่ขึ้นชื่อว่าโลกแล้ว ตามหลักของสภาวธรรมย่อมจะพินาศย่อมยับไปอยู่ตลอดเวลาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ม.ค. 2556 , 15:19:23 น.] ( IP = 58.9.202.127 : : )
สลักธรรม 2ฉะนั้น แผ่นดินภูเขา ท้องทะเลและมหาสมุทรที่ชื่อว่าโลก..ก็อยู่ในฐานะฉิบหาย สิ่งของต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นแผ่นดินพื้นน้ำ ภูเขาเหล่านั้นอยู่ในฐานะอย่างเดียวกัน แม้มนุษย์แต่ละคน สัตว์แต่ตัวก็เป็นโลกๆ หนึ่ง
ท่านนักศึกษากับผมก็เป็นโลกหนึ่งเหมือนกัน.. แม้ว่าวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายที่มิได้มีรูปพรรณสัณฐาน ไม่มีสีสันวรรณะอะไรก็ตาม ก็หนีความเป็นโลกไปไม่พ้น หนีความพินาศย่อยยับไปไม่ได้ เพราะอยู่ในฐานะแตกสลายทำลายไป ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ได้อย่างเดิมเลยแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง
ธรรมชาติใดเกิดขึ้นมาแล้วตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ต้องสลายตัวไปอยู่ตลอดเวลาแล้ว ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโลกทั้งสิ้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ม.ค. 2556 , 15:20:14 น.] ( IP = 58.9.202.127 : : )
สลักธรรม 3รูปทั้งหลายไม่ว่าเป็นรูปอะไร ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินแผ่นฟ้า หรือต้นไม้ใบหญ้า ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือ สัตว์เดรัจฉานทั้งสิ้น ย่อมจะหนี้ไปไม่พ้นจากการประชุมกันเอง
รูปทีเป็นหน่วยเล็กๆ ที่ในพระอภิธรรมเรียกซื่อว่าปรมาณู อันแยกออกมาจาก..เม็ดข้าวสาร ๑ เม็ด แล้วแบ่งออกหลายสิบล้านส่วน หน่วยเล็กๆ
ที่เรียกว่า.. ปรมาณูเหล่านี้ แต่ละหน่วยย่อมขาดเสถียรภาพเพราะด้วยอำนาจของ อุณหเตโช คือ ความร้อน จึงเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกเวลานาที
จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ข ณะเล็กแล้ว...รูปอันเป็นหน่วยเล็กๆ เหล่านี้ก็จะสลายตัวไปหนึ่งขณะ..ด้วยอำนาจของอุณหเตโช คือ ความร้อน ดังกล่าวแล้ว รูปทั้งหลายจะเป็นรูปของสิ่งที่มีชีวิต หรือสิ่งที่ไม่ชีวิตก็ตามก็ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาทีนับไม่ไหว....บังคับให้มันหยุดนิ่งก็ไม่ได้ ..แต่รูปส่วนมากเราสังเกตเห็นความเปลี่ยนได้อยากโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ม.ค. 2556 , 15:21:21 น.] ( IP = 58.9.202.127 : : )
สลักธรรม 4เพราะมันประชุมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้นปิดบังอำพรางเอาไว้ เห็นครั้งใดก็เห็นเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ เห็นเป็นคนเป็นสัตว์ ไม่ได้เห็นเป็นหน่วยเล็กๆ คือปรมาณู ยิ่งกว่านั้นยังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยมากจนสังเกตได้ยาก ด้วยเหตุนี้คำว่าโลกโลก เมื่อนักประพันธ์เอาไปใช้เขียนบทประพันธ์ก็เขียนว่า โลกนี้สวยสดงดงาม โลกนี้น่าอยู่อาศัยแต่ความจริงไม่เห็นมีอะไรทีจะตั้งมั่นอยู่ได้
แม้ตัวผู้เขียนเองก็ต้องได้รับความทุกข์ยากบาก หรือบางทีก็เคราะห์หามยามร้ายต่างๆ ต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว
ร่างกายก็ทรุดโทรมแก่เฒ่าอยู่ทุกเวลานาที ทั้งจิตใจซึ่งเป็นโลกๆหนึ่ง ก็ตั้งมั่นอยู่ไม่ ได้ ไขว่คว้าหาอารมณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา โลกนี้จึงน่ากลัวมาก
โลกนี้มีอันตรายเหลือเกิน ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าต้องต่อสู้กับธรรมชาติ
ต้องต่อสู้กับบุคคลอื่น และต้องต่อสู้อย่างทรหดอดทนกับตัวเราเอง ในเรื่องนี้แล้วแต่ใครจะคิดแล้วแต่ใครจะมองโลกไปในแง่ไหน หรือแล้วแต่ จะมองโลกไปในข้อเท็จจริงเพียงใด
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ม.ค. 2556 , 15:22:46 น.] ( IP = 58.9.202.127 : : )
สลักธรรม 5แต่ถ้าว่าตามหลักสภาวธรรมแล้ว...
โลกนี้คือความพินาศฉิบหาย ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ไม่อยู่ในฐานะที่ใครจะเรียกร้องอ้อนวอน หรือบังคับบัญชาได้เลย
ลงชื่อว่าเป็นโลกแล้ว จะไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นการสุดวิสัย
เรื่องเหล่านี้ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ ที่อวิชชาหรือ โมหะมาขวางกันเอาไว้ได้เกิดความมือมิดขึ้นในดวงใจ ไม่ให้คนทั้งหลาย มองเห็นความจริงที่อยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วหลงใหลไขว่คว้าหาโลกเอามาไว้ในครอบครอง จนถึงต้องต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันอย่างย่อมตายถวายชีวิต
บางที จนถึงมิได้คิดในเรื่อง บาปบุญคุณโทษ บางทีเมื่อผลประโยชน์ขัดกัน ผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรกันก็ลายล้างกันจนย่อยยับไป
บางคนเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลุดลอย ไปก็ร้องห่มร้องไห้แทบน้ำตาจะเป็นสายเลือด.. โดยมิได้คิดพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า ลงชื่อว่าเป็นโลกแล้ว จะเป็นสิ่งที่นอกตัวหรือในตัวก็ย่อมจะอยู่ในฐานะอย่างเดียวกันทั้งนั้น
ใครจะรู้หรือใครจะไม่รู้ใครจะคิดหรือใครจะไม่คิด ก็หนีจากหลักการที่วางไว้นี้ไปไม่ได้ ด้วยเป็นปรมัตถสัจธรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ม.ค. 2556 , 15:24:13 น.] ( IP = 58.9.202.127 : : )
สลักธรรม 6ส่วนคำว่าโลกุตระมาจากคำว่า โลก+อุตฺตร อุตฺตร
แปลว่า พ้น ไป รวมกันเข้าก็แปลว่า พ้นจากความพินาศพ้นจากความฉิบหาย
ปัญญาเกิดขึ้นอยู่ในฐานะ๒ อย่าง
๏ ปัญญาอย่างหนึ่งเป็นปัญญาโลกีย์คือยังอยู่ในความพินาศยังอยู่ในความฉิบหาย แต่เป็นผู้มีปัญญาที่ประกอบด้วยเหตุผล อันจะใช้เป็นหนทางนำ ไปสู้การพ้นจากความพินาศได้
๏ ข้อที่๒ ปัญญาที่เกิดขึ้นมา แล้วก็พ้นจากความฉิบหาย
ท่านนักศึกษาคงต้องทราบว่า ปัญญาโลกีย์ นั้น รู้อะไรบ้าง
สำหรับปัญญาโลกีย์ คือปัญญาที่ยังมีความฉิบหายอยู่อย่างนั้น แยกออกเป็น ๒ อย่าง เรียกว่า กัมมัสสกตาปัญญา กับ วิปัสสนาปัญญา
![]()
ท่านครับแล้วพี่เณรจะนำมาลงในตอนที่ 3 .ให้อ่านต่อนะครับ เพียงท่านอย่าได้อ่านผ่านๆ อ่านไปคิดถึงเหตุผลตามไปด้วยนะครับ เพราะท่านจะได้ประโยชน์มาทีเดียวครับผม โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ม.ค. 2556 , 15:26:07 น.] ( IP = 58.9.202.127 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |