มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปัญญาคืออะไร? ตอน ๓.




กัมมัสสกตาปัญญานั้น.. ก็หมายถึง ปัญญาที่สามารถรู้เรื่องของชีวิตที่ชาวโลกพูดหรือศึกษากันไม่

เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยชีววิทยา หรือจิตวิทยา มานุษยวิทยา หรือวิชาอะไรต่ออะไร ที่ได้ศึกษาหาความรู้ความเข้าใจไม่ว่าเรื่องของพืชเรื่องของสัตว์

การศึกษาค้นคว้าเรื่องดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญญาตามสภาวธรรมเลย เพราะไม่สามารถเข้าใจถึงความจริงเรื่องชีวิต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ม.ค. 2556 , 09:33:19 น.] ( IP = 58.9.112.132 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เพราะวิทยา แม้ว่าจะได้ศึกษาในเรื่องของชีวิตกับในเรื่องของจิตใจก็ตาม ก็เข้ามาไม่ถึงซึ่งความลึกซึ้งจนถึงจะเกิดปัญญาได้ ด้วยเหตุที่ศึกษาแต่เพียงพฤติกรรมของชีวิต พฤติกรรมของจิตเท่านั้นเอง

แม้ว่าวิชาวิทยาจะว่าด้วยเรื่องจิตใจ ซึ่งเป็นวิชาที่ยอมรับกันอยู่ในวงการของบุคคลผู้ซึ่งถือกันว่ามีปัญญา วิชาทั้งสองนี้ แม้เป็นสาขาหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่ทราบว่า ชีวิตจริงๆ นั้นคืออะไร ชีวิตจริงๆ นั้นตั้งอยู่ที่ไหน มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร

หรือจิตวิทยาก็เหมือนกัน ค้นคว้าเข้าไปยังไม่พบว่าความรู้สึก หรือความนึกคิดนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นอกจากกล่าวแต่เพียงว่า....เกิดขึ้นจากสิ่งที่มาเร้าแล้วจึงเกิดปฎิกิริยาสนองตอบขึ้น

ตำราจิตวิทยาก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าจิตใจคืออะไร มีการงามประการใดบ้าง ทั้งในเวลาเห็นหรือได้ยิน เวลาหลับและเวลาตื่น เพียงแต่ตั้งสมมติฐานขึ้นแล้วก็อธิบายไปตามสมมติฐานนั้น ซึ่งเป็นการตรงกันข้ามกับในหลักการของพระพุทธศาสนาซึ่งมีรายละเอียดของเรื่องชีวิตทั้งหมด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ม.ค. 2556 , 09:36:06 น.] ( IP = 58.9.112.132 : : )


  สลักธรรม 2

เรื่องของจิตก็มีความพิสดารยิ่งนักน่าอัศจรรย์เหลือเกินที่ชาวโลกทั้งหลายยังเข้าไม่ถึง

แม้ว่าในเวลานี้จะได้ศึกษาค้นคว้า ในวิทยาการต่างๆ มากมาย จนกระทั้งเอาดาวเทียมขึ้นไปหมุนรอบโลก และขณะนี้ก็กำลังเตรียมที่จะไปดวงจันทร์แล้ว แต่ความจริงเรื่องของชีวิตเล็กๆนิดเดียวทั้งอยู่ใกล้ชิดสนิทกันแต่ก็หาได้เข้าไปถึงแม้แต่เล็กน้อย เพราะไม่ความรู้

ที่บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายค้นคว้าหามาได้เป็นวิทยาการที่นอกไปจากชีวิต

เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เรือบินเรือดำน้ำ และปรมาณู เราได้เล่าเรียนวิทยาการอะไรต่างๆที่นอกเหนือไปจากชีวิตมามากมายก่ายกอง จนแทบจะนับจำนวนไม่ไหว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ม.ค. 2556 , 09:38:16 น.] ( IP = 58.9.112.132 : : )


  สลักธรรม 3

แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตแล้ว เราจะไปหาผู้ใดผู้หนึ่งมาให้ความรู้ ก็ยังไม่มีหนทาง จำต้องอาศัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องอาศัยสัพพัญญุตญาณจากพระองค์ เพราะความรู้ในเรื่องชีวิตนั้น จะไปหาจากคนมีกิเลสก็ย่อมจะไม่ได้แน่

ต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสอันเป็นมลทินโดยสิ้นเชิงตามที่ผมได้แสดงมานี้



ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่าปัญญานั้น หาใช่ความรู้ในเรื่องราวหรือวิทยาการทางโลกอย่างใดไม่

เพราะถึงจะมีความรู้ความสามารถประการใด ถึงจะได้ปริญญายาวสักแค่ไหน ก็เป็นไปเพื่อกิน เพื่อนอน และเพื่อเสพเมถุน เป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลสเครื่องเศร้าหมอง...ให้หนาแน่นยิ่งขึ้น

และก็เป็นไปเพื่ออุดหนุนให้วัฏฏะ คือการหมุนเวียนเกิดแล้วเกิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก ให้งอกงามขึ้น แทนที่จะทำให้เบาบางแล้วสะดุดหยุดลง

ผมได้แสดงไปแล้วว่า.. ในพระพุทธศาสนาแยกปัญญาออกเป็น๒ประการคือ ปัญญาที่เป็นโลกีย์ กับ ปัญญาที่เป็นโลกุตระ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ม.ค. 2556 , 09:40:55 น.] ( IP = 58.9.112.132 : : )


  สลักธรรม 4

กัมสสกตาปัญญานั้น แยกออกเป็น ๑๐ ข้อด้วยกัน คือ

ข้อที่ ๑ อตฺถิทินฺนํ ...ปัญญารู้ว่าบุคคล.ให้แล้วย่อมมีผลได้แก่รู้ว่าการบริจาคท่านเช่น

การให้คนขอทานก็ดี ..การถวายจตุปัจจัยให้แก่ภิกษุสามเณรก็ดี
รู้ว่ามีผล ไม่ใช้ให้ไปแล้วก็แล้วกันไป

เจตนาที่เกิดขึ้นจากเสียสละบริจาคทานแล้ว มีความเข้าใจทุกครั้งว่าต้องมีผลที่จะเกิดขึ้นได้ ในปัจจุบันและในชาติข้างหน้าแน่นอน

ถ้ามีความเข้าใจ ที่ประกอบด้วยเหตุผล เพราะได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วก็จะมีกำลังมากขึ้นไป

แต่ถ้าบริจาคขึ้นไปกระนั้นเอง..คือให้โดยเสียไม่ได้ หรือยากจะให้คนชม หรืออยากจะอวด หรืออยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละ หรือให้ช่วยไว้ก่อน อีกหน่อยเขาจะได้ช่วยเราบ้าง หรือบริจาคท่านไปเฉยๆ ..มิได้คิดพิจารณาอย่างใดเลย ดังนี้ปัญญาก็เข้าประกอบไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ม.ค. 2556 , 09:43:10 น.] ( IP = 58.9.112.132 : : )


  สลักธรรม 5

ข้อที่๒ . อตฺถิยิฎฐํ มีปัญญารู้ว่า..การบูชาต่างๆจะเกิดผลขึ้นในวันข้างหน้า

การบูชานี้จิตจะเป็นกุศลไม่เฉพาะแต่บูชาตามหลักการในพระพุทธศาสนาเท่านั้น อาจเป็นศาสนาอื่นก็ได้

หรือรู้ว่าการบูชาพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูบาอาจารย์ ล้วนแต่มีผลทั้งสิ้น

การบูชานั้นไม่ใช้ว่า ทำส่งๆไป แล้วก็คิดว่าทำไปตาม ธรรมเนียมหรือคิดไปว่า เป็นของดีทำแล้วก็แล้วกันอย่างนี้ไม่ชื่อว่ามีปัญญา

ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เพราะทราบดีว่า ทำลงไปแล้วดังนี้ ..ย่อมมีผลอย่างแน่นอน แม้แต่ศาสนาถือผี ถึงเวลาไหว้ปูย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว ผลก็ต้องมี แต่ก็ต้องมีความเข้าใจได้เหตุผล ปัญญาจึงเกิด

ส่วนเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แล้วเอามาไหว้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในเรื่องนี้ผมเล่าถึงผลให้ผลนักศึกษาทราบเท่านั้น มิได้ส่งเสริมให้ฆ่าสัตว์เอาไปบูชาหรือทำบุญ

คอยติดตามต่อนะครับผม
เพราะพี่เณรต้องอาศัยพิมพ์ถอดมาจากหนังสือที่ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ท่านบรรยายและพิมพ์ไว้อีกทีครับ
จึงลงทีเดียวหมดไม่ได้ขอรับ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ม.ค. 2556 , 09:46:41 น.] ( IP = 58.9.112.132 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org