| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แยกเรา แยกเขา เข้าใจความจริง
สลักธรรม 1
กับอีกวิธีหนึ่งก็คือ ยอมรับสมัยหรือกาลเวลาว่า มันเป็นของมันแบบนี้ ฉะนั้น มันอยู่ที่เราวางใจยอมรับ แรกๆ มันก็รู้สึกฝืนเหมือนทำไม่ได้ ก็ต้องพยายามยอมรับบ่อยๆ ว่า งานเทศกาลก็เป็นอย่างนี้ และนั่นก็เป็นความสุขของพวกเขา เหมือนกับเราดูทีวี เรากำลังดูหนังเรื่องนี้เพราะเราชอบ และนี่เสียงที่ดังมานี้มันก็เป็นความสุขของเขา ก็จะเห็นว่า สุขของเรากับสุขของเขา มันสุขกันคนละอย่าง คือมองเขาให้เป็นเขา มองเราให้เป็นเรา ซึ่งส่วนมากเรามองเขา ไม่เป็นเขา มองเขาให้เหมือนเรา แล้วเราก็ทุกข์
และวิธีนี้ก็นำไปใช้ได้ในบ้าน อย่างเห็นคนหนึ่งทำบางอย่างที่เราเห็นว่าไม่เข้าท่าเลย ไม่สมควรทำเลย เขาน่าจะพักมากกว่า สิ่งที่เขาทำนั้นนั่นคือสุของเขา แต่สุขของเราคือการที่เขาได้พัก ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าถ้าหากเขาไปพัก เขาอาจจะนอนฟุ้งซ่าน แล้วอาจจะตายตอนฟุ้งซ่าน เขาก็ไปไม่ดี
การที่เราคิดว่า คุณควรจะพักมากกว่า ทำไปทำไมก็ไม่รู้ และทำอย่างนี้แล้วก็เหนื่อย เสร็จแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์ ลุกขึ้นมารื้อต้นไม้รื้อโน่นรื้อนี่ และพอป่วยเราก็ต้องดูแลอีกแหละ ถ้าคิดอย่างนี้คือ ภาระอยู่ที่เรา แต่เป็นสุขของเขา แต่ก็ต้องแยกด้วยว่า สุขของเขากับความคิดของเรา คือ ถ้าเขาทำตามความคิดเราโดยฝืนใจ และก็ตายตอนที่เขานอนฟุ้งซ่านกลุ้มใจ เขารู้สึกอึดอัดก็จะไปไม่ดี แต่ถ้าเขากำลังเก็บต้นไม้ เก็บโน่นเก็บนี่ รื้อโน่นรื้อนี่ และก็ตายตอนนี้ เขาก็ตายตอนที่สบายใจ เขาก็ได้สุขคติภูมิ นี่คือการมองแยกประเด็น เรียกว่า วิภัชชวาท
ทุกวันนี้ เราเอาเขามาเป็นเรา แต่เราไม่ยอมเอาเขามาเป็นเขา มันจึงทุกข์ หากมองแยกเป็นส่วนๆ แยกเขาแยกเรา แล้วเราก็ให้เหตุผลด้วยความหวังดีที่สุด เหมือนกับการทำอาหาร เราทำอาหารให้เขาแล้ว เขาก็มี หน้าที่กิน เราจะไปกินและกลืนแทนใครไม่ได้ ฉะนั้น ต้องตัดแยก เรา ออกมา แต่ส่วนมากเมื่อเราให้แล้วเราจะหวังผลให้มีผลลัพธ์ออกมาเหมือนที่เราต้องการ
แต่ชีวิตใครก็ของเขา หลวงพ่อบอกว่า เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแล้วเราหยุดแค่นั้น แต่เราไม่หยุดแค่นั้น เราล้ำหน้า เราจึงต้องมองว่า นั่นคือสุขของเขา
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:54:47 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 2
เราต้องมองกลับมาในเรื่องพรหมวิหาร เรามีเมตตาไหม? มี มีกรุณาอยากช่วยเขาไหม? มี แต่เราขาดมุทิตา เพราะสิ่งที่เขาได้ทำนี่ เขาสดชื่น เราก็ควรยินดี เพราะโอกาสที่คนเราจะได้ทำในสิ่งที่สดชื่นนี่มันยาก เพราะชีวิตเราส่วนใหญ่จะทำไปแบแกนๆ คือทำเพื่ออยู่ให้ได้ เราดีกับสามีหรือภรรยาเพราะอะไร? เพราะให้ครอบครัวอยู่ได้ เราประคองครอบครัวเพื่อให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข แต่เราไม่เคยประคองตัวเอง เรามัวแต่ประคองส่วนรวม เพราะมันเป็นหน้าที่
คำว่า หน้าที่ หลวงพ่อบอกว่า หน้าที่คือที่หน้า ดูที่ใจ เพราะ เราไปคิดภาพรวม เราไปเอามาแบกไว้ว่า เราต้องทำให้ดีที่สุด แต่พระพุทธเจ้าสอนให้มองแบบแยก แยกเขา แยกเรา การที่เรามาอยู่ร่วมกันได้ เพราะกรรมที่สอดคล้องกันมันส่งมาให้เราต้องอยู่
กรรมส่งให้สัตว์โลกมาอยู่ร่วมกัน สัตว์โลกคือเขากับเราต่างมีกรรมเป็นของตน อุปนิสยปัจจัยในอดีตชาติ ต่างก็มีกันเป็นส่วนตัว สิ่งที่เป็นส่วนตัวนี่มีมา ๙ ส่วน ที่เป็นเหตุทำให้มาอยู่ร่วมกันนี่แค่ ๑ ส่วนแค่นั้นเอง ฉะนั้น เมื่อมาอยู่ร่วมกันมันจึงมีเรื่องไม่เข้าใจกัน ระหองระแหงกัน ไม่ได้ดั่งใจ เพราะเรามีโลกส่วนตัว แบกอุปนิสยปัจจัยมาคือ ความเป็นตัวเอง
อย่างเรื่องของความชอบก็ไม่เหมือนกัน ที่เกรงใจก็ยอมๆ กันไป เช่นยอมซื้อรถสีนี้เพราะกลัวมีเรื่อง แต่จริงๆ เราไม่ได้ชอบเหมือนกันเปี๊ยบหรอก เพียงแค่รสนิยมคล้ายกันเท่านั้น คำว่า คล้าย ต่างจากคำว่า เหมือน เมื่อรสนิยมคล้ายกันจึงอยู่ด้วยกันได้ แต่พอรสนิยมต่างกันส่วนมากก็จะตีกันมีเรื่องกัน
ไม่มีอะไรหรอกที่เหมือนกัน ฝาแฝดยังไม่เหมือนกันเลย นานาจิตตัง และโลกนี้มีหลายๆ อย่างที่ หลอกอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ ฉะนั้น การศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้เรารู้ว่า เขากับเรา คนละคนกัน เขาก็สุขของเขา แต่เผอิญตอนนั้นเราอยากได้ความวิเวก ไม่อยากให้มีคลื่นเสียงมารบกวน นั่นเราอยากผิด เพราะความวิเวกมีกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก อยู่ที่รูปกับนามทั้งสิ้น ฉะนั้น วิธีแก้ก็คือ นามได้ยิน
เดิมนั้นเราไม่รู้ แล้วเราไปใส่ใจ ตอนนี้ก็อย่าไปใส่ใจในอารมณ์นอกตัว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำยากที่สุด ฉะนั้น ต้องฝึกหัด อย่าคิดว่า เราเข้ากรรมฐานเดือนละครั้งหรือปีละหนึ่งเดือนอยู่แล้ว เพราะนั่นมันแค่เดือนเดียวแต่ทีเหลืออีกตั้ง ๑๑ เดือน ฉะนั้น เราจึงต้องฝึกไปดูรูปบ้าง ไปกำหนดเดินบ้าง พอมีเสียงปุ๊บ เรากำหนดนามได้ยิน
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:55:04 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 3
ถาม จะเริ่มฝึกกำหนดรูปนามอย่างไรไม่ให้เป็นบัญญัติ?
ตอบ เริ่มต้นครั้งแรกอย่าไปกลัวว่าการกำหนดนั้นจะเป็นบัญญัติ ส่วนมากเรากลัวว่า เราไปกำหนด รูปนั่ง แล้วนั่นเป็นคำพูดของเรา แน่นอนถ้าเรามีความรู้สึกว่า เรากำลังกำหนดรูป กับเรารู้ว่าเรากำลังบอกว่ารูปนั่ง มันก็เลยเป็นบัญญัติไป แต่จริงๆ ก็คือกำหนด เมื่อเรากำหนดรูปนั่ง มันก็ไม่เป็นบัญญัติ แต่มีปรมัตถ์อารมณ์มารองรับเป็นตัวหนังสือ
ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย ง.งู นี่เป็นบัญญัติ ร.เรือ สระ อู ป.ปลา ก็เป็นบัญญัติ แต่ความรู้สึกเป็นปรมัตถ์ เราต้องทำความรู้สึก เราบอกตัวเราเองว่า รูปนั่ง เราจะได้ไม่มีความรู้สึกที่ว่า เป็นบัญญัติ ที่จริงแล้วก็กำหนดถูก แต่วิธีการคิดการพูดผิด คือ ภาษาผิดแต่การกระทำถูก
อย่างการสวดมนต์ข้ามปี ก็กลายเป็นเรื่องฮิตเป็นโลโก้ของปีใหม่ ว่าสวดมนต์ข้ามปีแล้วจะเป็นสิริมงคล ถามว่าคิดอย่างนั้นใช่ไหม? ใช่ ดีไหม? ดี จำเป็นไหม? ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น เพราะถ้าเผื่อเราเกิดอยู่กลางสลัม เรามีความรู้สึกที่ดีว่า ทำดีได้ดี แต่สิ่งแวดล้อมของเราไม่ดี และนี่ก็จะปีใหม่แล้ว เราคิดว่าไปวัดไปสวดมนต์ดีกว่า อย่างนี้ก็สมควร เพราะเราเดินออกจากที่ไม่ดีไปในที่ดี
แต่ถ้าบ้านเราเองก็เป็นสัปปายะ เช่น มีห้องพระ เป็นต้น และแข้งขาเราก็ไม่ค่อยสะดวก แต่พอเขาฮิต เราจะดันทุรังขับรถไปจอด แล้วขึ้นรถเมล์ไปต่อ พอไปถึงก็แซงเข้าไปนั่งคนที่เขามีสายสิญจน์ครอบ ก็ขอเอี่ยวเขามานิดนึง ถามว่า มันไม่สมควรไหม? ไม่สมควร เพราะเราต้องดูสภาพร่างกาย ดูสิ่งแวดล้อม มันยังมีทางเลือก ถ้าเรามีที่อยู่ที่ดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไป แต่บางคนเขาไม่เคยไปสวดมนต์เลย ก็สมควรไปสวดยาวๆ แต่ปีนี้อาจารย์สวดมนต์ที่บ้าน เจาะจงสวดบทพระธรรมจักร ก็เพราะบทพระธรรมจักรนี้เป็นหัวใจ
ตอนนี้ใครมีทุกข์ก็วิ่งเข้าวัดแสวงหาพระกัน ถามว่าดีไหม? ดี เพราะเราต้องคิดบวกไว้ก่อน ก็อนุโมทนากับเขา ที่ต่างจากเมื่อก่อน เขาวิ่งหาร้านเหล้า หาบ่อน แต่ตอนนี้เขาวิ่งหาวัด แต่เรามีที่ดีกว่าเขาคือการศึกษาพระอภิธรรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญา
นี่เป็นการมองแยกเขากับเราอีกแล้ว คนเราไม่เหมือนกัน อุปนิสัยไม่เหมือนกัน เราจะไปตะโกนบอกคนทั้งโลกว่าที่เขาทำอยู่นั้นดีน้อย แต่ตรงนี้ดีมากกว่า นั่นมันเป็นไปไม่ได้ เอาแค่ที่เราศึกษาอยู่นี่ เราตั้งใจได้ทั้งวันไหม? ไม่ได้ ซึ่งต่างจากคนที่เขาไปนั่งสมาธิ ๑๕ นาที ๒๐ นาที ที่วัดเขายังทำได้ดีกว่าเราอีก ฉะนั้น มันอยู่ที่เรา
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:55:24 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 4
และการที่เราจะชักชวนใครมาเรียนนี่ ถ้าเราเพียงแต่แนะนำว่า ทำสมาธิแล้วลองหาเวลามาศึกษาบ้าง ศึกษาพระอภิธรรม สมมุติว่าเราเป็นคนที่ถูกชวนมาศึกษาพระอภิธรรม พอมาถึงปุ๊บเห็นเขากำลังเรียนกัน อาจารย์ก็กำลังสอน และเขาก็พูดถึงตรงที่ว่า ใหญ่ ๕ ถามว่า คนมาใหม่นี่เขาจะรู้ไหม?
ฉะนั้น เราต้องดูวาระด้วย ถ้าเราจะชวนใครก็แล้วแต่ เราอยากให้เขารู้จักพระอภิธรรม ประการแรกเราต้องเรียนให้เข้าใจเต็มที่ก่อน แล้วเมื่อเราชวนเขา เราก็คุยปูพื้นฐานความเข้าใจให้เขาก่อน เช่นว่า จิตเป็นอย่างนี้นะ ธรรมชาติของจิตเกิดอย่างนี้นะ จิตมี ๘ อย่าง มีโลภะด้วย คุณรู้จัก ตัวโลภไหม? ถ้าเขาตอบว่า เป็นความโลภความอยากได้ ก็ชมเขาไปเลยว่า ถูกต้อง คุณชมเขาไปก่อนแล้วอธิบายต่อว่า ความอยากได้มี ๘ ชนิด คุณรู้ไหม? ไม่รู้ ไม่รู้เหรอ ชั้นจะบอกให้ แล้วก็ค่อยๆ แยกให้เขาเห็นว่า ๘ อย่างเป็นอย่างไร
ทำให้เขาเห็นความอัศจรรย์ว่า ธรรมะเกิดขึ้นที่เรา การที่เราจะชวนให้ใครมาเรียน ผู้ชวนจะต้องมีดีให้เขาเห็น จะให้ใครเปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน ว่าเอ๊ะ ทำไมคุณสุขุมขึ้น คุณดีขึ้น ทำไมคุณอย่างนี้ขึ้น อ๋อ! เพราะไปเรียนมา เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เรา ไม่ใช่พอเราบอกเขาว่า ไปซิ แต่เราน่าเกลียดไม่ดีเลย มีแต่โทสะ เขาก็คงไม่มา เราจึงต้องมีดีเป็นทุนเสียก่อน การจะชวนใครมาที่ใดที่หนึ่ง เราต้องยอมรับว่าที่นี่ดีแล้ว การเอาดีออกไปใช้ให้เขาเห็น เท่ากับเราบูชาสถานที่แล้ว อย่าไปหวังให้ใครทำอะไรในสิ่งดี ในขณะที่เรายังดีไม่พร้อม
การไปวัดเหมือนกับการจุดประกายแห่งการทำดี เราต้องมองดีไว้ก่อน แม้จะไม่ได้สวดมนต์แต่พอเห็นภาพ คนไปสวดมนต์ข้ามปีกันมากมาย ก็รู้สึกยินดีกับประเทศไทย เพราะเมื่อก่อนนี้มีแต่เคาท์ดาวน์ แล้วเราก็เดธ แต่เดี๋ยวนี้ไปเคาท์ดาวน์อย่างกุศล จะตายก็ตายดี คือมองดีไว้เถอะ
คนที่เราชวนเขามาเรียน ถ้าเขามีพื้นฐานของกุศล เขาก็มาเรียนเอง ดูอย่างพระพุทธเจ้าเป็นต้น พระองค์เก่งที่สุดในโลก รู้วาระจิตด้วย และสอนยังไงถึงจะได้ ไปตรงไหนถึงจะพ้นทุกข์ ท่านคือปราชญ์เมธีมีความมหัศจรรย์ของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็ยังไปสอนไปโปรดโดยทรงงดูอัธยาศัยอันอ่อนแก่หย่อนตึงของคนที่ท่านจะโปรดเสียก่อน
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:55:42 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 5
ดังที่บอกไปแล้วว่า ถ้าเป็นผู้ที่มีแบ็คกราวดีอย่างนักบวช ก็ไปได้สวย แต่ถ้ามีแบ็คกราวดำ วาดสีอย่างไรก็ไปไม่สวย อย่างท่านอาฬารดาบส ท่านอุทกดาบส เป็นอาจารย์พระพุทธองค์ เรียนรู้จบไตรเภท ได้สมาธิชั้นอุกฤต พระองค์ก็จะไปโปรดแต่ด้วยความที่ว่าท่านทั้งสองตายแล้วก็เกินความสามารถ จากนั้นทรงไปโปรดปัญจวัคคีย์ซึ่งเป็นผู้ที่มีแบ็คกราวดีกว่าพ่อแม่ของพระองค์ เพราะได้สมาธิชั้นอุกฤตและมีความอดทนสูง ถ้าเปรียบเทียบจากความรู้ที่เราเรียนมาทั้งห้าท่านก็คือผู้ที่มีมหากุศลญาณสัมปยุตจึงทำสมาธิขั้นสูงนี้ได้
แต่ในทั้งห้าท่านนี้พระโกณฑัญญะก็ยังชัดแค่องค์เดียวด้วยธรรมจักร นอกจากนั้นเข้าไม่ถึงจึงทรงต้องแจกแจงให้ลึกซึ้งสุขุมเข้าไปอีกด้วยอนันตลักขณสูตรจึงสำเร็จ พระรัตนตรัยครบสามองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากนั้นก็ทรงไปโปรดจนสำเร็จพระอรหันต์ครบ ๖๐ รูป แล้วก็ทรงวางสายงานการสอนออกเผยแพร่เปิดบริษัทขึ้น
พระพุทธเจ้าเป็นนักบริหารที่สุดยอด และบริษัทที่ท่านตั้งมานับพันปีก็ยังไม่ล้ม ยังมีพุทธบุตรพุทธบริษัทสี่ดูแลต่อ
เมื่อเรามองกลับมาก็จะพบว่า พระพุทธเจ้าทรงทำให้ปุถุชนเป็นอริยบุคคลเสียก่อนแล้วจึงส่งไปสอนไปเผยแพร่ ฉะนั้น การที่เราจะจูงใคร เราก็ต้องมีพร้อม คือ มีดี เมื่อเราพูดดีออกไป เขาก็จะมา เราจึงต้องพูดดีและทำดีเป็น เราต้องทำตนเป็นตัวอย่าง เราต้องเป็นหงส์เสียก่อน เขาก็จะเห็นความสวย และอยากแปลงกายได้เหมือนเราบ้าง
ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาเถิด ถ้าเขาไปได้ดี เราก็ควรจะยินดี แต่ทุกวันนี้ เรามีเมตตา เรามีกรุณา แต่เราขาดมุทิตา ต้องฝึกการยินดีเมื่อผู้อื่นกำลังทำดีแล้วได้ดี ยินดีกับเขาให้ทั่ว แต่ถ้าเราไปรู้มาว่าเขาไปในสถานที่นั้นแล้วไม่เจอกับอะไรที่ดี เจอกับสิ่งที่ไม่ค่อยเข้าท่า เราก็ต้องวางใจว่า สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ให้รู้สึกที่เราว่า เราโชคดีกว่าเขา ที่เราไม่หลงทาง ก็ควรมองกลับมาที่เราให้ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:56:00 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 6
ถาม ในการปฏิบัติ ถ้าหลับตาแล้วยังย้ายอารมณ์ไม่ได้ ควรแก้ไขอย่างไร?
ตอบ ในการปฏิบัติ ถ้าเราย้ายอารมณ์ไม่ได้ เราก็ย้ายรูปสิ ยังมีงานอย่างอื่นทำ ทำงานให้มากขึ้น เพราะงาน(รูป)นั่งอย่างนี้ และงานทางใจคือควบคุมใจมันมาก แต่งานที่ควบคุมรูปมันน้อย นั่งอยู่พอมีเสียงมาใจเราก็วิ่งออกไปแล้ว เหมือนแมงมุมที่ออกไปยังโสตทวารปล่อยใยไปที่หู แล้วก็กลับมาที่ใจ มาขมวดที่ใจ เมื่อเราเปลี่ยนตรงนี้ (เดิน) เราทำความรู้สึก อาการก้าว มันเป็นจังหวะ เป็นขณิกะ แต่ละก้าวๆ สมาธิมันก็เกิดขึ้น สติมันก็เกิดขึ้น ในขณะที่เราก้าว เราก็ดูรูปเดิน ก็คือเดินมีงานทำมากกว่านั่ง
ในหลักการปฏิบัติ ๑๕ ข้อ ไม่มีเลยว่าให้ลืมตัวหรือหลับตา แต่รู้ตัวคือเป็นที่รู้ของตัวเราเอง จะหลับตาก็ได้ จะลืมตาก็ได้ คือถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำกิจใดๆ เลย อย่างเช่น เมื่อเราลืมตา แล้วเรามองเห็น แล้วฟุ้ง แล้วเรื่องมันเยอะ ก็หลับตาซิ ไม่ห้าม แค่ใจตื่นพอแล้ว ตาจะหลับก็ช่าง ในอนาคตตาเราปิดแต่จิตเราไปเกิด
ในการปฏิบัติช่วงชมรมละกิเลส เป็นการฝึกให้หัดคล่องแคล่วในการเห็นว่า เห็นอะไร นามเห็น เพราะเมื่อหลับตาทำสมาธิแล้วพอลืมตาปุ๊บก็กำหนด นามเห็น นี่คือบันไดที่ฝึกสติ และเมื่อเรามีสติแล้ว สติคือเจตสิกที่อยู่ที่จิตของเรา ถ้าเราควบคุมจิตได้ก็จะมีสติอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ถามว่าในขณะที่อยู่บ้าน กระพริบตาหรือไม่? กระพริบตา และเมื่อมาอยู่ที่ห้องวิปัสสนาถ้าเราไม่กระพริบตาก็แย่แล้ว ฉะนั้นจึงควรอยู่แบบธรรมชาติที่สุด ไม่ใช่พอไปอยู่ห้องปฏิบัติแล้วก็ทำตัวเป็นนักปฏิบัติ แต่การปฏิบัตินั้นมันอยู่ที่ใจของเรา
ทุกวันนี้เรามีบัญญัติเป็นอารมณ์ สีเขียว สีแดง สีเหลือง ฉัน เธอ ฟ้า ม่วง ผักชี ยี่หร่า อร่อย ล้วนเป็นบัญญัติที่เปิดทางให้กิเลส แต่พอปฏิบัติปุ๊บ สิ่งเหล่านั้นก็ยังเหมือนเดิม แต่มีปรมัตถ์มาแทนบัญญัติคือ รูป นาม
การเรียนต้องเรียนให้เข้าใจ และการที่จะไปชวนชักใคร ก็ต้องมีพร้อมเสียก่อน เราต้องประกาศตัวเราเองได้ว่า ดีขึ้น แล้วเราก็บอกว่า อะไรทำให้เราดีขึ้น นั่นคือธรรมะ แล้วเป็นธรรมะชนิดไหนล่ะ มีสอนที่ไหน? นี่จึงพูดได้เต็มที่ นั่นแหละเป็นการกตัญญูต่อสถานที่ แต่ก็ต้องระวังว่า ถ้าหากเรามีดีแล้วไปชวนเขา โดยบอกว่า มาเรียนสิที่นี่สอนชั้นหนึ่งเลย ที่อื่นผิดหมด อย่างนี้พูดทำลายสถานที่
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:56:16 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อไหร่ที่เขามาทักเราว่า ดูใจเย็นขึ้นนะ
ก็ควรตอบไปว่า เหรอ! ขอบคุณนะ ไม่ถามหรือว่า ทำไมใจเย็น ก็เพราะกลัวบาป ถ้าใจร้อน ก็บาป เหมือนกับน้ำร้อนมันเดือด น้ำเย็นมันสดชื่น ร้อนเปรียบเสมือนโทสะ เย็นเปรียบเสมือนเมตตา เมตตาเป็นกุศล โทสะเป็นอกุศล
เราต้องอธิบายให้เขาเห็นความต่างของอกุศลกับกุศล เราก็ต้องบอกเขาเลยว่า ชีวิตของเราวันหนึ่งๆ มีแต่อกุศล ขอโทษนะ คุณไม่เชื่อชาติหน้าไม่เป็นไร แต่อกุศลนี้ทำร้ายเรา แต่ถ้าเชื่อชาติหน้าแล้ว เมื่อใดเกิดอกุศลก็เหมือนกับเราถือลูกระเบิดไว้ในมือแล้วปาออกไป เท่ากับ เราทำลายสุขคติของเราในชาติหน้าทิ้งไป แต่เมื่อไหร่ที่เราถือกุศลอยู่ ก็เหมือนกับเราเอาพรมไปปูสุขคติ เราทำทาน...เรามีสุขคติ เรามีกรุณา...เรา เอาดอกกุหลาบไปปู บอกเขาไปว่า ที่เราคิดและทำแบบนี้ได้เพราะเราศึกษาพระอภิธรรม
ถ้าเขาถามว่า พระอภิธรรมไหน
ตอบไปว่า พระอภิธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่โพธิบัลลังก์ คุณรู้ไหมว่า เราก็ไปอินเดียมานะ พระพุทธองค์ท่านไปพิจารณาอภิธรรมในสัปดาห์ที่ ๔ หลังจากที่ตรัสรู้ พระอภิธรรมคือเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน ๔ ชื่อนี้จำง่าย เพราะเป็นเรื่องของตัวเอง แต่เรามี ๓ อย่าง มีจิต เจตสิก และรูป เราไม่มีนิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเติมนิพพานเข้ามาให้ ....ถ้าเราทำได้ พระอภิธรรมเป็นของพระพุทธเจ้า แล้วก็ตกทอดสืบต่อมา โดยมีครูผู้รู้เรียนมา และตอนนี้การเรียนยังเมีอยู่ที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
เวลาอธิบายให้ยกพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ และเมื่อ เรามีดีที่เราแล้ว เราจึงค่อยชวนคนอื่นมาได้ดี การปลูกฝังจริยธรรมต้องทำที่ตัวเราเอง เรียนธรรมะก็ต้องมีความเข้าใจ การปฏิบัติก็ต้องหัดทำ ไม่ใช่ไปหัดนั่ง หัดเดิน แต่ต้องไปหัดย้ายอารมณ์จากบัญญัติเป็นปรมัตถ์ แล้วไปหัดทำความรู้สึก เพราะเราไม่ค่อยรู้สึกตัวว่า นั่ง จะนั่งก็นั่งไปเลย
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:56:34 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 8
ทำไมเราไม่ค่อยรู้สึกตัว? เพราะเรานั่งแล้วเราก็นั่งทำงานอย่างอื่น ตั้งแต่เล็กเรานั่งอ่านหนังสือ เรานั่งกินข้าว เรานั่งดูทีวี เรานั่งถ่าย เรานั่งฟุ้ง เรานั่งกลุ้ม เรานั่งคุย มันมีงานอื่นเข้ามาในขณะนั่ง คราวนี้เราก็ไปน
มาลองนั่งขัดสมาธิกัน ลองเอนไปข้างหลัง รู้สึกไหมว่ากำลังเอน รู้สึกตอนเอนไหม นั่นคือปัจจุบัน พอเอนไปแล้ว มารู้สึกตอนนี้ ไม่ใช่ กำลังเอนน่ะ รู้สึกตลอดนั่นแหละคือปัจจุบัน ที่เกิดอาการให้รู้สึก วิปัสสนาต้องการตรงนี้ ไม่ใช่ต้องการที่หลัง ส่วนมากเราจะได้ที่หลัง เราต้องฝึกบ่อยๆ จนให้ได้ตรงนั้น
ให้ทุกคนนั่ง เหยียดขาข้างนึงไปข้างหน้า และสังเกตด้วย ขณะที่นี้กำลังเหยียด ที่เราเลื่อนไปนี่ เรารู้สึก แต่มันรู้สึกยาก ฉะนั้น ให้ทุกคนเหยียดขาไปข้างหน้า ช้าๆ ทำพร้อมกัน จะรู้สึกที่ขาที่เหยียดไปไหม? รู้สึก นั่นแหละปัจจุบัน แต่ถ้ามันเร็วก็จะไม่รู้สึก เพราะขามันไปวางแล้ว กลายเป็นอีกรูปหนึ่ง ตรงที่กำลังเหยียดนี้คือปัจจุบันความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือรูปที่เคลื่อนไหว สร้างความรู้สึกชัดๆ ตรงที่ขาวางแล้วคือรูป นี่คือรูปนั่งแล้ว
ให้หัดตรงนี้ อีกหน่อยรูปเล็กๆ ก็จะชัดเอง เราไปห่วงกระพริบตา ห่วงหายใจเข้า แต่รูปโดนทิ้งไป รูปนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้เลย ไปลองดูนะแล้วจะรู้สึกชัดเลย ตอนนี้หัดทำความรู้สึก ไปหัดรู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นยังไง ให้ยกขาพร้อมกันสองข้าง แล้วยื่นออกไป สังเกตตัวเอง คนที่แก่หลังไม่ดีจะรู้สึกที่เอว คนที่ขาไม่ดีจะรู้สึกที่เข่า ความรู้สึกมันต่างกัน แต่ถามว่าตอนนี้รู้สึกไหม? รู้สึกที่รูป แล้ว เหยียดขาไป บางคนต้องท้าวแขนก่อนเพราะยืดขาไปไม่ได้ ตอนนี้ เราเห็นความรู้สึกที่ขามันยืด ไล่ดูตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ แค่นั้น นี่แหละคือสติปัฏฐาน
ความรู้สึกมันปรากฏอยู่ตลอดเวลา จะรู้สึกตรงไหนมาก ตรงไหนน้อย นั่นก็คือปัจจุบันของเรา เมื่อเราเข้าใจ แล้วเราสามารถดูแลชีวิตของเราได้ พออุปสรรคเข้ามาก็ปล่อยวางได้ เช่น เสียงดังหนวกหู เมื่อเรานั่งในท่านั่ง มันรับอารมณ์ได้เต็มที่ เราก็ไปเดิน เมื่อเราไปกำหนดเดินเข้า มีงานทำ เสียงมันก็น้อยลง ข้อสำคัญคือทำให้ถูก ผลก็จะมาเอง เหมือนเราจะไปเชียงใหม่แล้วขึ้นรถไฟถูกสถานี ก็ไปเชียงใหม่แน่ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง แต่ถึงแน่ แต่ถ้าเราเริ่มต้นไม่ถูก ต่อให้ใช้เวลา ๒๐ วัน เราก็ไม่ได้อะไร
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:56:49 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
สลักธรรม 9
ณ วันนี้เราไม่เหลือเวลามาก แก่หนึ่งคือชีวิต แก่สองคือโลก ภัยพิบัติกำลังวิ่งเข้ามาหาโลก เราอยู่กันไม่นานหรอก อาจจะอยู่อย่างแร้นแค้น อาจจะอยู่อย่างทรมาน แต่เราอย่ากลัวตาย พร้อมที่จะตาย แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เรารู้สึกว่า พร้อม คือการทำทานให้พอเป็นทุนในชาติหน้า ไม่อดอยากยากจน มีศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม พูดปดมีบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจ เราสำรวจศีลแล้วก็ได้มา ๔ ข้อแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ตายไป ก็พอเอาตัวรอดได้ นี่คือ ความพร้อมตาย
ฉะนั้น คนจะพร้อมตายคือ ทำความดีให้มาก ความดีจะเป็นเครื่องตอบตัวเองเลยว่า เราไปแล้วเราได้ดี เรามีเสบียงแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีก็รีบเร่งเสีย อยู่ในศีลอยู่ในธรรม ไม่มีเงิน ไม่มีทองทำทาน ก็ทำปัญญาบารมีเลย เข้าปฏิบัติที่อ้อมน้อย ต้องทำให้ได้ว่าเราอย่ากลัวตาย ยังไงก็ตายแน่ๆ จะมีภัยพิบัติหรือไม่ ถึงที่ตายก็ต้องตาย เราอยู่ตรงนี้เกิดมาอาศัยและเป็นเจ้าของชั่วคราว ทุกอย่างคืนสู่แผ่นดินหมด จะมีโฉนดกี่ใบนั่นก็คือกระดาษที่เปื้อนน้ำหมึก แล้วก็เปลี่ยนสลับกันไป
เราไม่จากมันไป มันก็จากเราไป ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ขณะอยู่ก็อยู่ให้มีสุข จะไปก็ไปให้รอด คือรอดจากทุกคติ อย่าปาลูกระเบิดใส่สุคติตัวเองบ่อยๆ เราเหลือเวลากันน้อยแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา ฉะนั้น อยู่ดี มีสุข อยู่ดีก็คือ อยู่ให้มันดีดี ไม่ใช่หาที่อยู่ดี อยู่ให้ดี มีศีล มีธรรม อะไรทำได้ทำ เว้นทำบาป
ทุกวันนี้เราต้องสำรวจตัวของเราเอง เหมือนชีวิต ข้างหน้าเราเป็นแผ่นทองอยู่ มองที่พื้น แผ่นทองหลายแผ่น ที่เราเคยติดพระ ลองเอามือขวาหยิบ เอาทองปะตัวเอง เราเรียนธรรมะเหมือนการปะทอง เราช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ...ปะทองที่ละแผ่น ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เราทำแล้ว ถ้าเผื่อเราไม่ปะ เช่นวันนี้เราทำ พรุ่งนี้เราไม่ทำ ทองนี่ทองปลิวและก็เหลือแต่กระดาษเปล่าๆ แต่ถ้าเผื่อเราปะทุกวัน ฉะนั้น อย่าให้เป็นพวกทองปลิวมันเบาต้องปะทุกวัน
ขอกุศลเจตนาและความตั้งใจของทุกคน ขอให้ทุกคนมีความสุขและความเจริญ เป็นผู้ที่หนักแน่นมีจิตใจดุจทองคำที่ไม่เปลี่ยนสี แล้วเชื่อเถอะว่าเรามาคนเดียว จะทำดีไม่ดีเราทำคนเดียว แล้วเราก็ไปคนเดียว ใครไม่เชื่อเรา ใครไม่เห็นเรา ช่างเขาเราเห็นตัวเราเองว่าเราเป็นผู้ปิดทองแท้ลงชีวิต และขอให้ปิดอยู่บ่อยๆ ทองจะได้หนาไม่เป็นทองปลิว ขอให้ทุกคนสามารถสำเร็จในปัญญาบารมีและกุศลบารมีทุกๆ ประการได้ถ้วนหน้าทุกคน สวัสดีค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2556 , 11:57:05 น.] ( IP = 125.27.165.154 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |