| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ของขวัญวันเด็ก
สลักธรรม 1
![]()
สวัสดีจ้ะเด็กๆ ลูกรักของพ่อทุกคน
ผ่านไปอีก ๑ ปีแล้ว กาลเวลาก็พร่าความหนุ่มสาวให้ลดลง บางคนก็เหลือเวลาน้อยมาก แต่ในที่สุดชีวิตที่มีกันอยู่ก็จบลงแน่นอน อย่าเพลิน อย่าหลงกับชีวิตจนลืมความจริง เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อจากภพนี้ไปสู่ภพหน้าที่ดีกว่า
ที่พ่อกล่าวว่าดีกว่านั้น จะดีได้ก็ต้องอาศัยบุญกุศลเท่านั้น ที่จะทำให้สมปรารถนา และใช้สติเป็นดั่งดวงตา และใช้ปัญญาเป็นดั่งดวงใจ เมื่อลูกอาศัยสติและปัญญาแล้ว ความผิดหวังก็จะน้อย ทั้งความผิดหวังในปัจจุบันชาติ และความผิดหวังในเป้าหมาย
ว่าถึงความผิดหวังในปัจจุบันชาติ ลูกทุกคนคงคุ้นชิน แต่ก็ยังชอบหวังโดยไม่คำนึงถึงความผิดหวังอยู่นั่นเอง ก็เพราะขาดความรอบคอบและมีชีวิตอย่างขาดแคลนสติปัญญานั่นเอง
ชายทะเลที่มีหาดทราย เมื่อน้ำทะเลลง ก็มีคนไปเดินเล่น มีรอยเท้าต่างๆ มากมาย บางรอยก็เต็มรอย บางรอยก็ครึ่งรอย เมื่อน้ำทะเลขึ้นมาสาดซัด ก็ลบรอยเหล่านั้นไป รอยที่บาง ครั้งเดียวก็หายหมด รอยที่ลึกก็ต้องรอเวลาหน่อย(หลายครั้ง)
รอยเท้า.... เปรียบเสมือนชีวิต
น้ำทะเล... เปรียบเสมือนกาลเวลา
ทุกชีวิตถูกกาลเวลาลบเลือนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นใคร มีหน้าที่ชื่อเสียงแค่ไหน กาลเวลาเป็นผู้ลบสิ่งเหล่านั้นไปหมดสิ้น ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดพูดถึงเลย หากชีวิตผู้นั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่จริงๆ เฉกเช่นพระพุทธองค์ และพระอัครสาวก ท่านยิ่งใหญ่มาก คือมากด้วยพระมหากรุณาธิคุณ มากด้วยพระเมตตาธิคุณ และมากด้วยพระบริสุทธิคุณ
และในที่สุดพระพุทธองค์ก็ทรงดับขันธปรินิพพานและนอนสงบจบการให้ ซึ่งต่างจากเราปุถุชนทั้งหลายต่างนอนสงบจากการเอา (ร้องขอ)
นี่แหละชีวิตที่แตกต่าง พ่อปรารถนาให้ลูกทุกคน เป็นผู้ที่มั่นคงด้วยศรัทธาต่อพระรัตนตรัย เพื่อพาชีวิตข้ามโอฆะสงสารไปให้ได้ อย่าเพียรนอกธรรม อย่าจำแต่เรื่องร้าย อย่าหน่ายความดี อย่ามีแต่เปลือก อย่าเลือกแต่ที่ชอบ แต่จงประกอบชีวิตด้วยความรู้จริงให้ได้นะลูกรัก
หลวงพ่อเสือ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:05:33 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 2
เราก็เป็นเด็กของหลวงพ่อทุกๆ คน จากคำฝากสั้นๆ ตรงนี้ ก็จะเป็นอนุสติให้กับเราได้ว่า ท่านให้เรามีชีวิตที่ใช้สติเป็นดวงตา ใช้ปัญญาเป็นดวงใจ แล้วเราก็จะผิดหวังน้อย ที่เราผิดหวังหรือไม่สมหวังก็เพราะเราขาดความรอบคอบ และขาดแคลนสติปัญญา
ท่านก็เปรียบชีวิตว่า เหมือนรอยเท้าที่เราแต่ละคนย่ำไว้ ส่วนน้ำทะเล ก็เหมือนกาลเวลา ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ กาลเวลาก็ลบเลือนไปหมด เช่น ถ้าพูดถึงนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่เราจำได้ก็มีอเล็กซานเดอร์ อีกท่านหนึ่งก็คือ เจงกิสข่าน ก็เป็นตำนานที่เล่าๆ กันมา ซึ่งก็ลบเลือนหมด บางคนก็จำไม่ได้แล้ว แต่สำหรับพระพุทธเจ้า พระองค์ยิ่งใหญ่มาก กาลเวลาไม่อาจลบเลือนท่านได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใน ๓ โลก ณ วันนี้ ชื่อเสียงเกียรติคุณของพระองค์ขจรขจายไม่จบสิ้น
พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกข์ การได้ครอบครองหรือเป็นจักรพรรดิเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่มีอะไรแน่นอน หาความจีรังไม่ได้ ด้วยบารมีธรรมที่พระองค์ฝึกฝนไว้ จึงผลักดันให้พระองค์ตรัสรู้ ถ้าใครเคยไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย ก็จะได้ไปสถานที่ปรินิพพาน ณ ที่นั้นจะมีพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ ซึ่งหลวงพ่อท่านใช้คำว่า นอนสงบ จบการให้ เพราะพระพุทธองค์ให้มาตลอดชีวิต
เมื่อเราเห็นสถานที่นั้น ก็จะเป็นที่หมายรู้ว่า จบลงแล้ว... ชีวิตของผู้ที่ยิ่งใหญ่ในโลก ที่สร้างบารมีมาเป็นอสงไขยเพื่อให้..แล้วก็เพื่อให้ ในที่สุดก็นอนสงบจบการให้ เพราะพระองค์ปรินิพพานแล้ว แต่สำหรับเราเมื่อตายลงก็เท่ากับ นอนสงบจบการเอา บางคนก็ค้านในใจว่า เราก็ให้ ก็จริง แต่เราให้กับลูกเต้าของเรา เราให้กับคนที่เรารัก แตกต่างกับพระองค์ที่ให้โดยไม่เลือก เพราะใจต่างกัน จะเปรียบเป็นฟ้ากับดินก็ยังน้อยไป
พระอัครสาวกต่างๆ แม้กระทั่งครูบาอาจารย์มีหลวงพ่อเสือ อาจารย์บุญมี พระครูศรีโชติญาณ เป็นต้น ท่านก็ได้ดำเนินตามทางนี้คือ การให้ แล้วทั้ง ๓ ท่าน ที่กล่าวมานี้ก็นอนสงบในภพชาตินี้ไปแล้วแต่ท่านยังไม่จบการให้ และเราต้องห่วงใยตัวเองให้มาก หลวงพ่อท่านเคยเตือนไว้ว่า อย่าไปสร้างอะไรมากเลย แต่ก็เกินความสามารถที่ท่านจะไปห้ามใคร เพราะว่าแต่ละคนก็มี เหตุผลส่วนตัว ว่าทำไปเพื่ออะไร แต่เหตุผลเรากับเหตุผลของหลวงพ่อ หรือเหตุผลตามความจริงตามปรมัตถ์มันต่างกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:06:19 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 3
ท่านบอกอย่าไปสร้างเลย บ้าน แต่ให้รีบสร้าง บ้านใหม่
บ้าน ของท่านไม่ใช่ บ้านในชาตินี้ แต่ให้สร้างบ้านใหม่ไว้ในชาติหน้า
แต่เราก็มีเหตุผลส่วนตัวว่า เราสร้างชาตินี้เพื่อจะได้ขนย้ายชีวิตไปพักผ่อน คือเอาชาตินี้เป็นที่ตั้ง
หลวงพ่อพยายามบอกว่า อย่าไปสร้างเลย อย่าไปปลูกอะไร แต่ให้ปลูกปัญญา แต่เราก็มีเหตุผลส่วนตัวค้านว่าเราจำเป็น
ความต้องการนี่ก็คือเรา ชีวิตของเราก็เป็นไปตามกระแสใจของเราซึ่งขาดแคลนสติสัมปชัญญะ เราจึงมีทั้งความหวัง และความผิดหวังเกิดขึ้นในชีวิตอยู่เนืองๆ
ก็ขอให้สิ่งนี้นำกลับไปคิด กลับไปสร้างให้มากๆ เพราะเหลือเวลาน้อยแล้ว บางคนก็อยู่มาครึ่งชีวิต บางคนก็เกินครึ่งชีวิตมาแล้ว เราเหลือเวลาอีกไม่นาน ใช้โอกาสของเราที่เหลืออยู่นี้ด้วยการ ตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตที่เหลืออยู่กันดีกว่า
สำหรับอาจารย์นั้น เป้าหมายที่ง่ายที่สุด คือ การบริจาคทาน การความเสียสละสุขส่วนตนเพื่อคนอื่น ส่วนการสวดมนต์ บำเพ็ญเพียรภาวนา นั้นต้องสวนกระแสตัวเองบ้าง แม้จะตั้งใจทำ แต่มันก็ยังทำไม่ได้ดีเท่าที่ในความรู้ที่เราควรจะได้ แต่ก็ต้องทำต่อไป อะไรที่ทำบ่อยๆ สักวันหนึ่งมันก็จะง่ายขึ้น และจะเป็นความเคยชินของชีวิตเรา
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:06:45 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 4
คำว่า ใช้สติเป็นดวงตา ใช้ปัญญาเป็นดวงใจ คือมองอะไรมองด้วยสติ มีสติซะก่อน และใจของเราที่จะเข้าไปตัดสินก็ต้องมีปัญญาเข้าไปรู้ ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ต้องพยายามทำ
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้ถามว่า น้ำจะท่วมไหม? แผ่นดินจะไหวไหม? ตรงนี้จะอยู่ได้ไหม? ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่ของเรา แต่วิบากทำให้เราได้มาอาศัยอยู่ชั่วคราว วิบากทำให้เรามีแผ่นกระดาษเขาเรียกว่าโฉนดเมื่อหมดวิบาก สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของเรา ผู้ที่มีความยึดครองมีความตั้งใจเป็นเจ้าของก็จะเป็นทุกข์ เราไม่สามารถเป็นเจ้าของอะไรได้เลย
คำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่า ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน จึงอยู่ที่ตัวเราเอง และก็ทำงานเท่าที่เรามีความสามารถทำออกไปดีกว่า ชีวิตนั้นมันมีหลายเรื่องหลายรสหลายอารมณ์ ที่มาทำให้ชีวิตต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเราเอาคนมาเป็นใหญ่ แต่ถ้าเราเอาธรรมะเป็นใหญ่ เราก็จะผิดหวังน้อย
ในวาระวันเด็กแห่งชาติและก็เป็นวันเด็กของครอบครัวเสือพิทักษ์ ในฐานะอาจารย์ ก็ขออวยพรทุกคน เป็นผู้ที่มีความคิดมีความริเริ่ม และสามารถเสริมแต่งตนเอง มองให้เห็นแสงสว่างของทาน ว่าทานทำให้ชีวิตนั้น งดงามและสบายได้ ให้มองเห็นแสงสว่าง ของศีล ว่าศีลนั้นเป็นอาภรณ์ที่เลอค่า ให้มองเห็นแสงสว่างของปัญญาที่พาเป็นอาวุธ พาให้เราพ้นทุกข์ได้
ขอการมองเห็นที่ตั้งใจให้ทุกคนนี่ จงบังเกิดในใจของทุกคน ตลอดไปจะอยู่กี่วันกี่เดือนกี่ปี ที่จะต้องจากภพนี้ไป ขอให้ทุกท่าน ขอให้น้องๆ ทุกคน เป็นผู้ที่มากด้วยสติและปัญญา ไม่ขาดแคลนดั่งที่หลวงพ่อฝากไว้ และเป็นผู้ที่นอนสงบจากจากปัญหาได้ และก็จบจากกิเลสได้ ด้วยความสามารถแห่งสติปัญญา ที่แต่ละคนต่างบำเพ็ญเพียรมาทุกท่านเทอญ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:06:59 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 5
คำถาม ปัจจุบันนี้ก็ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์ รักษาศีลเจริญภาวนามาตลอด แต่ทำไมมักจะฝันถึงเหตุการณ์ไม่ดีที่เคยทำไว้ในอดีต
คำตอบ ต้องเข้าใจว่า จิตนั้นเป็นตัวสะสมกรรมและกิเลส สภาพของจิตไม่ใช่ของเรา เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย มีเหตุเกิดขึ้นจิตก็เกิดขึ้น เช่น ขณะนี้มีแสงสว่าง มีประสาทตาดี มีความตั้งใจจะมอง มีรูปนั่งอยู่ตรงนี้ เมื่อเหตุเช่นนี้แล้ว จิตเห็นก็เกิดขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีเหตุจิตก็จะเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ อย่าไปพูดว่า จิตไม่ใช่ของเราเพราะเราบังคับบัญชาจิตไม่ได้ แต่ต้องเติมไปด้วยว่า จิตอาศัยเหตุเกิด
จิตนั้นเป็นตัวสั่งสมกรรมทั้งกุศลและอกุศล และสั่งสมกิเลส ถามว่าเด็กเกิดมาทำไมมีกิเลส ? ทำไมมีโลภ โกรธ หลง? ก็เพราะว่า มีทั้งเหตุใกล้ และเหตุไกล เหตุไกลก็คือมีอดีตกรรม อดีตชาติของเด็กคนนั้นก็คือ คนแก่หรือคนที่ตายมานั่นเอง การเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีกิเลสอยู่ในอดีต จิตได้สั่งสมไว้ม่ได้ถูกเผาไปเหมือนร่างกาย อำนาจของกิเลสเขาเรียกว่าสัตติ เป็นอำนาจที่สืบต่อกัน ในลักษณะของอนันตรปัจจัยเป็นต้น
เมื่อจิตสั่งสมอำนาจเหล่านี้เอาไว้ เมื่อเกิดขึ้นอีกอำนาจพวกนี้ก็ยังส่งผลอยู่เรื่อยๆ แก่แต่ละคนที่เกิดมาในภพชาติใหม่ อย่างนี้แหละจิตจึงสั่งสมกิเลส ไม่หายไปไหน เป็นสมบัติโดยตรงของเรา ชาตินี้เราเป็นคนโลภมาก ชาติหน้าเราก็มีโอกาสโลภมาก เราเป็นคนโกรธง่าย ชาติหน้าเราก็มีโอกาสเป็นคนโกรธง่าย เราทำอย่างไรได้อย่างนั้น เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของเราทั้งสิ้น การสั่งสมเหล่านี้เป็นทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม มีอำนาจสั่งสมกรรมกิเลส นี่คือเรื่องราวของจิต โดยย่อ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:07:16 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 6
ฉะนั้น ในชาตินี้เราเป็นทหาร ได้ออกรบมาแล้ว กว่าจะเรียนจบมานี่ก็ศึกษาแต่เรื่องยุทธวิธี กว่าจะมาเป็นเสนาธิการก็เรียนมาสารพัด และก็ได้เห็นสภาพเหตุการณ์จริง แล้วก็ยังได้ดูสารคดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันก็สั่งสมเก็บเข้าไว้ในจิต มีการบันทึกเอาไว้ คอมพิวเตอร์ในโลกนี้สู้จิตของเราไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเราหลับสิ่งเหล่านี้ที่เป็นของคุ้นเคยก็สามารถออกมาทำงานได้ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะฝันถึง
แม้ทุกวันนี้ เราไม่ได้ไปรบแล้วแต่ทำไมเรายังไปฝันว่าเรายังไปรบอยู่ เพราะว่าจิตมันยังสั่งสมกรรมและกิเลส พอได้ช่องว่างมันโผล่ออกมาเลย แต่ก็เป็นเรื่องไม่น่าแปลกคือ ฝันแล้วก็แล้วไป ตื่นมาก็อ๋อมันก็แค่ความฝัน อย่าไปใส่ใจ
เรื่องของจิตมันลบยาก มันต้องมีวิธีการกระทำ คือ หางานให้จิตทำ มิฉะนั้นจะฟุ้งซ่าน เราจึงจะต้องเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธองค์ให้เราทำงานใหม่ที่ดี และอะไรทำบ่อยๆ มันก็เจริญ อะไรที่ไม่ได้ใช้มันก็เสื่อม ฉะนั้น เราอย่าปล่อยชีวิตของเราปล่อยไปตามยถากรรม สวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ เอาของดีป้อนเข้าไป ทับเข้าไปเรื่อยๆ ให้มันอยู่ข้างบน ให้มันชินอยู่ข้างบน เหมือนปิดแผ่นทองคำเปลวลงบนตัวเองเรื่อยๆ และทำบ่อยๆ ทองจะได้ไม่ปลิวหายไป
ทำตัวเองให้เป็นทองที่มั่นคง เอาความดีมาฉาบความชั่ว เอากุศลกรรมมาอาบฉาบอกุศลกรรมไว้ นอกนั้นมรรคจิตทำหน้าที่เอง แต่ระหว่างที่มรรคจิตยังไม่เกิด เราก็ต้องปิดทองทับเข้าไป
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:07:31 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 7
คำถาม การที่เราเห็นอะไร หรือได้ยินอะไร บางครั้งก็คิดตามปรุงแต่งตาม แต่บางครั้งก็มองผ่านเฉยๆ อย่าที่เรามองผ่านเฉยๆ สักแต่ว่าเห็นใช่ไหม?
คำตอบ ก็จะขอขยายคำถามนี้ว่า เรานั่งรถเมล์ หรือขับรถผ่าน เรามีเป้าหมายคือ เลี้ยวตรงสี่แยกไฟแดง เลี้ยวขวา และระหว่างยังไม่ถึงสี่แยกไฟแดง เราก็เห็นรถแซงไปแซงมา เห็นโน้นเห็นนี่แต่เห็นผ่านๆ ไม่ได้จับมาเป็นอารมณ์ ก็ไม่ต่างจากตรงนี้ สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ ใช่ไหม? ไม่ใช่ เพราะสภาพจิตของเรา จิตไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง จิตนั้นมีเจตสิกเข้าร่วมอยู่เสมอ เกิดขึ้นพร้อมกับจิต ยังอยู่ที่เดียวกับจิต มีวัตถุเดียวกับจิต แล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต ที่จิตเป็นไปต่างๆ เพราะมีตัวปรุงแต่งเข้าไปในนี้ เรียกว่าเจตสิก นี่แหละคือตัวสำคัญที่สุด ที่จะทำให้จิตเป็นไปในทางดีก็ได้ เป็นไปในความชั่วก็ได้
เจตสิกมีถึง ๕๒ ดวง ที่เป็นกลางไม่จัดว่าดีไม่จัดว่าชั่วมีอยู่ ๗ ได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ แต่สามารถเข้ากับดีก็ได้ เข้ากับชั่วก็ได้ ทั้ง ๗ อย่าง นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่มีเหตุเข้าร่วม เหตุในโลกนี้ มีอยู่ ๖ เหตุเท่านั้นเอง ก็คือ เหตุดี ๓ เหตุชั่ว ๓ เหตุดีก็คือ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ เหตุชั่วคือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ โมหะเหตุ
เราก็มาพูดถึง โลภะ โทสะ และโมหะ เหตุ ๓ ตัวนี้ มีอยู่เสมอๆ กับเราตั้งแต่เช้าจรดเย็น อย่างที่หลวงพ่อท่านสอนว่า ตื่นเช้าตั้งแต่ลืมตาจนหลับตัว มีอยู่ ๒ อารมณ์ คือ พอใจ กับไม่พอใจ คือมีโลภะ กับโทสะ สลับกันอยู่อย่างนี้ และทั้ง ๒ ตัวนี้ ต้องพึ่งโมหะจึงจะเกิดได้ โมหะก็คือความโง่ เพราะเราโง่ เราจึงเห็นว่าอันนั้นดี เพราะเราโง่ เราจึงเห็นว่าอันนั้นไม่ดี แต่ทั้งๆ ที่ดีกับไม่ดีไม่มีเลยในโลกนี้ไม่มี ชีวิตของเรามีโมหะครองใจอยู่ตลอดเวลาเป็นพื้นฐาน
คำว่า สักแต่ว่ารู้เฉยๆ เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ เอามาใช้กับเราไม่ได้หรอกเพราะไม่ใช่ คำนี้เป็นของพระอริยะเจ้า ไม่ใช่ฐานะของปุถุชนเช่นเรา แต่เรานำมาใช้ผิดๆ เหมือนเราพูดว่า เราจะเสวย จะเสด็จพระราชดำเนิน คนรอบข้างที่เขารู้จริงก็จะรู้ว่าเราใช้คำผิดเพราะเป็นคำราชาศัพท์ แต่ถ้าไปพูดกับฝรั่งที่ไม่รู้จักภาษาไทย เขาก็เออออห่อหมกด้วย เช่นเดียวกัน ถ้าเราไปพูดกับคนไม่รู้ ว่าเราสักแต่ว่ารู้เฉยๆ เขาก็เออออด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:07:45 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 8
คำว่า สักแต่ว่ารู้เฉยๆ ก็คือการรู้อารมณ์ ไม่มีอภิชฌาและโทมนัส อภิชฌาก็คือพอใจคือโลภะ โทมนัสคือไม่พอใจคือโทสะ แต่ปุถุชนอย่างเราตั้งแต่เช้าจรดเย็นมีแต่พอใจกับไม่พอใจ ฉะนั้น คำว่า สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ ก็เพราะมีสติสัมปชัญญะเข้าไปเห็น แล้วก็รู้เท่าทันปัจจุบันขณะตรงนั้น ขณะใดเกิดขึ้นก็รู้ขณะนั้น หรือเลื่อนไปอีกขณะหนึ่ง ก็รู้อีกขณะหนึ่ง ยังไม่ทันที่จะมาปรุงแต่ง ไม่มีโอกาสปรุงแต่งว่า ยินดี หรือไม่ยินดี จิตขณะนั้นแหละ สักแต่ว่ารู้เฉยๆ และจะเกิดขึ้นในวิปัสสนาญาณเท่านั้น ตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป
วิปัสสนาญาณ ๑ ๒ - ๓ ยังเป็นชั้นประถม ตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป จะสามารถคือเห็นความเกิด ความดับ หรือจะเรียกว่าเห็นไตรลักษณ์เอง ความเห็นไตรลักษณ์เกิดขึ้นแล้วหายไป อนิจจังเกิดขึ้น ทันกับอารมณ์ที่เห็น ทุกครั้งเกิดขึ้นกับรูปารมณ์ ที่มากระทบขณะนั้น อนัตตาเกิดขึ้นกับ สภาพอารมณ์ทั้ง ๖ เกิดขึ้น อนิจจังเกิดขึ้น ในขณะที่รูปารมณ์เกิดขึ้น ประสาทตาเกิดขึ้นขณะนั้น สติสัมปชัญญะเข้าทำงานขณะนั้น และก็เห็นการเกิดดับ จึงไม่มีโอกาสที่จะมาปรุงแต่ง เพราะเห็นสภาพธรรมแต่ความเกิดและความดับ
ผู้มองเห็นเท่านั้นเอง ฉะนั้น ปราศจากอภิชฌา และโทมนัส จิตขณะตรงนั้นเรียกว่า สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ แต่สำหรับเราๆ คือเราไม่มีโลภะ ก็จริงไม่ได้ยินดีและก็ไม่มีโทสะจริง แต่เรามีโมหะเป็นมูล
มาย่อให้ละเอียดลงไปอีกในเรื่องวิถีจิต เราไม่ได้มีแต่อติมหันตารมณ์วิถีเท่านั้น เพราะเราต้องรับอารมณ์ที่ไม่แรงจนทำให้เราชอบหรือชังได้ เช่นเห็นผู้หญิงคนนี้เดินไป ไม่รู้ว่าสวยหรือเปล่า แต่รู้ว่าเป็น ผู้หญิง
ผู้หญิง มีในโลกนี้ไหม? ไม่มี แต่เรามีโมหะเข้าเป็นมูล จึงบอกว่าเป็นผู้หญิง นี่ไม่ใช่สักแต่รู้เฉยๆ แต่ก็ยังดีที่เราไม่ไปปรุงแต่งมาก เพราะอำนาจของกิเลสมันไม่เกิดอย่างแรงเท่านั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:08:01 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 9
คำว่า สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ ไม่ควรใช้กับเราเพราะไม่ใช่ฐานะ อาจารย์บุญมีท่านพูดประจำเลยว่านักวิทยาศาสตร์เอาคำพระพุทธเจ้าไปใช้คือ ปรมาณู เพราะปรมาณูในทางพระพุทธศาสนามีมาก่อน โดยยกเอาข้าวเปลือก ๑ เม็ด แยกออกเป็น ๘๒ ล้านเศษส่วน ๑ ส่วน เท่ากับ ๑ ปรมาณู และปรมาณูในที่นี้เอามาเปรียบเทียบให้เห็นว่า กายของเทวดานี่ละเอียดยิ่งกว่าปรมาณู เราจึงไม่เห็นเทวดา จึงไม่เห็นผี เพราะมันเกินๆ สภาพสายตาของเรา มันละเอียดมากเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่ากล่าวว่าผีสางเทวดามี สิ่งที่เราไม่เห็น พูดไม่ได้ว่าไม่มี นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง
ฉะนั้น นักอภิธรรมก็ควรจะต้องพยายามอธิบายให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าทำไมไม่ใช่ สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ เราเป็นผู้ศึกษารู้ความจริงแล้ว แต่พอใครมาพูดอันนี้ก็จะรู้ว่าเขาไม่เข้าใจจริง แล้วใช้คำสูงเกินศักดิ์
ก็ใช้เวลามาพอแล้ว ชีวิตเรามันไม่มีอะไรแน่นอน เปรียบเสมือนแรงเทียน ฉะนั้น เราทุกคนพูดคำนี้ได้แล้วว่า เปลวเทียนจะดับแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา หาอะไรกันมากมาย สู้หาบ้านใหม่ชาติหน้าดีกว่า อยากให้ทุกคน เป็นทั้งนักวิศวกร นักสถาปนิกในตัวเอง ออกแบบบ้านตัวเองไว้ เริ่มสร้างบ้านตัวเองไว้ เพราะว่าเราอายุมากแล้ว อยู่ไปไม่นานหรอก แต่เราจะต้องไปเริ่มต้นวันที่ ๑ ใหม่ในชาติหน้า เรามีที่สำรองให้ชีวิตเราดีแล้วหรือยัง
ขอความตั้งใจ ขอบุญกุศลทั้งหลาย และความศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ตลอดจนบารมีของครูบาอาจารย์ มีหลวงพ่อเสือเป็นต้น ต้องอภิบาลดูแล และสามารถให้ทุกคนมีใจที่เปิด สามารถให้อำนาจกระแสรักของหลวงพ่อแทรกแซงเข้าไปแล้วหยุดความวุ่นวาย หยุดกิเลส ที่เรากำลังจะทำให้ได้ ให้เรามีความคิดด้วยสติให้มีความคิดด้วยปัญญา ขอคุณความดีที่ทุกคนเพียรทำมา ไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา การศึกษาเล่าเรียนและเผยแพร่พระธรรมจงกลับมาอภิบาลทุกคน ให้เป็นเด็กที่มีความตั้งใจ ที่จะเติบโตเป็นพระอริยะเจ้าได้โดยไวชาติทุกคน อนุโมทนา สวัสดีค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [22 ม.ค. 2556 , 15:08:21 น.] ( IP = 125.27.160.3 : : 10.0.10.211 )
สลักธรรม 10ใกล้วันเด็กอีกแล้ว กลับมาอ่านคำของพ่อ แล้วรู้สึกชื่นใจที่มีพ่อคอยเตือนให้เป็นคนดี
ใช้สติเป็นดวงตา ใช้ปัญญาเป็นดวงใจ เป็นคำเตือนใจได้ดีที่สุด และจะต้องทำให้ได้ครับหลวงพ่อโดย พี่เณร [8 ม.ค. 2558 , 18:30:13 น.] ( IP = 171.96.176.107 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |