| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อย่าเบื่อความดี
สลักธรรม 1
๒. อย่าจำแต่เรื่องร้าย เพราะเรื่องร้ายๆ ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตเลย อย่าเอาทุกข์ในวันวานมาทำลายสุขในวันนี้
๓. อย่าหน่ายความดี ขึ้นชื่อว่าความดีแล้ว อย่าเบื่อที่จะทำ แต่ต้องยอมรับว่า ความดีทำได้ยากเหมือนเดินขึ้นเขา เพราะมันทวนกระแสของโลกที่เป็นไปตามกิเลส การเป็นไปตามกระแสโลกก็เหมือนเดินลงบันได ไม่เมื่อย แต่พอขึ้นที่สูงมันก็เมื่อยล้า แต่เมื่อทำได้แล้วก็จะเหมือนกับเพลงภูกระดึงที่เขาบอกไว้ว่า เมื่อขึ้นสุดเหนื่อยเมื่อยล้ากาย ครั้นถึงก็คลายหายเหนื่อยเมื่อยล้า ผิวหญิงชายเมื่อถึงยอดภูผา แก้มแดงผิวตึงซึ้งตา หน้าเต่งโสภาผ่องโสพรรณ
ฉะนั้น เราต้องทวนกระแส อย่าเบื่อความดี และความดีก็มีมากมาย ความเบื่อนั้นห้ามยาก ถ้าเราเบื่อความดีอันนี้ เราก็ต้องหาความดีอื่นทำ ไม่ใช่เบื่อความดีแล้วไปทำความชั่ว อย่างที่ทำกันเป็นส่วนมาก
สมมุติว่าเรามีหนังสือดีๆ ให้อ่าน ต้องการศึกษาหาความรู้ แม้จะเป็นความรู้ทางโลกก็เป็นความดี แต่เราขี้เกียจเรียนหนังสือแล้วไปดูหนัง นี่เรียกว่า เบื่อความดีไปหาความชั่ว เราอาจจะเบื่อสวดมนต์ไหว้พระ เราก็เปลี่ยนไปนั่งสมาธิ เราเบื่อทำสมาธิ เราก็เปลี่ยนมาสวดมนต์ไหว้พระ หรือเราเบื่อทั้งสวดมนต์ไหว้พระ เราก็เจริญวิปัสสนา ไม่ใช่เบื่อแล้วไปทาสีบ้านหรือลุกขึ้นมาซ่อมแซมบ้าน
หลวงพ่อท่านก็สอนแล้วว่า ไม่แนะนำเลยที่จะให้เราสร้างบ้านใหม่ในชาตินี้ เราควรจะเป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรที่กำลังเป็นนายช่างสร้างบ้านใหม่ของเราไว้ในชาติหน้า เพราะเราอยู่ไม่นานแล้ว แต่เราก็จะบอกว่า เรามีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น เรามีข้อคัดค้านสารพัดเลยที่จะมาสนับสนุนว่า เราถูก แต่ความจริงมีอยู่ ๓ คือ จริงของเรา จริงของเขา คือความยึดถือ และจริงของพระพุทธเจ้าคือสภาวธรรม เป็นธรรมที่ทรงเข้าไปตรัสรู้ โดยแตกฉาน รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเหล่านั้น และทรงประกาศธรรมเหล่านั้น แยกออกเป็นหมวดหมู่คือดีและชั่วเป็นต้น
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2556 , 12:04:19 น.] ( IP = 125.27.175.144 : : )
สลักธรรม 2
พระธรรมคือเรื่องราวของธรรมชาติที่ตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติอีกทีหนึ่ง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตอนนี้ก็เท่ากับเรารู้เข้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว แต่เราก็ยังรู้ไม่จริง เพราะการที่เข้าไปประจักษ์ไตรลักษณ์ก็คือขณะที่กำลังเกิดขณะที่กำลังดับนั่นจึงเป็นการเข้าไปรู้ธรรมชาติจริง
หลวงพ่อได้เปรียบว่า การที่เราเห็นต้นไม้เจริญเติบโต เช่น ถั่วงอกโผล่มาจากถั่วเขียวได้เราไม่เห็นหรอก เราเห็นทีไรก็เป็นถั่วงอกแล้ว แต่ถ้าเผื่อดูหนังสารคดี เถาตำลึงที่เอาหนวดไปพันตรงนั้นได้ จะต้องเอากล้องไปจับภาพไว้ตลอดเวลา จับนิ่งอยู่อย่างนั้น เห็นความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จะได้รู้ว่ามีความเคลื่อนไหว ไม่ใช่ อยู่ดีดีมันไปตรงโน้นได้เลย
ฉะนั้น ความเคลื่อนไหว คือ ความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ธรรมะทั้งสามประการนี้เป็นธรรมที่กล่าวถึงความจริงตามธรรมชาติ ธรรมะจึงไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงความจริงตามธรรมชาติ
การศึกษาพระอภิธรรมก็เพื่อให้เรามีความรู้ทำให้เกิดความดี อย่าไปหน่ายความดี และที่เราเรียนมานี้ หลวงพ่อเคยว่า เหมือนอึ่งอ่าง ที่เอาหางจิ้มน้ำหมึกแล้วลากหางไป ๗ โยชน์ ที่เหลือปลายหางอึ่งอ่าง คือที่สิ่งเราเรียน ๙ ปริจเฉท และเมื่อเรียนจบแล้ว รู้จบก็อย่าหน่ายความดี เมื่อเกิดความเบื่อก็ต้องหางานที่ดีเสมอกันหรือดีกว่ามาทำ
๔. อย่ามีแต่เปลือก คือมีแต่ตำรา หรือมีแต่ความทรงจำว่า นี่ไม่ควรทำ แต่เราทำ อย่างนี้เรียกว่า มีแต่เปลือก เรารู้ความไม่ควรทำแต่เราทำ เช่นเรารู้ว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางที่ไม่ควรดำเนิน ได้แก่ ๑. ฆ่าสัตว์ ๒. ลักทรัพย์ ๓. ประพฤติผิดในกาม ๔. พูดปด ๕. พูดส่อเสียด ๖. พูดคำหยาบ ๗. พูดเพ้อเจ้อ ๘. เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ๙. พยาบาทปองร้าย ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ นี่คือทางที่ไม่ควรดำเนิน เรารู้ เราจำได้ แต่ไม่พยายามกำจัดอกุศลเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ อย่างการสมาทานศีล เราต้องมีวิรัติความตั้งเจตนาไปว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ จะไม่ลักทรัพย์ ขนาดเราตั้งใจไว้ แต่เราก็ยังผิดโดยเฉพาะวจีทุจริต ฉะนั้น อย่ามีแต่เปลือก
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2556 , 12:04:47 น.] ( IP = 125.27.175.144 : : )
สลักธรรม 3
๕. อย่าเลือกแต่ที่ชอบ หลวงพ่อบอกว่า เราต่างคนต่างมีความหวังแล้วก็ผิดหวัง ความผิดหวังจึงเป็นความคุ้นชิน เราก็เลยไม่ใส่ใจกับความผิดหวัง แล้วก็หวังอยู่นั่นเอง
เราได้เรียนรู้ถึงธรรมะมากมาย และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องเข้าไปรู้อริยะสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ ว่าด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อย่างเมื่อเช้าที่เราสวดบทพระธรรมจักรก็มีบทอริยสัจ ๔ ข้อนี้ พระพุทธทรงสอนและให้เราดำเนินจริงๆ
ทุกข์เมื่อว่าโดยย่อแล้วก็คือ ชีวิตของเรานั่นเอง เราจึงต้องพยายามศึกษาหาความรู้ และอย่าเบื่ออย่าหน่ายในความดี
ท่านให้เราครองตัวและครองชีวิตเราด้วยคาถาว่า
ยถา ชโฬ จ มูโค จ อตฺตานํ ทสฺสเย ตถา นาติเวลํ ภาเสยฺย สํฆมชฺมฺหิ ปณฺฑิโตฯ
จงทำตนดั่งใบ้...................... คนบอด จึงจะหลบภัยรอด...................ล่วงพ้น ปราชญ์พูดไม่ค่อนขอด..........เคืองขุ่นใครเลย พูดมากแต่ไม่มากล้น............ ค่าล้ำแก่นสาร
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2556 , 12:05:06 น.] ( IP = 125.27.175.144 : : )
สลักธรรม 4
คำสอนของหลวงพ่อที่เข้ากับพระพุทธภาษิตนี้ก็คือ ไม่รู้ไม่เห็นเป็นดีที่สุด ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ต้องเห็นดูเฉยๆ ไม่ต้องพูด ถ้าจำเป็นจะต้องพูด พูดให้น้อยที่สุด และพูดด้วยสติสัมปชัญญะ ผิดจะน้อยที่สุด
จงทำตนดั่งใบ้ คนบอด ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด พูดมากผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย สุภาษิตนี้เป็นของที่เราจะต้องนำมาใช้พิจารณาว่า ทุกวันนี้เราครองกายครองใจของเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นการกระตุ้นเตือนทุกคน เพราะมีคำสอนไว้ว่า มีดไม่อาจคมอยู่ตลอดเวลา ธนูหน้าไม้ ไม่อาจโก่งตึงได้อยู่ตลอดไป เพราะความคมต้องมีการกร่อน จึงต้องลับมีดอยู่บ่อยๆ ธนูที่ขึ้นหน้าไม้ก็ไม่ได้โก่งตึงไว้อยู่ตลอดเวลา จะไปจับยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ คนเราก็เช่นกัน ไม่มีใครฉลาดปราดเปรื่อง รู้ไปทุกเรื่อง รู้ไปหมด แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัพพัญญุตญาณของพระองค์ก็ไม่รู้ไปทุกอิริยาบถ แต่หากมีพระพุทธประสงค์ที่จะรู้ก็จะทรงรู้ได้
ฉะนั้น สิ่งที่รู้บอกว่ารู้ สิ่งที่ไม่รู้ก็ยอมรับว่าไม่รู้ เป็นเรื่องไม่น่าแปลก ทำตนเป็นคนโง่ ในบางกรณี หัดทำตนเป็นคนใบ้คนบอดในบางกรณี อย่ากินทุกอย่างที่ชอบ อย่าตอบทุกอย่างที่รู้ เพราะอะไร?
อย่ากินทุกอย่างที่ชอบ เพราะกินมากท้องแตก มีชูชกเป็นต้น กินอะไรมากไปมันไม่ดี อย่าตอบทุกอย่างที่รู้ หากมีเรื่องมากแล้วเราตอบไปหมดก็จะทำให้เราฟั่นเฟือน เพราะกาลไม่เหมือนกัน ฤดูไม่เหมือนกัน สมัยไม่เหมือนกัน และเรารู้อยู่แค่นี้ เอาไปตอบหมดเลยไม่ได้ เพราะวิวัฒนาการมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผู้รู้จริงไม่พูดมาก แต่ผู้อวดรู้ต่างหากที่คุยฟุ้ง พูดทั้งทีของให้มีสาระดีกว่า นี่คือบทคาถานี้
แต่การไม่แสดงอะไรมากๆ ท่านบอกเป็นส่วนดีก็มีมาก ส่วนไม่ดีก็มีเยอะ เพราะว่าคนนิ่งมี ๒ อย่าง คือ นิ่งเพราะว่าเจียมเนื้อเจียมตัว กับนิ่งเพราะโง่ ฉะนั้น เราต้องรู้ ว่าเราทำอะไรอยู่ ชีวิตเราร้องเพลงเดียวกันทุกคนแล้วว่า สาละวันเตี้ยลง วันวานหมดไปแล้ว เหลือวันที่น้อยๆ ลงทุกวัน พระพุทธเจ้าถามพระสารีบุตรว่าเจริญมรณานุสติวันละกี่ครั้ง พระสารีบุตรทูลตอบว่า เจริญมรณานุสติวันละ ๓ เวลา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ยังชีวิตด้วยความประมาทที่สุด เพราะกาลเวลา ๓ เวลาไม่ได้มีสัญญาณมาเตือนเลยว่า จะตายเมื่อไหร่ แต่ทุกลมหายใจเข้าและออกนั้นตายได้ทุกเวลา
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2556 , 12:05:33 น.] ( IP = 125.27.175.144 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น อย่าเบื่อความดี เบื่อกุศลอย่างนี้หากุศลอื่นทำ ถ้าเบื่อที่ทำสมาธิ หลับตาทีไรฟุ้งซ่าน ลืมตาทีไรก็คิดมาก หลับใหม่ฟุ้งซ่าน ลืมตาคิดมาก ก็อย่าไปหลับอย่าไปลืม ทำวิปัสสนาเพราะวิปัสสนาไม่จำเป็นไม่ต้องหลับ เจริญวิปัสสนาสักพักก็เบื่ออีกแล้ว ห้ามไม่ได้มันเป็นธรรมชาติ เบื่อวิปัสสนา ก็มานั่งท่องสุภาษิต พอเบื่ออีกก็กลับไปทำวิปัสสนาใหม่ก็ได้
หรือเวลากินข้าวก็ อย่ากินเหมือนเก่า แต่มีสติสัมปชัญญะ นี่เขาเรียกว่า ความดีมีมาก ให้เราเลือกทำ และเราก็ต้องดีอย่างนี้เรื่อยไป ความดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักเราให้ไปได้ดี อย่าลืมว่าโทสะ เปรียบเสมือนลูกระเบิดทำลาย ตูมนึงทำลายตัวเองก่อน แล้วก็ลามไปไหม้ผู้อื่น เราโมโหโกรธากับใครก็ให้นึกว่า เหมือนเราถือลูกระเบิดทำลาย ลืมตามองไปไม่มีใครเลยมีแต่สุขคติ แต่เราปาระเบิดเข้าไป ตูม สุคติหายเหลือแต่ ทุกขคติที่เราจะต้องไป
ขอให้ทุกคนได้สุขคติ ได้ความดำริชอบ ได้ชีวิตที่ประกอบไปด้วยปัญญา ขออานุภาพแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณความดี คือคนดี จงคุ้มครองรักษามีความก้าวหน้าอยู่ในบุญ คุ้นกับความสงบและจบชีวิตจากสังสารวัฏได้โดยปราศจากอุปสรรคทั้งปวงถ้วนหน้ากันทุกท่าน ทุกคน อนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [28 ม.ค. 2556 , 12:05:49 น.] ( IP = 125.27.175.144 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |