มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระรัฐบาลเถระ สาวกผู้เลิศด้วยศรัทธา (๑)









พระรัฐบาลเถระ สาวกผู้เลิศด้วยศรัทธา (๑)
โดย หลวงพ่อเสือ


พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระรัฐบาลเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของตถาคตในทางบวชด้วยศรัทธา” แต่ในคัมภีร์มโนรถปุรณี ท่านได้อธิบายไว้ว่ากุลบุตรผู้รักษาแว่นแคว้นไว้ได้ หรืออธิบายว่าผู้เป็นกุลบุตรผู้เกิดมาในตระกูลที่สามารถรับรองแว่นแคว้นที่แตกไว้ได้ เรียกว่า รัฐบาล

ชีวิตประวัติในอดีต บุพพวาสนาบารมีของพระรัฐบาลได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับชีวประวัติของพระราหุลเถระในอดีตชาติอยู่ในคัมภีร์มโนรถปุรณีว่า ท่านพระรัฐบาลกับพระราหุลในอดีตชาติได้เกิดในตระกูลคหบดีด้วยกันคือ มีทรัพย์สมบัติมากมายอยู่ในเมืองหงสาวดี ก่อนการจะเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ นับถอยหลังไป ๑๐๐,๐๐๐ กัป เมื่อท่านเจริญวัยแก่กล้าบรรลุถึง ๒๐ ปีแล้ว ครั้นบิดาสิ้นชีวิตแล้วก็ได้รับหน้าที่ปกครองแทน ดูแลสมบัติพัสถานของตระกูล เมื่อเวลาเช้าก็ได้เรียกผู้ดูแลรักษาคลังมาไต่ถาม ได้ทราบว่ามีเงินทองอยู่มากล้นจนนับประมาณไม่ได้

ก็คิดไตร่ตรองมองหาเหตุผลว่า เราจะทำอย่างไรดี คนทั้งหลายมีปู่ ย่า ตา ยาย ที่ตายไปแล้วทั้งหมด สมบัติทั้งหมดจึงรวมกันตกทอดสู่กุลบุตรกุลธิดา ท่านทั้งหลายที่ตายไปแล้วไม่มีใครสามารถเอาสมบัติเปล่านั้นติดตัวไปได้เลย อดีตพระรัฐบาลเถระจึงได้คิดว่า สมบัติที่อยู่หน้าเรานี้เป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ก็คิดว่า “ทวดก็ดี ตาก็ดี ที่เราเห็นก็ไม่มีใครเอาสมบัติไป ไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่จะเอาสมบัติติดตัวไปได้เลย ไปมือเปล่าๆ ทั้งสิ้น”

และมาบัดนี้เราเป็นผู้ครองผู้ทำหน้าที่ต่อ จึงปรึกษากันสองพี่น้องว่า เราควรจะนำสมบัติเหล่านี้ติดตัวไปให้จงได้ จึงเริ่มต้นบริจาคทาน จนกระทั่งเป็นมหาทานแก่คนทั้งหลาย มีคนกำพร้าและคนเดินทางไกล เป็นต้น โดยตั้งสถานบริจาคทานขึ้นที่ประตูบ้าง ๔ ทิศของตน บุคคลทั้งสองมีคติก่อนให้ทานไปคนละอย่างกันคือ มีเจตนาต่างกัน

คนหนึ่งมีคติว่าเมื่อคนมาถึงโรงทานแล้วต้องถามเสียก่อนว่า ต้องการข้าวปลาอาหาร หรือผ้าผ่อนท่อนสไบสิ่งใด แล้วจึงให้สิ่งตามที่ต้องการนั้น เหตุที่ต้องถามก็เพื่อจะให้สิ่งที่ตรงกับความต้องการ จึงมีนามปรากฏว่า อาคตวาจก หมายความว่า ผู้ถามคนที่มาขอ

ส่วนอีกท่านหนึ่งไม่เคยไต่ถามผู้มาขอเลย เวลามีใครมาถึงโรงทานก็จัดของใส่ลงในภาชนะผู้มาขอทันที แล้วก็ส่งให้ไป ท่านผู้นี้จึงได้ขนานนามว่า อนาคตวาจก ในความหมายว่า ผู้ไม่ถามคนที่มาขอ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:51:07 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ในเช้าตรู่วันหนึ่งบุคคลทั้งสองพากันออกไปล้างหน้านอกบ้าน ในขณะนั้นมีดาบสผู้มีฤทธิ์มาก ๒ ตน เหาะมาจากป่าหินพานต์ (ฤาษีมีอำนาจต่างกับเทวดาตรงไหน คือเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนกัน แต่เทวดานึกปุ๊บถึงปั๊บ เขาเรียกว่า ทิพยสมบัติ แต่ผู้ที่ทำฌานได้เรียกว่า ฤทธิสมบัติ เป็นผู้มีฤทธิ์ ต้องใช้วิธีเหาะไป ไม่ได้ถึงเลย

ฉะนั้น ฤทธิ์กับทิพย์จึงต่างกัน สำหรับปัญญาเจตสิกสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ไม่ว่าในสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน แต่ไม่ใช่ปัญญาเจตสิกตัวเดียว ในขณะทำฌานมีปัญญาเจตสิกเป็นตัวประกอบ แต่วิตกเจตสิก เข้ามาเป็นอธิบดีก็ได้ หรือองค์ฌานอื่นเข้ามาเป็นอธิบดีก็ได้ นอกนั้นเป็นปัจจัย ซึ่งทำให้มีฤทธิ์ได้ แต่ผู้มีฤทธิ์เช่น พระเทวทัต ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก แต่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากฌาน จะเป็นมิจฉาหรือสัมมาก็ได้ ปัญญาเจตสิกถูกกดไว้ ในขณะนั้นมีองค์ฌานขึ้นทำงาน)

เมื่อดาบสทั้งสองมีฤทธิ์เหาะไปเที่ยวภิกขาจาร (ปักกลด) แลเหาะมาที่ใกล้กับท่านทั้งสองยืนล้างหน้าอยู่ โดยมายืนอยู่ข้างหน้าท่านทั้งสอง เมื่อดาบสทั้งสองจัดเครื่องบริขารมีภาชนะน้ำเต้า (วิธีการคือ เอาน้ำเต้ามาขูดเนื้อในออก แล้วตากแดดให้แห้ง ฝาน้ำเต้าก็แทนฝาบาตร) เพื่อเตรียมเข้าไปในหมู่บ้าน ท่านทั้งสองพากันมากราบ

ลำดับนั้น ท่านดาบสทั้งสองก็ถามบุคคลทั้งสองขึ้นก่อนว่า “ท่านทั้งสอง ผู้มีบุญมาก ท่านพากันมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“มาเมื่อครู่นี้เองขอรับ” บุคคลทั้งสองกล่าวตอบแล้ว และต่างคนต่างรับภาชนะ คือน้ำเต้าของท่านดาบสทั้งสอง และนำดาบสไปที่เรือนของตน เพื่อถวายอาหารให้ดาบสทั้งสอง หลังจากนั้นบุคคลทั้งสองก็นิมนต์ดาบสทั้งสองให้มาฉันอาหารที่บ้านของตนเป็นประจำ

ดาบสทั้งสองมีลักษณะความเป็นอยู่ต่างกัน ดาบสคนที่หนึ่งเป็นคนร้อนง่าย ชอบหลบความร้อนในเวลากลางวันไปที่นาคพิภพภายใต้มหาสมุทร เวลากลับขึ้นมาก็มาฉันอาหารที่บ้านของอุปัฏฐากของตน เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้วก็กล่าวคำอนุโมทนาทานว่า “ขอให้ที่อยู่ของท่านอุปัฏฐากจงเป็นเหมือนดังพิภพของพญานาคผู้ชื่อว่า ปฐวิทนทร หมายถึง ผู้ทรงไว้ซึ่งปฐพี”

อยู่มาวันหนึ่ง อุปัฏฐากได้ฟังคำอนุโมทนาทานก็นึกสนใจ ก็เรียนถามท่านดาบสว่า “คำที่ท่านอนุโมทนาทานนั้นหมายความว่ากระไรขอรับ”

“หมายความว่า ขอให้สมบัติของท่านเป็นเหมือนสมบัติของพญานาคนั้น” กฏุมพีผู้นั้นได้รับฟังดังนั้น เมื่อทำบุญจึงตั้งจิตอธิษฐานให้ได้สมบัติของพญานาคทุกครั้งไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:51:40 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 2


ส่วนดาบสอีกองค์หนึ่ง เป็นผู้ที่ชอบขึ้นไปบนดาวดึงส์เพื่อพักผ่อนอิริยาบถในตอนกลางวันได้เจอวิมานอยู่หลังหนึ่ง และเห็นสมบัติของพระอินทร์เข้า ก็ไปอยู่ตำหนักของพระอินทร์ เพราะพระอินทร์จะไปช่วยผู้อื่นอยู่เสมอ จึงไม่ค่อยอยู่วิมาน พระอินทร์ก็อนุญาตให้ดาบสมาพักอาศัย ดาบสก็มองเข้าไปเห็นทิพยสมบัติของพระอินทร์ ซึ่งสมบัติทั้งหมดในสวรรค์ไม่มีใครรวยเท่าพระอินทร์ เปรียบเหมือนเศวตฉัตรนั่นเอง ผู้ที่มีเศวตฉัตรรองรับต้องเป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอินทร์ก็มีฉัตรชัยมงคลประจำตำแหน่งของพระอินทร์

ครั้นเวลาไปฉันที่บ้านกฎุมพีผู้เป็นอุปัฎฐากเสร็จแล้ว ก็กล่าวคำอนุโมทนาว่า “ขอให้ท่านได้สมบัติดังวิมานของท้าวสักกะเทอญ”

กฎุมพีก็นึกอยากจะทราบคำอนุโมทนาเหมือนกัน จึงถามว่า “ท่านผู้เจริญ เหตุใดท่านจึงกล่าวอนุโมทนาคาถาอย่างนี้ขอรับ”

ดาบสก็ชี้แจงให้ท่านทราบว่า เวลาที่ท่านทำบุญสุนทานทุกอย่างนั้น ให้ตั้งใจปรารถนาเป็นท้าวสักกเทวราชตลอดไป แล้วจะสัมฤทธิ์สมประสงค์

ดาบสทั้งสองชี้แจงให้กฎุมพีทราบแล้ว เวลาต่อมากฎุมพีทั้งสองตายจากชาตินั้นแล้ว ก็ไปเกิดในสถานที่ที่ตนตั้งความปรารถนาไว้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:51:58 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 3


กฎุมพีคนหนึ่งไปเกิดเป็นพญานาค ทรงพระนามว่า ปฐวินธร ตามพญานาคองค์ก่อน แต่ในอรรถกถาใช้ชื่อว่า พญาปริตตะ เมื่อได้เกิดเป็นพญานาคแล้ว ก็รู้สึกเสียใจเพราะเห็นร่างกายของตนเป็นพญานาค ไม่น่าพึงใจ รูปไม่สวยงาม ก็มีจิตหวนคิดว่า ดาบสได้พรรณนาแล้ว พรรณนาอีกในที่สองสถานให้ฟัง ก็ไม่เป็นที่ถูกใจของเราเสียแล้ว เพราะกำเนิดของนาคนนี้เป็นกำเนิดที่ต้องเลื้อยคลานไปในท้องพสุธา

ในขณะนั้นพวกพญานาคที่แปลงกายประดับประดาอย่างดีแล้ว พร้อมกันมาประโคมดนตรีทั้ง ๔ ทิศ เป็นการต้อนรับพญานาคที่ปฏิสนธิใหม่ ในทันทีทันใดนั้นพญานาคปฐวินธร หรือปริตตะ ก็ละอัตภาพจากพญานาคกลายเป็นหนุ่มน้อยผู้เลอโฉมไป เพราะได้สิ่งแวดล้อมที่ดีตามบุญที่ส่งมาตามเจตนา ทำให้รูปทิพย์เกิดขึ้น “สหายไปเกิดในสถานที่ไหนล่ะ”

พญานาคก็ทูลตอบว่า “ข้าแต่ท้าวเทวราช ขอพระองค์อย่าตรัสถามเลย ข้าพระองค์ไปกำเนิดของพวกเลื้อยคลานไปด้วยท้องพระเจ้าค่ะ ส่วนพระองค์ได้บังเกิดในที่ดี เพราะได้มิตรดี”

(ฉะนั้น ก่อนจะสาธุอะไรฟังให้ดีนะ เพราะแปลว่า ชอบแล้ว เนื่องจากกฎุมพีทั้งสองคบมิตรต่างกัน คนหนึ่งคบดาบสผู้ชอบพระอินทร์ อีกคนหนึ่งคบกับดาบสชอบพญานาค กฎุมพีทั้งสองชอบใจติดใจอะไร เมื่อตายแล้วก็ไปตามแหล่งกำเนิดที่ตนเองชอบใจติดใจนั้น อันนี้เป็นการเน้นถึงกัลยาณมิตร การแสวงหาคลุกคลีกับหมู่คณะย่อมเป็นไปตามนั้น ดังภาษิตว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” ฉะนั้น การเลือกคบคนหรือเสวนาธรรมนั้น ย่อมเป็นไปตามวิสัยของคนผู้นั้น ไม่ได้ถือชาติกำเนิด แต่คบแล้วนำให้เป็นชาติกำเนิดได้)

ท้าวสักกเทวราชก็รับสั่งว่า “สหายเอ๋ย อย่าเสียใจเลยว่าเราเกิดในที่ไม่ดี เพราะเวลานี้ใกล้เวลาที่พระพุทธเจ้านามว่า ปทุมุตตระ ใกล้อุบัติขึ้นในโลกแล้ว สหายจงทำกุศลในสำนักของพระปทุมุตตระเถิด เพื่อแก้ตัวใหม่ แล้วปรารถนาให้เกิดในสถานที่นี้ เราทั้งสองจะได้เป็นสุขร่วมกัน” พระอินทร์ตรัสปลอบใจและแนะนำให้กระทำบุญใหม่เพิ่ม

(เกร็ดความรู้ : พญานาคจะนอนหลับนานมาก จะรู้สึกตัวและสาธุครั้งหนึ่ง คือ ๑. ตอนพระพุทธเจ้าลอยถาดทองคำกระทบปฐพี แล้วพญานาคก็ตื่นลืมตา ตรงนั้นจะอธิษฐานอะไรก็จะได้ เป็นกรรมของสัตว์ เป็นพุทธวิสัยที่พระพุทธเจ้าจะโปรดก้นบาดาลไปถึงพรหมโลกได้ พรหมจะอธิษฐานตายแล้วมาเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำ ฟังธรรมของท่านก็ได้ นอกนั้นอธิษฐานมีกรรมตัดรอนไม่ได้ พญานาคก็ไม่มีกรรมตัดรอน พระพรหมก็ไม่มีกรรมตัดรอน แต่จะมีกรรมที่เหนือกรรมตัดรอนก็คือ การลอยถาดของผู้ที่อธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้า)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:52:16 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 4


“ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์จะทำตามที่พระองค์ตรัสบอกพระเจ้าค่ะ” พญานาคกราบทูลแล้วก็กลับไป ในระหว่างกลับจากสวรรค์ไปสู่นาคพิภพนั้น พระพุทธเจ้าปทุมุตตระก็อุบัติขึ้นแล้ว ฉะนั้น จะเห็นว่าเวลาของมนุษย์สั้น และเร็วมากกว่าเทวภูมิมาก ก่อนจะไปสู่นาคพิภพ พญานาคก็ไปกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเพื่อให้เสด็จไปเสวยอาหารที่นาคพิภพบ้าง

เมื่อพระพุทธเจ้ายิ้มด้วยอาการนิ่งสงบ (แสดงว่าตกลง) พญานาคก็กลับไปเตรียมเครื่องสักการบูชาตลอดทั้งวัน ร่วมกับพวกนาคบริวารของตน พอรุ่งเช้าพระปทุมุตตระพุทธเจ้าก็สั่งพระสุมนเถระ ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของพระองค์ไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ให้ภิกษุผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกเสด็จตามพระองค์ และโดยเฉพาะต้องได้อภิญญา ๖ ประการ ไม่ให้พระภิกษุปุถุชนไป วันนี้ตถาคตจะไปบิณฑบาตที่ไกล

พระสุมนเถระรับพุทธบัญชาแล้วก็แจกแจงข่าวนี้ให้พระภิกษุทั้งปวงทราบถึงพุทธประสงค์ เพราะว่าการที่พระปทุมุตตระพุทธเจ้าเสด็จไปนาคพิภพนั้น มีพระภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เหาะตามเป็นขบวนใหญ่ที่มีฤทธิ์ เดินไปไม่ได้ พระภิกษุปุถุชนที่ไม่มีฤทธิ์ไปไม่ได้ เพราะต้องไปด้วยความเร็วมาก พญานาคปฐวินธรพร้อมด้วยนาคบริวารพากันไปต้อนรับพระภิกษุสงฆ์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

ในจำนวนพระภิกษุสงฆ์บริวารทั้งหมดนั้นมีสามเณรอุปเรวตะรูปหนึ่ง ผู้เป็นโอรสของพระปทุมุตตระผู้มีอายุน้อยที่สุด (ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นั้นเหมือนกันทุกอย่าง จะได้อภิเษกสมรสตอนอายุ ๑๖ และมีบุตรชาย ๑ คน และบุตรนั้นจะได้โปรดเป็นสามเณร) เป็นที่พึงพอใจของพญานาคยิ่งนัก เพราะสามเณรเหาะมากลางอากาศด้วยท่วงทีน่ารักและอยู่เป็นองค์สุดท้าย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว สามเณรอุปเรวตะก็นั่งบนอาสนะตรงกันข้ามกับพุทธอาสน์พอดี รัศมีของพระพุทธบิดาก็งาม รัศมีของพระพุทธบุตรก็งาม เหมือนเพชรเม็ดงามน้ำดีที่มีแสงสวยด้วยความยิ่งใหญ่กับเพชรเม็ดงามที่ถูกเจียระไนให้มีเหลี่ยมมีคมมีแสงพราว

พญานาคปฐวินธรก็พินิจดูความงามของพระพุทธเจ้า และก็เหลียวมองดูสามเณร มองกลับไปกลับมาหลายครั้ง ได้เห็นพระมหาปุริสสลักษณะ ๓๒ ประการ ของพระมหาบุรุษมีปรากฏในสรีรกายของสามเณรอุปเรวตะ คล้ายกับสรีระพระวรกายที่ปรากฏของพระบรมศาสดา (ผู้ที่มีลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้าก็มีบุตร, พุทธบิดา, พระอานนท์ เป็นต้น) พญานาคก็คิดว่าสามเณรรูปนี้คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้าเหลือเกิน ท่านเป็นอะไรกันหนอ จึงเรียนถามพระเถระรูปหนึ่งผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ว่า

“ท่านผู้เจริญ สามเณรรูปนี้เป็นอะไรกับพระทศพลขอรับ”

พระเถระรูปนั้นตอบว่า “สามเณรรูปนี้เป็นพระโอรสของพระทศพล”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:52:32 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 5


พญานาคก็จินตนาการขึ้นมาทันทีว่า สามเณรรูปนี้ประเสริฐยิ่ง จึงได้เป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าผู้ทรงประเสริฐเช่นนั้น เราควรจะได้มีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับสามเณรรูปนี้ในอนาคตกาลบ้าง ครั้นจินตนาการดังนั้นแล้ว ก็ถวายมหาทานจนครบ ๗ วันแก่พระพุทธเจ้า และตั้งปวารณาว่า

“ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลเทอญ ตามแบบสามเณรอุปเรวตะนี้ ด้วยเดชะมหากุศลมหาทานที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญ ๗ ราตรี ขอให้เป็นบุพกรรมทำให้ข้าพเจ้านั้นเป็นได้เหมือนปานประดุจสามเณรอุปเรวตะนี้ ด้วยอธิษฐานธรรมบุญญานุภาพ ขอให้การกระทำแล้วนี้จงสำเร็จดังมโนรถทุกประการเทอญ”

พระปทุมุตตระพุทธเจ้าเห็นความสำเร็จแห่งความปรารถนาของพญานาค ก็พยากรณ์ว่า “ท่านจะได้เป็นโอรสของพระโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาลชื่อว่า ราหุล เมื่อพยากรณ์แล้วก็เสด็จกลับจากนาคพิภพไปยังวิหารของพระองค์”

(ฉะนั้น ด้วยแรงอธิษฐาน คำอธิษฐานบารมีจึงมีจริง ไม่ใช่อธิษฐานไม่มีผล ขอให้คำอธิษบานนั้นประกอบไปด้วยเหตุแห่งการกระทำด้วย คือ เราอธิษฐานแล้ว เช่น ขอให้ถึงมรรคผลนิพพานเทอญ แล้วเราก็เจริญมัชฌิมาปฏิปทา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาด้วย อธิษฐานอยากมีเงินทองเยอะๆ ขอเป็นคหบดี ขอเป็นเศรษฐี อธิษฐานไปเถอะ แล้วหมั่นทำทาน ได้เป็นแน่เลย บุพกรรมมี แล้วบุพเจตนาด้วย)

ครั้นถึงเวลากึ่งเดือน พญานาคผู้นี้ก็ขึ้นไปเฝ้าท้าวสักกเทวราชกับท้าววิรูปักษ์ตามปกติ ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสถามพญานาคว่า “สหายกระทำบุญแล้ว ตั้งความปรารถนามาเกิดในเทวโลกแล้วหรือ”

“ข้าพระองค์กระทำบุญแล้ว แต่มิได้ปรารถนาเกิดในเทวโลกพระเจ้าค่ะ” พญานาคทูลตอบ

“แล้วท่านเห็นความไม่ดีอย่างไร จึงไม่ปรารถนาอยู่ในเทวโลกนี้”

“หาได้เห็นความไม่ดีก็เปล่า แต่ข้าพระองค์ได้เห็นสามเณรอุปเรวตะ ผู้เป็นพุทธโอรสแล้ว เกิดพึงพอใจจึงตั้งใจปรารถนาเป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลพระเจ้าค่ะ”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:52:50 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 6


พญานาคกราบทูลแล้ว และแนะนำพระอินทร์ว่า “ส่วนพระองค์ก็ตั้งความปรารถนาสักอย่างหนึ่งเถิดจะได้ไม่คลาดกันในกาลข้างหน้าพระเจ้าค่ะ”

ฝ่ายพระอินทร์เมื่อได้รับคำชักชวนของพญานาค แล้วก็ถวายมหาทานอยู่ ๗ วัน และทรงเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งผู้มีอานุภาพ จึงพิจารณาว่ากุลบุตรนี้มาจากตระกูลไหน ช่างงามเหลือเกิน พระภิกษุรูปนั้นกำลังเดินกรรมฐานอยู่ (สมถะและวิปัสสนา) พระอินทร์มองลงมาจากเทวภูมิเพื่อจะแผ่เมตตาไปยังภพที่ต่ำกว่า เมื่อพิจารณาแล้วจึงทราบว่ากุลบุตรนี้เป็นบุตรตระกุลที่มีความสามารถทรงไว้ซึ่งราชสมบัติที่กระจัดกระจายแล้ว และยอมอดอาหารถึง ๑๔ วัน เพื่อประท้วงพ่อแม่ที่ไม่ยอมอนุญาตให้บรรพชา ในที่สุดพ่อแม่ต้องยอมอนุญาตให้ออกบรรพชา เพราะเห็นแก่ความตั้งใจจริง ท่านจึงได้ออกบรรพชา

และพระอินทร์ได้กราบทูลถามพระปทุมุตตระพุทธเจ้า “ข้าพระองค์ได้ทำสักการะใหญ่ตลอด ๗ วันติดต่อกัน ขอให้ได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุรูปนี้ เพราะมีศรัทธาในการบวชในสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในกาลข้างหน้าเหมือนพระภิกษุรูปนี้เถิด”

พระปทุมุตตระพุทธเจ้าเห็นความปรารถนานี้ว่าไม่มีเหตุขัดข้อง จึงทรงพยากรณ์ว่า “มหาบพิตรจักได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายแน่ ผู้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าโคดมในอนาคตกาล และได้ชื่อว่าพระรัฐบาล”

เมื่อพยากรณ์แล้ว พระบรมศาสดาก็เสด็จกลับวิหารที่ประทับ ส่วนท้าวสักกเทวราชก็เสด็จนิวัติสู่วิมานเทวสถาน เมื่อท้าวสักกเทวราชและพญานาคได้จุติจากชาตินี้แล้ว ก็ได้ท่องเที่ยวเสวยทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติอยู่อีกหลายพันกัปป์ ด้วยอำนาจบุญกุศลที่สะสมมา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:53:09 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 7


จวบจนเวลาล่วงมาถึงกัปที่ ๙๒ มีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระปุสสะพุทธเจ้า พระพุทธบิดาทรงพระนามว่า พระมหิทธะ พระปุสสะพุทธะทรงมีพระอนุชาต่างมารดาอยู่ ๓ พระองค์ด้วยกัน ส่วนพุทธบิดานั้นเวลาถวายโภชนาการแก่พระภิกษุใดก็แล้วแต่ทรงเปล่งวาจาด้วยความสำคัญในพระทัยว่า “พระพุทธเจ้าเป็นของเราๆ พระธรรมเป็นของเราๆ พระสงฆ์เป็นของเราๆ” อย่างนี้ทุกวัน ในการทรงถวายโภชนาการแก่พระปุสสะพุทธเจ้าพร้อมทั้งภิกษุทั้งหลายก็ทรงกระทำด้วยพระองค์เอง ไม่ยอมให้ผู้อื่นถวายแทน

ในวันหนึ่งมีหมู่ปัญจามิตรล่วงล้ำเข้ามาที่ปลายพระราชอาณาจักรของพระองค์ ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น พระมหิทธะจึงตรัสกับพระโอรสทั้ง ๓ ว่า

“ดูก่อนพ่อทั้ง ๓ บัดนี้ชนบทของเรากำลังมีหมู่ปัญจามิตรเกิดขึ้น จำจะต้องไปปราบจลาจลให้สงบราบคาบเสียก่อน ถ้าขืนปล่อยไว้จะเป็นเรื่องใหญ่และปราบยาก ขณะนี้พอจะปราบได้ อันมีสภาพเหมือนโรคเรื้อรังยากแก่การเยียวยารักษา”

“ข้าแต่พระบิดา กระหม่อมทั้ง ๓ จะขอรับอาสาไปปราบจลาจลในชนบท ข้าพเจ้าจะทำด้วยตนเองพระเจ้าค่ะ” พระโอรสทั้ง ๓ ทูลตอบพร้อมกัน และพากันไปถวายบังคมลาสมเด็จพระบิดา และนำกองทัพไปปราบเสี้ยนหนามจนราบคาบ กระทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างสันติสุข และนำกองทัพกลับมา

ในระหว่างทางมรรคาที่เสด็จขบวนจตุรงค์โยธาทัพทั้ง ๓ ทาง ขบวนเสด็จพระราชดำเนินงามมาก องค์ที่ ๑ ฉลองพระองค์สีน้ำเงิน ขบวนม้า-ช้างเป็นสีน้ำเงินขลิบขาว ธงของกองทัพจะเป็นสีฟ้า โอรสองค์กลางทรงม้าฉลองพระองค์สีขาว ส่วนขบวนม้าและธงสีแดงโอรสองค์ที่ ๓ ทรงฉลองพระองค์สีแดงถือธงขาว

เมื่อทรงทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว พวกอำมาตย์ก็กราบบังคมทูลเสนอว่า

“ข้าแต่พระลูกเจ้า เรื่องสมบัตินั้นหาไม่ยาก หากพระราชบิดาของพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๓ เสด็จสวรรคตไปแล้ว พระราชสมบัติก็ตกมาถึงพระองค์ทั้ง ๓ โดยไม่ต้องขวนขวายอะไรเลย แต่การที่จะได้มีโอกาสปฏิบัติพระพุทธเชษฐาธิราชนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง ด้วยเหตุนี้ขอให้พระองค์จงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระพรและขอปฏิบัติวัตรฐากพระเชษฐาธิราชพระองค์นั้น จึงจะเป็นพรที่ดีและประเสริฐยิ่งพระพุทธเจ้าค่ะ”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:53:25 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 8


ฝ่ายพระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ ก็ได้ทรงสดับรับฟังความคิดเห็นของพวกอำมาตย์ข้าราชบริพารแล้วก็ทรงเห็นดีด้วย และเสด็จพระราชดำเนินเรื่อยมา ข่าวขบวนโยธาทัพเสด็จถึงพระนครล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของพระราชา ก็ทรงโสมนัสตรัสเชยชมว่า ถ้าจะมาขอพรก็จะให้พรได้สมใจ พระโอรสทั้ง ๓ ก็พร้อมกันกราบบังคับทูลขอพรว่า

“ข้าแต่พระราชาเจ้า ขอพระบิดาทรงพระกรุณาโปรดประทานพรแก่กระหม่อม ให้ได้มีโอกาสปฏิบัติสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดในไตรมาสเถิด”

(การปฏิบัติต่อพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้านั้น เช่น การฟังธรรม การทำสมาธิ การเจริญวิปัสสนา เป็นการบูชาที่ไม่มีภัย แต่การปฏิบัติกับคนไม่ว่าจะเป็นชั้นไหนก็แล้วแต่มีภัย เพราะจงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ฉะนั้นอย่าติดใจใครว่าใครเป็นที่หนึ่ง ใครเป็นคนดี จงทำดีตามเขา เช่น เขามีธรรมะมีความดี จงมีธรรมะและทำดีเหมือนเขา เป็นการเก็บดีไปใช้เก็บชั่วไปละ)

เมื่อพระโอรสทั้งสามเข้าไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า

“ท่านผู้มีเสบียงพร้อมทั้งหลาย (สมบัติ ยศ ความฉลาด) ท่านได้เดินทางก้าวเข้ามาเพื่อปฏิบัติตถาคต ตถาคตเองก็มีพระอุปัฏฐากคอยตรวจสอบดูวิสัยอันสัพพัญญุตญาณเกิดขึ้นแล้วอยู่เนืองนิตย์ อันฤทธิ์นั้นก็ให้พระอัครสาวกเบื้องซ้าย อันปัญญาก็ให้แก่อัครสาวกเบื้องขวา สุดที่จะพรรณนาได้ แต่ท่านผู้ต้องการทั้งหลาย จงปฏิบัติเราด้วยหัวใจเถิด ใจเราเป็นธรรม ใจเรามีธรรม และเราอยากจะให้แต่ธรรม”

เมื่อนั้นพระราชโอรสทั้งสามและเทวดา รวมทั้งผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายก็แซ่ซ้องสาธุการพร้อมจะปฏิบัติพระพุทธเจ้า ก็ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนา นั่นแหละเป็นการเข้าถึงพระธรรมโดยตรง

พระราชโอรสทั้งสามทรงเข้าพระทัย ก็ทรงได้รับพรที่ทูลถวาย และปรึกษากันว่า พวกเราควรพิจารณากระทำสิ่งที่สมควรก่อน แล้วค่อยปฏิบัติธรรม สิ่งที่สมควรก่อนก็คือ คันถธุระ ก็คือเรียนเสียก่อนแล้วค่อยปฏิบัติธรรม ก็เสด็จไปประทับกับพระพุทธเจ้าที่วิหาร ส่วนทางพระราชนิเวศน์ทรงแต่งตั้งบุรุษขึ้น ๓ คน ให้เป็นผู้จัดการแทน คือ คนหนึ่งให้เป็นผู้ดูแลทรัพย์สมบัติและจัดข้าวปลาอาหาร คนหนึ่งให้เป็นผู้ตรวจงาน และอีกคนหนึ่งเป็นผู้จัดไทยทาน


โปรดติดตามตอนต่อไป



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [1 ก.พ. 2556 , 12:53:45 น.] ( IP = 182.52.206.87 : : 10.0.17.152 )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาสาธุค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.พ. 2556 , 16:31:05 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org