มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระรัฐบาลเถระ สาวกผู้เลิศด้วยศรัทธา (๒)









พระรัฐบาลเถระ สาวกผู้เลิศด้วยศรัทธา (๒)
โดย หลวงพ่อเสือ



ตอนที่ผ่านมา

เมื่อพระโอรสทั้ง ๓ เสด็จสวรรคตแล้ว ก็ไปเกิดเสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ เมื่อล่วงมาถึงพุทธกาลของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้จัดไทยทานในสมัยพระปุสสะพุทธเจ้า ก็ไปเกิดเป็นพระอินทร์ และกลับมาเกิดเป็นบุตรของท่านรัฐบาลเศรษฐี เป็นหัวหน้าของหมู่ชนหนึ่งคือ นิคมทึ่มียุ้งฉางบริบูรณ์ในแว่นแคว้นกุรุชื่อว่า รัฐบาล

สำหรับการศึกษาเบื้องต้น พระรัฐบาลกุลบุตรได้ศึกษาในลัทธิของพราหมณ์ ดำเนินรอยตามวงศ์สกุลตลอด ชีวประวัติของท่านมีเรื่องปรากฏอยู่ในรัฐบาลสูตร คัมภีร์มัชฌิมนิกายความว่า

ครั้งหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแว่นแคว้นกุรุพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้มีคุณธรรมพิเศษจำนวนมาก เมื่อบรรลุไปถึงนิคมหนึ่ง (ธัมธุระโกธิยนิคม) ประชาชนทราบว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมนี้เป็นศากยบุตรเสด็จออกบรรพชาแล้ว และขณะนี้พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาถึงแคว้นของตนแล้ว

ข่าวของพระสมณโคดมก็ฟุ้งขจรกระจายไป (หอมทวนลม) มีกิตติศัพท์ฟุ้งขจรไปว่า ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสมบูรณืด้วยความรู้และความประพฤติ ทรงเป็นผู้ดำเนินดีแล้วในเหตุการณ์ทั้งปวง ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกแจ่มแจ้ง และเป็นผู้ฝึกบุคคลที่ควรฝึกอย่างเยี่ยม ทรงเป็นครูของเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย และทรงเป็นผู้นำเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้หมดซึ่งอาสวะถึงความตรัสรู้ได้ ศีลธรรมอันเป็นศีลพรตของพระพุทธเจ้าอันเกิดขึ้นนั้นฟุ้งขจรไปไกล ไปถึงเทวดา และมนุษย์โลก

เมื่อทำให้แจ้งแล้ว พระองค์ก็เสด็จธรรมอันไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ เป็นผู้ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง หาผู้ประมาณไม่ได้

คนที่อยู่ในยุคนั้นถือว่า การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ทรงคุณธรรมอันวิเศษนั้น เปรียบดั่งเห็นพระสมณโคดมอันประเสริฐเหมือนกัน

ดังนั้น เมื่อพราหมณ์คหบดีชาวกรุงนิคมต่างๆ รับทราบ ก็ต่างชื่นชมและยินดี พากันออกจากหมู่บ้าน อารามวิหารไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นจำนวนมาก เมื่อไปถึงแล้วก็ได้เฝ้าและแสดงอาการต่างๆ กัน บางพวกก็ถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วก็นั่งลง บางพวกก็ประนมมือแล้วนั่งลง บางพวกก็ร้องประกาศชื่อโคตรของตนและทูลถวายให้พระองค์ (เช่น ข้าพเจ้าเป็นโคตรนี้ ขอถวายโคตรนี้ แก่พระสมณโคตร คือขอย้ายโคตร) บางพวกก็ไม่แสดงอาการใดๆ เลย พอถึงที่สมควรก็นั่งลง แล้วค่อยพนมมือ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:18:43 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ในคราวนั้นกุลบุตรผู้หนึ่งชื่อ รัฐบาล เป็นบุตรตระกูลเศรษฐีอยู่ในนิคมของกุลตระโคตรก็ได้เข้ามานั่งในที่ประชุมนั้นด้วย ในกลุ่มชนที่นั่งสงบเรียบร้อยดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ขณะทรงแสดงธรรมนั้นก็มีแต่ความเงียบ พยายามเรียบเรียงความเข้าใจกันทั้งหมด ยังไม่เข้าใจก็อดไว้ในหัวใจ

เมื่อฟังพระธรรมเทศนาแล้วก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ได้มีความคิดว่าธรรมะที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงนี้ ผู้เป็นฆราวาสจะประพฤติพรหมจรรย์อันเสมอเหมือนไม่ได้ดังสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว จะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแท้ไม่ใช่เป็นของง่าย เห็นสมควรเราจะต้องไปปลงผมโกนหนวดแล้ว และนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์คือ ผ้าย้อมฝาดออกบรรพชาเสีย

เมื่อถึงเวลาอันสมควรพวกพราหมณ์คหบดีกลุ่มต่างๆ ก็พากันกราบถวายบังคมลาพระผู้มีพระภาคเจ้ากลับไป ฝ่ายรัฐบาลกุลบุตรไม่ยอมกลับ แอบอยู่ที่สุมทุมพุ่มไม้ และเลาะหมู่ไม้เข้าไปกราบบังคมทูลพระพุทธเจ้าว่า

“พระธรรมที่พระองค์แสดงแล้วมิใช่เป็นของง่ายที่ฆราวาสเช่นข้าพเจ้าจะปฏิบัติได้ ถือเป็นพรหมจรรย์ได้ อันเป็นเหมือนดั่งสังข์ที่เขาขัดดีแล้วให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิงได้ยาก ข้าพระองค์มีความประสงค์จะปลงผม โกนหนวด และนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์ ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ” เพื่อขัดสีฉวีวรรณจิตใจให้เป็นผู้อยู่ในไตรสิกขานั่นเอง

ฉะนั้น การที่พระรัฐบาลได้ฟังและคิดด้วย คือ พระพุทธองค์นั้นทรงประกาศศาสนพรหมจรรย์มีศีล สมาธิ และปัญญา ก็ว่าด้วยเรื่องศีลธรรมดาและอาชีวปาริสุทธิศีล สมาธิก็มี สมาธิที่เป็นมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ ก็ยังไม่ได้เป็นสมาธิในมรรค แต่ขณิกสมาธิจัดเป็นสมาธิในมรรค อันเป็นฐานบาทแห่งอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน สอนเรื่องปัญญามีปัญญาโลกีย์ปัญญาโลกุตตระ และเอาปัญญาเจตสิกทั้งหลายที่ประกอบในองค์อิทธิบาท ประกอบในวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาต่างๆ ว่าเป็นปัญญาขั้นโลกีย์ และเป็นปัญญาที่ทำให้เกิดวาสนา แต่ปัญญาที่ทำให้เกิดบารมีมีองค์เดียว คือ สัมมาทิฏฐิ

ฉะนั้น ทำอย่างไรเมื่อประกาศแล้วพระรัฐบาลนั้นซาบซึ้งมาก แต่ก็รู้ว่าถ้าเป็นฆราวาสอยู่ไม่มีโอกาสทำได้ จึงกราบไปที่บาทพระพุทธเจ้า และเอามือไปเกาะที่พระกรพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลขึ้นว่า

“ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรพชาเถิด เพราะหากข้าพเจ้าออกเรือนอยู่อย่างนี้ ก็มีอวิชชาและตัณหาเป็นปฏิปักษ์เครื่องกางกั้น เพราะไม่มีฆราวาสใดหรือผู้ที่เก่งปานใด แม้กระทั่งมีฤทธิ์จะจำแนกแจกแจงอารมณ์ว่า เป็นอารมณ์ใดได้ถ้าไม่ได้บรรพชา การบรรพชาเป็นการออกจากกามคุณโดยตรงคือ มีเนกขัมมะเป็นที่ตั้ง เพราะสมณะมีความสันโดษยินดีตามมี ยินดีตามได้ ไม่หาในสิ่งที่ตนเองอยากได้ ไม่เหมือนดั่งฆราวาส”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:19:13 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 2


เมื่อพระรัฐบาลแจกแจงเสร็จ พระพุทธเจ้ารู้วิสัยว่ามีศรัทธามาก และได้พร่ำพรรณนาน้ำตาร่วงรินแทบพระบาทของพระพุทธองค์มากมายว่า

“การที่ข้าพเจ้าต้องออกเรือนต้องเสพนิวาสอันไม่สามารถกำหนดได้ เพราะอวิชชาตัณหาดักล่อหมด จะติดอยู่ในกำพืดนิสัย นอกจากตัวเองแล้ว ยังเป็นกำพืดวิสัยที่ป้อนไปและดึงกลับไม่ได้”

(อธิบายไว้งามมาก พวกพระตัณหาจัดต้องอ่าน เพราะเป็นฝ่ายป้อนไปแล้ว และดึงกลับคือทำให้เธอลืมไม่ได้ อ่านแล้วทำให้ขยะแขยงเบื่อหน่ายคลายจากความอยากมีเรือนเพราะเรารู้ว่าหมดอิสรภาพ ฉะนั้น เป็นหญิงก็หมดอิสรภาพ เป็นชายก็หมดอิสรภาพ ดังนั้น ไม่เป็นอะไรเลยดีกว่า เป็นพระอรหันต์ดีที่สุด โดยต้องบรรพชาคือ ตัดตัวเองเรื่องกาเมสุมิจฉาจารและเรื่องการออกเรือน ในเรื่องพระรัฐบาลเถระจะอธิบายเรื่องเกี่ยวกับการออกเรือนมากที่สุด อธิบายเรื่องเกี่ยวกับเมถุนธรรม เอาศรัทธาตัวนี้มาขอบรรพชากับพระพุทธเจ้า)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสว่า “ดูก่อนรัฐบาล มารดาบิดาได้อนุญาตแก่เธอเพื่อการบรรพชาแล้วหรือ”

รัฐบาลกุลบุตรกราบทูลตอบว่า “ยังไม่อนุญาตพระเจ้าค่ะ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสชี้แจงเหตุผลว่า “ดูก่อนรัฐบาล พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ให้บรรพชาแก่กุลบุตรผู้มิได้รับอนุญาตจากบิดามารดาเสียก่อน”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:19:32 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 3


“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ถ้าหากมีวิธีการอย่างใดที่คุณพ่อคุณแม่จักอนุญาตแก่ข้าพระองค์เพื่อให้ข้าพระองค์ได้บรรพชา ข้าพระองค์จะกระทำสิ่งนั้นพระเจ้าค่ะ” รัฐบาลกุลบุตรกราบทูลดังนี้แล้ว ก็ลุกขึ้นถวายบังคมลากลับไปหาบิดามารดา

แล้วพูดขออนุญาตแก่บิดามารดาว่า “ข้าแต่คุณพ่อคุณแม่ ธรรมะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ตามที่กระผมพอจะเข้าใจ มิใช่เป็นข้อปฏิบัติง่ายสำหรับฆราวาสคือ อยู่อย่างผู้ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้ จะอยู่อย่างผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ กระผมจึงต้องการปลงผมและโกนหนวด พร้อมทั้งนุ่งผ้าห่มกาสาวพัสตร์ออกบรรพชา ขอคุณพ่อคุณแม่จงอนุญาตแก่กระผมเถิดขอรับ”

(เมื่อสัมมสนญาณยังไม่เกิดนั้น จะต้องอยู่อย่างทุกข์ตลอดเวลา ไม่มีหรอกที่จะสุข มีแต่สุขวิปลาส จึงเป็นตัวเอย่างว่าผู้จะบวชต้องเห็นภัยในวัฏฏะ)

มารดาเมื่อได้ฟังคำอำลาของพระรัฐบาลแล้ว ก็พูดแนะนำห้ามว่า “นี่แน่ะ...รัฐบาลลูกรัก ลูกเป็นบุตรคนเดียวผู้เป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ ลูกเป็นผู้ดำรงด้วยความเป็นสุข มีผู้เลี้ยงดูให้ลูกเป็นสุขเสมอมา ลูกยังไม่เคยรู้จักความทุกข์แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเลย ลูกจงอยู่เป็นฆราวาสจับจ่ายใช้สอยทรัพย์สมบัติให้ถึงความสุขสบายเสียก่อน เมื่อกินอยู่ให้สุขแล้ว บำรุงตนให้สุขแล้ว บริโภคกามหาภรรยากี่คนก็ได้ให้เป็นสุข แล้วลูกจงยินดีต่อการทำบุญสุนทานในภายหลังเถิด อย่าบรรพชาตอนนี้เลย เวลานี้พ่อแม่ยังไม่ยอมให้ลูกออกบรรพชาเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าลูกจะตาย พ่อแม่ก็ไม่อนุญาต เมื่อลูกยังมีชีวิตอยู่ พ่อแม่จะอนุญาตให้ลูกออกบรรพชาได้อย่างไร”

รัฐบาลกุลบุตรได้ฟังคำปฏิเสธของคุณพ่อคุณแม่แล้ว ก็ยังไม่ละความพยายามเฝ้าอ้อนวอนครั้งที่ ๒, ๓ ก็ถูกพ่อแม่ห้ามทุกครั้ง พระรัฐบาลกุลบุตรพิจารณาเห็นว่าจะไม่ได้รับการผ่อนผันจากคุณพ่อคุณแม่แน่นอน จึงตกลงใจว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมให้เราออกบรรพชา เราจะนอนอยู่บนพื้นที่ไม่มีเครื่องปูลาดตรงนี้ จะให้ตายอยู่ตรงนี้แหละ จนกว่าจะได้รับอนุญาตออกบรรพชา

เมื่อตัดสินใจแน่แล้ว ก็ออกไปนอนอยู่นอกห้องตน ไม่ยอมบริโภคอาหาร ไม่ยอมทำอะไรทั้งสิ้น นอนอย่างเดียว ๗ วัน ผอมซูบซีดกัดฟันอย่างเดียว กัดฟันด้วยศรัทธาว่า “ไม่” น้ำ ก็ไม่หิว “ไม่” ปรารถนาออกบรรพชามากกว่า ถ้าให้น้ำเข้าปากในขณะที่หิวคอแห้งผาดนี้ กับการได้บวช เลือกการได้บวชดีกว่า

(นี่คือตระกูลพุทธางกูร หน่อเนื้อของพระพุทธเจ้า “แม้เลือดในกระดูก เอ็น หนังมังสาจะเหือดแห้งไป ถ้าเราไม่บรรลุธรรม เราก็จักไม่ลุกจากอาสนะ” นี่คือเจตนา ฉะนั้นผู้มีใจเพชรทั้งหลายก็จะเกิดร่วมชาติ)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:19:54 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 4


ครั้นมารดาบิดาพอรู้ว่า รัฐบาลบุตรชายไม่ยอมบริโภคอาหาร เพราะความเสียใจที่ไม่ยอมอนุญาตให้ออกบรรพชา ก็เพียรพยายามพูดอ้อนวอนให้พระรัฐบาลบริโภคอาหารด้วยถ้อยคำที่พูดชักชวนให้อยู่ในฆราวาส แต่รัฐบาลก็นิ่งเสีย ถึงแม้ว่ามารดาจะพูดปลอบประโลมอ้อนวอนอีก ๒ – ๓ ครั้งก็ตาม รัฐบาลก็นอนนิ่งไม่ยอมพูดตอบ และไม่กระทำตามคำอ้อนวอนนั้นแต่อย่างใด มารดาและบิดาพิจารณาเห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมปฏิบัติตามคำของเราแน่นอน จึงพากันไปหาสหายของรัฐบาลให้มาพูดช่วยปรามรัฐบาล สหายของรัฐบาลมหาหาและพูดจาอ้อนวอน เอาสตรีงามมาให้ดู จนกระทั่งร้องห่มร้องไห้เพื่อให้ใฝ่หาสุขในฆราวาส แล้วค่อยทำกุศลเถิด โดยเอาคำของพ่อแม่รัฐบาลมาพูดถึง ๓ ครั้ง แต่ก็ไร้ผล เมื่อเห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมตกลงแน่นอนแล้ว ก็คิดว่าถ้ารัฐบาลไม่ได้ออกบรรพชาแล้ว ต้องตายแน่ เพราะอดข้าวขนาดนี้ จะหาคุณประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

แต่ถ้ารัฐบาลได้บรรพชามารดาบิดาก็จะได้พบรัฐบาลตามกาล เมื่อมีความเห็นร่วมกันอย่างนี้แล้วก็พากันไปหามารดาบิดาของรัฐบาล บอกเหตุบอกผล และช่วยกันพูดให้รัฐบาลได้บรรพชา เพราะรัฐบาลก็ได้ตัดสินใจอย่างนี้ว่าจักนอนตายอยู่ในสถานที่นั้น หรือไม่ก็ต้องให้รัฐบาลออกบรรพชา เมื่อบรรพชาแล้วค่อยไปประโลมทีหลังให้กลับมาเป็นฆราวาสอีกก็ได้ มารดาบิดาของรัฐบาลได้ฟังถ้อยคำแล้วก็คิดอย่างมีเหตุผล และฟังคำอย่างมีเหตุผล ก็ตกลงใจอนุญาตแก่รัฐบาลได้บรรพชา แต่มีข้อแม้ว่า เมื่อรัฐบาลได้บรรพชาแล้วต้องกลับมาให้บิดามารดาพบเห็นบ้าง พวกสหายฟังคำอนุญาต ก็พากันไปหารัฐบาลและบอกให้ทราบว่า บัดนี้คุณพ่อคุณแม่ยอมอนุญาตแล้วให้บรรพชาได้ เมื่อรัฐบาลรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่อนุญาตก็ดีใจลุกขึ้นเช็ดตัวแล้วบริโภคอาหาร บำรุงตัวเองให้มีกำลังแข็งแรงดี ก็กราบลาแทบเท้ามารดาบิดา รีบไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นถึงที่เฝ้าก็ถวายบังคมแล้วนั่งลงในที่อันสมควรและกราบทูลขึ้นว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บิดามารดาอนุญาตให้ข้าพเจ้าออกบรรพชาได้ ขอพระองค์ทรงกรุณาโปรดประทานการบรรพชาแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ”

สมเด็จพระชินสีห์ก็ทรงโปรดพระราชทานการบรรพชาด้วยพระองค์เอง (เอหิภิกขุอุปสัมปทา) และทรงพระกรุณาโปรดให้รัฐบาลเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาตามศรัทธาอันแรงกล้า

(จะเห็นได้ว่า คนสมัยโบราณ โกหกไม่เป็น แล้วไม่ว่าพ่อแม่ ไม่กล่าวให้ร้ายใคร วาจาจะดี คนสมัยโบราณปากหอม เพราะไม่โกหก)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:20:12 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 5


จำเดิมหลังจากพระรัฐบาลออกบรรพชาอุปสมบทแล้ว ท่านเศรษฐีผู้เป็นบิดาได้เห็นพระภิกษุเดินผ่านบ้านของท่านไปครั้งใด ก็นึกด่าพระภิกษุสงฆ์ตลอดเลย เห็นพระภิกษุสงฆ์ไม่ได้ทำให้เร่าร้อน ต้องใช้วาจาอันหยาบคายอยู่เสมอ

“เราไม่ต้องการพบเห็นท่านทั้งหลาย ไป๊ เพราะเรามีลูกชายอู่คนเดียวเท่านั้น แล้วท่านทั้งหลายก็มาเอาไปอีกด้วย ท่านทั้งหลายจะมาที่นี่ทำไมอีก ในเมื่อเราไม่มีลูกชายแล้ว” บิดาของพระรัฐบาลไล่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูป และด่าเกรี้ยวกราดอย่างสาดเสียเทเสีย

ครั้นพระรัฐบาลบวชแล้วได้ครึ่งเดือนก็ได้ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยังกรุงสาวัตถี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าพำนัก ณ เชตวันมหาวิหาร

ฝ่ายพระรัฐบาลเป็นผู้ไม่ประมาทหลีกออกจากหมู่คณะมาอยู่ลำพังเพียงรูปเดียว ไม่ข้องแวะกับผู้ใดผู้หนึ่งเลย ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม มีความเพียรเผากิเลสให้พินาศอย่างเดียว เพราะศรัทธามากกว่าเราจะบำเพ็ญเพื่อพรหมจรรย์ ฉะนั้น อะไรที่เป็นเครื่องถ่วงหรือเครื่องกางกั้นพรหมจรรย์เราจะไม่ทำ ก็มาอาศัยอยู่โคนไม้เป็นที่ปฏิบัติกรรมฐาน ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเดียว

ตั้งใจมากพิจารณาธรรมะอันวิเศษ คือ พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ไม่คลาดสักเวลาหนึ่ง มีจิตอยู่ในองค์กรรมฐานนั่นแหละ ตามดูปัจจุบันตลอด ไม่ช้าก็สำเร็จกิจเป็นพระอรหันต์แบบศรัทธานุสารี เป็นผู้ทรงธรรมอันเยี่ยมโดยรู้อย่างชัดเจนว่า สิ้นความเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแล้ว สำเร็จพรหมจรรย์ ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องทำอีกแล้ว หลังจากได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลถวายเรียกว่า ปฏิบัติบูชา

(ฉะนั้น ก็เป็นข้อสำเหนียกสำหรับเราว่า สัตว์เหมือนกัน แต่ทำชีวิตในสังสารวัฏ ๓๑ ภูมิ ให้มีโอกาสเป็นสัตว์ประเสริฐ ให้พ้นจากความเป็นสัตว์ เป็นพระอริยเจ้าผู้รู้อริยสัจธรรม ฉะนั้น บรรพบุรุษของชาวพุทธทั้งหลายใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:20:31 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 6



“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์มีความประสงค์ที่จะถวายชีวิตอันบำราศแล้วกำจัดแล้วซึ่งกิเลสอนุสัยทั้งปวงเป็นพุทธบูชา ขอพระองค์ทรงรับการบูชาของข้าพระพุทธเจ้า และขอพุทธานุญาตออกไปโปรดเยี่ยมโยมมารดาและบิดาที่แคว้นกุรุพระเจ้าค่ะ”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของพระรัฐบาลว่า “รัฐบาลจะไม่ลาสิกขากลับไปเป็นฆราวาสอย่างแน่นอน” จึงอนุญาตตรัสว่า “ดูก่อนรัฐบาล เธอจงไปตามความประสงค์เถิด”

พระเถระผู้ได้รับพุทธานุญาตก็ลุกขึ้นถวายบังคมลา ทำประทักษิณา ๓ รอบ แล้วหมอบกราบแล้วลากลับไป แล้วกลับมาเก็บอาสนะเครื่องบริขารในป่าที่ตนเองอาศัยอยู่ ที่ไม่จำเป็นไม่เอาไปด้วย ทำทุกอย่างให้เรียบร้อย เก็บทุกอย่างมิดชิดอันดี คือ พระอริยเจ้าจะมีระเบียบเก็บให้เรียบร้อย ทำให้ไม่เป็นที่ลำบากผู้อื่น แล้วจึงไป ท่านก็ถือเอาบาตรและจีวรเดินทางธุดงค์ไปสู่บ้านเกิดแว่นแคว้นกุรุ เข้าไปพักอยู่ที่มิคจิรวัน อันเป็นเป็นพระราชอุทยานที่อยู่ใกล้นิคมของบ้านเกิดที่มารดาและบิดาอาศัยอยู่

รุ่งขึ้นยามเช้าพระรัฐบาลก็ครองจีวร (ถือสังฆาฏิพาด คือ ตอนกลางคืนจะพับสังฆาฏิบูชา แล้ววางเหนือหัว ทูนหัวไว้คือเป็นหมอนด้วย เอาศีรษะหันไปทางทิศที่พระพุทธเจ้าอยู่ทุกครั้ง) ถือบาตรเที่ยวบิณฑบาตในนิคม เมื่อเดินไปตามถนนหนทางก็ไปถึงบ้านท่าน

ขณะนั้นโยมบิดาของท่านกำลังให้ช่างตัดผมตัดอยู่ในศาลาใกล้ประตูกลาง พอแลเห็นพระรัฐบาลเดินมาแต่ไกลจำไม่ได้ เพราะว่าสง่าราศีต่างๆ ของพระธรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจสว่างสดใสยิ่ง บุคลิกลักษณะเต็มไปด้วยพระธรรม มีธรรมนำชีวิตตลอดเวลา ทำให้บิดาจำไม่ได้ ก็ตะโกนออกไปว่า

“สมณศีรษะโล้นเหล่านี้ได้ให้การบรรพชาแก่บุตรสุดที่รักของเรา ยังมีหน้ามาแถวนี้อีก”

วันนั้นพระรัฐบาลถูกโยมบิดาด่าแล้ว ก็ไม่มีใครใส่บาตร เพราะว่าชะงักกันหมด เป็นการขัดขวางแรงทาน พระรัฐบาลก็ไม่ได้อะไรจากบ้านโยมมารดาบิดาเลย แม้แต่ถ้อยคำที่จะบอกว่า โปรดไปข้างหน้าเถิดก็ไม่มี

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:20:59 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 7


ในคัมภีร์ปัญจสูตรมีความว่า หลังจากพระรัฐบาลบวชแล้ว ๑๒ พรรษา จึงกลับมาเยี่ยมโยมบิดามารดาของท่าน ฉะนั้นท่านใช้เวลา ๑๒ ปีจึงสำเร็จ แต่เมื่อบวชได้ ๑๕ วัน ก็ตามพระพุทธเจ้าไปพระเชตวันมหาวิหาร บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ตรงนั้น ๑๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๕ วัน ฉะนั้นการที่โยมบิดาจำไม่ได้ก็สมเหตุสมผลด้วยเพราะเป็น ๑๒ ปีแห่งความพลัดพราก

ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับเวลาที่พระรัฐบาลถูกโยมบิดาด่านั้น นางทาสีญาติของพระเถระกำลังเอาขนมค้างคืนจะไปเททิ้ง พระรัฐบาลก็เห็นจึงบอกแก่นางทาสีนั้นว่า “ถ้าขนมนี้เป็นของที่จะเทแล้ว จงเทในบาตรอาตมาเถิด”

(จากบทความที่พระรัฐบาลพูดแค่นี้ จึงเป็นวินัยสงฆ์ที่เห็นได้ชัดเลยว่า บิณฑบาตคือการเที่ยวขอโดยปกติ จะมีข้อยกเว้นคือ หิวมากแล้ว ทนไม่ได้แล้ว จะขอได้ก็คือ ขอของที่จะเททิ้ง มูตรคูถที่เอาจากขยะเท่านั้นเอง จึงเอ่ยปากขอได้คือ เจ้าของนั้นไม่นิยม ไม่ยินดีในของนั้นแล้ว ไม่เหมือนสมัยนี้สั่งลูกเดียว โยมฉันอยากจะกินนั่นกินนี่ จึงถือว่าเปรียบเสมือนผ้าไตรจีวรที่ซักจากผ้าเปื้อนมูตรคูถฉันนั้น)

ฝ่ายนางทาสีที่กำลังจะเทขนมค้างคืนลงในถังขยะก็ชะงัก แล้วจึงเทอาหารค้างคืนลงในบาตรพระเถระ แต่ตอนเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ขณะที่จะเอาขนมเทลงในบาตรนั้น เมื่อเข้าไปใกล้พระรัฐบาล ระหว่างที่จะเทขนมนั้น นางก็จำมือและเสียงของพระเถระได้ จึงรีบเทขนมแล้วกลับไปบอกมารดาของพระเถระ เพราะมือของพระรัฐบาลเป็นมือที่นุ่มนวลไม่เคยทำงานอะไรเลย เกิดในตระกูลดีมั่งคั่งทุกอย่า ตื่นขึ้นมาจะมีนางทาสีพร้อมนมโคสดมานวดมือให้ สมัยนี้น้ำนมโคมีค่าขึ้นมา ก็ใช้น้ำข้าวนวดมือจะนุ่ม เลือดจะดี

(บาตรสมัยโบราณ : จะนำลูกน้ำเต้ามาผ่ากึ่งครึ่งคือเลยขึ้นไป เหลือตรงหัวไว้ ก็จะขุดน้ำเต้านี้ ผิวกับเนื้อจะสมานกันได้ด้วยแสงแดด จะขูดเอาไส้ออกเอาเนื้อออกและให้เหลือพอประมาณ คว่ำไว้ให้แห้งและตากแดดจะเป็นเหมือนหนัง ส่วนหัวจุกก็คว้าน และพระโบร่ำโบราณ เวลาถือบาตรจะถืออย่างสำรวม พอได้ยินว่า “นิมนต์เจ้าค่ะ” จะลืมตามองผู้นิมนต์ ก็จะเคลื่อนฝาบาตรไปข้างหน้าแล้วถอยหลังไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:21:17 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 8


เหตุผลก็คือว่ายกขึ้นพิจารณาเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นด้วย พระจะพึงพิจารณาตัวเอง เมื่อยกไปข้างหน้า เห็นข้าวปลาอาหารพอควรแล้วจะปิดบาตรกล่าวว่า ขออนุโมทนาในบุพพเจตนาที่ท่านหรือโยมมีเจตนาจะใส่บาตร อาตมาภาพพอแล้ว อาหารเพื่อยังชีวิต ขอจงรอก่อนเถิด พระภิกษุรูปอื่นยังต้องการอาหารของโยม อันจะทำท่านได้ถึงกุศลนั้น แล้วตัวเองจะกลับไปตามพระภิกษุรูปอื่นที่ยังบิณฑบาตอยู่ให้เปลี่ยนทิศมารับบาตรตรงนี้

นี่ไง! จะดูตัวเองก่อน พอไหม เกื้อกูลบิดามารดาได้ไหม หรือเอาไปฝากใครได้ไหม ไม่เหมือนพระสมัยนี้ ไม่ดูด้วย รับหมด “โยมใส่ย่าม เกี่ยวนิ้วอีก ๑๐ นิ้ว น้ำกี่ขวดก็ไหว ได้ๆๆ ไหวๆๆ” ฉะนั้นประเพณีโบร่ำโบราณมีอยู่ก็ไม่รู้จะสืบทอดอย่างไรแล้ว ถ้ามีโอกาสเล่าให้ลูกหลานฟังก็เล่า เรื่องเก่าๆ โบร่ำโบราณดี คนโบราณนั้นประณีต และจิตก็ประณีตไปด้วย)

เมื่อโยมมารดาได้ฟังนางทาสีบอกเช่นนั้นก็พูดออกมาด้วยความดีใจว่า ถ้าเจ้าพูดจริงเราจะให้เจ้าพ้นจากความเป็นทาส ครั้นพูดแล้วก็กระวีกระวาดออกไปหาท่านเศรษฐี บอกให้ท่านเศรษฐีทราบว่า ขณะนี้รัฐบาลลูกชายของเรากลับมาถึงที่นี่แล้ว

ในช่วงเวลานั้นเอง พระรัฐบาลเถระกำลังฉันขนมค้างคืนอยู่ข้างฝาเรือนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก โยมบิดาของพระเถระตามมาเห็นพระเถระนั่งฉันอยู่ ก็พูดขึ้นโดยไม่แสดงความเคารพอะไรเลย พูดขึ้นลอยๆ ว่า

“ดูก่อนรัฐบาล ที่แล้วมาเคยมีหรือที่ลูกจะบริโภคขนมค้างคืนเช่นนี้ เพราะลูกไปจากเรือนของตนมิใช่หรือจึงต้องนั่งทานขนมเช่นนี้”

พระรัฐบาลก็เงยหน้าขึ้น และกล่าวตอบว่า “ดูก่อนท่านคฤหบดี เรือนของอาตมาผู้บรรพชาแล้วย่อมไม่มี อาตมาได้ไปที่เรือนของท่านแล้ว แต่ไม่ได้อะไรเลย แม้เพียงคำบอกให้ไปข้างหน้าก่อนก็ไม่ได้ยิน แต่มาได้คำด่าเท่านั้น” พระเถระพูดทบทวนคำพูดของโยมบิดาอีกครั้งหนึ่ง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:21:32 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 9


“จงไปที่เรือนของเรากันหน่อยเถิดรัฐบาล” ท่านเศรษฐีเอ่ยชักชวน

“อย่าเลยท่านคฤหบดี วันนี้อาตมาฉันจังหันเสร็จแล้ว อิ่มแล้วพอแล้ว ยาที่รักษาพยาธิคือความหิวเพียงพอแล้ว” พระเถระก็กล่าวปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้นขอจงรับคำไว้ว่า จะเข้าไปฉันอาหารในบ้านในวันพรุ่งเช้าก็แล้วกัน” ท่านเศรษฐีก็กล่าวนิมนต์พระรัฐบาลเถระ พระรัฐบาลเถระก็รับนิมนต์ของโยมบิดาด้วยอาการนิ่งเฉยตามธรรมเนียม

(ตามธรรมเนียมของสาวกในบวรพระพุทธศาสนานั้นถ้าไปจะไม่พูด ถ้าไม่ไปพูดปฏิเสธเสีย เพื่ออะไร? เพื่อพูดน้อยผิดน้อย ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย แต่ไม่อยากให้มีความผิดพลาด จงพูดในเหตุผล เมื่อจำเป็นต้องพูด ต้องพูดด้วยสติด้วยปัญญา ชีวิตที่มีปัญหามาก คือ ชีวิตที่มีกิเลสมาก ใครอยากจะไม่มีปัญหา ก็อยู่กับกิเลสให้น้อยๆ หน่อย เบาบางจากกิเลสลงมา หยุดความแสวงหาบ้าง แต่สิ่งที่ควรแสวงหา ๔ แสวงหา คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค)

พระรัฐบาลเถระรับการนิมนต์แล้ว ฝ่ายโยมบิดารีบกลับไปบ้านของตน ใช้คนฉาบทาสีบ้านด้วยโคมัยสด (ขี้วัวสด) นั่นคือดีที่สุดของเขา แต่ไม่ใช่ดีของเรา พวกฮินดูชอบขี้วัวเพราะถือว่าเป็นของสูง เอามาทาบ้าน โยมบิดาก็เร่งเต็มที่ในการทำบ้าน และนำเงินนำทองออกมาตั้งไว้เป็น ๒ กองใหญ่ เงินกองหนึ่ง ทองอีกกองหนึ่ง เอามาไว้หน้าประตูบ้าน ความใหญ่ของกองเงินและกองทองนั้น เมื่อบุรุษ ๒ คนยืนต่อตัวกัน ก็ยังไม่สามารถเห็นศีรษะของคนสองคนได้ ความร่ำรวยของบิดาพระรัฐบาลนั้น เอาเงินมากองท่วมหัวสร้างเป็นซุ้มประตู คนสมัยก่อนรวยก็รวยมาก จึงมีวรรณะมาก

ฉะนั้นการตัดสินว่าอะไรเป็นสุขหรือทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับวิปลาสทั้งนั้นเลย เช่น คนอื่นดูว่าขี้วัวสดดี แต่เราว่าไม่ดีเหม็นจังเลย เป็นต้น และให้ตั้งอาสนะท่ามกลางกองเงินกองทอง และวนด้วยม่านทองคำ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:21:55 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )


  สลักธรรม 10


ครั้นเศรษฐีก็เรียกภรรยาเก่าของพระรัฐบาลเถระ ๒ คนเข้ามาหาและแนะนำว่า “นี่แน่ะ ลูกรักของพ่อ ลูกจงแต่งตัวให้ดี ลูกเคยเป็นที่รักของรัฐบาลผู้เป็นลูกชายของพ่อ เครื่องประดับประดาที่มีอยู่ในบ้าน ลูกจงแต่งให้สวยงามที่สุดทีเดียว เดี๋ยวพระรัฐบาลจะมา ลุกจงใช้เสน่หามารยาของหญิงพริ้งพราวให้หมด ให้รัฐบาลลาสิกขามาอยู่กับเจ้าทั้งสอง”

เหตุการณ์ในราตรีวันนั้นโยมบิดาของพระรัฐบาลใช้คนทั้งหลายไปช่วยกันจัดแจงอาหารอันประณีต ครั้นตระเตรียมอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้คนไปนิมนต์พระเถระว่า “บัดนี้ถึงเวลาฉันแล้วขอรับ”

พระรัฐบาลเถระก็ครองจีวร แล้วเข้าไปในบ้านของโยมบิดา พอถึงบ้านแล้วก็นั่งบนอาสนะที่เขาตั้งไว้เพื่อท่าน โยมบิดาเห็นเป็นโอกาสดีก็สั่งให้บริวารช่วยกันเปิดเสื่อรำแพนที่ปกคลุมกองเงินกองทองที่เป็นมรดกของลูกทั้งหมด ใช้วิธีล่อด้วยเงิน แล้วกล่าวว่า

“ลูกจงลาสิกขามาเป็นฆราวาสอยู่ครองเรือนเถิด” และเรียกลูกสะใภ้ออกมาพบพระรัฐบาล ซึ่งลูกสะใภ้ทั้งสองแต่งตัวด้วยเครื่องประดับและอาภรณ์อย่างเต็มที่ จนดูเกะกะรุงรังไปหมด เมื่อออกมาแล้วโยมบิดาก็สั่งให้นางมานั่งคอยถวายการรับใช้พระเถระ

พระรัฐบาลเถระเห็นดังนั้นแล้ว และรู้ด้วยวาระจิตว่าโยมบิดาคงคิดว่า ถ้าเราจะขอ คงขอแก้วแหวนเงินทองเหล่านั้นพร้อมสตรีที่ท่านนำมาล่อ จึงกล่าวขึ้นว่า

“ดูก่อนโยมบิดา ถ้าโยมจะกระทำตามถ้อยคำอาตมาบ้างจะได้ไหม โยมทำตามใจโยมาแล้ว ให้อาตมามองเหลียวกองโน้นกองนี้ อาตมาก็สำเหนียกไปทุกอย่างแล้ว อาตมายังไม่ให้โยมทำตามอาตมาเลย ถ้าอาตมาจะให้โยมทำตามอาตมาบ้างจะได้หรือไม่”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.พ. 2556 , 10:22:14 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org