| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระรัฐบาลเถระ สาวกผู้เลิศด้วยศรัทธา (๓)
![]()
![]()
พระรัฐบาลเถระ สาวกผู้เลิศด้วยศรัทธา (๓)
โดย หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
ครั้นพระรัฐบาลฉันอาหารเสร็จสรรพ ก็ล้างบาตร ล้างมือ แล้วกล่าวธรรมกถาว่า
จงดูรูปอันวิจิตรมีกายเป็นแผลอยู่ทั่วไป อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนแยกพยุงขึ้นไว้ มีอาการกระสับกระส่าย มีความดำริมาก ไม่มีความยั่งยืนนี้เทอญ จงดูรูปอันบุคคลกระทำให้งดงามด้วยแก้วมณีและกุลฑล ห่อหุ้มกระดูกและหนังอันงดงามด้วยเครื่องนุ่งห่มต่างๆ มีเท้าที่กระทำให้มีสีแดง ใบหน้าอันลูบไล้ด้วยผงมันต่างๆ ทั้งหลายนี้เถิด รูปอันนี้กระทำคนโง่เขลาให้หลงใหลมามากแล้ว แต่ไม่อาจกระทำผู้แสวงหาฝั่งคือ พระนิพพานให้หลงใหลตามได้ บุคคลวางบ่วงดักเนื้อไว้แล้ว แต่เนื้อไม่ติดบ่วงนั้น อาตมาบริโภคเนื้อคือ อาหารที่ท่านพยายามทำไว้ดีแล้วก็จักไปในเมื่อผู้ดักเนื้อคร่ำครวญอยู่นั้นก็ติดบ่วงนั้นเอง
ครั้นพระรัฐบาลยืนกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ลากลับไปที่มิจิรอุทยาน ก็นั่งพักอยู่ใต้โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง และนั่งบนศิลาอาสน์ที่มีอยู่
ความทราบไปถึงเจ้าเมืองคือ พระเจ้าโกรัมยะเจ้าของอุทยานนี้มีความประสงค์จะเสด็จประพาสอุทยาน ก็ตรัสกับนายมิควะว่า ดูก่อนมิควะ เธอจงชำระปัดกวาดอุทยานเสีย และตรวจดูให้เรียบร้อยดี พรุ่งนี้เราจะเข้าอุทยาน
เมื่อรับคำบัญชาแล้ว ก็มาปัดกวาดอุทยานทั้งหมด บังเอิญแลเห็นพระรัฐบาลขณะนั่งพักกลางวันใต้โคนไม้ต้นหนึ่ง ก็รีบกลับไปกราบบังคมทูลพระเจ้าโกรัมยะว่า
ขอเดชะข้าพระองค์ผู้เจริญ ผู้เป็นเหมือนสมมุติเทพ ข้าพระองค์ได้ชำระปัดกวาดอุทยานเรียบร้อยแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าไปในอุทยาน และพบพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งนามว่า พระรัฐบาลเถระผู้เป็นบุตรของท่านรัฐบาลเศรษฐีผู้มีตระกูลสูงในนิคมนี้ เข้ามาพำนักอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งพระพุทธเจ้าค่ะ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:00:43 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
พระราชาได้ฟังก็ทำให้เกิดกุลีกุจอจะไปให้ได้คือจะไม่รอวันพรุ่ง จะไปวันนี้เลย
พระเจ้าโกรัมยะก็ตรัสว่า มิควะ ถ้าเช่นนั้นวันนี้เราจะไม่ไปเที่ยวสถานอื่นล่ะ เราจะไปหาท่านพระรัฐบาลนี่แหละ แล้วก็ตรัสสั่งว่าโภชนาอาหารต่างๆ ที่จัดไว้ พวกเธอจงช่วยกันขนลงให้หมด และเตรียมยานต่างๆ ให้เรียบร้อยเพื่อจะไป
เมื่อพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังโดยมีอำมาตย์ข้าราชบริพารต่างๆ พอเสด็จถึงพระราชอุทยานแล้ว ก็เสด็จลงจากพระราชยาน เสด็จตรงไปหาพระรัฐบาลเถระ พร้อมกับเสนาอำมาตย์ที่ตามเสด็จจำนวนมาก ทรงยืนอยู่ในที่สมควรแล้วพระองค์ก็ตรัสว่า
ข้าแต่พระรัฐบาล จงนั่งบนที่ปูลาดด้วยไม้จันทน์หอมนี้เถิด
พระรัฐบาลเถระก็ทูลถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร อย่าเลยมหาราช ขอพระองค์ทรงประทับเถิด อาตมาภาพมีที่นั่งแล้ว
ในที่สุดพระเจ้าโกรัมยะก็เสด็จประทับลงบนอาสนะที่ราชบุตรตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ครั้นประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงตรัสแก่พระรัฐบาลเถระว่า
นี่แน่ะพระรัฐบาล ความเสื่อมมีอยู่ ๔ ประการที่กระทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้ต้องปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มน้อยออกบรรพชา ความ ๔ ประการ คือ ๑. ความแก่ ๒. ความเจ็บไข้ ๓. ความสิ้นทรัพย์ ๔.ความสิ้นญาติ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:01:09 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 2
ดูก่อนพระรัฐบาล ความเสื่อมเพราะชรานั้นเป็นอย่างไร ความเสื่อมเพราะชราเป็นอย่างนี้ บางคนในโลกเวลาแก่เฒ่า พิจารณาว่าบัดนี้เราแก่เฒ่าแล้ว ไม่ใช่เป็นการง่ายที่จะได้ทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้มา เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่ไม่เคยได้ หรือกระทำทรัพย์ที่มีอยู่แล้วให้เจริญขึ้น เราควรปลงผมโกนคิ้วเถิด เพื่อออกบวชจึงจะเป็นการดี เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว เขาจึงออกบวช นี่แหละความเสื่อมเพราะชรา
ส่วนท่านกำลังหนุ่มแน่นดี ยังผมอันดำสนิทอยู่ มีวัยอันเจริญดีอยู่ ตั้งอยู่ในปฐมวัย ความเสื่อมเพราะชราย่อมไม่ได้เกิดขึ้นกับพระรัฐบาล พระรัฐบาลรู้ได้อย่างไร เห็นได้อย่างไรหรือ จึงได้ยินได้ฟังการออกบรรพชา พระราชาถามประการที่หนึ่ง
ประการที่สองถามว่า ข้าแต่พระรัฐบาล ความเสื่อมเพราะการเจ็บไข้ ทำให้เกิดการบรรพชา เพราะว่าบางคนในโลกนี้มีความเจ็บไข้ไม่รู้จักหาย ก็คิดว่าเราเจ็บไข้มิรู้จักหาย จึงมิใช่เป็นการง่ายที่จะเลี้ยงตัวเองรอด หรือได้ทรัพย์ได้ง่าย จะกระทำทรัพย์ที่มีอยู่แล้วให้เจริญขึ้นไม่ได้ ควรปลงผมโกนหนวดเสียเป็นการดี คิดดังนั้นก็ออกบรรพชาเพื่อจะให้สานุศิษย์ดูแลตนเอง นี่ท่านรัฐบาลก็ไม่มีความเสื่อมในการอาพาธอะไร ทำไมจึงออกบรรพชา
ประการที่สามถามว่า ดูก่อนพระรัฐบาล ความเสื่อมเพราะสิ้นญาติไม่มีอะไรแล้ว บุคคลบางคนในโลกนี้มีมิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตาเยอะแยะเป็นอันมาก แต่พวกญาติได้สิ้นไปตามลำดับกัน เขาจึงคิดว่า เมื่อก่อนเรามีญาติมิตรญาติกาโลหิตะมากมาย มาบัดนี้ไม่มีแล้ว เราสูญสิ้นไปหมดแล้ว เราอยู่คนเดียวไม่ได้ คิดตัวกลัวตาย ไม่มีเพื่อนจึงออกบรรพชา บัดนี้ข้าแต่รัฐบาล ท่านคิดอย่างไรจึงออกบรรพชา ทั้งๆ ที่ตระกูลท่านก็สูง และญาติมิตรก็เยอะ
ประการที่สี่ถามว่า คนไม่มีทรัพย์จึงอาศัยการบรรพชาอยู่เลี้ยงท้องบิณฑบาต ในเมื่อท่านมีตระกูลสูงมีเงิน เป็นคหบดี ทำไมท่านไม่สิ้นทรัพย์แล้วออกบรรพชาเพราะอะไร
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:01:25 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 3
พระรัฐบาลได้ฟังเหตุแห่งความเสื่อมจากมหาบพิตร ก็กล่าวว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้ประเสริฐ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้เห็น ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้แสดงธรรมเทศน์ไว้ก็คือ ธรรม ๔ หัวข้อเป็นเหตุให้อาตมาภาพได้รู้ได้ยินได้ฟังแล้วออกบรรพชา หรือเรียกว่าธรรมมัคคุเทศน์ คือ ๑. โลก ๒. โลก ๓. โลก ๔. โลก
๑. โลก คือหมู่สัตว์อันชราเป็นผู้นำเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน
๒. โลก คือหมู่สัตว์ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน
๓.โลก คือหมู่สัตว์ไม่มีอะไรเป็นของๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไปแน่แท้
๔. โลกคือหมู่สัตว์ผู้พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยาก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นทาสแห่งตัณหาอยู่เป็นนิจโดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:01:41 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 4
ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้ อาตมาภาพได้สดับรับฟังจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมมัคคุเทศก์ที่ทำให้อาตมาออกบรรพชา หาใช่ความเสื่อม ๔ ประการไม่
ถึงไม่มีความเสื่อมเพราะความแก่ ความเจ็บไข้ ความสิ้นทรัพย์ และความสิ้นญาติ แต่ความเป็นไปของโลก คือความพินาศทั้ง ๔ คือ หมู่สัตว์มีความชรานำไปสู่ความตาย สัตว์ไม่มีผู้ป้องกันได้ เพราะมีวิบากขันธ์ มีกรรมเป็นของตน กรรมนั้นเป็นใหญ่เฉพาะตน ไม่มีใครมาปกป้องได้ โลก คือ หมู่สัตว์ที่ไม่มีอะไรเป็นของๆ ตน มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ จำต้องจากสิ่งของนั้นไป และโลกคือหมู่สัตว์ผู้มีความพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะมีตัณหาคือ ความไม่รู้จักอิ่ม ความดิ้นรนทะยานอยากทำให้เป็นทาสของอารมณ์ เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของชีวิตตลอดไป
ด้วยเหตุ ๔ นี้แล อาตมาภาพจึงออกบรรพชา มิใช่เหตุ ๔ ตามที่มหาบพิตรกล่าวเลย
เพราะความศรัทธาอันแรงกล้าและอัจฉริยภาพอันสูงที่ได้เป็นพระอรหันตสาวกแล้ว พระราชาก็สนพระทัย ทำให้พระรัฐบาลถวายพระพรอีกว่า
พระมหาบพิตรมีพระชนมพรรษา ๒๐ พระพรรษา ๒๕ พระพรรษา ทรงชำนาญในทางคชสาร (ขี่ช้าง) ธนู ดาบ โล่ ทุกอย่าง มีกำลังขา กำลังแขนมากมาย สามารถต่อสู้สงครามได้มิใช่หรือ
ใช่แล้ว พระคุณเจ้า บางคราวข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนผู้มีฤทธิ์ แลไม่เห็นใครเลยจะเสมอด้วยกำลังของข้าพเจ้าไม่มี
พระรัฐบาลได้โต้ตอบกับพระเจ้าโกรัมยะจนถึงคำามสุดท้ายที่ว่า โลกที่พร่องอยู่เป็นนิจ เพราะมีตัณหาคือความไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสของตัณหาหมายความว่าอย่างไรพระรัฐบาล
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:01:58 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 5
พระรัฐบาลกล่าวว่า พระองค์ได้ถูกครอบงำไปด้วยแว่นแคว้นกุรุต่างๆ อันกว้างใหญ่มิใช่หรือ ขอถวายพระพร
ใช่
หากมีคนอื่นที่เชื่อถือได้มาจากทิศต่างๆ คือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้เข้ามากราบบังคมทูลมหาบพิตรว่า นี่บ้านโน้น นู้นเมืองโน้น ใหญ่โตกว้างขวางมากมีคนมากล้น มหาบพิตรจะวางใจและปล่อยไปได้ไหม
ไม่ได้ แต่ให้ในสกุลตนได้ มีผู้รับมรดกได้
ฉะนั้น มรดกอันนี้ก็ไม่เที่ยงแท้ถาวร มหาบพิตรก็ครองอยู่ได้ชั่วคราว ถึงไม่ให้แต่ก็ต้องจาก มีความจากเป็นของธรรมดา ด้วยเหตุอย่างนี้แหละ มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า โลก คือหมู่สัตว์ที่พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสของตัณหา ซึ่งเป็นเหตุให้อาตมาภาพเข้าใจความข้อนี้ แล้วจึงออกบรรพชา ขอถวายพระพร
เมื่อพระเจ้าโกรัมยะได้สดับรับฟังธรรมมัคคุเทศก์ทั้ง ๔ แล้วก็เข้าพระทัย ทรงพอพระทัยในคำอธิบายเหล่านั้น และทรงเลื่อมใสตรัสแสดงความยินดีในธรรมกถานั้น และพระรัฐบาลก็สนทนาธรรมกับพระราชาอีก ๑๗ ข้อ ทำให้มหาบพิตรและอำมาตย์เหล่านั้นขอบรรพชา ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาข้างหลัง ก็เลยประกาศต่อหมู่สงฆ์และอริยสงฆ์ว่า
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:02:15 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 6
พระรัฐบาลเป็นเอตทัคคะในผู้ทรงศรัทธา ก็คือว่า พระรัฐบาลได้ชักจูงมหาบพิตร บิดาและคหบดีแถวนั้น สามารถกลับมาเลื่อมใสในผ้าไตรจีวร ได้ทำนิวรณ์ให้หมดไปจากบิดา คือพยาปาทะ ทำนิวรณ์ให้คลายจากจิตใจ สดับรับฟังแต่เรื่องดีเป็นสิริเป็นมงคล บันดลให้ใจนั้นกระเตื้องขึ้นด้วยปัญญาพาสู่อัธยาศัยในการบรรพชา ด้วยหลักเกณฑ์ ๑๗ ข้อ คือ
๑.อาตมาเห็นมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มีทรัพย์ในโลกได้ทรัพย์แล้วไม่ให้ทานเพราะความโง่เขลา
๒.พวกคนโลภย่อมมีการสะสมทรัพย์ไว้ แต่ต้องการมีทรัพย์อย่างอื่นให้มากขึ้นไป
๓.พระราชาทรงครอบครองแผ่นดินใหญ่มีมหาสมุทรเป็นขอบเขตแล้ว ก็ไม่รู้จักอิ่ม เพราะตัณหายังต้องการฟากฝั่งมหาสมุทรข้างโน้น จึงทำสงครามและการบีฑาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
๔.พระราชาและหมู่มวลมนุษย์ผู้มีตัณหาทั้งหลายก็ย่อมเข้าถึงความตายเหมือนกันทั้งนั้น
๕.คนทั้งหลายยังพร่องอยู่ เพราะไม่สามารถละคลายร่างกายนี้ไป คือตราบใดมีการเกิดอยู่ ชีวิตก็ไม่พร่องอยู่เป็นนิจ
๖.ความอิ่มในกามสุขย่อมไม่มีในโลก โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:02:31 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 7
๗.พวกญาติกาพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญ ขอพวกเธออย่าตายเลย เป็นการกระทำของคนโง่เขลา
๘.คนทั้งหลายย่อมช่วยกันนำคนตายไปที่ป่าช้า แล้วเวลาเผาศพอยู่นั้นย่อมแทงศพนั้นด้วยหลาว ส่วนผู้ตายก็ตายไป แม้ผ้าผืนเดียวก็เอาไปไม่ได้ แม้เงินในปากก็เอาไปไม่ได้
๙.ญาติมิตรสหายทั้งหลายจะเป็นผู้ช่วยป้องกันให้ตายนั้นไม่มี
๑๐.ผู้รับมรดกก็หยิบยกทรัพย์มรดกผู้ตายไปไม่ได้ ส่วนผู้ตายก็ไม่สามารถขนทรัพย์ของตนไป ไม่มีทรัพย์ใดๆ ตลอดจนบุตรธิดาภรรยาบ้านเรือนที่จะติดตามผู้ตายนั้นไปได้ ดังโบราณท่านว่า มาเปล่า ไปเปล่า
๑๑.คนทั้งหลายย่อมไม่มีอายุยืนเพราะทรัพย์ และทรัพย์ก็ช่วยกำจัดความแก่ไม่ได้
๑๒ ผู้ มีปัญญาทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ชีวิตเป็นของเล็กน้อย เป็นของไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวน เป็นของธรรมดา โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:02:47 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 8
๑๓ คนมี คนจน คนโง่ คนฉลาด ตายเหมือนกันหมด แต่คนโง่กลัวตาย คนฉลาดไม่กลัวตาย เพราะฉะนั้นปัญญาดีกว่าทรัพย์ ด้วยคำว่าการกระทำให้สิ้นสุดทุกข์ได้ เพราะปัญญาทำให้สิ้นสุดทุกข์ได้
๑๔. พวกคนโง่ทั้งหลายย่อมกระทำบาปไว้ในภพน้อยใหญ่ เพราะตนไม่ฉลาด เมื่อต้องมาเกิดในโลกนี้อีก โลกอื่นก็มีท่องเที่ยวไปๆ มาๆ แห่งความเป็นผู้มีปัญญาน้อย เป็นความเชื่อมต่อสังสารวัฏเพราะความโง่ ฉะนั้นผู้เกิดอยู่เพราะมีความโง่คือวิปลาสธรรมนั่นเอง
๑๕. โจรผู้กระทำโจรกรรมถูกจับได้ต่อหน้า ย่อมเดือดร้อนด้วยกรรมชั่วของตนฉันใด สัตวโลกที่ทำกรรมชั่วไว้แล้ว ละโลกนี้ไปย่อมเดือดร้อนด้วยกรรมของตนในชาติหน้าฉันนั้น
๑๖. กามารมณ์ คืออารมณ์ที่น่าใคร่ทั้งหลายที่สวยงามก็ดี ที่พึงพอใจก็ดี ที่ชอบก็ดี ย่อมมีจิตใจวิปริตผันแปร เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นโทษในกามคุณอย่างนี้จึงได้บรรพชา
๑๗. ผลไม้ทั้งหลายย่อมร่วงหล่นไปจากต้นไม้ทั้งอ่อนทั้งแก่ฉันใด อุปมาบุคคลทั้งหลายก็ต้องตายจากคนทั้งหนุ่มทั้งสาวทั้งแก่ อาตมารู้แจ้งอย่างนี้จึงไม่อยากผลัดวันประกันพรุ่ง จึงออกบรรพชาโดยไม่ต้องรอชรา เพราะอาตมาเล็งเห็นว่า การเป็นสมณะเป็นสิ่งที่ประเสริฐแน่แท้
พระรัฐบาลเถระได้พำนัก ณ แคว้นกุรุพอสมควรแล้ว ก็ได้กลับมาอยู่สำนักของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ขณะที่จะกลับนั้น ก็โปรดบิดามารดาให้คลายจากพยาปาทะ ทำพระราชาให้กลับมาสนับสนุนพระศาสนาจนรุ่งเรืองทั้งโคตร โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:03:02 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 9
คุณความดีของพระรัฐบาลเถระอีกประการหนึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ขุททกนิกาย และอปทาน ได้แสดงชีวประวัติของพระรัฐบาลไว้ว่า
ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระนั้น ท่านได้ถวายช้างต้นตัวหนึ่งที่ประเสริฐ มีงาสูงใหญ่แด่พระพุทธเจ้า และได้ตีราคาช้างเผือกนั้นพร้อมกับเศวตฉัตร ถ้าใครจะมาเอาต้องจ่ายเงินตามราคาที่วางไว้ โดยท่านหวังให้ช้างนั้นอยู่คู่บ้านคู่เมืองคู่บารมี ในตอนหลังอดีตพระรัฐบาลก็กลับมาซื้อช้างตัวนั้นเองเป็นลิขสิทธิ์ เพราะทราบว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งจะมาซื้อไปถวายพระราชาอีกเมืองหนึ่ง เพราะทราบว่าพระราชาองค์นี้อนาคตจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อซื้อไว้แล้ว ท่านก็ถวายเงินบำรุงพระพุทธศาสนา และถวายช้างคืนแก่พระพุทธเจ้า โดยนำเงินนั้นไปสร้างอารามคือสร้างถาวรวัตถุ สร้างปราสาททองคำ ๕๔,๐๐๐ หลังถวายให้พรสงฆ์ประทับ
เมื่อพระปทุมุตตระพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วตรัสขึ้นว่า
ผู้ใดสร้างปราสาทหลังนี้ถวายสงฆ์ ตถาคตจะแสดงความเป็นไปของผู้นั้นให้ฟัง ในอนาคตกาลจะมีปราสาททองคำ ๑๘,๐๐๐ หลังเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นๆ จะได้เป็นเทวราชอยู่ ๕๐ ชาติ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ชาติ กับใน ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้าก็จะได้บวชในศาสนาของพระสมณโคดม ได้สำเร็จปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ประการ
นี่แหละเป็นผลดีตามมโนรถ เป็นเสมือนปริญญาบัตรที่รับรองการเรียนจบมาด้วยความเหนื่อยยากด้วยความปีติปราโมทย์
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:03:17 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : )
สลักธรรม 10
จึงสรุปได้ว่า ใครทำ ใครได้ สร้างอย่างไรได้อย่างนั้น ไม่มีใครอธิษฐานแล้วสำเร็จมีแต่ ทำ แล้วสำเร็จ อธิษฐานเป็นแนวทางสร้างภพภูมิไว้ เป็นบารมีตัวเองไว้ แล้วทำบารมีให้สำเร็จ พระนิพพานก็ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับผู้ฝักใฝ่ ดังพุทธภาษิตที่ว่า จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้
ในช่วงสุดท้ายของชีวิตพระรัฐบาลนั้น ได้ดับขันธ์นิพพานในป่าด้วยการนั่งสมาธิ มีวสีแก่กล้า ต้นไม้ในอุทยานแตกหมดทุกต้น รุกขเทวดาออกจากต้นไม้ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าใกล้จะดับขันธ์แล้ว พระรัฐบาลเข้าวสีและธาตุต่างๆ กำลังแตก ขณะนั้นท่านเข้าสู่วัยชราและอาพาธหนัก
ผู้ที่อยู่อุปัฏฐากมีกุลบุตรกุลธิดาซึ่งบวชตามอยู่แวดล้อมก็คลานเข้าไปใกล้เพื่อจะดู แต่สรีระของพระเถระได้เลื่อนไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ อุปัฏฐากตามไม่ทัน จนกระทั่งไปถึงแม่น้ำที่ให้บิดาเอาสมบัติไปทิ้ง ตรงนั้นจะเป็นใจน้ำ เป็นวงกลม ก็มีอิทธิปาฏิหาริย์โดยพระเถระหายไปในน้ำที่เป็นวังวนนั้น แล้วถือสมบัติขึ้นมา แล้วใช้กสิณทำลายให้กระจัดกระจายสะบัดไปทั่วบริเวณ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟให้เห็น
เพื่อให้บิดาและผู้สืบตระกูลรู้ว่า ไม่มีสมบัติที่แน่นอน มีสมบัติอันเดียวคืออริยสมบัติเท่านั้นที่แน่นอน และสมบัติที่ถูกฝังไว้นั้นจะได้ไม่เป็นของใคร แต่เป็นของสัตวโลกต่อไป และให้ลูกคลื่นพัดหอบไป เมื่อทำภารกิจเสร็จแล้ว ก็ใช้กสิณน้ำ แล้วพัดตัวเองค่อยๆ กลายเป็นความใสเย็นเรียกว่า ทำสรีระร่างกายให้เป็นน้ำไหลลงไปในน้ำอีกทอดหนึ่ง แล้วก็กลืนไปกับสายน้ำ ไหลทวนขึ้นๆ ตลอด มีกลิ่นหอมอบอวลทั่วบริเวณ ญาติก็ต่างอนุโมทนาสาธุการ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.พ. 2556 , 10:03:33 น.] ( IP = 182.52.200.125 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |