| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มองให้กว้าง วางให้เป็น
สลักธรรม 1
แต่ถามว่าทำไม เขาจึงกล่าวว่า เราทำร้ายธรรมชาติ ธรรมชาติถึงลงโทษเรา ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องวิบากของเราเองที่ผลักดันให้เราพบกับธรรมชาติแบบนั้น ธรรมชาติมีอยู่แล้ว เมื่อก่อนเทคโนโลยีสื่อสารยังไม่เจริญมาก คำว่า ธรณีสูบ เราก็นึกว่ายืนอยู่แล้วก็สูบลงไป นั่นก็คือในขณะนั้น ตรงนั้นจะมีแผ่นดินไหว เกิดการยุบตัวของแผ่นดิน และอำนาจกรรมผลักดันให้นางจิญจมาณวิกาไปตรงนั้นพอดี และไปทำกรรมหนักตรงนั้นแก่พระพุทธเจ้า เมื่อกรรมที่หนักมารวมกันก็เลยตกไปตรงนั้น ก็ใช้บัญญัติว่า ธรณีสูบ
ความเสื่อมนั้นมีอยู่ตลอดเวลา เมื่อก่อนเราต้องพึ่งช่างถ่ายรูปหรือให้คนอื่นถ่ายรูปให้ แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนมีกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์มือถือ เมื่อก่อนกว่าข่าวจะมาถึงเรานี่ต้องใช้โทรเลข เพราะยังไม่มีโทรศัพท์ หรือต้องใช้จดหมาย ส่งมา ๗ วันกว่าจะถึง แต่เดี๋ยวนี้อยู่ต่างประเทศก็คุยกันได้สบาย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง เหมือนแต่ก่อน บางระบบใช้คุยกับลูกศิษย์ที่อเมริกาเป็นชั่วโมงก็ไม่ต้องเสียเงินเลย
โลกเรามันร้อนมานานแล้ว แต่ตรงไหนล่ะที่มันจะต้องรับความวิบัติมากกว่ากัน ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจกรรม แต่เมื่อประมวลคำถามแล้วก็คือ ทุกคนมีความกลัวว่าจะเกิดกับเรา เกิดกับญาติของเรา เกิดกับบ้านเรา เกิดกับคนที่เรารัก นี่คือความกลัวทั้งสิ้นเลย
ที่ตั้งคำถามกันมาก็เพราะกลัวว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับฉันและของของฉัน แต่ถ้าเรามีพระธรรมเป็นที่พึ่งจริงๆ เราจะอ่านออกเลยว่า ไม่มีใครทำอะไรใครได้...อำนาจกรรมทำให้เราต้องตาย เราต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้...อำนาจกรรมผลักดันให้ย้ายจากตรงนี้ไปตายตรงโน้น หนีตายจากตรงนี้แต่ไปตายตรงโน้น เรื่องเหล่านี้พระธรรมตอบได้หมด
ในเรื่องนี้ก็อยากจะใช้คำ ๒ คำ ว่า มองให้กว้าง วางให้เป็น คือมองอะไรให้กว้างอย่ามองแคบด้วยความคิดของตน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย อย่างการเกิดขึ้นของจิตนั้นก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัย และไม่ใช่ปัจจัยเดียว เมื่อมองกว้างและวางเป็นแล้ว ชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข
วันนี้มีบทความมาอ่านให้ฟังชื่อเรื่อง สองข้างทางชีวิต
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:03:49 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 2
![]()
สองข้างทางชีวิต
ท่ามกลางมหาสมุทรวัฏฏะอันกว้างไกล ที่ผู้คนกลุ่มใหญ่ต่างลอยคอแหวกว่ายกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ย่นย่อต่อทะเลที่ระยิบระยับวับวาวไปด้วยแสงอาทิตย์ ทุกชีวิตดูช่างสนุกสนานไปกับการโต้คลื่นที่โหมซัดมาลูกแล้วลูกเล่า แต่ไอแดดที่แผดเผานั้น แม้นจะร้อนเพียงใด ก็ยังไม่ร้อนเท่ากิเลสที่ทุกคนต่างปฏิเสธความจริงของธรรมชาติ เสียงหัวเราะที่ก้องสนั่น ประชันกับเสียงสาดซัดจากเกลียวคลื่น ดูช่างสร้างความสดชื่นให้แก่ทุกๆ คน จนทำให้พวกเราลืมนึกถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
กาลเวลาที่จะผ่านมานานแสนนานสักเพียงใด มหาสมุทรที่กว้างใหญ่แห่งนี้ก็ไม่เคยร้างลาไปจากผู้คน ที่พากันเวียนวนแหวกว่าย อาศัยภพชาตินับภพไม่ถ้วน ทุกคนต่างล้วนชื่นชม แสงสีของธรรมชาติแห่งท้องทะเล หลายๆ ชีวิตด่ำดิ่งสู่ก้นทะเลลึก สร้างความรู้สึกชื่นชมแต่ความงามของปะการัง และกัลปังหาที่มีมากมายหลายสีสัน รวมทั้งนานาพันธุ์ของสัตว์ ที่มัดใจผู้คนให้หลงใหลไปกับมัน จนลืมนึกไปว่าที่นั่นคือใต้ท้องทะเล
กว่าจะรู้ตัวก็เกิดอาการอึดอัดไปกับการขาดอากาศ ซึ่งแต่ละคนจะทุรนทุรายพยายามพุ่งทะยานพาตนเองขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ก็หาได้เข็ดขยาดไม่ เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก็ดูเหมือนทุกคนจะลืมอาการที่เคยเป็นมา ต่างพากันโถมตัวดิ่งลงสู่เบื้องล่างใหม่ ราวกับมันมีมนต์ขลังดังก้องสนั่น ซึ่งเป็นเสียงร้องเรียกมาจากใต้ท้องทะเลนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:04:06 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 3
ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่แหวกว่ายอยู่ในกระแสน้ำแห่งวัฏฏะของมหาสมุทรนั้นเช่นกัน ช่างไพเราะจับใจยามได้เยือนยินเสียงหวีดหวิวของลมยามปะทะกับคลื่นที่สาดซัด ช่างอบอุ่นกายยามได้สัมผัสกับท้องน้ำที่อาบไปด้วยแสงอาทิตย์ ฉันหลงใหลติดกับมนต์ขลังอันมีพลังของอุปาทาน ทำให้ฉันต้องพยายามดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลไปกับพวกเขาด้วย
ความสวยจากธรรมชาติใต้ทะเลลึก ความมีชีวิตชีวาของสีสัน ความเย็นฉ่ำของกระแสน้ำ ล้วนเป็นความวิปลาสที่ขาดไม่ได้ เพราะทำให้ฉันสดชื่นกับความสุขจนลืมนึกถึงความทุกข์อันเกิดขึ้นจากความเหนื่อยล้าและการขาดอากาศ มีหลายๆ ครั้ง ที่ชีวิตฉันต้องทะลึ่งขึ้นจากผิวน้ำเพียงเพื่อหายใจ แล้วก็กลับดิ่งลงไปใหม่ เพราะเสียงร้องดังก้องออกจากหัวใจ อันมีอนุสัยติดตามมา โดยไม่นำพาถึงภัยที่เกิดขึ้นมากับตนเอง
ฉันและทุกคนเหมือนกันหมดไม่มีใครเคยคิดว่าเราทำเช่นนั้นกันมานานแค่ไหน แล้วสิ่งที่สำคัญ พวกเราจะทำกันจำเจเช่นนี้ตลอดไปอีกนานสักเพียงใด เพราะเรามัวแต่เพลิดเพลิน และโลดแล่นไปกับสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นความสุขนั่นเอง อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ฉันลอยคอพักเหนื่อยอยู่ริมน้ำ พลันสายตาก็เห็นวัตถุสีดำขนาดใหญ่กำลังโผล่พ้นผิวน้ำมาทีละน้อยๆ ฉันเพ่งมองด้วยความสนใจครู่ใหญ่ จึงอุทานขึ้นมาว่า Sea view พร้อมกับใจที่นึกถึงเรือดำน้ำที่เคยดูจากภาพยนตร์ โทรทัศน์ เมื่อตอนเด็กๆ ในเรื่องของผจญภัยใต้ทะเลลึก
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ฉันต้องว่ายอยู่ใกล้ๆ ขณะที่ฉันกำลังสำรวจอยู่รอบๆ นั้น แวบหนึ่งก็เห็นฝาด้านบนเปิดออก รัศมีสีรุ้ง ภาพพุ่งออกมา ทำให้ฉันต้องหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้น ภาพที่ประจักษ์อยู่เบื้องหน้าก็คือ พระภิกษุรูปงาม ครองกายด้วยผ้าจีวรสีทองที่เปล่งประกายเหลืองอร่าม สร้างความสว่างไสวปรากฏพร้อมรอยยิ้ม ที่บ่งบอกถึงความเมตตา แววตาเอื้ออาทร ที่มองตรงมาทำให้ฉันนั้นเย็นลงอย่างประหลาด
รอยประณีตจากดวงตา ที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแล้ว หรือเคยได้รับที่ไหนมาก่อน ทำให้ฉันนิ่งงันไม่กระดุกกระดิก ครู่หนึ่งท่านก็โยนบันไดเชือกลงมาที่ฉัน เหมือนถูกสะกด ฉันค่อยๆ ปีนป่ายไปหาท่าน แล้วท่านก็พาฉันไปเรือลำนั้น ฉันได้พบผู้คนมากมาย ที่ต้องได้รับรอยยิ้ม ไมตรีจิตที่ช่างน่าประทับใจยิ่ง ใจฉันเริ่มสัมผัสกับความอ่อนโยน และแล้วความรู้สึกใหญ่หลวงก็บังเกิดขึ้นในจิตใจอย่างไม่เคยพบมาก่อน
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:04:23 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อได้ยินเสียงของท่านหลวงพ่อ ที่ทุกคนเรียกขานออกมา เรือลำนี้ยินดีต้อนรับลูกสาวเสมอ คำว่า ลูกสาวของพ่อ เรียกน้ำตาแห่งความปิติให้หลั่งไหลออกมาทันที ฉันก้มลงกราบแทบเท้า พลันรู้สึกถึงความน่ารังเกียจของตนเอง ความสกปรกอันเกิดขึ้นจากการหมักหมมจมปลักอยู่ในตัณหา และมหาสมุทรแห่งวัฏฏะอันนานแสนนาน
ฉันมองไปรอบๆ ผู้ที่ยืนใกล้ๆ ข้างๆหลวงพ่อทุกคน ดูสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าดูเหมือนจะมีรัศมีสีขาวบริสุทธิ์ มันช่างผิดแผกแตกต่างจากฉันโดยสิ้นเชิง ขณะนั้นหลวงพ่อดูเหมือนจะรู้ใจฉัน ท่านพูดออกมาว่า ไม่เป็นไร พ่อจะช่วยแม่หนูเอง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันซาบซึ้งน้ำใจที่แสนบริสุทธิ์ของหลวงพ่อเป็นที่สุด ท่านให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอาบและขัดสีฉวีวรรณให้แก่ฉัน
บัดนี้ ฉันได้รู้ว่า อิทธิพลของภัยวัฏฏะนั้น ช่างน่ากลัวยิ่ง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ความเบิกบานของกิเลส ยามได้โต้คลื่นกับวิบาก ครั้งแล้วครั้งเล่า การดำดิ่งลงสู่กรรม ตามเสียงร้องของอุปาทานใต้ท้องทะเลในอดีตที่ผ่านมานั้น ช่างสร้างคราบไคล้และอนุสัยที่ติดอยู่ในใจของฉันอย่างเหนียวแน่นแต่ด้วยใจที่ประกอบไปด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ
ท่านพยายามก่อธรรมะให้เกิดขึ้นในใจของฉันวันแล้ววันเล่า ท่านคอยเฝ้าติดตามดู และคอยแก้ไขให้ใจฉันที่มีปัญหาของฉันตลอดเวลา นับตั้งแต่ท่านรับฉันขึ้นจากเรือ ขึ้นมาเรือดำน้ำ เป็นต้นมา ฉันเหมือนกับได้ชีวิตใหม่ เป็นชีวิตที่ดำเนินอยู่ในบุญ และเป็นความอบอุ่นท่ามกลางกำลังใจที่ได้จากท่าน
บ่อยครั้งที่ฉันเห็นว่า ท่านต้องสั่งให้เรือดำน้ำวิ่งสู่ผิวน้ำ เพื่อรับสมาชิกใหม่ ด้วยความกรุณาของท่าน ที่ต้องการพาให้คนข้ามพ้นไปจากทุกข์ เช่นท่านได้ช่วยฉันมา มีหลายๆ ครั้ง ที่ท่านให้พวกเรามองผ่านกระจกออกไปภายนอก เพราะเห็นความจริงของภัยในมหาสมุทรแห่งวัฏฏะสงสารนั้น ภาพผู้คนที่ว่ายวนชื่นชมอยู่กับธรรมชาติที่ฉันเคยเป็น ครั้งนี้ฉันเห็นแล้วต้องสะดุ้ง เพราะเขาเหล่านั้น ช่างไม่รู้เลยว่า ภัยร้ายที่น่ากลัวอยู่ที่ใกล้ตัวเขาเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:04:38 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 5
ภาพปลาฉลามมากมายที่จดจ้องเล่นงานพวกเขา และหลายๆ ชีวิตที่ถูกกลืนกินด้วยฉลามเหล่านั้น ฉันผวา ไม่ใช่เพราะภาพที่เห็น แต่เพราะภาพนิมิตที่เกิดขึ้นทางใจที่หลวงพ่อเนรมิตให้เห็นนั่นเอง ฉลามเหล่านั้น แท้จริงก็คือ ตัณหา อันเปรียบประดุจเงาของพวกเราที่สะท้อนออกมาทำร้าย กัดกินตัวเองให้ตายไป แล้วก็ต้องเกิดใหม่ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร ยังไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้
มหันตภัยที่หลวงพ่อชี้ให้เห็น ทำให้พวกเราได้เห็นความจริง และเกิดความสลดหดหู่ พร้อมใจกันอธิษฐานเดินตามทางท่าน ที่ท่านจะนำเรือดำน้ำพาพวกเราให้พ้นจากทุกข์ภัยอันเกิดขึ้นจากมหาสมุทรวัฏฏะแห่งนั้น ทุกวันนี้ ฉันตระหนักดีว่า ชีวิตของฉันเป็นหนี้บุญคุณเรือดำน้ำพาข้ามวัฏฏะยิ่งนัก และผู้ที่เป็นธุระในการพาข้าม ให้พวกเราเดินข้ามคือหลวงพ่อเสือ เพราะท่านเป็นเสมือนผู้การเรือที่คอยเอื้อเฟื้อแก้ไขปัญหาแก่ผู้โดยสาร พร้อมชี้ทิศชี้ทาง และขีดเส้นทาง เอกยนมรรค ทางสายเดียวที่เหนี่ยวให้ชีวิตข้ามไกลจากวัฏฏะ เป็นผู้ถือภาระของพวกเรา ที่จะต้องผจญอยู่กับมรสุมต่างๆ ที่พบตามเส้นทางของการเดินเรือ
อีกท่านหนึ่งก็คือ อาจารย์วิชิต ซึ่งพร้อมพลีชีวิตให้กับหน้าที่ บุคคลที่สำคัญที่เป็นเสมือนกัปตัน ที่คอยรับผิดชอบ เรือลำนี้ก็คือ คุณบุษกร เมธางกูร อาจพูดได้ว่า เป็นเจ้าของเรือก็ว่าได้ เพราะเธอคือบุตรสาวของอาจารย์บุญมี เมธางกูร อุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา เดินตามพระศาสดา ชักชวนคนให้ข้ามพ้นไปจากทุกข์ แม้นยามท่านมรณภาพความห่วงใยชีวิตก็ไม่เคยหยุดออกมาจากใจ ด้วยความเมตตา จึงยกมรดกธรรมเรือดำน้ำ ให้กับธิดาผู้เป็นเมตตา ด้วยเจตนารมณ์เดียวกับท่าน เป็นผู้ดำเนินกิจการแห่งกุศลวัฏฏะต่อไป ด้วยความรับผิดชอบยิ่งใหญ่นี้
เรือดำน้ำที่มีชื่อว่า วิรุฬหธรรมรังสีบุษรเมธังกุโร จึงยังคงยืนหยัดสามารถฟันฝ่ามรสุม และคลื่นลมของวิบาก มุ่งหน้าพาคนให้พ้นภัยในวัฏฏะสงสารได้นั่นเอง ชั่วเราไม่ทำ กรรมเราจะเลือกทำแต่กรรมดี พยายามหนีภัยจากกิเลส
วยุรี สุวรรณอินทร์
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:04:55 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 6
ก็นำมาอ่านให้ฟังก็เพราะว่า เมื่อสักครู่เกิดความรู้สึกว่า หลายวันที่ผ่านมามีงานทางใจที่หนัก เมื่อเกิดความเบื่อ ก็เลยเปลี่ยนไปทำความดีอย่างอื่นคือ หยิบหนังสือวาสารชีวิตฉบับเก่าๆ มาอ่าน แล้วก็มาอ่านเจอเรื่องนี้ แต่ก็มีบางช่วงที่เปลี่ยนไปเล่มเกมที่ได้คะแนนสะสม พอเล่นได้คะแนนมากๆ แล้วก็ถูกคนอื่นมาขโมยไปก็รู้สึกโกรธอยู่เหมือนกัน เพราะมีอุปาทานเข้าไปรู้สึกว่าเป็นของๆ เรา นี่ขนาดคะแนนที่เล่นได้ในเกมเอามาใช้จริงๆ ไม่ได้เรายังหวงเลย นี่คือกิเลสที่มันอยู่ในใจ มันพร้อมจะออกมาแสดงอำนาจ เมื่อเรามีเหตุปัจจัย คือมีอะไรมากระตุ้นเตือน
ฉะนั้น ตรงนี้ก็ทำให้เห็นว่า ธรรมะที่เราเรียนนี่ ถ้าเรายอมรับ แล้วเรานำมาอ่านตัวเองออก บอกตัวเองได้ เราก็จะยอมรับได้ว่า เราไม่ใช่คนดี เมื่อเราไม่ใช่คนดี เราก็ต้องเพียรพยายามให้มากขึ้นเพื่อทำความดีหนีความชั่ว
ก็นึกถึงเรื่องของพระโกณทัญญะ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้แต่งตั้งพระโกณทัญญะ เป็นเอตทัคคะ คือเป็นเลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายในทางรัตตัญญู หมายถึง ผู้รู้ราตรีนาน (เป็นผู้รู้ธรรมก่อนใครในพระพุทธศานาและได้บวชก่อนผู้อื่น) ท่านพระโกณทัญญะได้เคยเกิดเป็นพราหมณ์ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตระ วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้าน แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง จึงได้กระทำมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกันเจ็ดวัน ในวันสุดท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ขอให้ได้เป็นเหมือนภิกษุรูปที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเมื่อ เจ็ดวันก่อน
เมื่อได้รับคำตอบแล้วท่านก็รู้ว่า ตัวเองจะต้องเกิดอีกกี่อสงไขย จึงจะไปสำเร็จตรงองค์พระสมณโคดม ด้วยความศรัทธาและความปรารถนานี้แหละที่เป็นตัวผลักให้ท่านต้องเวียนว่ายตายเกิด และเพียรพยายามสะสมบารมีเพื่อให้สำเร็จหวัง จึงเป็นเรื่องที่สอนให้รู้ว่า นี่ไง คนเราจะสำเร็จได้ด้วยความหวังกับความเพียร เบื้องต้นมีเป้าหมายและจบท้ายด้วยศรัทธา และระหว่างใช้ชีวาก็ต้องมีวิริยะ
ฉะนั้น เมื่อเราต้องการพ้นทุกข์ นิพพาน ก็จะต้องเป็นเป้าหมายของเรา แล้วก็ต้องมีศรัทธาที่จะพาชีวิตเราเดินตามเอกยยมัคโค ระหว่างทางเราก็ตั้งปรารถนาว่า ขอเจอบัณฑิต ขอเจอหลวงพ่อ เพื่อจะได้ไปถูกเป้าหมาย คือ สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:05:13 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 7
คำถาม ได้เรียนเรื่องอรูปพรหมแล้ว ฟังคำอธิบายจากอาจารย์แล้วก็ยังไม่เห็นภาพ อาจารย์ที่สอนบอกว่า เรื่องนี้สอนจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วก็เชื่อในคำสอนแต่ก็ยังไม่เชื่อมั่น เมื่อเราไม่เห็นของจริงก็ไม่เกิดภาพทางใจ มีความรู้สึกว่าถ้าเราไม่รู้อะไรจริงมันก็ไม่เกิดศรัทธา
คำตอบ ก็เป็นเรื่องดีนะที่บอกว่า เมื่อเราไม่รู้อะไรจริงมันก็ไม่เกิดศรัทธา ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เป็นพระไตรปิฎก พระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม แต่ด้วยความเมตตาของท่านพระอนุรุทธาจารย์ ท่านย่อพระไตรปิฎกออกมาเป็นตำราฉบับนิ้วก้อย เป็นอภิธรรมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท ฉะนั้น การเรียนเรื่องจิต เจตสิก และรูปนี้ เรามาเรียนรู้ตามพระอนุรุทธาจารย์
ในสมัยพระพุทธเจ้านั้นพระองค์ตรัสอะไร พระสารีบุตรก็รู้ถึงร้อยนัยพันนัย เพราะไหวพริบปฏิภาณชำนาญมากมายมหาศาล แต่มาถึงเราตรงนี้แค่นิ้วก้อยเรายังรู้ยากเลย เพราะตอนนี้เป็นไปตามพระพุทธทำนายคือเข้าช่วงปลายพุทธกาลแล้ว ที่เคยเฟื่องฟูกว้างขวางก็ตกต่ำลงเรียวลงเรื่อยๆ หัวสมองเรียวลง ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ต่อพระพุทธศาสนา และผู้ถือศีลพรตก็จะเลวลง
ฉะนั้น เราต้องวางใจว่า มันรู้ได้ยาก และโดยเฉพาะเรื่องรูปาวจรจิต ที่บอกว่าสอนไปถึงอรูปพรหมแล้ว มันก็ยังไม่เกิดศรัทธา เช่นไม่เชื่อว่ามีจริง ถามว่า เทวดาต่างกับมนุษย์ตรงไหน? ในเรื่องกิเลส มนุษย์มี กิเลส ๓ เทวดาก็มีกิเลส ๓ แต่ผู้สิ้นกิเลสมีผู้เดียวคือ พระอรหันต์
ถามว่ากิเลสต่างกันไหม? โดยรวมแล้วไม่ต่าง มนุษย์ เทวดา พรหม เหมือนกันตรงนี้ แต่ต่างกันตรงที่อำนาจกุศลนำเกิด มนุษย์เกิดด้วยอำนาจใหญ่ๆ คือเบญจคุณ (เบญจศีลและเบญจธรรม) เทวดานอกจากมีเทวคุณแล้ว มีอำนาจพิเศษเพิ่มจากของมนุษย์เติมเข้าไปอีก ก็คือ หิริโอตตัปปะ และจาคะ
อย่าเพิ่งเชื่อ ... ถามว่า ทำไมคนเราไม่เหมือนกัน? บางคนเกิดกลางตลาด บางคนเกิดในวัง บางคนเกิดในวัด นั่นแสดงว่า มีบุญต่างกันแม้ว่าจะเกิดเป็นคนเหมือนกัน เพราะไม่มีใครทำกรรมเหมือนกันหมด กรรมนั้นวิจิตรมากเลย จิตวิจิตรได้ด้วยการกระทำ กรรมเป็นตัวให้สัตว์ทั้งหลาย เป็นไปต่างๆ กัน
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:05:28 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 8
ที่ถามมาเรื่องอรูปพรหม ก็ต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างในภูมิมนุษย์ก่อนว่า มนุษย์เกิดด้วยเบญจคุณ เป็นตัวครองใจ เมื่อทำความดีแล้ว ในมรณาสันนกาลเมื่อมรณาสันนวิถีที่เกิดขึ้น มันไปจับอารมณ์ตามกรรมนิมิต คตินิมิตอารมณ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำไว้ ทำให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ เช่น ทาน ที่นี้ทานมีแบบประณีตและไม่ประณีต มีทาสทาน สามีทาน สหายทาน ฉะนั้น มนุษย์จึงมีความต่างกัน
เราจะเห็นได้เลยว่าบางคนทำทานแบบให้เสียไม่ได้ แต่ถามว่าให้ไหม? ให้ แต่บางคนทำด้วยธนบัตรใหม่ๆ ใหม่ บางคนจบอธิษฐานนาน บางคนหยิบเงินใส่ทำบุญเลย ฉะนั้น ใจของเราเป็นผู้รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ความประณีตของใจต่างกัน มนุษย์จึงมีวรรณะต่างๆ กัน ด้วยอำนาจทานเป็นต้น
บางคนรวย บางคนจน บางคนจนแต่ทำตัวเหมือนรวย แต่บางคนรวยทำตัวเหมือนจน ก็ด้วยอำนาจทานอีกเหมือนกัน ถ้าเผื่อทำทาสทานไว้ในอดีตชาติ มาชาตินี้ให้รวยอย่างไรก็ชอบใส่แต่ของเก่า ไม่กล้าใช้ของใหม่ แต่บางคนฐานะปานกลางกลับใช้ของใหม่ได้ตลอด เพราะเขาทำของประณีตเอาไว้ เราจึงต้องเรียนเรื่องกรรมให้มาก จะได้เข้าใจแตกฉานเรื่องกรรม เรื่องรูปาวจร อรูปาวจร นั้นก็จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ
พวกที่ไปเกิดเป็นพรหม ก็ต้องมีเบญจคุณ มีหิริโอตตัปปะ มีจาคะ และมีอำนาจฌานจิตเพิ่มเข้าไป พอเรารู้ตรงนี้แล้ว ก็หาความต่างได้แล้ว และหาความต่างไปอีกว่าสิ่งที่มนุษย์ไม่เห็นมีอะไรบ้าง? มนุษย์ไม่เคยเห็นเทวดา ไม่เคยเห็นพรหม ทำไมเป็นแบบนั้น? อวัยวะภายในของสัตว์หลายๆ ชนิดเราก็ไม่เห็นเหมือนกัน หรืออย่างนิ้วโป้งของมดแดงเราก็ไม่เห็นเพราะเล็กเกินกว่าที่ตาเราจะเห็นได้
นี่ขนาดเป็นของที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ด้วยกัน แล้วตาเราที่จะไปเห็นเทวดาซึ่งคนละภูมินั้นก็คงเห็นได้ยาก แต่จะบอกว่า ถ้าตาไม่เห็นแล้วเราบอกไม่มีไม่ได้ ทุกหมวดนั้นอยู่ที่เรื่องกรรม กรรมจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆ นาๆ อย่าไปสงสัยเรื่องความเป็นอยู่ของเทวดาหรือของพรหมเลยเพราะไกลเกินไป ทุกวันนี้เรายังไม่เคยเห็นความเป็นอยู่ของพระเจ้าอยู่หัวในขณะที่เสด็จมาประทับที่ ร.พ. ศิริราช เลย แม้กระทั่งแพทย์หรือพยาบาลที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่มีโอกาสได้เห็น
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:05:45 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
สลักธรรม 9
ฉะนั้น อย่าเพิ่งไปปฏิเสธอะไร ขอให้เรียนไปก่อนแล้วธรรมะนี้จะคลี่คลายเป็นขั้นตอนไป ว่ามี นรก สวรรค์ มีอรูปพรหม เขาทำอย่างไรถึงไปเป็นอรูปพรหม และไม่ใช่เรียนอรูปาวจรจิตแค่นี้ เพราะถ้าเรียนต่อไปก็จะมีวิธีการว่าทำอย่างไรถึงเป็นรูปพรหม วิธีการทำอย่างไรถึงไปเป็นอรูปพรหม ซึ่งอยู่ในปริจเฉทหลังๆ และเมื่อเรารู้ว่าทำอย่างนี้ไปเป็นอย่างนั้น แล้วเราทำได้ไหม? เราทำไม่ได้ เราจึงไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่มาเป็นมนุษย์นี่ไง นี่คือคำตอบรวมๆ
ต้องวางใจก่อนว่า อาจารย์ผู้สอนตอบว่าไม่ได้เห็นแต่สอนจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าไม่ใช่เพราะสัพพัญญุตาญาณของพระพุทธเจ้าแล้ว เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า จิตเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะมีอธิบายสืบทอดกันมาไม่ได้เด็ดขาด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเกิดในตระกูลกษัตริย์ เป็นลูกชายคนเดียวที่จะได้เป็นจอมจักรพรรดิของโลก มีวรรณะงามที่สุด ตระกูลชาติดีที่สุด บริวารแวดล้อมมากที่สุด บิดามารดาเยี่ยมที่สุด ท่านเป็นที่สุดในสมัยนั้น แต่ท่านก็ยังทิ้งทุกอย่างเพื่อออกบวชแสวงโมกขธรรม ไปอดข้าวอยู่ตั้ง ๖ ปี ถ้ายังไม่ตรัสรู้ แม้เลือดเอ็น กระดูกจะเหือดแห้งไปจะตายไปก็จะไม่ลุกจากที่นั่ง
ท่านเป็นบุรุษใจเพชรที่ทิ้งทุกอย่างเพื่อจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ พาเราไปให้พ้นทุกข์ พระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ มีถึงขนาดนั้น ท่านไม่มาหลอกเราหรอกว่า เทวดาไม่มีแล้วบอกว่ามี พรหมไม่มีแล้วมาบอกว่ามี เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นจริงทุกอย่าง
อนุโมทนา ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา จงเกิดแก่ทุกท่าน ขอให้ทุกคนมีแสงสว่างในชีวิต โดยเฉพาะมีศรัทธา มีความเพียร อาศัยเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตชาตินี้ เขาเรียกว่า วางภาระลงบ้างแล้วก็เอาธุระของพระศาสนาเข้ามาใส่ตน และพาตนเองพ้นจากความวิปลาส คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง พ้นจากทิฏฐิวิปลาส จิตวิปลาส สัญญาวิปลาส สู่ความฉลาดปราดเปรื่องในธรรม นำชีวิตสู่มรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกคน
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2556 , 13:06:02 น.] ( IP = 182.52.206.138 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |