| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความสงสัยจะหมดไปถ้าเข้าใจธรรมะ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
นี่คือมนุษย์ มีเวลาน้อยแต่เรื่องมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับเทวดา เทวดามีเวลามากแต่เรื่องน้อย เทวดามีอายุยืนมาก มนุษย์ตายไปแล้ว ๕ ครั้ง เท่ากับเทวดา ๑ ครั้งก็ยังว่าได้ แต่เวลามากเรื่องน้อยก็ไม่ดีอีกแหละ เพราะเมื่อมีเวลามากเรื่องน้อย ปัญญาก็เกิดขึ้นน้อย
เวลาน้อย เรื่องมาก คือมนุษย์
เวลามาก เรื่องน้อย คือเทวดา เพราะพวกนี้เป็นพวกที่มีความสงบ มีจิตอันมีความตั้งมั่นด้วยเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา
เวลามาก เรื่องไม่มาก ได้แก่ พวกพรหม อรูปพรหม
แต่เวลาไม่มีและเรื่องไม่มี คือพระนิพพาน
ทุกวันนี้เราอยู่ไปทำไม บ่นเพ้อรำพันกันว่า สายแล้ว เที่ยงแล้ว บ่ายแล้ว ที่เราบ่นเพ้อเป็นวจีออกมา ก็เพราะเกิดจากความไม่พอใจ เกิดจากความปรารถนาทั้งสิ้น มีโลภ มีโกรธ ทำให้ท่องเที่ยวอยู่กับเวลา สรรหาแต่ประโยชน์ แล้วก็สิ่งไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น
ฉะนั้นเวลาที่เรามีอยู่ เวลาที่เราดำเนินมา เวลาที่เรายังมีชีวิต มีลมหายใจเข้า มีลมหายใจออก จงใช้เวลาให้มีค่า เวลาจะมีค่า เวลานั้นย่อมต้องประกอบไปด้วยปัญญา
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:07:47 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าฟังเขาโดยที่เราไม่ปฏิบัติตาม...เราแย่ แต่เวลากลัวแก่ ..เราเจอความตาย
ไม่มีใครสักคนเดียวที่จะทำให้คนนั้นเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่มีคำว่าสายสำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นใหม่ และเราเริ่มต้นใหม่ได้เรื่อยๆ คือเริ่มต้นแห่งการกระทำดีให้ถึงพร้อม
การกระทำดีให้ถึงพร้อมหมายถึง การกระทำดีทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่อยู่ที่นั่งอ้อนวอน เที่ยวขอและอธิษฐานว่า เมื่อได้อย่างนี้แล้วฉันจะพอ หรืออยากได้พระเพื่อจะได้ไปกราบไหว้เคารพบูชา ไปนั่งอ้อนวอนภาวนา แต่ไม่มีใครช่วยใครได้ เพราะคนเราอาจจะเก่งเกินกัน แต่ไม่เก่งเกินกรรม ดังนั้นอย่าใช้เวลาให้เปล่าประโยชน์
มนุษย์มีเวลาน้อยแต่มีเรื่องมาก เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจงใช้เวลาน้อยให้มีปัญญามาก เป็นทางแก้
ชีวิตและเวลาที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานั้น ย่อมพกเอาความลังเลสงสัย ย่อมพกเอาสิ่งที่ทำให้เกิดความวิจิกิจฉามากในชีวิตมนุษย์ ความสงสัยแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ก็คือ ปฏิรูปกวิจิกิจฉา กับนิวรณ์วิจิกิจฉา
ปฏิรูปกวิจิกิจฉา หมายถึงความสงสัยทั่วๆไป เป็นปัญหาที่ไม่ได้มีประโยชน์แก่ตนเองเลย เช่น มีความสงสัยว่าโลกโน้นมีไหม โลกนี้มีไหม คนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เทวดามีไหม เขาจะเหมือนเราไหม ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เลยในปัจจุบันชาติ ทำให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ มีผลทำให้ผลชีวิตที่จะต้องเกิดไปในภายภาคหน้าเป็นคนที่ช่างคิดแต่ก็ไร้สาระไร้แก่นสาร หาประโยชน์กับชีวิตตนเองไม่ได้ ปฏิรูปกวิจิกิจฉานี้ไม่มีอำนาจรุนแรงนัก แต่ถ้าสะสมเข้าไปก็ทำให้เกิดความมืดบอดในชีวิตมากขึ้น ชีวิตนั้นยังประโยชน์ให้สูงสุดไม่ได้
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:08:10 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 3
นิวรณ์วิจิกิจฉา หมายถึงความสงสัยที่เป็นไปเพื่อเป็นตัวสกัดกั้นมรรค ผล นิพพาน อันนี้สำคัญมากสำหรับนักศึกษาพระอภิธรรมปิฎกทั้งหลาย เพราะมันเริ่มจากความสงสัยเล็กๆน้อยๆ จนเก็บฝังรากเข้าไป ทำให้เกิดความไร้เหตุผลมากขึ้น คือมีความสงสัย ๘ อย่าง คือ
๑. สงสัยในพระพุทธ คือสงสัยในพระปัญญาที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระพุทธองค์เป็นผู้ประเสริฐยิ่งหาผู้ใดจะเสมอเหมือนได้ มีความสงสัย มีความกังขาอยู่ตลอดเวลา เช่นสงสัยในพุทธิจริตอยู่ตลอดเวลาว่า การที่พุทธองค์นั้นหนีออกบวช สละทิ้งลูกเมียครอบครัวมานั้นไม่ได้เป็นการเห็นแก่ตัวหรือ พระอรหันต์ที่ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วไม่ได้ทิ้งความดีไว้ให้ในโลกมนุษย์เลยหรือ เป็นการเอาตัวรอดไปทิ้งเหลือไว้แต่มูลเก่าๆ
นี่คือความสงสัยที่เป็นข้อผิดมหันต์ เพราะว่าการเอาตนเองขึ้นไปเปรียบเทียบกับพระปัญญาธิคุณกับผู้ที่มีปัญญาและคุณธรรมสูงนั้นเป็นบาปอย่างมหันต์ สงสัยในพระพุทธว่าพระสมณะโคดมเป็นผู้บริสุทธิ์จริงหรือ เป็นผู้ประกาศสัจจธรรมให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ พระพุทธองค์ยังทรงเคยทิ้งคนอื่นเลย ทิ้งลูกทิ้งเมียตนเอง นี่หรือคุณงามความดี
ส่วนมากอ่านแล้วก็จะคิดอย่างนี้ การหนีขาดความรับผิดชอบคิดว่าเป็นความไม่ดี มนุษย์ตัดสินด้วยความรู้สึกของตนอง แต่ถ้าลองตนเองทิ้งสิ ก็มีเหตุผลมาอ้างกันทั้งนั้น แค่แวปไปโน่นแวปไปนี่ยังเหตุผลเยอะเลย พอดูเขาแล้วเราวิจารณ์ ฉะนั้นมีความลังเลสงสัยในพระพุทธเป็นนิวรณ์วิจิกิจฉาเป็นความน่ากลัวมาก
๒. ความสงสัยในพระธรรม พระธรรมคือคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าไว้เป็นหลักการปฏิบัติ ว่าไว้เป็นอรรถพยัญชนะออกมาให้ศึกษาตามว่า เหตุกับผลเป็นอย่างนี้ เมื่อสร้างเหตุนี้ผลย่อมต้องได้รับอย่างนี้ เมื่อรับผลอย่างนี้มาจากเหตุอย่างนี้ ดังนั้นพระพุทธองค์เคยตรัสสั่งสอนและพูดออกมาว่า บิดามารดาของท่านได้บอกท่านว่าท่านเกิดวันนั้นวันนี้ ท่านก็เชื่อ เพราะว่าบิดาท่านรู้ชัดในวันที่เกิด มารดาท่านเจ็บเองในวันที่เกิด ท่านจึงเชื่อว่าท่านเกิดวันนั้นวันนี้ แต่พระพุทธองค์สอนว่า การเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วเกิดมีจริง ท่านทั้งหลายจงเชื่อเถิด
เพราะว่าพระพุทธเจ้าเป็นยิ่งกว่าพ่อของเราเสียของเราเสียอีก เพราะพุทธองค์นั้นเป็นผู้ปรารถนาดีอย่างสุดใจ ดังนั้นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ด้วยความปรารถนาดีอันประกอบด้วยเมตตาธรรม กรุณาธรรม มุฑิตาธรรม และอุเบกขาธรรมอยู่เสมอ
การลังเลสงสัยในพระธรรมจึงเป็นการสร้างบาป สร้างแนวความคิดให้เกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้นในใจ เป็นการสงสัยที่น่ากลัว มีความสงสัยว่ามันจะจริงหรือที่เราเกิดมาอดอยากยากจนนี่ พุทธองค์บอกว่าอดีตนั้นไม่เคยทำทาน อดีตนั้นมีอทินนาทานเป็นมูลราก เคยทำข้าวของผู้อื่นเสียหาย แล้วก็ไม่เคยบริจาคทาน ไม่เคยมีจิตอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกิดมาในชาตินี้จึงอัตคัดขัดสน...จริงหรือ มันเกิดมาจนเอง มันเกิดมารวยเอง ไม่รู้ว่าเหตุมันมาจากอะไร เมื่อมีเหตุปรากฏมาให้ศึกษาก็ไม่เชื่อ เวลาปวดหัว ปวดท้อง เป็นอะไร เขาว่าฉัน โทษแต่ของเฉพาะหน้า ไม่ได้ดูจากเหตุใหญ่ๆว่ามันมาจากอะไร เป็นผู้ปฏิเสธเหตุผล คือปฏิเสธคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปิดประตูความดีทันทีคือทางมรรคผล เพราะทางมรรคผลต้องเดินอยู่ทุกขณะด้วยเหตุด้วยผล
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:08:26 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 4
๓.สงสัยในพระสงฆ์ พระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นผู้ที่ดำเนินตามทางศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อขัดเกลากิเลสตัณหาให้หมดไป ดังนั้นผู้ใดก็แล้วแต่ที่ พระพุทธองค์ทรงว่า ชำระกาย วาจา ใจ ให้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง พยายามเจริญสติ เจริญสัมปชัญญะ มองเหตุผลให้ตรงกัน เท่าทันความจริงที่อารมณ์ปัจจุบัน การยังชีวิตของกาย วาจาและใจนั้นเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ได้ ก็ยังมีความสงสัย มีความสงสัยเช่นนี้แล้วเอามาตัดพ้อต่อว่าว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป เกิดขึ้นอยู่เนืองๆในความคิดของผู้ที่ไร้สาระ เป็นความลังเลสงสัยซึ่งสร้างอำนาจอันสกัดกั้นความดีคือขวางต่อทางมรรคผลนิพพาน มีความสงสัยในพระอริยเจ้าว่ามีจริงหรือ โดยเฉพาะสงสัยในพระสงฆ์
พระสงฆ์ในที่นี้ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ธรรมดา พระอรหันต์ทั้งนั้น สงสัยว่าพระอรหันต์มีจริงหรือ ใครล่ะจะปฏิบัติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ใครจะไปทำได้ มีสติตลอดใครจะไปทำได้ ก็ตัวเองทำไม่ได้แล้วเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ แล้วกล่าวว่าพระอรหันต์จะมีจริงหรือ ปฏิบัติเช่นนี้จะได้เป็นพระอรหันต์ได้จริงหรือ พระสงฆ์ในที่นี้ในเรื่องความลังเล คือสงสัยว่าจะมีจริงหรือพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นการปิดทางเดินไปสู่พระโสดา เพราะเมื่อไม่มีโสดาแล้วก็ไม่มีทางพ้นทุกข์
๔. สงสัยในสิกขาทั้งสาม สิกขาทั้งสามก็คือศีล สมาธิและปัญญา มีความสงสัยว่ารักษาศีลจะให้ผลอย่างไร ให้ผลอย่างนี้แน่หรือ ผู้ที่มีศีลครองกายวาจาและใจอยู่ตลอดเวลานั้นก็จะได้เกิดความสุขในอนาคตชาติ ผู้ที่มีสมาธิก็จะสงบสุขได้ภายใน ผู้ที่มีปัญญาก็จะสามารถประหาณกิเลสได้หมดไปจริงหรือ เพราะผู้ที่ถือศีลก็เห็นว่ามีอย่างนั้น ผู้ที่มีทำสมาธิก็เห็นว่าจะได้อย่างนี้ ผู้ที่มีปัญญาก็จะสามารถพาตนเองให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ
ฉะนั้นเรียกว่าการสงสัยในสิกขาสามเป็นการตัดรอนการเจริญในสิกขาสามที่ตนเอง พุทธองค์ทรงวางรากฐานศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้แก่ทางเดินสู่ความพ้นทุกข์อันมีมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดำเนิน มรรคอันมีองค์ ๘ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ก็ยังมีความลังเลสงสัยว่า รักษาศีล เจริญสมาธิ เพียรปัญญานั้นจะทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ เห็นรักษาศีลนั่งอยู่ก็ยังมีทุกข์อยู่ คนทำสมาธิมากๆก็ยังมีทุกข์อยู่ เช่นฉันทำก็ยังมีทุกข์ มีปัญญาก็ไม่เห็นจะพ้นทุกข์ได้เลย เพราะไม่รู้จักทุกข์จึงไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ แล้วก็เอาเข้ามาเปรียบเทียบกับตนเอง เป็นการสกัดกั้นคุณงามความดี และความเจริญอย่างมหันต์
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:08:42 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 5
๕. สงสัยว่าชาติก่อนมีจริงหรือเปล่า หมายถึงเป็นผู้ที่สงสัยว่าชาตินี้เราเกิดมาไม่เห็นมีเหตุปัจจัยอะไรเลย ชาติที่แล้วมีจริงไหม ถ้าเผื่อมีจริงทำไมฉันไม่รู้ ทำไมฉันจำไม่ได้ ความสงสัยเช่นนี้เป็นการตัดรอนอำนาจปัญญาของตน เพราะว่าเท่ากับเป็นการปฏิเสธเหตุแต่อยู่กับผล
ในธรรมชาติที่แท้จริงไม่มีผลอะไรปรากฏเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ เป็นการสกัดกั้นมรรคผลนิพพานให้กับตนเอง คือเป็นคนที่มีความลังเลสงสัยคล้อยตามในความไม่เชื่อว่าเหตุมีจึงมีผล ไม่เชื่อชาติที่แล้ว เกิดมาชาตินี้ชาติเดียวเดี๋ยวก็ตายแล้ว ชาติที่แล้วไม่มี ถ้าเผื่อมีไม่เห็นระลึกได้ ไม่รู้และไม่ยอมรับรู้ คือเท่ากับเป็นคนปฏิเสธเหตุ ตกอยู่ภายใต้ความประมาท
๖. สงสัยว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่ เป็นการสกัดกั้นมรรคผลนิพพาน หมายถึงอย่างไร เพราะความไม่เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ไม่เชื่อในภพชาติหน้าแล้ว ทำให้ชีวิตในชาตินี้ตกอยู่ภายใต้ความประมาททั้งกายวาจาใจของตนเองเพราะเต็มไปด้วยการกระทำพฤติกรรมอันผิดต่อทางมรรคผลนิพพาน เป็นสิ่งที่ประมาทยิ่งนัก
๗. มีความสงสัยว่าชาติก่อนและชาติหน้ามีจริงหรือเปล่า นั่นเท่ากับมีความสงสัยในเหตุในผลอยู่ตลอดเวลา เป็นคนไม่มีเหตุและไม่มีผล คือเมื่อมีผลขึ้นมาก็ไม่รู้ว่ามาจากเหตุอะไร เมื่อมีเหตุขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลอะไร ฉะนั้น ชีวิตจึงไหลไปด้วยแม่น้ำของตัณหาคือมีแต่ความทะยานอยากอยู่ร่ำไปในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในความยึดมั่นในอารมณ์ของตน ในความคิดของตน ก็คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหาอย่างหนาแน่น
สงสัยว่าชาติก่อนและชาติหน้ามีจริงหรือ คือสงสัยทั้งอดีตสงสัยทั้งอนาคต การสงสัยอดีตก็ดี การสงสัยอนาคตก็ดีเป็นอย่างไร เรียกว่าตอนนั้นจิตฟุ้งแล้ว ปัจจุบันไม่เจริญ ก็เท่ากับปิดประตูความดี สงสัยอดีตทำไมปิดประตูความดี ก็เพราะปัจจุบันไม่ได้เจริญ มันฟุ้งไป สงสัยในอนาคตมันก็ฟุ้งไป ฉะนั้นสงสัยทั้งอดีตและอนาคตจึงไม่เจริญ มันแวปไปในอดีตที แวปไปในอนาคตที เสร็จแล้วปัจจุบันแย่
๘. มีความสงสัยในปฏิจสมุปบาท คือเรื่องรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิด รอบแห่งการเกิดดับซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆไป การกระทำพฤติกรรมที่มีอยู่ก็คือมีการหมุนเวียนเกิดดับอยู่ แต่ความรู้ไม่เท่าทันและไม่ยอมรับรู้ ทำให้อุปทานชีวิตมั่นคง เรียกว่าอุปทานขันธ์ ๕ ทำให้เกิดความทุกข์ยิ่งนัก โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:08:57 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 6
ฉะนั้น เมื่อความสงสัยมีมากขึ้น ทั้งปฏิรูปกวิจิกิจฉา และนิวรณ์วิจิกิจฉาแล้ว เป็นต้นเหตุให้เกิดโมหะอย่างแรง โมหะคือสภาวะของความมืดบอด อะไรเป็นตัวการทำให้เกิดโมหะ มี
๑. อโยนิโสมนสิการ หมายถึงอะไร คือการกระทำใจโดยไม่แยบคาย ขาดการพิจารณาอารมณ์ให้รอบคอบในเหตุในผลที่ดี หรือจะสรุปได้ว่าเป็นคนที่ไม่สุขุมคัมภีรภาพ คิดจะพูดก็พูด คิดจะทำก็ทำ โดยขาดเหตุผลว่าสมควรหรือไม่ แล้วผลจะปรากฎอย่างไร มีประโยชน์หรือไม่ นี่คือทำให้เกิดโมหะได้แก่อโยนิโสมนสิการ
๒. อาสวสมุปปาทา ก็คืออาสวะกิเลสนั่นเอง คือความหมักดองทำให้เกิดโมหะ เราหมักดองความสงสัยไว้มากๆ โมหะก็มาก หรือความหมักดองความยึดมั่นของตนเองก็ทำให้เกิดความมีโมหะมาก สักกายะมาก ทำให้เกิดอวิชชา ความหมักดองของกิเลสไว้ในใจมีกามาสวะมากๆ ทำให้เกิดความหลง ความงมงาย ติดอยู่ในกามคุณ คือรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
อาสวะแปลว่าอะไร? คำว่าอาสวะแปลว่าเครื่องหมักดอง เราพูดกันอย่างธรรมดาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าทำไมคำว่าหมักดองถึงไม่ดี ของอะไรที่หมักไว้ ดองไว้ ดีไหม มันมีกลิ่นบูดกลิ่นเน่า ฉะนั้นกิเลสที่เราหมักดองเข้าไปมากๆ กิเลสก็มีอำนาจออกมามากนั่นเอง เหมือนกับเราเสื้อผ้าหมักเอาไว้มากไม่ยอมซัก กลิ่นก็มีมากขึ้น จากที่กลิ่นมันมีน้อย กลิ่นเหงื่อที่เราใส่ครึ่งวัน แทนที่จะซักเลย เราเอาเข้าไปไว้ เราไม่กลิ่นเหงื่อเข้าไปเพิ่มอีก แต่ความหมักดองทำให้กลิ่นมากเอง
เหมือนกับกิเลสที่มีอยู่ เราไม่เคยชำระออก กิเลสที่มีอยู่มันก็สร้างอำนาจ พร้อมที่จะเข้าตีเทียบ เสพอารมณ์เข้าไปทำให้มีมากขึ้น ฉันใดฉันนั้ น อาสวะนี้คือการหมักดองกิเลสไว้ในจิตใจ หมักดองอะไร หมักดองตัณหานั่นเอง คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสก็ยินดี อารมณ์ที่ความรู้สึกของฉัน ความคิดของฉันก็ยินดีคือภวตัณหา ความรู้สึกที่คิดว่าชาติหน้าไม่มีก็คือความคิดของฉันเองคือวิภวตัณหา นั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดโมหะอวิชชาอันเนื่องมาจากความลังเลสงสัยไม่เข้าเรื่องนั่นเอง ชีวิตที่แท้จริงน่าจะศึกษาดู ฟังเขาโดยที่เราไม่ปฏิบัติตามเราแย่ แต่เวลากลัวแก่ เราเจอความตายด้วยกันทั้งสิ้น
ฉะนั้นอโยนิโสมนสิการที่มีความเข้มข้นอันหมักดองไปด้วยอาสวะกิเลสนี้ จะสอนหลักให้ว่าทำอย่างไรให้อโยนิโสมนสิการนี้อ่อนตัวจนหมดไปได้
ถ้าสมัยใดมีคนโมหะเกิดมาก สมัยนั้นพระพุทธองค์บอกว่า โรคนฺตราย เป็นโรคที่น่าอันตราย เพราะการล้มตายจากคนเจ็บเพราะมีผู้มีโมหะมาก การฆ่าฟันก็จะมีมาก การล้มตายเพราะพวกที่มีโมหะมากและก็จะไปเกิดเป็นเดรัจฉานกันทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงบอกว่าสมัยใดมีโมหะเกิดขึ้นมาก ผู้คนมีโมหะมาก สมัยนั้นโรคนฺตราย ก็คือทำให้ชีวิตในปัจจุบันชาติเดือดร้อน และเป็นที่ไปของเดรัจฉานภูมิคือภูมิที่ขวางต่อทางเดินสู่มรรคผลนิพพาน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:09:14 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 7
เหตุให้เกิดอกุศลจิตเพราะมีอโยนิโสมนสิการคือไม่ใส่ใจ ไม่พิจารณาอารมณ์ให้แยบคายแล้ว ยังมีความหมักดองของอาสวะ อโยนิโสมนสิการเกิดได้ต้องอาศัยเหตุ ๕ คือ
๑. ไม่เคยได้สร้างกุศลผลบุญไว้ในชาติปางก่อนให้มีกำลัง จะพูดว่าไม่เคยได้สร้างกุศลไว้ในชาติปางก่อน พูดไม่ได้ เพราะถ้าไม่เคยทำบุญไว้ไม่เกิดเป็นมนุษย์หรอก (อ่านหนังสือแล้วต้องทำความเข้าใจด้วย สระพยัญชนะอ่านได้ แต่ต้องเอาความหมายให้ประจักษ์ อย่าเอาแต่สระพยัญชนะ) ต้องพูดว่าไม่เคยได้สร้างกุศลอันมีปัญญาไว้แต่ชาติปางก่อนจึงทำให้ชาตินี้มีอโยนิโสมนสิการมาก ถ้าเขียนตามพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิมเลย ข้อที่หนึ่ง ท่านมิได้เคยสร้างกุศลอันเป็นกัมมัสสกตาปัญญาไว้ในแต่ชาติปางก่อน กัมมัสสกตาปัญญาได้แก่การกระทำกรรมอันมีเหตุมีผล พิจารณาด้วยปัญญาเข้าถึงธรรม
๒. อยู่ในประเทศที่ไม่สมควร คือ การตั้งตนเองอยู่ในระแวกหรือสิ่งที่รอบข้างตนเองนั้น หรือการเดินทางไปในที่ใดก็แล้วแต่ขาดสัตบุรุษเลยที่นั้นคือที่ที่ไม่สมควร มีแต่พวกคนพาล คนพาลคือคนที่ชอบขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย ในที่นั้นมีคนพาลเยอะ คือมีพวกที่ชอบขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย สัตบุรุษคือผู้ที่ฉลาด ฉลาดสุขุมคัมภีรภาพ สามารถสงบกายวาจาใจได้เป็นปกติ ไม่แสดงออกซึ่งขันธสันดาน และมีความคิดเสมอว่าควรหรือไม่ควรเป็นที่ตั้งในการกระทำไม่ว่าคิด ทำ หรือพูด
๓. ไม่ได้คบหาสนทนากับสัตบุรุษ คือมีชีวิตคลุกคลีคลุกเคล้าอยู่กับพวกคนพาลตลอดเวลา พระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิมเลยเขียนไว้ว่า เพราะไม่ได้คบหากับสัตบุรุษ มัวคลุกคลีกับคนพาล (คนพาลคือคนที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย) ฉะนั้น นอกจากจะไม่คบแล้วเรายังเป็นคนพาลด้วย แล้วจะมีสัตบุรุษให้คบที่ไหนล่ะ ธรรมทั้งหลายย่อมต้องไหลมาแต่เหตุ
๔. ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ คือมัวมีชีวิตเงี่ยหูฟังสนใจเกี่ยวกับเรื่องความพลัดพราก เป็นต้น
๕. ตั้งตนเองไว้ผิด ตอนนี้ทุกคนอยู่ในสภาพตั้งตนเองไว้ผิดแต่น้อยลงเท่านั้นเอง ตั้งตนเองถูกเป็นอย่างไร คือตั้งตนเองเลี้ยงชีวิตด้วยสติปัญญา ขณะใดที่มีการเลี้ยงตนเองด้วยกิเลส ตั้งตนเองไว้ผิด คำจำกัดความจากพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิม ผู้ที่ตั้งตนเองไว้ผิด คือผู้ที่เลี้ยงชีวิตด้วยกิเลส ขณะใดไม่มีสติสัมปชัญญะเลี้ยงชีวิต ขณะนั้นตั้งตนเองไว้ผิด
ฉะนั้น เรียกว่ามีชีวิตคละเคล้าอยู่กับโลภ โกรธ หลงอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ทั้ง ๕ ข้อนี้เป็นเหตุให้เกิดอโยนิโสมนสิการและอาสวะอย่างยิ่ง ทำให้เกิดโมหะมาก อกุศลจิตเป็นธรรมที่ควรละอย่างยิ่ง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:09:31 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 8
ในบรรดาผู้ที่ซาบซึ้งและเชื่อมั่นว่า ใครทำใครได้ จึงต้องเพียรละอกุศลจิตออกไปด้วย เพราะจิตที่เป็นชั่วและเป็นบาปนั้นให้ผลเป็นความทุกข์ ซึ่งตามลำดับคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในหลักของพุทธศาสนานั้น สอนให้ละความชั่วเป็นประการแรกเลย ไม่ได้สอนอย่างอื่นเลย ไม่ได้สอนให้เจริญสติ ไม่ได้สอนให้ทำสมาธิก่อน
พุทธองค์วางรากฐานเมื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศศาสนาออกมาแม้กระทั่งการประชุมได้ปัญจวัคคีย์ เปล่งวาจาออกมาด้วยการบอกว่า เพียรละความชั่วประการแรกคือหน้าที่ที่ดีที่สุดที่ใครทำใครได้ คือเพียรละความชั่ว แล้วก็สอนให้สร้างกุศลเป็นประการที่สอง
ละความชั่วท่านสอนก่อนแล้วสอนให้สร้างกุศล ด้วยความแยบคายของพระพุทธองค์คือสงเคราะห์เอาความดีที่เกิดได้ทั้งหมดบรรจุลงในกายวาจาใจเท่ากับเป็นการขับไล่ความชั่ว เพราะที่ตั้งของความชั่วก็ดี ที่ตั้งของความดีก็ดี อยู่ที่กายวาจาใจของตนเองทั้งสิ้น
ดังนั้นหลักการสอนในพุทธศาสนา ให้เพียรละความชั่วหนึ่ง ให้เพียรประกอบความดีสอง และ ทำจิตของตนเองให้บริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองเป็นประการสุดท้าย ก็คือพยายามเพียรละกิเลสขันธสันดานอันหมกมุ่นไปด้วยอาสวะและอโยนิโสมนสิการ ด้วยการบำเพ็ญโยนิโสมนสิการ คือมองให้ถูกต้อง ไม่ได้ตื่นข่าว ไม่ได้เอาตามลัทธิใคร ไม่ได้เพราะความยึดมั่น แต่ด้วยความเห็นถูก ผู้ใดทำได้ผู้นั้นพ้นจากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความอุปาทาน
กิเลสมีมากมายก่ายกอง สรุปแล้วมี ๓ ชนิดคือ กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลางและอย่างละเอียด
กิเลสอย่างหยาบ คือการแสดงออกเป็นไปทางกาย วาจา เช่นการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ กระพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
กิเลสอย่างกลาง คือการซัดส่ายของจิตที่ไหลนึกคิดไปในเรื่องต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้นซึ่งมีนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นต้นเหตุ
กิเลสอย่างละเอียด คืออนุสัยกิเลสอันมีทิฏฐิ มานะ และอวิชชาเป็นต้นเหตุ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:09:48 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 9
ฉะนั้นเราจะประหาณกิเลสทั้งสามนี้ได้ ก็ ๓ วิธีคือ
๑. ตทังคปหาน การประหาณกิเลสคือการใช้อโลภเจตสิกเป็นที่ตั้ง จิตเกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิก ตั้งอยู่ที่เดียวกับเจตสิก เจตสิกก็มีทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว เช่นฝ่ายชั่วคือโลภเจตสิก จึงสอนให้เอาอโลภเจตสิก หรืออโลภะนี้ในแนวทางการปฏิบัติของพระธุดงค์เรียกว่าถือสันโดษ คืออโลภเจตสิกเมื่อเข้าอยู่กับจิตเมื่อใดแล้วเรียกว่าสันโดษทันที เราเรียนกันเหลือเกินว่าต้องทำตนเองสันโดษจึงจะได้วิเวกแล้วก็เที่ยวออกธุดงค์กันไป เสร็จแล้วสันโดษไม่จริง ไปเพียงโดดเดี่ยวแต่ไม่สันโดษ เพราะคำว่าสันโดษหมายถึงขณะใดที่มีอโลภเจตสิกเป็นตัวปรุงแต่ง ขณะนั้นสันโดษขึ้นเลย
โลภะเป็นสภาวะของการตักตวงเข้ามา คนเราตวงเข้ามา สันโดษไหม? ไม่สันโดษ ขณะใดไม่มีโลภะขณะนั้นสันโดษเกิดขึ้น เป็นขณะๆไป เรียกว่าหาสันโดษโดยพยายามประหาณโลภะออกไป แล้วจะปฏิบัติอย่างไร ทำโลภะให้หายมันยาก ทำโทสะให้หายยังง่ายกว่าโลภะ โทสะที่บอกว่ามีอย่างแรงๆยังปราบลงง่ายกว่าโลภะ โลภะนี่ปราบยากเพราะทุกคนเกิดมาพร้อมแบมือที่จะรับ อยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากได้รู้รส อยากได้สัมผัส อยากมันมีอยู่ตลอดเวลา แต่เรายอมให้เขาด่าได้ ยอมให้เขาว่าได้ ยอมให้เขาติได้ ยอมอดกลั้นได้ แต่พอโลภะแล้วมีอำนาจ
วิธีทำลายโทสะ
๑) พยายามเจริญเมตตาจิตให้เสมอๆ หัดฝึกจิตของตนเอง มองอะไร มองใครคิดไปด้วยใจปรารถนาดี เช่นเห็นคนกระทำความชั่ว แทนที่จะขุ่นเคือง มีความรู้สึกปรารถนาดีอยากจะให้เขาเปลี่ยนวิถีจิตของเขาได้ อยากให้อารมณ์ร้ายของเขานั้นดับโดยไว เห็นเขากำลังโมโห เรานิ่ง สงบ มีสติระลึกรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเราจะไม่ทำพร้อมทั้งส่งกระแสจิตปรารถนาดีว่า ด้วยกุศลของฉัน ขอให้คุณนั้นระงับโทสะได้โดยเร็ว ขอให้โทสะที่เกิดขึ้นอยู่นั้นดับโดยฉับพลัน และมีจิตอันเกิดด้วยอำนาจกุศลขึ้นมาแทน ปรารถนาดีตลอดเวลา และบุคลิกก็จะสง่างามเพราเราจะเป็นผู้เฉยได้ทั้งภายในและภายนอก
๒) หมั่นภาวนาเมตตาให้เนื่องๆ คือมีเวลาว่างก็แผ่เมตตาไป เช่นนั่งรถไม่รู้จะทำอะไร ด้วยกุศลที่เรานึกคิดได้ ขอกุศลนี้จงบังเกิดขึ้นแก่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ฯ พูดในเรื่องดีบ่อยๆ ดีกว่าพูดเรื่องบาปครั้งเดียว จำไว้หลักของพ่อ นอกบ้านว่างเมื่อไหร่แผ่เมตตาไป ในบ้านว่างเมื่อไหร่เจริญสติสัมปชัญญะทันที หมั่นทำอันนี้ไว้
๓) รู้กระทบรู้กระทำอยู่เสมอๆว่า ที่กระทบคือวิบาก และที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม แล้วกรรมที่กำลังจะทำนั้นดีหรือชั่วคิดเสียก่อน คือพิจารณาเนืองๆว่าเป็นกรรมของตน และสิ่งที่จะทำไปนั้นมันเป็นกรรมนะ ซึ่งย่อมจะต้องให้ผลแน่นอน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:10:03 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : )
สลักธรรม 10
๔) ทำปัญญาให้มากๆ อะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องของปัญญา พยายามทำปัญญาให้มากๆศึกษาเล่าเรียนในหลักพระพุทธศาสนา ค้นคว้าไป จะรู้จะเข้าใจนิดหน่อยก็ยังดีกว่าไม่รู้เลยว่าปัญญาในพุทธศาสนาที่แท้นั้นคืออะไร ไม่ใช่สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง..ทายถูก นั่นไม่ใช่ปัญญาในหลักพุทธศาสนา เพราะว่าชาวพุทธน้อยมากเหลือเกินที่จะรู้ว่าปัญญา ในหลักพุทธศาสนาที่แท้นั้นคืออะไร ส่วนมากนั่งหลับตาแล้วเห็นแสงก็บอกว่านั่นคือปัญญา เห็นโบสถ์ก็บอกว่ามีปัญญาดี นั่นเรียกว่าสัญญาเห็นไม่ใช่ปัญญาเห็น
๕) เลือกคบมิตรที่ดีและมีเมตตาธรรม เพื่อเป็นการปลีกตัวออกจากคนพาล และให้รู้จักว่าคนพาลย่อมมีจิตใจขุ่นมัวอยู่เป็นปกติวิสัย ก่อนที่จะเลือกคบต้องทำตนเองให้ไม่เป็นคนพาลเสียก่อน
๖) หมั่นพูดหรือฟังถ้อยคำที่สบายๆ คือพูดออกไปสะดวกตนเอง และฟังถ้อยคำที่สะดวก ไม่ใช่ตั้งเจตนาไว้แล้วตนเองก็ไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่นเรารู้แล้วว่าโลภะนั้นเป็นของไม่ดี เวลาเราจะไปสอนคนที่ไม่เคยเรียนธรรมะมาเลย เราก็บอกเขาไปว่าความอยากได้เรื่อยๆเป็นของไม่ดี พูดสบายๆ อย่าไปพูดว่าโลภเจตสิกเป็นของไม่ดี พูดอย่างนี้ ผู้พูดก็ไม่สบาย ผู้ฟังก็ไม่สบาย
ฉะนั้นจะพูดอะไรออกไปให้ผู้พูดสบายและผู้ฟังสบาย หรือเวลาสรรหาการฟังคือฟังสบายและเข้าใจสบาย คือตัวเองไปฟังก็สบาย แล้วรับเอามาก็สบาย เช่นไม่รู้เรื่องเลยภาษาอังกฤษยูยูไอไอ แปลว่าอะไรแล้วเปิดเพลงฝรั่งฟัง เรียกว่าฟังของไม่สบาย เอาให้ถูกกับใจตนเองและตนเองเข้าใจ เพราะการที่เราไม่รู้เรื่องเลยแล้วเปิดแก๊กฟังยูยูไอไอมันแปลว่าอะไร ก็อยากรู้ มันก็สร้างโลภะขึ้นมาอีก เพราะพอมันเปิดรู้แล้วมันก็ไม่อยากรู้แล้ว ฉันใดฉันนั้น นี่คือการทำลายโลภะให้เบาบางลงมา แล้วมานะก็ลดด้วย
นี่คือวิธีทำลายชนิดหนึ่งเรียกว่า ตทังคปหาน ด้วยการเจริญเมตตาจิต ๖ ชนิดด้วยกันสรุปคือ ๑. ศึกษาในการเจริญเมตตามากๆว่าวิธีการเจริญเมตตาทำอย่างไร ๒. ประกอบภาวนาในเมตตาเนืองๆ ๓. พิจารณาอยู่เนืองๆว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นกรรมของตนเอง ๔. ทำปัญญาให้มากๆ อะไรแล้วแต่ที่ทำไปแล้วเกิดปัญญาทำให้มากๆ ๕. คบมิตรที่ดีมีเมตตาธรรม ห่างจากคนพาล ๖. ฟังถ้อยคำที่สบายๆเข้าใจง่ายคือเมตตากถา
เป็นการทำลายกิเลสด้วยวิธีตทังคปหาน ก็ยังไม่สิ้นสุดจากกิเลส เพราะกิเลสมีหลายชนิด โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.พ. 2556 , 13:10:18 น.] ( IP = 182.52.202.140 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |