มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สัมภเวสี คือ อะไร?









สัมภเวสี คือ อะไร?
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖



วันนี้เป็นวันตรุษจีน หลายคนก็ติดภารกิจจึงมากันน้อย ก็คงจะมาตอบคำถามกันเพราะเช้านี้ได้รับคำถามมา ๓ คำถาม คือ

๑. สัมภเวสี คือ อะไร?

๒. เวลาปฏิบัติแล้วฟุ้ง พอกำหนดรูป กำหนดนาม ก็ฟุ้งไปถึงองค์ธรรมต่างๆ และก็คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ประกอบไปด้วยอะไร และถ้าคิดไม่ออกปุ๊บ จะกลับมาที่รูปนั่ง ก็กลับไม่ได้ อย่างนี้เสียหายไหม?

๓. ที่บอกว่าฟุ้งมีประโยชน์ คือประโยชน์อะไร?

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [20 ก.พ. 2556 , 13:19:42 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





คำถาม สัมภเวสี คือ อะไร?

คำตอบ คำว่า สัมภเวสี คือ ผู้ที่ท่องเที่ยวหาที่เกิด ในที่นี้คือการเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ กามสุขคติภูมิ ๗ รูปภูมิ ๑๖ อรูปภูมิ ๔

อบายภูมิ ๔ คือ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก

กามสุขคติภูมิ ๗ คือ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖

รูปภูมิ ๑๖ ก็เป็นไปตามชั้นต่างๆ ของฌานกุศล ซึ่งมีที่พิเศษคือ อสัญญสัตตภูมิ และสุธาวาสภูมิ ตรงสุธาวาสภมิ ๕ นี้เป็นที่อาศัยของผู้ที่มีอินทรีย์อันแก่กล้า (อินทรีย์ ๕) คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้าในศรัทธา(สัทธินทรีย์) วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาก็คือ พระอนาคามี ดังนั้น คำถามนี้ถ้าตอบโดยรวมก็คือ พระอรหันต์เท่านั้นที่พ้นจากเป็นสัมภเวสี บุคคลทั้งหลายนอกเหนือจากนั้นยังเป็นสัมภเวสี คือผู้ที่ยังท่องเที่ยวอาศัยเกิด

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.พ. 2556 , 13:20:01 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : )


  สลักธรรม 2





แม้ผู้ที่ได้ฌานจิตก็ยังมีการกระทำเพื่อให้ได้ฌานที่สูงขึ้น ผู้ที่ได้ปฐมฌานแล้ว เพราะมีความยินดีและติดใจในอารมณ์ใช่ไหมจึงทำทุติยฌาน นั่นแสดงว่า ยังมีเจตนาที่เกิดขึ้นเพราะความต้องการในการกระทำฌานอยู่ เจตนาที่ต้องการนี้มีอยู่ตราบใด ตราบนั้นจัดว่าเป็นสัมภเวสี คือมีความปรารถนาที่จะไปในที่ดีขึ้นหรือสูงขึ้น อย่างเราเองก็ยังต้องการเป็นมนุษย์ไม่อยากอยู่ในภูมิที่ต่ำกว่านี้ เราต้องการไปเป็นเทวดา ความต้องการนั่นแหละสัมภเวสี

สัตว์ทั้งหมดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดก็เพราะยังเนื่องด้วยตัณหาและอวิชชา ถ้าเข้าใจคำว่า ตัณหา คือ ความยินดีติดใจ ก็จะรู้ว่าแม้กระทั่งพระโสดาบัน ก็ยังมีตัณหาที่ทำให้ต้องการเป็นพระโสดา อย่างเราที่มาเรียนธรรมะนี่ตัณหาพามาเรียน เพราะตัณหาก็คือ ความยินดีติดใจ ในอารมณ์ เมื่อเราเข้าใจคำว่า ยินดีติดใจในอารมณ์ ก็จะรู้ว่าชีวิตเนื่องด้วยตัณหาและอวิชชาเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าบอกว่าที่มาศึกษาธรรม ท่านใช้คำว่า ธรรมฉันทะ มีความยินดี แต่ถามว่าความยินดีจะแปลว่า ตัณหาได้ไหม? ได้ แต่ก็ต้องเลือกใช้คำให้ถูกกาล

สัตว์ทั้งหลายที่ยังมีชีวิตเนื่องด้วยตัณหาคือความยินดี ติดใจในอารมณ์ อวิชชาคือความไม่มีปัญญา เพราะ อะ แปลว่าไม่ วิชชา แปลว่า ปัญญา แปลรวมแล้วก็คือ ความไม่มีปัญญา ในที่นี้ ขอใช้คำว่า ไม่รู้แจ้งแทงตลอดว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ ขันธ์นั้นเป็นทุกข์ ภพนั้นเป็นทุกข์ ชาตินั้นเป็นทุกข์ ความไม่รู้จึงทำให้กระโดดไปทำอันนี้ ไปที่นี่ คิดว่าดี เช่น ทุกคนตั้งใจไปเป็นเทวดา เพราะคิดว่าเทวดาดีกว่ามนุษย์เยอะ เช่น ไม่แก่ ไม่เจ็บ แต่ตาย ดีกว่าตั้ง ๒ อย่าง แต่ก็ต้องตาย เพราะไม่มีอะไรที่ไม่จีรังยั่งยืน

สิ่งเหล่านั้นพระพุทธเจ้า ตรัสว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้แจ้งตรงนี้ เมื่อไปเป็นเทวดาได้ก็ดีแต่ก็ต้องตายจากเทวดา เป็นความเป็นอยู่ชั่วคราว เหมือนเราไปงานเลี้ยง แม้งานจะสวยหรูอยู่ที่โรงแรมห้าดาว จะจัดดอกไม้ยังไงก็แล้วแต่ เราจะแต่งตัวสวยขนาดไหน เมื่อไปถึงแล้ว งานเลี้ยงก็มีเลิกรา

เราฟังอยู่ตอนนี้ก็คิดได้ ยอมรับเหตุผล แต่เราก็ไม่ได้ยอมรับตลอดเวลา เพราะรูปารมณ์ สัทธารมณ์ ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ ประกอบกับกิเลสที่ยังมีอยู่ เราจึงเห็นรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ว่าดี เพราะกิเลสมันบอกว่าดี ฉะนั้น เมื่อชีวิตผู้ใดยังเนื่องด้วยตัณหาและอวิชชา ก็ยังข้องอยู่ในวัฏฏะสงสาร

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.พ. 2556 , 13:20:14 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : )


  สลักธรรม 3





คำถาม เวลาปฏิบัติแล้วฟุ้ง พอกำหนดรูป กำหนดนาม ก็ฟุ้งไปถึงองค์ธรรมต่างๆ และก็คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ประกอบไปด้วยอะไร และถ้าคิดไม่ออกปุ๊บ จะกลับมาที่รูปนั่ง ก็กลับไม่ได้ อย่างนี้เสียหายไหม?

คำตอบ ความฟุ้งของผู้ปฏิบัติ ทำให้ได้ญาณปัญญา เพราะการดูฟุ้งจนเห็นสภาพไตรลักษณ์ที่ฟุ้งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสภาพธรรมที่ฟุ้งนั้นแหละ ทำให้ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคล แต่ถ้าเราฟุ้ง แล้วเราเป็นปุถุชน ก็ไม่สามารถเป็นไตรลักษณ์ในฟุ้งนั้นได้ แม้สภาพของฟุ้งจะมีไตรลักษณ์อยู่ก็ตาม เพราะการเห็นไตรลักษณนั้นเห็นได้ด้วยญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ

ญาณที่ ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ คือญาณปัญญาที่เห็นความจริงที่ตน การทำวิปัสสนานั้นเพียรทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอให้ทั่วพร้อม ผู้ที่มาปฏิบัติวิปัสสนาะต้องผ่านปริยัติมาก่อน ต้องเข้าใจว่าชีวิตคือรูปกับนาม ต้องมีความเข้าใจว่า ทำไมต้องกำหนดรูป-นาม เมื่อมาปฏิบัติท่านก็ให้ทำความรู้สึกตัวให้ทั่วพร้อม

ทำความรู้สึกตัว คำว่า “ตัว” นี้แหละคือรูป-นาม เพราะรูปนามคือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งยึดว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา แต่โดยสภาวธรรม (ความจริง) ก็คือ รูป ๑ นาม ๔ ไม่มีตัวมีตน ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เราต้องเรียนมาไม่น้อยกว่าจะมาถึงคำว่า รูป-นาม

เมื่อพระอาจารย์สั่งว่า ไปปฏิบัติได้ ไปทำความรู้สึกตัวให้ทั่วพร้อมต้องรู้ทันทีเลยว่า ไปทำความรู้สึกตัว ก็คือไปรู้สึกในรูป ในนาม ให้ทั่วพร้อม ก็คือ สติที่คอยตามอยู่เสมอ มีสติมา สัมปชัญโณ อาตาปี องค์คุณนี้อยู่กับรูปนามตลอดเวลา มาถึงตรงนี้เราก็จะเห็นความต่างกันเลยระหว่างผู้ที่เข้าใจวิปัสสนากับผู้ที่ไม่เข้าใจวิปัสสนา

นั่งก็รู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน ยืนก็รู้ว่ายืน แต่ก็คือฉัน นั่นคือวิปัสสนึก ไปนึกเอาในขณะนั้น ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะขณะยืนคือรูปยืน อาการที่ยืน คำทำความรู้สึกตัวให้ทั่วพร้อม “ตัว” ในที่นี้ก็คือ สิ่งที่ปรากฏชัด “ตัว” ในขณะนี้คือ “รูป” ต้องมีสติระลึกรู้ในรูป ถ้ามีความรู้สึกเมื่อยหลัง “ความรู้สึก” ก็คือ “ตัว” และตัวในที่นี้ก็คือ “นาม” ฉะนั้น ตัวอะไรเกิดขึ้น ตัวรูปหรือตัวนาม ไปทำความรู้สึกตัว คือรู้สึกในรูป หรือในนาม ให้ทั่วพร้อมด้วยสติมา สัมปชัญโณ อาตาปี

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.พ. 2556 , 13:20:30 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : )


  สลักธรรม 4





ชีวิตของเราดำเนินงานด้วย “ประธาน” คือ “จิต” คือตัวรู้ “อารมณ์” คือ “ตัวถูกรู้” ฉะนั้น ในโลกนี้จึงมีแต่ ตัวรู้และตัวถูกรู้ เท่านั้น คำถามที่ถามมาคือ ต้องมีทั้งรูปทั้งนามไหม? มี คือ จิตเป็นตัวรู้ อารมณ์เป็นตัวถูกรู้ เมื่อเราไปกำหนดรูปยืน รูปยืนที่กำหนดเป็นตัวถูกรู้ เป็นรูป และจิตเป็นตัวรู้เป็นนาม

ฉะนั้น เวลากำหนดก็ไม่ต้องไปหารูปนามอื่นอีกแล้ว เพราะมันเกิดพร้อมกัน จิตกับอารมณ์มันคู่กันเสมอ หน้าที่ของเราก็คือ กำหนดให้ถูกต้อง “ถูกต้อง” คือ ทำความรู้สึกตัวให้ทั่วพร้อมด้วยสติมา สัมปชาโณ อาตาปี ตลอดเวลา ถ้าเราเข้าใจ แล้วปฏิบัติ เมื่อกำหนดเป็นแล้วก็ทำต่อไปเถอะ แม้ผลยังไม่ปรากฏก็ตาม แล้วเวลาปฏิบัติอยู่แล้วฟุ้งถึงสังคหะ สัมปโยคะ และก็นึกถึงสังคหะได้ไม่ครบ เลยกลับมาดูรูปนั่งไม่ได้ นี่เป็นการเก็บรายละเอียดคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ไปคิด ไม่ควรทำ

จำไว้ว่า รูปอยู่ตรงไหนนามอยู่ตรงนั้น รูปกับนามแยกกันไม่ได้ ต้องไปด้วยกัน ไม่ต้องไปกลัวว่า นามมาทีหลังหรือรูปมาก่อน เพียงแต่ว่าขณะนี้ เราจะใช้อิริยาบถอย่างสังวร ตั้งใจดูรูป-นามในอิริยาบถตั้งเจตนาแรงๆ เช่น การนั่ง พอนั่งก็ทำความรู้สึกตัวในทั่วพร้อม ก็คืออาการที่ปรากฏ “นั่ง”

“ตัว” นี้คือ นั่ง

ที่รู้ว่านั่งคือ นาม

มีสติรู้สึกตัว คือ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ รู้สึกตัวคือ รูปนั่ง

และไม่ต้องไปบอกว่านามรู้

เพราะว่า ในโลกนี้ มีจิตเป็นตัวรู้ มีอารมณ์เป็นตัวถูกรู้ โลกนี้จึงมีแต่ตัวรู้และตัวถูกรู้

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.พ. 2556 , 13:20:45 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : )


  สลักธรรม 5





วันนี้ก็จะให้ทฤษฏีไป ๓ ข้อ เมื่อทำความดีแล้ว ผลยังไม่ปรากฏ พูดดีแล้วเขาก็ยังว่าเราอยู่ ทำอะไรในโลกนี้มันยังไม่ได้ดี ก็อย่าไปโทษว่าทำดีไม่ได้ดี อย่าเพิ่งเสียใจ แต่ควรมีหลัก ๓ ข้อ คือ

๑. ทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการ

๒.ทำเหตุแล้วแต่ความเพียรไม่พอ

๓.ทำเหตุแล้วความเพียรพอแล้วแต่ยังไม่ถึงเวลาให้ผล


เพราะหลักกรรมจะทำให้คลายจากความเศร้าหมอง ความผิดหวังได้ ยกตัวอย่าง เช่น ทำอะไรแล้วต้องได้อย่างนั้น ให้ของไม่ดี เราได้ของไม่ดี นั่นเป็นสิ่งแน่นอน แต่อย่าลืมว่านี่คือการพิสูจน์ที่เวลาปัจจุบัน เพราะยังมีความเร้นลับของอดีตกรรมด้วย หลักกรรม ๓ ข้อนี้จะทำให้เราสังวร ไม่ให้เสียใจ เพราะอดีตกรรมมีบทบาทต่อการสำเร็จหรือไม่สำเร็จในชีวิตเรา

ทุกวันนี้ก็พยายามเตือนให้ทุกคนไม่ต้องการทำอะไรเลย แต่ทำเหตุให้ถูกต้องอย่างเดียว ส่วนผลนั้นจะเกิดหรือไม่เกิดก็อย่างเพิ่งหวัง แต่เราต้องรู้จักคิดและต้องคิดให้เป็นด้วยว่า ทำเหตุให้ถูกต้อง ผลย่อมเกิดเอง แต่เมื่อเราทำอะไรแล้ว ยังไม่ได้ผล ก็ให้คิดถึงหลัก ๓ ข้อ ที่บอกไป คือ เราอาจทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการ หรือทำเหตุตรงแล้วแต่ความเพียรไม่พอ หรือทำเหตุแล้วมีความเพียรแล้วแต่ยังไม่ถึงเวลาให้ผล เราจึงพบแต่ความไม่สำเร็จ เมื่อเราเข้าใจเรื่องกรรมนี้ ก็จะแก้ความเศร้าหมองและความผิดหวังได้

ทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการ เช่น อยากรวย จึงซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ความอยากเป็นตัณหา การซื้อเป็นทำเหตุ ความรวยคือผลที่เราต้องการ นี่คือการทำเหตุที่ไม่ตรงกับผล เพราะคำว่า “รวย” นี้มาจากอำนาจทานมัย ผลของทานคือเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวง การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแม้ว่าจะซื้อมาเป็นปึกๆ เราก็ไม่รวย เพราะเราทำเหตุไม่ตรงกับผล คือต้องทำทานมัย บางคนทำงานได้เงินมากมาย แต่การทำงานนี้เป็นเพียงปัจจัย ส่วนเหตุคือทาน และก็มีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น ความขยันหมั่นเพียร แต่เราไปคิดว่าปัจจัยเหล่านี้คือเหตุ

แต่ถ้ามีเหตุในอดีตคือการทำทานเอาไว้ จะทำอะไรหรือจับอะไรก็มือขึ้นหมด เพราะเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง ฉะนั้น เมื่อทำความดีแล้วยังไม่สมความปรารถนา อย่าไปโทษว่าทำดีไม่ได้ดี กรรมไม่มีผล มีแน่ๆ แต่ผลที่ยังไม่เกิดเพราะทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการ และทำเหตุแล้วแต่ความเพียรไม่พอ

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.พ. 2556 , 13:20:59 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : )


  สลักธรรม 6





คำถาม ช่วงอารมณ์นิดหนึ่งในการปฏิบัติของเราจะมีอารมณ์นิพพานหรือไม่

คำตอบ ไม่มี ทำไมถึงตอบว่าไม่มี เพราะคำว่านิพพาน ก็คืออารมณ์ แต่เป็นอารมณ์ที่ปราศจากกิเลส ไม่มีกิเลสเข้ามาแต่มีปัญญาแทน เราก็ต้องมาเข้าใจก่อนว่า เราเกิดมานับอนันตชาติ ได้รับอารมณ์ต่างๆ มามายนับไม่ถ้วน นิพพานเป็นอารมณ์เกิดขึ้นได้ในชีวิตของสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด และผู้ที่จะมีสิทธิ์ได้นิพพานมี ๔ ครั้งเท่านั้นในชีวิตของการเวียนว่ายตายเกิด ฉะนั้น จะได้นิพพานบ่อยเกิน ๔ ครั้งได้อย่างไร

ทุกวันนี้เราต้องการ นิพพานัง ปรมัง สุขัง แล้วก็ทำวิปัสสนาทุกวันบางคนก็ทำ ๑๕ นาที หรือครึ่งชั่วโมง หรือมากที่สุดหนึ่งชั่วโมงต่อวัน แต่ในวันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เราทำความดีเพียง ๑ ชั่วโมง แต่ทำเรื่องไร้สาระ ๒๓ ชั่วโมงที่เป็นเรื่องของบาปแม้กระทั่งการนอนหลับที่เป็นไปด้วยอำนาจของโมหะ การกินอาหารอร่อยๆ เป็นโลภะ โทรศัพท์คุยกันว่ากัน เถียงกัน บอกเล่าความไม่สบายใจ เป็นโทสะ ฉะนั้น ชีวิตคนบาป ๒๓ ชั่วโมง แต่มีเพียง ๑ ชั่วโมง ที่ทำเหตุดี นี่คือทำเหตุแล้ว แต่ความเพียรไม่พอ ก็จะโทษว่าทำดีไม่ได้ดีได้ไหม? ไม่ได้ ต้องโทษว่าเราเพียรไม่พอ ทำเหตุไม่ตรงกับผลที่ต้องการ

และประการสำคัญคือ แม้จะทำเหตุแล้ว มีความเพียรพอ แต่ยังไม่ถึงเวลาให้ผล เราก็จะยังไม่ได้รับผล เราเรียนเรื่องกรรมแล้วว่ากรรมให้ผลตามกาล กรรมให้ผลตามหน้าที่ จึงไม่ต้องโทษอะไรเลยเมื่อเข้าใจเรื่องกรรม พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยสั่งสอนใครให้เลิกนอน และยังมีพระสูตรเล่าถึงผู้เพียรปฏิบัติทั้งคืนทั้งวันจนตาแตกก็ยังไม่สำเร็จ เพราะความสำเร็จไม่ได้อยู่ตรงที่ไม่นอน แต่อยู่ที่เหตุและปัจจัยที่พรั่งพร้อม ผลก็พรั่งพรู

แล้วก็ควรจะนำหลักคิดทั้งสามข้อนี้ไปติดไว้ตามมุมต่างๆที่เรานั่งหรือเดินผ่านไปมา เพื่อจะได้คลายความเศร้าหมองออกไป เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นปุ๊บก็หันไปมอง ๓ ข้อนี้ ตรวจสอบว่า เราทำเหตุไม่ตรงกับผล หรือว่าความเพียรยังไม่พอ หรือว่ายังไม่ถึงเวลา เราก็จะได้ไม่คอยคิดว่า เราทำเหตุดีแล้ว ตอนนี้ปฏิบัติอยู่ แต่เมื่อไหร่จะก้าวอย่างพระโสดาฯ เสียที

อีกข้อหนึ่งก็คือว่า เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้ว ท่านยกตัวอย่างว่า เวลาเราโกรธ เราด่าใคร เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าใช้คำไม่สุภาพ วาจาไม่เพราะ ได้ยินคนด่ากัน ก็ต้องรักษาตนให้พ้นกิเลส หาแต่สิ่งเป็นมงคล หลวงพ่อท่านฝากบอกว่า คืนนี้เป็นต้นไป ก่อนนอนให้สวดบทยันทุนฯ ทุกคน ลางร้ายต่างๆ โชคร้ายต่างๆ เสียงร้ายต่างๆ จงหมดไปด้วยพลานุภาพแห่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.พ. 2556 , 13:21:15 น.] ( IP = 182.52.202.32 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org