มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มลทินที่ไม่ควรข้อง









มลทินที่ไม่ควรข้อง
โดย หลวงพ่อเสือ


เราจะมาเรียนรู้เรื่องมลทินของชีวิต เพราะไม่มีใครชอบเป็นคนมีมลทิน แต่ถ้าเราไม่รู้จักมลทินดีแล้วเราก็จะมีมลทิน คนที่สร้างความชำนาญไว้ในสิ่งใด ความชำนาญนั้นก็เป็นสมบัติของตนเอง ที่ไม่มีใครมาจี้มาปล้นได้ด้วย

ถ้าชำนาญความชั่วไว้ก็ไม่มีใครมาแย่งความชั่วเราไปได้ และก็ไม่มีใครมอบความชั่วให้เรามาได้

ไม่มีพ่อแม่ผู้ใดสร้างใครชั่วขึ้นมา เพราะพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกของตนเองนั้นเป็นคนดี

แต่ที่มีความชั่วกันมาก็เพราะลักษณะพื้นเพจิตใจที่ต่างกัน เป็นเพราะความชำนาญในอดีตชาติต่างกัน ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว

แต่ละชีวิตๆ ที่เกิดมานั้นจะต้องเข้าใจชีวิตให้ดี จึงจะสามารถใช้ชีวิตให้คุ้มค่าได้ ชีวิตจะใช้คุ้มค่าก็ต่อเมื่อชีวิตนั้นเดินทางบนความสุจริตทั้งกาย วาจาและใจ พยายามหลีก ละ ลด และเลิกสิ่งที่ไร้สาระไร้แก่นสาร โดยเฉพาะชีวิตนั้นต้องการความเจริญด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ต้องการแปดเปื้อนด้วยราคีหรือมลทิน จึงจะต้องรู้คำว่ามลทินคืออะไร

คำว่ามลทินนั้นก็คือ “มละ” นั่นเอง พระพุทธองค์ตรัสว่ามลทิน มี ๙ ชนิด ทั้ง ๙ ชนิดนี้เป็นสิ่งที่ติดตามมาทำให้เกิดความชำนาญของจิตไปในทางชั่วจึงเรียกว่ามลทิน ร่างกายเราเปรอะเปื้อนและมีเหงื่อออกมากเมื่อเราขัดถูก็จะเป็นขี้ไคลออกมา แต่จิตใจนั้นเราไปขัดด้วยมือไม่ได้

กายเราก็เปื้อนได้ ใจเราก็เปื้อนได้ กายเปื้อนเราล้างออกได้ แต่ใจเปื้อนเราล้างออกยาก ถ้าไม่รู้จักอุบายของการล้างใจ หากเราไม่รู้จักละมลทินใจก็จะมีความหนาเหมือนเราไม่อาบน้ำ ร่างกายก็จะยิ่งพอกขี้ไคลมากขึ้น ขี้ไคลในใจนี้ไม่มีผงซักฟอกหรือสบู่ชนิดใดล้างออกได้ เราต้องเอาธรรมมาล้างชำระใจของเราเอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:36:10 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


มลทินที่พระพุทธองค์ตรัสสอนให้หลีก ลด ละ และเลิกให้ได้มี ๙ อย่าง คือ ความโกรธ การลบหลู่บุญคุณท่าน ความริษยา ความตระหนี่ มายา มักอวด พูดโกหก ความปรารถนาลามก และมิจฉาทิฏฐิ

๑.ความโกรธ คือความขุ่นแค้นและขัดเคืองเนื่องจากได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ ความไม่พอใจในอารมณ์นั้นทำให้เกิดความขุ่นแค้นและขัดเคืองในอารมณ์ที่เราได้รับ

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นจนยับยั้งไม่อยู่คือ ขาดสติ เป็นเหตุทำให้เกิดการพูดจากระด้างกระเดื่อง พูดจาหยาบคาย ก่อความวิวาท เกิดการทำร้ายจนถึงเกิดความพยาบาทก็ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความชั่วเป็นอกุศลทั้งสิ้น เพราะว่าเมื่อเกิดความโกรธขึ้นมาในจิตแล้ว สารพัดชั่วย่อมเกิดขึ้นมาได้

พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุนี้เอง ความโกรธจึงจัดว่าเป็นมลทินของชีวิต

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:36:42 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )


  สลักธรรม 2


๒. การลบหลู่บุญคุณท่าน หมายถึงความเป็นผู้ไม่รู้จักบุญคุณจัดเป็นคนอกตัญญูต่อผู้มีบุญคุณ และไม่คิดสนองคุณ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คิดสนองคุณทั้งๆที่มีโอกาสและมีความสามารถที่จะสนองบุญคุณได้ เช่นเราไปศึกษาเล่าเรียนกับใครคนหนึ่ง ผู้นั้นสอนให้เราเป็นคนดี พยายามจ้ำจี้จำไช แต่เรากระด้างกระเดื่องและทำสิ่งตรงกันข้ามกับที่ผู้นั้นสอน ก็คือการลบหลู่บุญคุณท่าน

เช่นเดียวกันเมื่อการลบหลู่บุญคุณท่านเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้เรานั้นเป็นคนใจดำจนถึงขนาดทรยศได้ในที่สุด เพราะไม่เห็นบุญคุณท่านเป็นที่ตั้งจึงทรยศได้ เช่นบุญคุณของบิดามารดามีกับบุตรล้นฟ้าคณานับ เลี้ยงดู ชุบเลี้ยงเรามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เหนื่อย อดตาหลับขับตานอน กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ยุงก็ไม่ให้กัด ไรก็ไม่ให้ตอม หิวก็ไม่ให้รอนาน คอยดูแลเฝ้าทะนุถนอมเรามา แต่การไม่รู้จักบุญคุณแม้แต่เรื่องน้อยๆ ก็อาจทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ จัดว่าเป็นคนใจดำ และสามารถทรยศได้ในที่สุด บางคนโกงเงินบิดามารดา เพราะความใจดำอันไม่เริ่มต้นเคารพและสักการะบูชาเป็นพื้นฐาน

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะเหตุปัจจัยที่ลบหลู่บุญคุณท่าน ไม่มีความกตัญญูกตเวทีนี้ จึงจัดเป็นมลทินในข้อที่สอง

๓. ความริษยา คือความที่มีจิตดิ้นรนทะเยอทะยาน เมื่อจิตดิ้นรนทะเยอทะยานแล้วก็เกิดความกระสับกระส่ายไม่เป็นสุขเมื่อเห็นผู้อื่นดีกว่าตน หรือเมื่อเห็นผู้อื่นนั้นมีความทัดเทียมกับตน ตนย่อมทนอยู่ไม่ได้ ดังสุภาษิตโบราณว่า “เมื่อเห็นเขาดีกว่าตัวหัวขนลุก” ความเป็นเช่นนี้จัดว่าเป็นความริษยา

ความริษยาเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วย่อมทำให้เกิดการประพฤติผิดได้ ที่ไปประพฤติผิดๆ ก็เพื่อตัดรอนความเจริญของเขาไม่ให้ดีเท่าเราและไม่ให้ทัดเทียมเรา บางครั้งถึงกับมีการล้างผลาญชีวิตกันก็มี เพราะความริษยา

พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุความริษยานี้จึงจัดว่าเป็นมลทินชนิดที่สาม

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:37:05 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )


  สลักธรรม 3


๔. ความตระหนี่ คือความเหนียวแน่นจนเกินควร แม้นว่าจำเป็นก็ไม่ยอมสละ หรือที่เรียกว่าขี้เหนียว มีตัวอย่างเช่นมีเงินมีทองมากมายแต่ไม่ยอมซื้อเสื้อใส่ มีลูกไปโรงเรียนพอลูกปิดเทอมก็เอาเสื้อนักเรียนของลูกมาใส่ไปทำงาน ใส่จนเสื้อฟิตเปรี๊ยะเลย บอกว่าไม่เป็นไรดีกว่าต้องไปเสียเงิน นี่เรียกว่าตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินควร ไม่ยอมสละ

เป็นผลทำให้เกิดความชำนาญและช่ำชองในการสร้างสมอุดมคติอันไร้สาระแก่นสาร เพราะคนที่มีความตระหนี่ถี่เหนียวก็เท่ากับมีความเห็นผิดเกิดขึ้นมาในใจแล้วว่าการมีอันนี้(แก้วแหวนเงินทอง)มากๆ ดี เรียกว่าอุดมคติอันผิดและไม่มีสาระแก่นสาร

เพราะว่าแก้วแหวนเงินทองเรือกนาไร่สวนที่เรามีอยู่เป็นสมบัติที่เรียกว่าดีแล้ว ทำให้ชีวิตเรานั้นพยุงชีวิตไปในการสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ชีวิตได้ หาอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคให้แก่ตัวเองได้โดยไม่ลำบาก เป็นปัจจัยทำให้เราเลี้ยงชีวิตพออยู่และอยู่ได้ด้วยความสะดวกและสบาย แต่เรากลับอุปทานคิดว่าเมื่อมีมากเราดี เรามีธนบัตรเป็นตั้งๆ เวลาเราหิวธนบัตรช่วยได้ไหม? ไม่ได้ เราต้องเอาธนบัตรไปแลกเปลี่ยนมาเป็นข้าว เห็นไหม? เรามองผิด

ฉะนั้น ความตระหนี่ถี่เหนียวแน่นจนเกินควร ทำให้เกิดความไม่ยอมเสียสละทั้งที่จำเป็นกับตนเองและผู้อื่น ทำให้เกิดความคิดและความหมายผิดไปในความอุปทานอันยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไร้สาระไร้แก่นสาร ปิดโอกาสความเจริญของจิตที่จะสร้างบุญออกไป

พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุฉะนี้ความตระหนี่จึงจัดว่าเป็นมลทิน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:37:23 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )


  สลักธรรม 4


๕. มายา ได้แก่อุบายที่ลวงให้ผู้อื่นหลงรัก หลงสงสาร หลงเข้าใจผิดในตนเพื่อเขาจะได้มาพะนอตน ปรนเปรอตน

มารยาถ้าเผื่อเปรียบอีกชนิดหนึ่งก็คือความเจ้าเล่ห์นั่นเอง เป็นเหตุให้ประพฤติแสดงผิดจากความเป็นจริง จัดว่าเป็นอกุศลชนิดหนึ่งในอกุศลกรรมบถ ๑๐

พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นความจริงจึงเรียกว่ามลทิน ฉะนั้นมารยาเจ้าเล่ห์จึงจัดว่าเป็นมลทิน

๖. มักอวด คือการคุยอวดอยากให้เขาเห็นว่าเรานั้นเด่น เห็นว่าเราวิเศษ ด้วยเจตนาที่จะยกตนเป็นที่ตั้ง ประกาศให้คนอื่นรู้ เพราะรอให้โลกเห็นเองไม่ทันใจ ผลงานไม่ทันใจ ความคิดที่ว่าคนเราทำอะไรผลงานปรากฏแล้วเขารู้เอง แต่ก็รู้สึกว่าช้าไม่ทันใจเลยประกาศเสียเอง เรียกว่ามักอวด

การมีความรู้สึกเช่นนี้เท่ากับเป็นการเพิ่มพูนมานะลำพองให้กับชีวิต มีความเห็นผิด ยึดมั่นผิด เป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ เป็นตัณหาชนิดหนึ่งเรียกว่าภวตัณหา พระพุทธองค์จึงตรัสว่าความโอ้อวดนั้นเป็นเหตุที่ให้เกิดความทุกข์ เพราะเราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าการที่เราคุยอวดไปนั้นเขาจะเห็นดีด้วยหรือเขาจะนึกตำหนิเรา ทำให้เรานั้นจิตใจฟุ้งซ่าน เรียกว่าทุกข์เกิดแล้ว

พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุฉะนี้จึงจัดว่าความมักอวดเป็นมลทิน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:37:45 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )


  สลักธรรม 5


๗. พูดโกหกหรือพูดปด เพราะการพูดโกหกหรือพูดปดมีหลักตัดสิน ๔ อย่างคือ เรื่องนั้นไม่จริง, คิดจะพูดให้ผิดไปจากความเป็นจริง, ได้พูดออกไป และคนฟังรู้ความ หากองค์ประกอบครบทั้งสี่อย่างนี้จัดว่าได้พูดมุสาวาทแล้ว ซึ่งเป็นมูลรากของความชั่วทั้งปวงได้

เช่นเราโกหกไปเรื่องหนึ่ง เมื่อมีคนอีกคนมาถาม เราก็ต้องโกหกซ้ำไปอีกเป็นครั้งที่สอง คนที่สามมาถามเราก็โกหกครั้งที่สาม เป็นความชั่วที่สามารถเพิ่มพูนได้โดยไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักหย่อน เป็นมูลรากของความชั่วทั้งปวงได้

พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการพูดจาไม่มีสัจจะคือการพูดเท็จพูดปดจัดว่าเป็นมลทินของชีวิต

๘.ความปรารถนาลามก ผู้ที่มีความปรารถนาลามกนั้นเป็นพวกที่จัดว่าเป็นบุคคลใฝ่ต่ำ ไม่รักงาม ไม่มีกียรติสำหรับตนเอง เกลือกกลั้วมัวมากับความอัปยศอดสู ทำให้เกิดความฉิบหายได้ทั่วๆไป ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสีย เสียทรัพย์ และพินาศในความศรัทธาของผู้อื่น ไม่มีผู้เลื่อมใส

ดังนั้น เพราะเหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่าความปรารถนาลามกเป็นมลทินสำหรับชีวิต

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:38:02 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )


  สลักธรรม 6


๙. มิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด ความเห็นนั้นผิดเป็นมูลรากของความชั่วร้ายที่สิงซ่อนอยู่ในใจของเรา ทำให้ไม่มีโอกาสรับรู้ความจริงให้กับชีวิต

เมื่อไม่มีโอกาสรับรู้ความจริงแล้วชีวิตจะมืดบอดอยู่ตลอดเวลา การสรรหา การดิ้นรน การดูแลนั้นก็เป็นเพียงแก้ไขไปด้วยกิเลสตัณหาอันเป็นมูลรากของความลุ่มหลงยึดมั่นถือมั่น ทำให้ชีวิตนั้นไม่หลุดพ้นไปจากความทุกข์ได้

ความเห็นผิดอันเกิดขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเป็นมลทิน

มลทินทั้ง ๙ นี้ จะเป็นเรื่องที่กำจัดได้ง่ายที่สุด คือก่อนที่จะพูดหรือก่อนที่จะทำอะไรลงไป คิดสักนิดหนึ่งว่า สิ่งที่เราจะทำนั้นเป็นมลทินหรือเปล่า

ขอให้ลูกศิษย์ทุกคนจงสามารถชนะใจตนเอง ขัดเกลามลทินออกจากจิตออกจากกายตนเองได้หมดจด และสามารถนำความไม่มีมลทินนี้แสวงหาโภคทรัพย์ต่างๆอันเป็นการเพิ่มพูนชีวิตไปในทางที่ดีและมีอริยทรัพย์มากพอที่จะเดินทางไกลไปสู่มรรคผลนิพพานได้ทุกคน




ขออนุโมทนากับพี่ดาผู้ถอดเทปและจัดพิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:38:23 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org