| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มลทินที่ไม่ควรข้อง
สลักธรรม 1
มลทินที่พระพุทธองค์ตรัสสอนให้หลีก ลด ละ และเลิกให้ได้มี ๙ อย่าง คือ ความโกรธ การลบหลู่บุญคุณท่าน ความริษยา ความตระหนี่ มายา มักอวด พูดโกหก ความปรารถนาลามก และมิจฉาทิฏฐิ
๑.ความโกรธ คือความขุ่นแค้นและขัดเคืองเนื่องจากได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ ความไม่พอใจในอารมณ์นั้นทำให้เกิดความขุ่นแค้นและขัดเคืองในอารมณ์ที่เราได้รับ
เมื่อความโกรธเกิดขึ้นจนยับยั้งไม่อยู่คือ ขาดสติ เป็นเหตุทำให้เกิดการพูดจากระด้างกระเดื่อง พูดจาหยาบคาย ก่อความวิวาท เกิดการทำร้ายจนถึงเกิดความพยาบาทก็ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความชั่วเป็นอกุศลทั้งสิ้น เพราะว่าเมื่อเกิดความโกรธขึ้นมาในจิตแล้ว สารพัดชั่วย่อมเกิดขึ้นมาได้
พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุนี้เอง ความโกรธจึงจัดว่าเป็นมลทินของชีวิต
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:36:42 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )
สลักธรรม 2
๒. การลบหลู่บุญคุณท่าน หมายถึงความเป็นผู้ไม่รู้จักบุญคุณจัดเป็นคนอกตัญญูต่อผู้มีบุญคุณ และไม่คิดสนองคุณ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คิดสนองคุณทั้งๆที่มีโอกาสและมีความสามารถที่จะสนองบุญคุณได้ เช่นเราไปศึกษาเล่าเรียนกับใครคนหนึ่ง ผู้นั้นสอนให้เราเป็นคนดี พยายามจ้ำจี้จำไช แต่เรากระด้างกระเดื่องและทำสิ่งตรงกันข้ามกับที่ผู้นั้นสอน ก็คือการลบหลู่บุญคุณท่าน
เช่นเดียวกันเมื่อการลบหลู่บุญคุณท่านเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้เรานั้นเป็นคนใจดำจนถึงขนาดทรยศได้ในที่สุด เพราะไม่เห็นบุญคุณท่านเป็นที่ตั้งจึงทรยศได้ เช่นบุญคุณของบิดามารดามีกับบุตรล้นฟ้าคณานับ เลี้ยงดู ชุบเลี้ยงเรามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เหนื่อย อดตาหลับขับตานอน กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ยุงก็ไม่ให้กัด ไรก็ไม่ให้ตอม หิวก็ไม่ให้รอนาน คอยดูแลเฝ้าทะนุถนอมเรามา แต่การไม่รู้จักบุญคุณแม้แต่เรื่องน้อยๆ ก็อาจทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ จัดว่าเป็นคนใจดำ และสามารถทรยศได้ในที่สุด บางคนโกงเงินบิดามารดา เพราะความใจดำอันไม่เริ่มต้นเคารพและสักการะบูชาเป็นพื้นฐาน
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะเหตุปัจจัยที่ลบหลู่บุญคุณท่าน ไม่มีความกตัญญูกตเวทีนี้ จึงจัดเป็นมลทินในข้อที่สอง
๓. ความริษยา คือความที่มีจิตดิ้นรนทะเยอทะยาน เมื่อจิตดิ้นรนทะเยอทะยานแล้วก็เกิดความกระสับกระส่ายไม่เป็นสุขเมื่อเห็นผู้อื่นดีกว่าตน หรือเมื่อเห็นผู้อื่นนั้นมีความทัดเทียมกับตน ตนย่อมทนอยู่ไม่ได้ ดังสุภาษิตโบราณว่า เมื่อเห็นเขาดีกว่าตัวหัวขนลุก ความเป็นเช่นนี้จัดว่าเป็นความริษยา
ความริษยาเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วย่อมทำให้เกิดการประพฤติผิดได้ ที่ไปประพฤติผิดๆ ก็เพื่อตัดรอนความเจริญของเขาไม่ให้ดีเท่าเราและไม่ให้ทัดเทียมเรา บางครั้งถึงกับมีการล้างผลาญชีวิตกันก็มี เพราะความริษยา
พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุความริษยานี้จึงจัดว่าเป็นมลทินชนิดที่สาม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:37:05 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )
สลักธรรม 3
๔. ความตระหนี่ คือความเหนียวแน่นจนเกินควร แม้นว่าจำเป็นก็ไม่ยอมสละ หรือที่เรียกว่าขี้เหนียว มีตัวอย่างเช่นมีเงินมีทองมากมายแต่ไม่ยอมซื้อเสื้อใส่ มีลูกไปโรงเรียนพอลูกปิดเทอมก็เอาเสื้อนักเรียนของลูกมาใส่ไปทำงาน ใส่จนเสื้อฟิตเปรี๊ยะเลย บอกว่าไม่เป็นไรดีกว่าต้องไปเสียเงิน นี่เรียกว่าตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินควร ไม่ยอมสละ
เป็นผลทำให้เกิดความชำนาญและช่ำชองในการสร้างสมอุดมคติอันไร้สาระแก่นสาร เพราะคนที่มีความตระหนี่ถี่เหนียวก็เท่ากับมีความเห็นผิดเกิดขึ้นมาในใจแล้วว่าการมีอันนี้(แก้วแหวนเงินทอง)มากๆ ดี เรียกว่าอุดมคติอันผิดและไม่มีสาระแก่นสาร
เพราะว่าแก้วแหวนเงินทองเรือกนาไร่สวนที่เรามีอยู่เป็นสมบัติที่เรียกว่าดีแล้ว ทำให้ชีวิตเรานั้นพยุงชีวิตไปในการสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ชีวิตได้ หาอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคให้แก่ตัวเองได้โดยไม่ลำบาก เป็นปัจจัยทำให้เราเลี้ยงชีวิตพออยู่และอยู่ได้ด้วยความสะดวกและสบาย แต่เรากลับอุปทานคิดว่าเมื่อมีมากเราดี เรามีธนบัตรเป็นตั้งๆ เวลาเราหิวธนบัตรช่วยได้ไหม? ไม่ได้ เราต้องเอาธนบัตรไปแลกเปลี่ยนมาเป็นข้าว เห็นไหม? เรามองผิด
ฉะนั้น ความตระหนี่ถี่เหนียวแน่นจนเกินควร ทำให้เกิดความไม่ยอมเสียสละทั้งที่จำเป็นกับตนเองและผู้อื่น ทำให้เกิดความคิดและความหมายผิดไปในความอุปทานอันยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไร้สาระไร้แก่นสาร ปิดโอกาสความเจริญของจิตที่จะสร้างบุญออกไป
พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุฉะนี้ความตระหนี่จึงจัดว่าเป็นมลทิน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:37:23 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )
สลักธรรม 4
๕. มายา ได้แก่อุบายที่ลวงให้ผู้อื่นหลงรัก หลงสงสาร หลงเข้าใจผิดในตนเพื่อเขาจะได้มาพะนอตน ปรนเปรอตน
มารยาถ้าเผื่อเปรียบอีกชนิดหนึ่งก็คือความเจ้าเล่ห์นั่นเอง เป็นเหตุให้ประพฤติแสดงผิดจากความเป็นจริง จัดว่าเป็นอกุศลชนิดหนึ่งในอกุศลกรรมบถ ๑๐
พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นความจริงจึงเรียกว่ามลทิน ฉะนั้นมารยาเจ้าเล่ห์จึงจัดว่าเป็นมลทิน
๖. มักอวด คือการคุยอวดอยากให้เขาเห็นว่าเรานั้นเด่น เห็นว่าเราวิเศษ ด้วยเจตนาที่จะยกตนเป็นที่ตั้ง ประกาศให้คนอื่นรู้ เพราะรอให้โลกเห็นเองไม่ทันใจ ผลงานไม่ทันใจ ความคิดที่ว่าคนเราทำอะไรผลงานปรากฏแล้วเขารู้เอง แต่ก็รู้สึกว่าช้าไม่ทันใจเลยประกาศเสียเอง เรียกว่ามักอวด
การมีความรู้สึกเช่นนี้เท่ากับเป็นการเพิ่มพูนมานะลำพองให้กับชีวิต มีความเห็นผิด ยึดมั่นผิด เป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ เป็นตัณหาชนิดหนึ่งเรียกว่าภวตัณหา พระพุทธองค์จึงตรัสว่าความโอ้อวดนั้นเป็นเหตุที่ให้เกิดความทุกข์ เพราะเราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าการที่เราคุยอวดไปนั้นเขาจะเห็นดีด้วยหรือเขาจะนึกตำหนิเรา ทำให้เรานั้นจิตใจฟุ้งซ่าน เรียกว่าทุกข์เกิดแล้ว
พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะเหตุฉะนี้จึงจัดว่าความมักอวดเป็นมลทิน
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:37:45 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )
สลักธรรม 5
๗. พูดโกหกหรือพูดปด เพราะการพูดโกหกหรือพูดปดมีหลักตัดสิน ๔ อย่างคือ เรื่องนั้นไม่จริง, คิดจะพูดให้ผิดไปจากความเป็นจริง, ได้พูดออกไป และคนฟังรู้ความ หากองค์ประกอบครบทั้งสี่อย่างนี้จัดว่าได้พูดมุสาวาทแล้ว ซึ่งเป็นมูลรากของความชั่วทั้งปวงได้
เช่นเราโกหกไปเรื่องหนึ่ง เมื่อมีคนอีกคนมาถาม เราก็ต้องโกหกซ้ำไปอีกเป็นครั้งที่สอง คนที่สามมาถามเราก็โกหกครั้งที่สาม เป็นความชั่วที่สามารถเพิ่มพูนได้โดยไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักหย่อน เป็นมูลรากของความชั่วทั้งปวงได้
พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการพูดจาไม่มีสัจจะคือการพูดเท็จพูดปดจัดว่าเป็นมลทินของชีวิต
๘.ความปรารถนาลามก ผู้ที่มีความปรารถนาลามกนั้นเป็นพวกที่จัดว่าเป็นบุคคลใฝ่ต่ำ ไม่รักงาม ไม่มีกียรติสำหรับตนเอง เกลือกกลั้วมัวมากับความอัปยศอดสู ทำให้เกิดความฉิบหายได้ทั่วๆไป ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสีย เสียทรัพย์ และพินาศในความศรัทธาของผู้อื่น ไม่มีผู้เลื่อมใส
ดังนั้น เพราะเหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่าความปรารถนาลามกเป็นมลทินสำหรับชีวิต
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:38:02 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )
สลักธรรม 6
๙. มิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด ความเห็นนั้นผิดเป็นมูลรากของความชั่วร้ายที่สิงซ่อนอยู่ในใจของเรา ทำให้ไม่มีโอกาสรับรู้ความจริงให้กับชีวิต
เมื่อไม่มีโอกาสรับรู้ความจริงแล้วชีวิตจะมืดบอดอยู่ตลอดเวลา การสรรหา การดิ้นรน การดูแลนั้นก็เป็นเพียงแก้ไขไปด้วยกิเลสตัณหาอันเป็นมูลรากของความลุ่มหลงยึดมั่นถือมั่น ทำให้ชีวิตนั้นไม่หลุดพ้นไปจากความทุกข์ได้
ความเห็นผิดอันเกิดขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเป็นมลทิน
มลทินทั้ง ๙ นี้ จะเป็นเรื่องที่กำจัดได้ง่ายที่สุด คือก่อนที่จะพูดหรือก่อนที่จะทำอะไรลงไป คิดสักนิดหนึ่งว่า สิ่งที่เราจะทำนั้นเป็นมลทินหรือเปล่า
ขอให้ลูกศิษย์ทุกคนจงสามารถชนะใจตนเอง ขัดเกลามลทินออกจากจิตออกจากกายตนเองได้หมดจด และสามารถนำความไม่มีมลทินนี้แสวงหาโภคทรัพย์ต่างๆอันเป็นการเพิ่มพูนชีวิตไปในทางที่ดีและมีอริยทรัพย์มากพอที่จะเดินทางไกลไปสู่มรรคผลนิพพานได้ทุกคน
![]()
ขออนุโมทนากับพี่ดาผู้ถอดเทปและจัดพิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 ก.พ. 2556 , 15:38:23 น.] ( IP = 125.27.161.175 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |