| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เกิดมาเป็นมนุษย์..เป็นบุญแล้ว ๒.
สลักธรรม 1
เมื่ออุบาสกนั้นเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ ประกันโภคสมบัติและชีวิตของตน ว่าจะไม่เป็นอันตรายใน ๗ วัน จึงได้ยินยอมให้พระนางสุปปวาสาถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกก่อน ตนจะถวายภายหลัง
ทั้งนี้เพราะมั่นใจว่าศรัทธาของตนที่มีต่อพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก จะไม่หวั่นไหว เปลี่ยนแปลงเป็นอื่น
สรุปว่าไม่มีใครอาจประกันจิตที่เป็นกุศลของใครได้ว่า จะไม่เปลี่ยนเป็นอื่น เพราะจิตนั้นเกิดดับ รวดเร็ว กลับกลอกรักษาได้ยาก
แต่ผู้ที่สามารถผึกจิตที่กลับกลอกรักษาได้ยากให้อยู่ในอำนาจได้คือให้..ตั้งอยู่ในกุศลได้แล้วเป็นความดี เพราะจิตที่บุคคลฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้
แต่จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด คือตั้งไว้ในบาปอกุศล มีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมนำความทุกข์และความพินาศมาให้ แม้คนที่มีเวรต่อกัน ก็ยังนำความทุกข์และความพินาศมาให้น้อยกว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด
มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า..จิตของมนุษย์เมื่อเริ่มเกิด คือถือกำเนิดในครรภ์มารดานั้นบริสุทธิ์ไม่มีความต้องการใดๆ แต่เมื่อโตขึ้นจิตก็เศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสมีโลภะเป็นต้น จรมารบกวนทำให้ต้องการสิ่งโน้นสิ่งนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
จริงอยู่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า.. จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา
คำว่า จิตปภัสสร ที่แปลกันว่า จิตผุดผ่องนี้ก็มีความหมายเพียงผุดผ่องเท่านั้นมิได้หมายไกลไปถึงว่าบริสุทธิ์ เพราะจิตบริสุทธิ์นั้นหมายถึงจิตที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
แต่จิตผุดผ่องมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีกิเลสอย่างละเอียดคืออนุสัยกิเลสตามนอนอยู่ด้วยโดย พี่ดอกแก้ว [1 มี.ค. 2556 , 09:53:28 น.] ( IP = 58.9.249.3 : : )
สลักธรรม 2เหตุที่ยังละไม่ได้
ก็เพราะ..อนุสัยกิเลสนี้ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง หากเชื้อคืออนุสัยกิเลสยังนอนสงบนิ่งอยู่ตราบใด จิตนี้ผุดผ่องอยู่ตราบนั้น
จิตผุดผ่องนี้คือภวังคจิต ที่ทำหน้าที่รักษาภพชาติ คือความเป็นมนุษย์เอาไว้เป็นจิตที่รับอารมณ์ที่ได้รับมาจากภพเก่าคือชาติก่อน ยังมิได้ขึ้นสู่วิถี ทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง และรู้ธัมมารมณ์
ต่อเมื่อใดอารมณ์ใหม่มาปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อนั้นจิตก็ขึ้นวิถีทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง และรู้ธัมมารมณ์
หากไม่สำรวมจิตให้ดี คือขาดสติ หลงใหลไปในอารมณ์เหล่านั้น
อุปกิเลสก็จะจรเข้ามา ทำให้จิตเศร้าหมองทันที ด้วยเหตุนี้ ภวังคจิตจึงไม่ผิดกับน้ำที่มองดูใส แต่มีตะกอนนอนอยู่ข้างล่าง เมื่อมีอะไรมากวน น้ำนั้นก็ขุ่นทันที
น้ำที่มีตะกอนนอนอยู่ข้างล่าง มองดูใสสะอาดฉันใด ภวังคจิตที่มีอนุสัยนอนสงบอยู่ก็ดูผุดผ่องฉันนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ จิตของทารกแรกเกิดจึงมิได้บริสุทธิ์ เพราะถ้าจิตของทารกบริสุทธิ์แล้ว ทารกนั้นก็ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงเป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่เกิด
แต่พระอรหันต์นั้นเมื่อปรินิพพานแล้ว ท่านไม่เกิดอีก เพราะท่านดับอนุสัยกิเลสอันเป็นเชื้อที่จะทำให้เกิดได้หมดแล้วโดย พี่ดอกแก้ว [1 มี.ค. 2556 , 09:57:59 น.] ( IP = 58.9.249.3 : : )
สลักธรรม 3
ในทางพระพุทธศาสนานั้นแสดงว่าผู้ที่มาเกิด ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด ผู้นั้นคือผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส จิตยังไม่บริสุทธิ์ เพราะถ้าจิตบริสุทธิ์หมดกิเลสแล้วจะมาเกิดอีกไม่ได้ นอกจากนั้นยังแสดงว่า ผู้ที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่เป็นครั้งแรกต่อภวังคจิต คือโลภะจิตที่ประกอบด้วยความยินดีในภพที่ตนเกิด ต่อแต่นั้นจิตอื่นมีกุศลเป็นต้นจึงจะเกิดได้ ทั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่พระอนาคามีผู้เกิดในพรหมโลก
การร้องไห้ของทารกที่คลอดจากครรภ์มารดาก็ดี ร้องไห้เพราะต้องการนมก็ดี ล้วนแต่แสดงว่าทารกนั้นมีกิเลสทั้งสิ้น จริงอยู่ เด็กไม่อาจแสดงออกซึ่งกิเลสหยาบมีการตีการด่า เป็นต้นได้ แต่เด็กก็แสดงออกซึ่งกิเลสที่มีอยู่ในใจให้ผู้อื่นรู้ว่า เขาชอบใจ ไม่ชอบใจ อยากได้ ไม่อยากได้ เป็นต้น
กิเลสที่มีอยู่ในใจนั้นมาจากไหน ถ้าหากว่าไม่มีเชื้อ คืออนุสัย ตามนอนอยู่ใน สันดาน คือความสืบต่อของจิตแล้ว
กิเลสอย่างกลางที่คอยกลุ้มรุมจิตใจให้เร่าร้อน และกิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกายทางวาจา มีการตีการด่าเป็นต้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่เพราะมีอนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดเป็นเชื้ออยู่ กิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบจึงเกิดได้
ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจที่ว่า จิตของมนุษย์แรกเกิดบริสุทธิ์จึงไม่ถูกต้องเพราะเมื่อเรายังละเชื้อ..คืออนุสัยยังไม่ได้ตราบใด อนุสัยนั้นก็ติดตามเราไปทุกชาติตราบนั้น
ทำให้เกิดในภพใหม่อยู่ร่ำไป ทั้งยังทำให้จิตใจของเราผู้เกิดแล้ว ต้องเศร้าหมอง ด้วยความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้างโดย พี่ดอกแก้ว [1 มี.ค. 2556 , 09:59:45 น.] ( IP = 58.9.249.3 : : )
สลักธรรม 4พระพุทธองค์ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจประเสริฐที่สุด
สำเร็จแล้วแต่ใจ(คือจิต)
ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว
กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม
ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น
เพราะทุจริต ๓ อย่าง
เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคตัวลากเกวียนไปฉะนั้น
เพราะฉะนั้นจึงควรติดตามดูจิต
เพื่อมิให้ตกไปในอกุศล
ด้วยการกำหนดรู้สภาพของจิต
ที่เกิดขึ้นทุกขณะ
เพียงเท่านี้ก็จะเห็นได้ว่าการเกิดเป็นมนุษย์แล้วดำรงชีวิตให้ถูกทาง คือให้อยู่ในบุญกุศลนั้นแสนยาก
เพราะต้องคอยประคับประคองจิตไม่ให้ตกไปในบาปอกุศล หากใจเป็นบาปอกุศลแล้ว โอกาสที่ความชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ คืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ อันมิใช่ธรรมของมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย
การรักษาใจเพียงอย่างเดียวนั้น ชื่อว่ารักษากายและวาจาด้วย
ท่านจะเห็นได้ว่า ชีวิตนี้เป็นของน่ากลัว แก้ไขและรักษายากยิ่ง เพราะชีวิตนั้น ไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ขอเพียงแต่พยายามใช้ชีวิตไปในทางดีทุกวันเวลา เว้นจากความชั่ว มีสติระวังใจเสมอนะคะ
เพราะถ้าเราไม่อดทนขยันทำความดีให้คุ้นเคยแล้ว..หลักประกันชีวิตที่ไม่แน่นอน คือความมีศรัทธาไม่มั่นคงนี้แหละ จะพาชีวิตเราท่านลอยล่องไปตามวิถีกรรม ในความทุกข์อย่างแสนสาหัส
ด้วยความปรารถนาดีคะ
พี่ดอกแก้ว.
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [1 มี.ค. 2556 , 10:02:31 น.] ( IP = 58.9.249.3 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |