| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ตายไปแล้วจะสื่อสารกันอย่างไร?
สลักธรรม 1
คำถาม เมื่อมีหลายภาษาเช่นนี้ มนุษย์ตายไปแล้วจะสื่อสารกันอย่างไร?
คำตอบ ถามมาว่าเมื่อตายแล้วจะสื่อสารกันอย่างไร ก็ต้องถามย้อนไปว่า ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรล่ะ? เพราะถนนชีวิตก็มี ๗ สาย ถ้าตายแล้วไปเกิดในถนนสายที่ ๑ เป็นสัตว์นรก ถึงเราจะสันทัดเก่งกาจในภาษาบาลีขนาดไหน แต่ถ้าพลาดถลำไปเป็นเปรต เก่งอย่างนั้นก็ใช้ภาษาบาลีไม่ได้ หรือตายแล้วเกิดในถนนสายที่ ๒ เป็นเปรตอสุรกาย หรือถนนสายที่ ๓ เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็หมดสิทธิ์เช่นกัน
ส่วนถนนสาย ๔ มาเกิดเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ประเทศใดล่ะ ถ้าเผื่อมีความศรัทธามั่นคง มีใจยินดี มีความน้อมนำที่จะสร้างปกตูปนิสสยปัจจัยในการ ศึกษาเล่าเรียน ต่อให้เราไปเกิดที่เยอรมันพระอาจารย์ชาท่านก็ยังไปที่เยอรมัน แล้วสอนคนเยอรมันให้รู้ความได้ ถ้าเราไปเกิดที่อังกฤษท่านพระสุเมโธ ก็สามารถสร้างวัดอมราวดีให้เป็นสถานที่ให้ความรู้ได้ และพระภิกษุกับแม่ชีที่นั่นเคร่งมาก พระสงฆ์ที่วัดอมราวดีมีสมณรูปงามมาก ทั้งพระไทยและพระท่านสุเมโธสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษโดยอาศัยแม่แบบคือหลักพระธรรมในการสอน
ฉะนั้น เพียงขอให้มีความศรัทธา ขอให้มีความยินดีตั้งเจตนาไว้ว่า อย่าห่างไกลรัศมีพระธรรม จะไปเกิดตรงไหนก็แล้วแต่ ขอให้เกิดภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา เรื่องของภาษาก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราจะขวนขวายเอง เพียงขอให้เรามีความยินดีเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า แต่ละคนมีความสันทัดต่างกัน ก็เพราะเราสร้างนิสัยมาต่างกัน อาจารย์บุญมีพูดบ่อยเลยว่า พ่อแม่ไม่ได้สอนเลยว่าเติบโตมา ให้ลูกเป็นช่างเขียน บางคนก็ชอบร้องเพลง บางคนก็ชอบเป็นครูตั้งแต่เด็กแล้ว เดินถือไม้เรียวตี พับตุ๊กตาผ้าเช็ดหน้าจับมานั่งเป็นนักเรียน
อาชีพเป็นครูหรืออาชีพต่างๆ นี้ ใครให้มา? ความสันทัดให้มา ฉะนั้น สร้างความสันทัดเอาไว้ ไม่ต้องไปกลัวเรื่องภาษา
โดย น้องกิ๊ฟ [5 มี.ค. 2556 , 11:51:53 น.] ( IP = 125.27.179.146 : : 10.0.7.144 )
สลักธรรม 2
ถ้าตายแล้วไปเกิดในถนนสายที่ ๕ เป็นเทวดา อันนี้ก็ดีหน่อยเพราะเทวดาใช้ภาษาใจ นึกอะไรก็รู้เลย มีความง่ายและสะดวก จะนึกบาลีมาก็รู้ จะอังกฤษมาก็รู้ ยิ่งเป็นผู้ที่มีฌานก็จะยิ่งสารพัดรู้ ฉะนั้น เพียงแค่สร้างความยินดี ศรัทธา และอธิษฐาน จะเกิดที่ไหนไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจพระธรรม นี่คือคำตอบ
เมื่อเราได้รับรู้ว่าผู้ที่ได้เข้ามาศึกษาพระอภิธรรมแล้วรู้สึกตนว่ามีความสุขและมีความโชคดีที่ได้มาที่นี่ ก็ขอให้อธิษฐานด้วยว่า ขอให้มั่นคงเช่นนี้ตลอดไป เพราะน้อยคนที่จะมามูลนิธิแล้วพูดว่า ตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีหลายๆ ชีวิตที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ถึงเรียนจบแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทั้งที่ชีวิตน่าจะดีขึ้น เพราะพระอภิธรรมสอนโดยตรงเลยว่า อะไรคือบาป อะไรคือบุญ อะไรควรทำอะไรควรละ แต่ก็ไม่มีใครช่วยเราได้ หากเราไม่ช่วยตัวเอง นี่คือสิ่งที่จะต้องระลึกอยู่เสมอ และอีกอย่างหนึ่ง จะบอกว่าไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่ยินยอม ฉะนั้น ทุกอย่างเป็นที่เรา การที่เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางดี โดยมีเหตุของศรัทธาเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เรา เดินไปข้างหน้า ก้าวไปในความรุ่งโรจน์ และรุ่งเรืองในเส้นทางธรรมได้
จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน คือที่รับอารมณ์ การที่เรารับอารมณ์มาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเริ่มจำความได้ อารมณ์ที่รับมานี้เป็นเหมือนแกงจับฉ่าย คือมันผสมกันหมดแล้ว รสชาติดีเชียว มันผสมกลมกล่อมมาหมดแล้ว ถามว่าที่อร่อยนี่เพราะหัวไชเท้าใช่ไหม? จะตอบว่าใช่ก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้ จะบอกว่าคะน้า หรือคื่นฉ่าย ทำให้รส กลิ่น อร่อยใช่ไหม? ก็จะบอกว่าใช่ก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้ ถามว่าอะไรอร่อย ทุกอย่างรวมกันแล้วทำให้อร่อย เช่นเดียวกัน อารมณ์ที่เราประสบมานี่มันกลมกล่อม ที่เราเห็นมันสุข ที่เราดูละคร หรือเราดูหนังละคร ทุกอย่างมันจัดฉากมาแล้ว ว่ากระบวนการ ต้องเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้
ฉะนั้น เวลาเราเสพอารมณ์เข้าไป เราไม่รู้หรอกว่า ชิ้นส่วนที่แท้จริง มันเป็นอย่างไร เรื่องราวนั้นมันเกิดขึ้นจาก เหตุปัจจัยอะไรบ้าง หรือเรียกว่าเราไม่สามารถมอง เข้าทะลุไปเห็นแบบวิภัชวาท คือมองแยกประเด็น ฉะนั้น การที่เรามาเรียนพระอภิธรรม เรามาเรียนแบบแยกส่วนออกมาว่า ในโครงสร้างร่างกายของเรา มีจิตมีเจตสิก มีรูป ทำงานกัน การเห็นของเราก็คือ มีจักขุวิญญาณดี มีจักขุปสาทดี มีจักขุวิญญาณ แล้วก็มีรูปารมณ์ แล้วก็มีอโลกะคือแสงสว่าง ที่ผสมผสานกันแล้วจึงเกิดการเห็นได้
โดย น้องกิ๊ฟ [5 มี.ค. 2556 , 11:52:11 น.] ( IP = 125.27.179.146 : : 10.0.7.144 )
สลักธรรม 3
และการเห็นของเรานี่มีความกลมกล่อมจากเหตุอดีตด้วย มีวิบากดี วิบากไม่ดี ฉะนั้น เรามาเรียนแยกให้เห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น มันไม่ได้มีเหตุเดียวปัจจัยเดียว แต่มีทั้งเหตุมีทั้งปัจจัยหลานประการที่มาทำให้เราได้เห็นต่างๆ ได้ยินต่างๆ รู้กลิ่นต่างๆ ในเรื่องราวที่เป็นไปต่างๆ กัน
สิ่งเหล่านี้การที่เรามาศึกษา แล้วเราสามารถน้อมใจของเรา เรียกว่า ระลึกบ่อยๆ ในอรรถและพยัญชนะที่เราเรียนว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นมาประกอบด้วยอะไร สิ่งนี้เกิดขึ้นมันมีเหตุปัจจัยอะไร ทำให้เรารอการตัดสินลงมา ว่าดีและไม่ดี ในวงเล็บ(ตอนปฏิบัติ) ห้ามไปคิด
ในวันๆ หนึ่ง เราสามารถคิดได้ พิจารณาได้ ทบทวนได้ ตัดสินได้ ในหลัก พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วตัดสินก่อนจะทำอะไร จะทำให้เราชะลอหรือเรียกว่าพุทธวิธีแห่งความเนิบช้าของหลวงพ่อนี่เอง ซึ่งจะทำให้เราตัดสินหรือมองอะไรได้ชัดขึ้น การเห็นชัดขึ้นในที่นี้ก็คือ เห็นด้วยธรรมะ ไม่ใช่แว่นขยาย แต่ใช้แว่นธรรม
เรื่องราวต่างๆ ที่เราศึกษามา เราก็เอาไปพิสูจน์ แล้วเราก็เพียรพยายาม ใช้ชีวิตเดินหน้าไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต มีความผิดหรืออะไรก็แก้ไข ทำใจให้มีกุศล แล้วมองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
ขออนุโมทนา ขอความสุขความเจริญความมีสติความมีปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ทุกท่าน ขออายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ สติ ปัญญา จงเป็นที่มาสู่ชีวิตของท่านตลอดไป อนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [5 มี.ค. 2556 , 11:52:30 น.] ( IP = 125.27.179.146 : : 10.0.7.144 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |