มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตะรางชีวิต









ตะรางชีวิต
โดย หลวงพ่อเสือ


เวลาจะมีค่า เวลานั้นย่อมต้องประกอบด้วยปัญญา เพราะวัน-เดือน-ปีเปลี่ยนไปเป็นของธรรมดา เดี๋ยวก็วันหนึ่ง เดี๋ยวก็เดือนหนึ่ง เดี๋ยวก็ปีหนึ่ง ชีวิตของแต่ละบุคคลรุกคืบหน้าไปสู่ความตาย

ความตายเป็นสามัญลักษณะที่ทุกคนจะต้องเจอเหมือนกันหมด จะเร็ว จะช้า จะก่อน จะหลัง ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเจออย่างแน่นอน เพราะว่าไม่มีใครเกิดมาโดยไม่ตาย และชีวิตภายหลังความตายทุกคนก็จะต้องเกิด แต่เกิดต่างกันด้วยอำนาจกรรมที่ผลักดันต่างกัน เป็นวิสามัญลักษณะ คือมีความแตกต่างเฉพาะออกไป ไม่เหมือนกันเพราะสัตว์ที่มีชีวิตจะเกิดได้ใน แหล่งกำเนิด ๔ คือ ๑. เกิดในครรภ์มารดา ๒. เกิดในฟองไข่ ๓. เกิดในของโสโครก ๔. ตายแล้วเกิดเติบโตทันทีโดยไม่ต้องอาศัยแหล่งในทั้งสามคือโอปปาติกะ คือพวกผีเปรต อสุรกาย เทวดา พรหม อรูปพรหม

ในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ นี้ เป็นที่เกิดของสัตว์ที่มีชีวิต และเมื่อเกิดมาแล้ว ไม่มีใครจะไม่ตายได้ ความตายนั้นจึงเป็นการจบเกมส์ชีวิตที่เกิดมาในภพหนึ่งชาติหนึ่งเพียงชั่วคราว ทุกคนเกิดมาเพียงชั่วคราวก็ตายแล้ว ก็เปรียบเหมือนผู้ถือวีซ่าชั่วพริบตา วีซ่าก็หมดอายุ ก็ต้องออกนอกประเทศ ออกนอกภูมินี้ไปด้วยอำนาจกรรม ภายใต้สังสารวัฏฏ์ สังสารวัฏฏ์คืออะไร?

สังสารวัฏฏ์ คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่เราจะต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตายอยู่ร่ำไป โดยไม่มีทางรู้ว่าสัตว์มีชีวิตจบสิ้นจากการเกิดเมื่อไหร่ ชีวิตจึงถูกกักขังและพันธนาการไว้ด้วยเครื่องร้อยรัดอันได้แก่กิเลส ตัณหา ราคะ และอุปาทาน ทำให้เรามีการกระทำยึดมั่น ถือมั่น หน่วงเหนี่ยวเอาสังสารวัฏฏ์ไว้โดยไม่มีทางจบสิ้น เมื่อใดยังมีการเกิดอยู่ ชีวิตนั้นเป็นทุกข์ยิ่งนัก เพราะไม่มีใครสักคนเดียวในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใดๆ เกิดมาแล้วปฏิเสธไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมาได้

ทุกข์ประจำ ก็มีอยู่ ๓ คือ เกิด แก่ และตาย

นอกจากนั้นยังมีทุกข์ที่สลับฉากเข้ามากับชีวิตคือ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ การไม่สมความปรารถนา มีความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมปรารถนา พลัดพรากจากสิ่งที่ตนปรารถนาและรักใคร่ สิ่งเหล่านี้ ความรู้สึกเหล่านี้จะมีได้มาก็ต่อเมื่อมีเกิดขึ้นมาก่อน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:09:38 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ดังนั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี” หรือจะพูดให้เข้าใจก็คือ “ทุกข์เสมอด้วยการเกิดนั้นไม่มี” เพราะตราบใดที่ยังมีการเกิดอยู่ เราไม่สามารถเลือกจะรับอะไรได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจอันเป็นทวารของเรา

เราจะต้องการได้เห็นดีๆ ได้ยินดีๆ ได้กลิ่นดีๆ อยู่เสมอไปนั้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่เราได้รับในชาตินี้เป็นวิบากอันเกิดขึ้นจากกรรม ดังนั้น ชีวิตของเราแต่ละชีวิตจึงถูกกักขังไว้อยู่ในตะรางชีวิต คือถูกกักขังอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ชีวิตนั้นเป็นความน่ากลัวที่สุด แล้วเราจะทำอย่างไรดี?

เราต้องก็ศึกษาความจริงว่า หนทางที่จะทำให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ หรือออกจากตะรางชีวิตนั้นมีอะไรบ้าง และอะไรบ้างเป็นโซ่ตรวนที่ร้อยรัดชีวิตเอาไว้ ที่เราต้องสนใจเพราะว่าทุกคนรักชีวิตของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีใครสักคนเดียวไม่รักชีวิตของตนเอง เพราะว่าเราจะสังเกตจากพฤติกรรมชีวิตได้ หิวเราก็รีบกิน ร้อนก็อาบน้ำ เหนื่อยก็พักผ่อน ป่วยก็เยียวยาหาหมอ เราทำไปเพื่ออะไร เพราะเรารักชีวิตของเราเองทั้งสิ้น

ไม่มีใครสักคนเดียวไม่รักชีวิต เรารักชีวิตแต่เราไม่รู้จักชีวิตที่แท้จริง เราจึงสรรหาสิ่งที่ไม่ถูกกับชีวิต ไม่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตให้แก่เรา ทุกอย่าง พบ เพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก ไม่มีอะไรคงที่คงทนได้ เพราะธรรมชาติทั้งหลายในโลกนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แปลว่าความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้

ดูตัวเราเองไม่เที่ยงจริงหรือเปล่า อารมณ์ของเราไม่เที่ยง เดี๋ยวพอใจ เดี๋ยวไม่พอใจ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนถึงเวลานี้เรามีอะไรบ้าง มีอารมณ์ที่ยินดีกับที่ไม่ยินดี หรือพอใจกับไม่พอใจ เราจะยินดีตลอดเวลาก็ไม่ได้ เช่น เรานั่งตรงนี้สบายแล้ว เรานั่งต่อไปไม่ได้ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะความไม่เที่ยงมันเข้ามา เรามีความรู้สึกเมื่อย ต้องขยับ เพราะความไม่เที่ยงของรูปธรรมและนามธรรม ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ แม้กระทั่งชีวิตของเราว่า อย่าเมื่อยนะ อย่าทุกข์นะ อย่าปวดปัสสาวะนะ อย่าง่วงนะ เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้เลย เพราะธรรมชาติของชีวิตนั้นเป็นไตรลักษณ์นั่นเอง คือลักษณะทั้ง ๓ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ดังนั้นเราก้าวเข้าไปศึกษาชีวิตเพื่อที่จะได้ประจักษ์แจ้งในชีวิต เกิดความสลดจิตให้เห็นว่า สิ่งที่เรามีอยู่ สิ่งที่เรารู้อยู่นั้นเป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น เช่นเดียวกับเรามีเงิน ความหลงแป๊ปเดียว ความคิดผิด ความเข้าใจผิด เราพยายามสรรหาทำมาได้เงินเดือน แล้วเก็บหอมรอมริบได้เงินมากขึ้น ตั้งสูง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เพราะความกลัว กลัวถูกโจรปล้น กลัวขโมย หรือไม่ก็ความอยาก อยากได้ดอกเบี้ย อยากมีเงินปริมาณมาก เมื่อความอยากได้ดอกเบี้ยมีมากขึ้น ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ก็ต้องเอาเงินไปฝากธนาคาร ธนาคารรับเงิน ธนาคารก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ย ก็เอาเงินที่รับฝากมาไปปล่อยกู้ ผู้ที่กู้ก็เอาเงินออกไป ไปทำธุรกิจเช่น ไปซื้อวัสดุก่อสร้าง ผู้ขายวัสดุก่อสร้างรับเงินมาก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องจ่ายลูกน้อง ลูกน้องรับเงินมา ทนอยู่ไม่ได้ ต้องกิน ต้องใช้ ต้องไปจ่ายกับข้าว แม่ค้าก็รับกลับไป ทุกอย่างเป็นวัฏฏะ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:10:24 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 2


ลองคิดให้ดี ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แต่เพราะเรานั้นไม่มีความเข้าใจถึงเหตุ และถึงผล ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้พิจารณา ไม่ได้ทบทวน ไม่ได้ใคร่ครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเราก็มีพฤติกรรมกระทำไปโดยมีผู้นำ ๓ ตัวคือ โมหะ โทสะ และโลภะ นำเราอยู่ตลอดเวลา เราจึงตกเป็นทาสของกิเลส ไม่มีใครเป็นอิสรภาพเลย ยกเว้นพระอรหันต์เท่านั้นเอง

ชีวิตของเราต้องดิ้นรนไปตามอำนาจกิเลส ต้องแก้ไขไปตามอำนาจกิเลส และต้องทะยานอยากไปกับกิเลสตัณหาอยู่ตลอดเวลา ลองคิดให้ดี ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่มีใครชอบเป็นทาส แต่เราลืมมองความจริงว่า ตอนนี้เราตกเป็นทาส และเป็นทาสของความลึกลับ คือทาสของโลภะ โทสะ และโมหะที่ไม่เคยแสดงตน เผยโฉมหน้าให้เราเห็นเลย เพราะโลภะ โทสะ และโมหะเป็นนามธรรม เรากำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น และไม่มีทางชนะ

ทำไมไม่มีทางชนะ? เพราะเราไม่เคยรู้จักศัตรู ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจ เราจึงต้องสู้อยู่ร่ำไป และก็เป็นผู้แพ้อยู่ร่ำไป ทำไมถึงต้องแพ้ เพราะศัตรูมีอำนาจมากกว่าเช่น โลภะมีอำนาจมา เราก็ต้องแพ้พ่าย ต้องทำตาม ต้องแบกสังขารชีวิตเราไปยังที่นั้นๆ และคนเราทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี แต่ละคนน้ำหนักตัวเท่าไร ต้องแบกน้ำหนักตัวไปในที่นั้นๆ ไปกิน ไปถ่าย ทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่เพราะเราไม่รู้จักทุกข์ จึงไปไม่พ้นจากความทุกข์นั้น

นอกจากนั้นเรายังมีความหลงผิด คิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี หลงผิดคิดว่าชีวิตนั้นเป็นสุข หลงผิดคิดว่าชีวิตนั้นเที่ยง หลงผิดคิดว่าชีวิตนั้นเป็นเรา เป็นของของเรา เรียกว่าวิปลาส ๔ อย่างคือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส และอัตตวิปลาส

คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นคุณวิเศษที่สุด เพราะพระพุทธองค์สอนเรื่องชีวิตโดยแท้จริง สอนให้ทุกคนเข้าใจชีวิต และดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง พระพุทธองค์ทรงสอนว่าชีวิตนั้นเป็นอย่างไร เกิดมาทำไม ด้วยเหตุปัจจัยอะไร และสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตนั้นมาจากไหน และชีวิตที่ดำเนินเป็นไปอยู่ทุกวันนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต มีเหตุและมีผลตลอดเวลา

เมื่อเราเข้าใจ มีความสัทธาในเหตุในผลแล้ว คำสอนของพระพุทธองค์จะทำให้เรามีชีวิตเป็นไปคือ คลายออกจากความกำหนัด ปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส เป็นคนมักน้อย มีความสันโดษ สงัดสงบจากหมู่คณะ มีวิริยะอันตรงต่อมรรคผลนิพพาน แล้วก็เลี้ยงชีวิตง่าย แปดตัวนี้เป็นคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:10:44 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 3



ในธรรมะเมื่อเราเข้าถึงแล้ว จะได้คุณวิเศษ ๘ ประการ ซึ่งจะประหาณความโง่ในโลกียธรรม ๘ ตัวก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ซึ่งมีสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา มีลาภก็ต้องมีเสื่อมลาภ มียศก็ต้องมีเสื่อมยศ มีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา มีสุขก็ต้องมีทุกข์ ทำไมเล่ามันจึงมีการสับเปลี่ยนอยู่? ก็เพราะธรรมชาตินั้นมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ และประกอบกับการดำรงชีวิตนั้น เราไม่ใช่เป็นคนเลี้ยงชีวิตง่าย

ดูแต่ละคนสิ เลี้ยงง่ายที่ไหน อยากจะกินอย่างโน้น อยากจะกินอย่างนี้ เครื่องบดย่อยไม่ได้เลือก วันนี้อยากกินข้าวหน้าเป็ด วันนี้อยากกินปลาดิบ วันนี้อยากกินปลาสุก แต่ตัณหามันเลือก ฉะนั้น ชีวิตของคนเรา คำข้าว และคำน้ำ อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน เราไม่เคยคิดถึงว่าความอิ่มนั้นเกิดขึ้นจากอะไร แต่เราอยู่กับตัณหาคือความทะยานอยาก ฉะนั้นเราไม่ได้เป็นคนเลี้ยงชีวิตง่ายเลย

และที่เรามี วิริยะของเรา ความเพียรอันเป็นวิริยะในมรรค เป็นความพียรปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการชีวิตที่ร้อยรัดไว้ในสังสารวัฏฏ์ เป็นความเพียรปลดเปลื้องความทุกข์ออกไปจากชีวิต แต่เราไม่เคยมี เราเป็นความต้องการความปรารถนา และมีความเพียรสร้างความทุกข์ให้กับตนเอง เราไม่มีความเพียรที่พระพุทธองค์สอน

เราไม่เคยมีความสงัดสงบจากหมู่คณะ เพราะอะไร เพราะเราไม่รู้จักเพื่อนที่แสนดีอันแท้จริง นั้นก็คือตนเอง เพราะตัวเองรักตัวเองที่สุด เข้าใจตนเองที่สุดว่าตนเองต้องการอย่างไร เข้าใจอารมณ์ตนเองที่สุด แต่เรานั้นชอบปรึกษาหารือ ชอบพึ่งคนอื่น ซึ่งเขาไม่มีโอกาสรับรู้ได้ว่าอารมณ์ที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไร ฉะนั้นเราจึงคลุกคลีกับหมู่คณะเพื่อช่วยเหลือ แล้วทุกคนแบมือพร้อมกันหมด และปฏิเสธพร้อมกันหมดว่า สิ่งชั่วฉันไม่ต้องการ สิ่งดีมานะ ตั้งแต่เล็กจนโตอาการแบมือเหมือนกันหมด แล้วใครจะให้เรา ลองคิดดูถึงสภาพนี้ ฉะนั้นเราไม่เคยสงบสงัดจากหมู่คณะ เพราะเรานั้นไม่มีตนเป็นที่พึงแห่งตน

เราไม่มีความสันโดษ คือสงบภายใน คือไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักคำว่าพอดี มีแต่หาดีแล้วจึงพอ แล้วอะไรบ้างที่จะดี วิวัฒนาการทางโลก เทคโนโลยีทางโลกสร้างอุปกรณ์ชีวิตขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกทุกๆอย่าง เปลี่ยนรุกคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าเผื่อเราแสวงหาตาม อันนี้มีแล้วเราจะพอ ไม่มีทาง เพราะทุกอย่างนั้นมันมีเสื่อม เพราะดีที่สุดแล้ว อยู่ขึ้นได้ที่สุดแล้วก็ตกลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงไม่มีทางคำว่าพอได้ ถ้าเผื่อเราเอาชีวิตผูกไว้กับสิ่งภายนอก เราจึงไม่มีความสันโดษในจิตคือสงบได้ สันโดษจากการพันธนาการจิตไว้กับสิ่งที่หยาบกว่า และทำให้นั้น...

เราไม่สามารถมักน้อยได้ เราเป็นคนมักมาก เพราะอะไร เพราะเราเป็นคนที่ไม่รู้จักว่า สิ่งที่ได้มานั้น มันเสื่อมแล้วก็หมดไป มันเป็นของชั่วคราว เราจึงมีการแสวงหา ทะเยอทะยานอยาก อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น อยากได้ในอารมณ์อันมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันมีตัณหาอยู่เนืองๆ ผู้ใดยังมีตัณหาอยู่ ไม่เรียกว่าเป็นคนมักน้อย ยังมักมากอยู่ แล้ว...

เราไม่เคยไม่สร้างทางไม่สะสมกองกิเลส เราสะสมอยู่ตลอดเวลา สะสมทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ เห็น...พอใจ ไม่พอใจ ได้ยิน...พอใจ ไม่พอใจ ได้กลิ่น...พอใจ ไม่พอใจ ตลอดเวลา เราไม่เคยรู้ธรรมชาติที่แท้จริงว่า ธรรมชาติอย่างนั้นมันมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะความโง่ ไม่เท่าทันในอารมณ์ เราจึงอยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากรู้รส อยากได้สัมผัสอยู่ตลอดเวลา สะสมกองกิเลสให้มีมากขึ้นอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้ชีวิตเราไม่ปราศจากความทุกข์ได้ และ ไม่สามารถคลายความกำหนัดได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:11:36 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 4


ฉะนั้น เมื่อผู้ใดเรียนธรรมะ เข้าถึงธรรม มีความสัทธาแล้ว จะสามารถทำให้เกิด ความคลายกำหนัด- ปราศจากความทุกข์- ไม่สะสมกองกิเลส-เป็นคนมักน้อย- เป็นคนสันโดษ- สงัดสงบจากหมู่คณะ- มีความเพียรเพื่อจะปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการชีวิตให้พ้นจากความทุกข์-และมีชีวิตที่เลี้ยงง่าย และสะดวกต่อการเดินทาง ๘ ตัวนี้ นั่นคือคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี้มีเสมอเหมือนกันหมด คือมีลักษณะทั้ง ๓ ประการคือ เกิด แก่ ตาย แต่มีฐานะ ต่างกัน ก็เพราะกรรมต่างกัน มั่งมีศรีสุข ยากจนข้นแค้นต่างกันก็เพราะกรรมที่สั่งสมมาต่างกัน เหตุสร้างอย่างไร ย่อมต้องได้รับผลอย่างนั้น แต่ฉันใดฉันนั้น สิ่งที่เรามีกันอยู่ภายนอก จะเป็นเรือกนาไร่สวน แก้วแหวนเงินทองอัญมณีอันมีค่า หรือสมบัติ ก็เป็นเพียงของชั่วคราว เปลี่ยนมือไปแล้วก็เปลี่ยนมือมา ทุกอย่าง เราเคยรู้บ้างไหมว่า แบงค์ ๕๐๐ ที่เรามีอยู่นี่ ที่เราจ่ายออกไป ขณะนี้มันมีอยู่ที่ไหน มันอาจจะกลับมาหาเราหลายครั้ง แต่เราไม่เคยจำได้ แล้วสมบัติที่เรามีอยู่นี่มันหายไปไหน เคยดูบ้างไหม เพราะไม่เคยดูเลย เรากำลังเอาโลภะแลกเปลี่ยนโลภะซึ่งกันและกัน

ทุกวันนี้แม่ค้าอยากได้เงิน แต่เราอยากได้ของ โลภะแลกเปลี่ยนกัน อุปกรณ์ภายนอก สมบัติภายนอก จึงแลกเปลี่ยนกันแค่นี้เอง แต่เรามีความเห็นผิด ยึดมั่นว่า สิ่งที่เราแลกมาดี จึงทำให้มีความเห็นผิดแล้วก็ผูกพันธนาการไว้กับสิ่งที่เราคิดว่าดี เพราะชีวิตนั้นไม่ได้เป็นของดีเลย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อวัยวะภายใน อวัยวะภายนอก อสุภะทั้งสิ้น ผมทิ้งไว้นานๆ ศีรษะไม่สระก็เหม็น มีขี้รังแค สกปรก ในหูของเราที่เรียกว่าขี้หู ก็คือน้ำเหลืองที่ซึมออกมา ทำให้เกรอะกรังแล้วแห้ง ขี้ตา น้ำเหลืองหรือน้ำมูกต่างๆก็เป็นการขับถ่ายสิ่งโสโครกออกมาตามทวารต่างๆ เท่านั้นเอง

และภายในตัวเราก็เป็นอสุภะ เลือด หนอง สารพัด ไม่ได้เป็นของดีเลย แต่เราถูกฉาบไว้ด้วยอาภรณ์ ถูกฉาบไว้ด้วยเครื่องตกแต่ง แต่สุดท้ายแล้วไม่เหลืออะไร ร่างกายพร้อมจะบูดเน่า ขับของเสียออกมาทำไมเพราะมันบูด มันรับไว้ไม่ได้ถ้าเผื่อไม่ขับออกมา ชีวิตเราไม่มีความสุขเลย

สุขที่แท้จริงคืออะไร ไม่มีใครสามารถตอบได้ ถ้าเผื่อเราบอกว่าสุขของเราคือมีเงินมากๆ เราก็ต้องยอมรับเปิดใจให้กว้าง ไปถามคนที่กำลังจะตายว่า เอาเงินมาให้ เขาสามารถมีความสุขไหม เขาต้องการหาหมอ เราบอกว่าเราได้สีแดงมีความสุข คนไม่ชอบสีแดงมีเยอะแยะไป สุขอันนี้คือสุขวิปลาส แล้วเป็นสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นจากตากระทบรูป หูกระทบสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส แล้วเราตัดสินเองด้วยความยึดมั่นของตนเองว่าดีเท่านั้นเอง ไม่เป็นความสุขเลย เพราะชีวิตที่แท้จริงเป็นทุกขเวทนา สุขก็สุขจอมปลอม เราหลงผิดว่าเที่ยง อารมณ์เที่ยง แหมเขาโกรธเรานานจัง แหมเขาว่าเรายาวจัง แหมห้องนี้เย็นตลอดเวลา ไม่มีร้อนเลย เราหลงว่าเที่ยง หลงว่าไฟติดอยู่ แท้ที่จริงไฟก็ไม่ได้ติดอยู่ ความเย็นไม่ได้มีตลอดเวลา เพราะถ้าเราตั้งใจทำอย่างอื่น เราจะไม่รับรู้ความเย็น

ไฟนี่เกิดจากการสปาร์ค มีขั้วบวกขั้วลบ มีการเกิดดับ และมีการเกิดแทนความดับเร็วมาก อารมณ์นั้นต่อเนื่องโดยไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับที่เราเห็น ลูกนัยน์ตาของเรา เราบอกว่าเราเห็นของสวยตลอดเวลา เที่ยงเกิดขึ้น ความรู้สึกเที่ยง แหมมองแล้วมันสวยจัง แล้วเห็นของสิ่งนี้เราไม่ชอบตลอดเวลา สิ่งที่เราเห็นนี้ ตาเป็นเพียง ปสาท เป็นทวารที่รับความรู้สึก สิ่งที่เราเห็นดอกไม้ ดอกไม้คือรูป เป็น คลื่นแสง ที่สะท้อนๆๆๆ มา ตกที่จุดโฟกัสเท่านั้นเอง เมื่อคลื่นแสงมีอยู่ไม่ขาดสาย และเรามีความตั้งใจ มนสิการ ดูอยู่ไม่ขาดสาย เราจึงเห็นมันอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราหลับตากระพริบๆๆ ความขาดท่อนมันก็มีตลอดเวลา ฉะนั้นเราตั้งใจดูเอง และธรรมชาตินั้นมีอยู่เป็นปัจจุบันธรรมไม่ขาดสาย เราหลงผิดคิดว่าเราเห็นเที่ยง หลงผิดไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:12:01 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 5


เสียงก็มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป มีเสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ สะท้อนเข้ามาปสาทหู แล้วเรามีความตั้งใจฟังอยู่ตลอดเวลา เราก็รับอยู่ตลอดเวลา เกิด-รับ เกิด-รับ ธรรมชาติกระทบแล้วก็ดับอยู่ตลอดเวลา มันวิ่งเข้ามาอยู่ไม่ขาดสาย เรามันโง่ไม่เท่าทันความจริง เราจึงมีความเข้าใจคิดว่าสุข คิดว่าเที่ยงอยู่ตลอดเวลา

และเรามีความโง่หลงผิดคิดว่าชีวิตนั้นเป็นเรา และรูปเป็นของเรา และสิ่งนั้นเป็นของเรา ทั้งๆที่จริงๆแล้วชีวิตก็ไม่ใช่ของของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย มาเป็นผู้นั่ง ยืน เดิน นอน มีแต่ความจริงเท่านั้นที่นั่ง ยืน เดิน นอนอยู่ คือธรรมชาติของรูปนั่ง ธรรมชาติของรูปยืน ธรรมชาติของรูปเดิน ธรรมชาติของรูปนอน เวลาถ่ายรูปเราบอกไหมว่า ขอถ่ายคนหน่อย เราบอก ขอถ่ายรูปหน่อย รูปคือสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ลักษณะของรูปต้องย่อยยับ เสื่อมไปด้วยความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง นี่คือรูปนั่ง ไม่มีหญิง ไม่มีชาย หญิง ชายเป็นภาษาสมมุติ ฝรั่งเรียก man, woman คนจีนเรียก ตาโปว จาโบ่ว เป็นภาษาเท่านั้นเอง

แต่ตั้งแต่เล็กมาเราถูกป้อนสมมุติอยู่ตลอดเวลา เราจึงไม่สามารถเจอปรมัตถ์คือความจริง คือรูปและนาม ดังนั้น เมื่อเราถูกปิดบังไปด้วยสมมุติ และความโง่ที่เรามีอยู่ วิปลาสทั้ง ๔ อย่างนี้ปิดบังอยู่ เราจึงถูกร้อยรัดไว้ด้วยเครื่องพันธนาการ อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจของอวิชชาโมหะ ทำให้เราไม่เท่าทันความจริง แล้วก็หลงระเริงเพลิดเพลินไปกับสิ่งเหล่านั้น จริงๆแล้วมันมีอยู่หรือไม่ มันเกิดแล้วมันก็ดับ มันเกิดแล้วมันก็ดับอยู่ตลอดเวลา เราจึงฟั่นเฟือนไปตามอาการแล้วก็เต้นแร้งเต้นกาไปกับอารมณ์ที่ดี และเสียใจ แก้ไข ทำให้ชีวิตโดยไม่มีวันจบสิ้น ชีวิตนั้นจึงเป็นของน่ากลัว พบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก และความโง่นี้เอง จึงเป็นต้นเหตุทำให้เราสร้างกรรมอันเป็นแดนเกิดให้กับชีวิตอยู่ตลอดเวลา

กรรมคืออะไร? กรรมก็คือเจตนา เจตนาคืออะไร? เจตนาคือความจงใจ ความจงใจที่จะกระทำเป็นไปทางกาย เรียกว่ากายกรรม จงใจที่จะพูดออกไป เรียกว่าวจีกรรม จงใจที่จะนึก ที่จะคิด เรียกว่ามโนกรรม จงใจดีเป็นกุศล จงใจชั่วเป็นอกุศล ฉะนั้นจึงเป็นกุศลกรรม อกุศลกรรมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีกรรมแล้วย่อมต้องมีผลของกรรม ไม่มีธรรมชาติใดๆ ในโลกนี้ เป็นเหตุแล้วไม่มีผล ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ ฉะนั้น ทุกอย่างมีเหตุ สร้างเหตุแล้วย่อมต้องได้รับผล มีผลแล้วต้องมาจากเหตุเสมอ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราเป็นเพียงทวารเรียกว่าอายตนะทั้ง ๖ ที่ไว้กระทบ แล้วก็รู้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คิดนึกอยู่ตลอดเวลา เรามาดู...เพราะความไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง ตากระทบรูป แล้วเราเกิดยินดี-ไม่ยินดี หูกระทบเสียง เกิดยินดี-ไม่ยินดี ถามว่า ยินดีคืออะไร คือโลภะ ไม่ยินดีคืออะไร คือโทสะ ความยินดีในอารมณ์นั้นก็คือโลภเจตสิก ความไม่ยินดีในอารมณ์นั้นคือโทสเจตสิก ฉะนั้น โลภะ โทสะ ก็คือกิเลส กิเลสคือโรคร้ายทางใจ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว ชีวิตนั้นอับปาง อัสดงต่อการเดินทางไปสู่ความบริสุทธิ์ได้

ชีวิตถูกร้อยรัดเป็นวงกลมอยู่ เห็น พอใจกับไม่พอใจ ใครบ้างเห็นเฉยๆ บางครั้งรู้สึกเฉย แต่เราเฉยด้วยโมหะ โมหะเฉยเพราะไม่รู้สึกในอาการนั้น และไม่รู้จักในอาการอันเป็นจริง เหม่อลอย อาการเหม่อลอยคือโมหะกำลังเข้า เรามีแต่โลภะ โทสะ และโมหะ เป็นแขกผู้มาเยือนชีวิตอยู่ตลอดเวลา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:12:35 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 6


โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้นตระกูลอันสำคัญ ผลักดันให้เรานั้นเมื่อมีความยินดีและไม่ยินดีอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น พฤติกรรมแสดงออก ยินดีแล้วก็เสพอารมณ์นั้นเข้าไป แสวงหาได้มาแล้วก็เสพอารมณ์นั้น เมื่อยินดีเกิดขึ้นเราก็เสพอารมณ์นั้นเข้าไป ถามว่า ใครเห็น แบงค์ร้อยตกกลางถนนแล้วไม่เก็บบ้าง...เก็บ เพราะเมื่อโลภะเกิดขึ้นแล้ว เห็นแล้ว ยินดีแล้ว มันคือสตางค์ ก็เกิดพฤติกรรม ตัณหายินดีอย่างแรง ทำให้หยิบ พอหยิบขึ้นมา กรรมก็เกิดขึ้น เจตนาเกิดขึ้นนี่ เมื่อมีกรรมแล้วมันย่อมต้องมีผลของกรรมแน่นอน

ฉะนั้น ทำอย่างไรจะพ้นจากกรรมได้? ก็คือ พุทธองค์ทรงประทานกรรมใหม่ให้ ซึ่งเป็นกรรมที่วิเศษที่เรียกว่า กัมมสกตาปัญญา คือกรรมที่ทำแล้วเป็นการกระทำริดรอนสังสารวัฏฏ์ วัฏฏสงสารออกไป นั่นก็คือมีสติและสัมปชัญญะเป็นตัวกระทำกรรมนั้น สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก คือระลึกรู้สึกในอารมณ์ด้วยปัญญา ระลึกอย่างไร เช่นอาการเกิดขึ้น เมื่อย ระลึกรู้สึกในเมื่อยนั้นว่า “นามเมื่อย” ไม่ใช่คนเมื่อย

เมื่อเราเอาคนออกไป เอาสัตว์ออกไปแล้ว พฤติกรรมที่จะยินดี ไม่ยินดีก็หยุดชะงัก เพราะคนเราเสพได้ทีละอย่าง จิตทำงานทีละอย่าง รูปนามที่มาตั้งแทนที่ จึงเป็นตัวรื้อสัญญา สติรื้อสัญญา ปัญญาละออกจากสังโยชน์ที่ร้อยรัด ไว้ เพราะถ้าเผื่อเป็นฉัน ฉันต้องแสดง เพราะธรรมชาติของคนเรารักตัวเอง เมื่อไม่มีฉัน ความรู้สึกนั้นมันก็หยุดชะงักออกไป ตรงนี้มันก็ไม่เกิดการกระทำเจตนาขึ้นมา

ดังนั้น ไม่มีใครทำไม่ได้ ทำได้ทุกคน แต่อยู่ที่ว่าเข้าใจไหม เข้าใจแล้ว เริ่มต้นหรือยัง พัฒนาอะไรแล้วมันก็จะเกิดความเคยชิน ทุกอย่างอยู่ที่ตนเองทั้งสิ้น ไม่มีอะไรในโลกนี้ดลบันดาลให้ใครเป็นอะไรได้ สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และชีวิตนั้น บอกจริงๆ ว่าทุกข์ยิ่งนัก ไม่มีอะไรเลยที่จะทุกข์เกินไปกว่าคำว่า “ชีวิต” อยู่ชั่วคราว พบ เพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก ไม่มีใครรักเรามากกว่าเรารักตนเอง และไม่มีใครเข้าใจเรามากไปกว่าเราเข้าใจตนเอง

ฉะนั้น กลับมารักชีวิตตนเองให้ถูก ด้วยการเลิกหาโทษภัยให้กับชีวิต คือทุจริตทั้งปวง แล้วพยายามแสวงหาคุณค่าของชีวิตด้วยการสร้างสมคุณงามความดีในบุญทั้งหลาย ทำได้บ้างดีกว่าทำได้เลย ทำน้อยดีกว่าไม่ทำเลย เพราะคำว่ามากมาจากน้อยทั้งสิ้น เลข ๒ เลข ๓ เลข ๔ เลข ๕ เลข ๖ ไม่มี มีแต่เลข ๑ เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ซ้ำแล้วสมมุติว่าเป็น สอง สมมุติว่าเป็นสาม แล้วความสันทัดก็จะตามมาเอง และทุกอย่างในโลกนี้เสื่อมหมด เอาไปไม่ได้ ทุกคนเอามาก็คือความสันทัดทั้งสิ้น และที่จะนำไปก็คือความสันทัด แล้วแต่ละท่านสันทัดอะไร

การรับฟังไม่ใช่ว่าจะต้องเห็นด้วย เกิดมามีสิทธิส่วนตัว จะตัดสินได้ว่าฉันจะทำหรือไม่ทำ จะรับหรือไม่รับ ทุกคนมีสิทธิ์ ฉะนั้น การยอมรับฟังไม่ใช่หมายความว่าต้องเห็นด้วย แต่ถ้าเราเป็นคนมีเหตุมีผล เมื่อรับฟังมาตัดสินด้วยเหตุด้วยผลแล้ว เราก็โน้มน้าวเอาดีเก็บไปใช้ เอาชั่วเก็บไปละ เวลาของเราที่จะไปที่ไหนเราก็แล้วแต่จะมีค่าที่สุด อยู่ตรงนี้ เอาดีเก็บไปใช้ เอาชั่วเก็บไปละ ไม่ต้องว่าใคร เพราะดีก็ไม่เที่ยง ชั่วก็ไม่เที่ยง ชมเขาดี พรุ่งนี้ไม่ดีก็ได้ เราจะเป็นผู้ช้ำใจ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:13:01 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 7


พอเราเห็นชั่ว ตั้งใจเลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความชั่ว เรายังไม่ชอบเลย และเราจะไม่ทำให้ได้ เอาชั่วเก็บไปละ ตั้งใจตัวเอง พอเห็นดีปุ๊บ เรายังไม่เคยทำ เราจะทำขอให้มีโอกาสทำให้ได้ ใครได้ประโยชน์ที่สุด เราได้ประโยชน์ที่สุด เวลานั้นก็จะมีค่า เพราะเวลานั้นประกอบไปด้วยปัญญา ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีและชั่ว ใครพบ ใครพ้น

แล้วทำไมเขาทำได้ คำตอบที่ถูกและสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ก็คือ เขาฝึกฝนมาในสิ่งนั้น กับเราไม่ได้ฝึกฝนมาในสิ่งนั้น ไม่มีใครไม่สร้างเหตุแล้วได้รับผล คำว่าผลในที่นี้รวมทุกอย่าง คือผลของความสันทัดจัดเจน เพราะเขาฝึกมาจึงมีการกระทำได้ แต่เราไม่ได้ฝึก อยู่ดีๆจะไปทำก็ไม่ได้ ฉะนั้นทุกอย่างอาศัยการฝึกฝนมา ไม่มีอะไรไม่สร้างเหตุแล้วได้รับผล คนเราอาจจะเก่งเกินกัน เพราะสามารถต่างกัน แต่คนเหล่านั้นไม่เก่งเกินกรรม

ฉะนั้นเราเป็นผู้ยอมรับความจริง เรียนให้รู้จัก รู้จักชีวิตที่แท้จริง และอยู่กับชีวิตโดยปกติ จะเป็นไปต่างๆ ความอยากก็มีโลภะ โทสะ โมหะก็มี ไม่ใช่อยู่ดีๆ ใครจะลดได้หมดเลย ไม่มี มันต้องหลีก ละ ลด แล้วจึงเลิกได้

โลภะ โทสะ โมหะ เรียนให้รู้ว่ามันไม่ดี แต่ยอมรับว่ามี แต่จะทำอย่างไร อย่าไปทำโลภะ โทสะ โมหะให้มันทุจริตนะ คืออยากได้หรือเอาของๆผู้อื่นมาเป็นของๆตน มีความโกรธแล้วพยาบาทอาฆาต อย่าไปทำ มีความหลงผิดว่านี่สวย นี่ไม่สวย แต่อย่าไปหลงผิดว่าเหตุกับผลไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน บาปไม่มี บุญไม่มี นั่นคือความโง่ที่ปกคลุมเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วสร้างมิจฉาทิฏฐิให้ ทำให้ความเชื่อที่มีอยู่นี้ทำให้ตึง เหมือนอย่างทุกวันนี้ตัวเราหนักแล้ว ยังถ่วงลูกตุ้มขาให้จมดิ่งลงไปลึกๆ เราอยู่กับที่ แล้วพยายามหัดว่ายน้ำ ตะกายตีกระทุ่มขึ้นให้มันลอยตัว แต่อย่าพยายามเอาอะไรไปผูกขาให้จมลงไปอีก ปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน และทุกคนใครทำใครได้

ตราบใดที่ยังมีโลภะอยู่ ตราบนั้นชีวิตไม่สิ้นสุดไปจากความทุกข์ได้

ทุกวันนี้เราต้องเปิดใจกว้าง ทางโลกรุกคืบหน้าทางวัตถุธาตุ แล้วเราล่ะมีความก้าวหน้าหรือยังในชีวิต มีแต่ก้าวตามวัตถุธาตุ ไม่มีความก้าวหน้า ก้าวตาม คุณธรรมหายไปไหน เพราะแต่ละคนพยายามพูดว่า คุณ-น่ะ-ทำ แต่ฉันยังไม่ทำ คุณธรรมจริงๆจึงหายไปจากตัว เพราะเรามัวแต่ให้เขาทำ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:13:23 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 8


อำนาจอกุศลทำให้ทำให้เหนื่อย โทสะทำให้เหนื่อย ร่างกายหัวใจเต้นแรง แต่เราเป็นผู้เหนื่อย ผู้ที่ได้รับก่อนเพื่อนคือตนเอง ตนเองได้รับก่อน แล้วอำนาจนี้แผ่ไปผู้อื่นจนกว่าจะหมด ทำร้ายตนเอง แล้วไหนบอกว่ารักตัวเอง ต้องการความสุข แต่เราหาทุกข์ให้กับตนเองตลอดเวลา

ไม่มีใครในโลกนี้สักคนเดียวอยากทำอะไรให้ใครเกลียด เพราะทุกคนแสวงหารักด้วยกันทั้งสิ้น

ไม่มีใครในโลกนี้อยากจะพูดให้เราโกรธ เราเกลียด เราเกลียดเอง เราทำตนเอง

เอามาสอนใจตนเอง หรือไม่เสียงที่สะท้อนมา เราก็บอกตนเองที่กระทบคือวิบากที่เคยทำมา ที่กระทำคือกรรม “ที่กระทบคือวิบากๆ” ท่องในใจ สอนใจตนเอง ขณะนั้นสิ่งที่มารับนั้นก็รับไม่ได้ มันก็เกิดความเบา สติที่สู้กับสิ่งที่มากระทบคือวิบาก สิ่งที่กำลังกระทำคือกรรม ก็เก็บอารมณ์ของสติมากขึ้น โทสะเป็นโรคร้ายทางใจเกิดขึ้นแล้วให้ผลต่ำ พยายามหลีก ละ ลด แล้วเลิก อย่าแช่อารมณ์ อย่าหมกมุ่น เพราะแต่ละคนเป็นพวกความจำดีแต่มีแต่เรื่องอกุศล เราต้องยอมรับความจริง พอรับความจริงแล้วก็มาสอนใจตน สิ่งที่เรามีอยู่มันไม่มีความเจริญเลย แล้วก็ตั้งใจทำให้เจริญ สุดความสามารถไม่มีใครทำได้ แค่นั้นเอง

ชีวิตของเราถูกติดคุกติดตะรางอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ก็เปรียบเสมือนเราอยู่ในห้องอับ ขังไว้ในตะรางชีวิต แล้วถูกลั่นกุญแจ กุญแจดอกใหญ่มากคือ อุปาทาน ยึดมั่นว่านี่เป็นเรา นี่เราติดอยู่นะ แล้วยังมีวิปลาสว่าในตะรางนี้มีความสุข เพลิดเพลิน นี่สวย นี่เที่ยง แล้วกุญแจนี้สนิมกรังอีก ฉะนั้นเราจะโผล่ออกไปจากตะราง มันต้องไขกุญแจให้ได้ แล้วกุญแจที่ไขได้ต้องไม่มีสนิม ฉะนั้นขณะที่สติรู้สึกตัวในอาการ ครั้งหนึ่งก็คือสนิมมันหลุดไป แล้ววิริยะก็คือน้ำมันที่หล่อลื่น ปัญญาก็คือตัวกุญแจ เมื่อมันสมดุลแล้ว เอากุญแจไขปุ๊ปมันก็ออกมาได้ หลุดออกจากตะรางชีวิต อยู่ที่เรา สติมา สัมปชาโณ อาตาปีสามารถทำลายอุปาทาน ตัณหา อวิชชาออกไปได้

ความหลงผิด การกระทำผิดอยู่ที่เรา ตรงไหนก็ได้ ปฏิบัติอย่างไรก็ได้แต่ให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง คำนี้แหละ จงมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ก็เริ่มต้นชีวิตความจริงคือรูป-นาม ความจริงอะไร ปัจจุบัน ขณะนี้เห็นก็ต้องอยู่กับเห็น ขณะนี้ได้ยินก็ต้องอยู่กับได้ยิน ขณะนี้รู้ก็ต้องอยู่กับรู้ ขณะนี้เมื่อยก็ต้องรู้ว่าเมื่อย ความจริงทั้งนั้นเลย มัชฌิมาปฏิปทา

เรายังบงการชีวิตเราเองไม่เลย เราอย่าพยายามไปบงการชีวิตผู้อื่น เรามาลำพง อยู่คนเดียว แล้วก็ไปลำพัง ในเมื่อต้องอยู่ก็อยู่ชั่วคราว ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดแล้วหยุดแค่นั้นเต็มความสามารถ เพราะเกินความสามารถไม่มีใครทำได้ และในการอยู่ชั่วคราวนั้นเราก็จะต้องเป็นผู้คว้ากำไร

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:13:47 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 9


ใครชอบใครชัง ช่างเถิด ใครแช่งใครชมช่างเขา ใครด่าใครบ่นทนเอา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ ใจเราจะร่มเย็นได้ก็ต่อเมื่อเราไม่สร้างบาปอกุศล

ไม่รู้จริงนิ่งเสียดีกว่า ไม่รู้แจ้งอย่าแสดงกิริยา ไม่รู้ข้างหน้าอย่ากล้าเดิน

จงมีชีวิตในวันนี้และขณะนี้ให้ดีที่สุด

ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดแล้วหยุดแค่นั้นเต็มความสามารถ เกินความสามารถไม่มีใครทำได้

อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง เพราะความทุกข์ก็ดี ความสุขก็ดีเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน

เพียรพยายามขจัดความฟุ้ง พยุงวิริยะ ทำลายมานะ แล้วก็รีบละกิเลส เพราะถ้าใครทำได้และเดินไปถึงจุดๆหนึ่งซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบทางไว้ให้ก็คือจุดแห่งมรรค ผล นิพพาน ฉะนั้นเราจะทำอย่างไร ก็ด้วยการพยายามหลีก ละ ลด แล้วก็เลิก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:14:09 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 10


หลีก จากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง ละ จากการเอาชีวิตตนเองพันธนาการไว้กับสิ่งที่หยาบกว่า ลด ปริมาณโลภะลง เช่นกินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน หาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่หาเพื่อแก้อยาก อยู่เพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้อยู่เพื่อแก้อยาก เพราะผู้ใดมีเพื่อนเป็นตัณหาคือความทะยานอยาก ผู้นั้นก็ต้องท่องเที่ยวด้วยการเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ตราบนานเท่านานโดยไม่สามารถลุล่วงไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ ไม่สามารถพ้นไปจากความทุกข์ได้

ให้เวลากับตนเอง ชีวิตเรา เราเกิดมารักชีวิตเรา หาอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับชีวิตมากที่สุด คำพูดที่พูดออกไปฟ้องปัญญา เพราะสิ่งที่เราไม่รู้ยังมีอีกมาก สิ่งที่เรายังไม่เคยทำยังมีอีกมาก และสิ่งที่เรายังไม่ได้รับยังไม่ได้เจอยังมีอีกมาก คำพูดฟ้องปัญญาได้ตลอดเวลา เพราะพูดมากิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย กิริยาฟ้องขันติ

ความจริงที่สุดในโลกนี้คือธรรมชาติ ผู้ใดสามารถเอาปัญญาพิจารณาธรรมชาติได้ ผู้ที่พบคือผู้ที่พ้นจากความโลภ เขาก็คือเขา เราก็คือเรา ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ ทุกคนโคจรมาพบกันชั่วคราวแล้วก็พึ่งพาอาศัยผูกพันกันชั่วคราว แล้วต่างคนต่างเดินทางไป ชีวิตแต่ละชีวิตต่างร่อนเร่พเนจรกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าเราจะเดินทางอีกเท่าไหร่ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเราจะอยู่ถึงห้าโมงเย็นวันนี้ไหม พรุ่งนี้เช้าเราจะมีโอกาสตื่นขึ้นมาหรือเปล่า เราก็ยังไม่รู้ เพราะความตายใกล้ตัวที่สุด หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายแล้ว

เมื่อตายไปสิ่งที่เรามีอยู่ก็จบสิ้น แม้กระทั่งความรู้ที่เรียนมา ไปเกิดในครรภ์มารดา เริ่มต้นใหม่ ก.ไก่ ข.ไข่ ฯ อาศัยความชำนาญ ฝึกฝน แล้วจึงมีความเก่งความกล้าขึ้นมา แล้วก็เป็นของชั่วคราว คงเหลือไว้แต่ความสันทัดจัดเจน จงรีบหาความสันทัดในความดี และความดีนั้นก็จะเป็นผลานิสงส์ เป็นอำนาจทำให้เราลืมและเลือนความชั่วไป สร้างอย่างหนึ่งอีกอย่างก็เสื่อมไปเพราะอะไรไม่ได้ใช้มันก็เสื่อมเอง ไม่มีใครช่วยได้ถ้าเผื่อเราไม่ช่วยตนเอง จงวางชีวิตให้ดี อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นสิ่งภายนอก อะไรที่เราไม่รู้ไม่เห็นเป็นดีที่สุด แต่ถ้าจำเป็นต้องรู้ต้องเห็น พยายามแก้ไขด้วยสติด้วยการวางชีวิตทางโลก คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มากแล้วเรื่องยุ่งยากจะหมดไป ทางธรรม เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต

ไม่มีใครไม่ตาย และเราก็ตายแทนใครไม่ได้ มรรคผลนิพพานทางใครไปแทนกันไม่ได้ แต่สามารถชี้แนะให้ได้เท่านั้นเอง พ่อพยายามเอาอาหารปรุงมาให้ กลมกล่อมที่สุดแล้ว เพียงแต่ลูกหยิบใส่ปาก หัดเคี้ยวแล้วกลืนลงไป คำแรกมี คำที่สองก็ตามมา แล้วเมื่อลูกๆอิ่ม อิ่มของลูกที่กินธรรมะเข้าไป ก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจที่จะได้ไปจากสังสารวัฏฏ์ หรือตะรางชีวิต

ขอให้ลูกๆ ทุกคนมีความสุขมีความสมบูรณ์




ขออนุโมทนากับพี่ดาผู้ถอดเทปและจัดพิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 มี.ค. 2556 , 13:14:32 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org