มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คือหัวใจแห่งครูผู้สืบธรรม (๒)




โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:15:56 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:16:29 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 2

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:16:46 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 3

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:17:06 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 4

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:17:30 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 5




เราต้องเกิดให้ดี


ชีวิตของเราเป็นของเหนื่อยนะคะ เคยถามตนเองหรือยังคะว่าเราพร้อมจะเกษียณอายุจากความเหนื่อยนี้หรือยัง การเกษียณอายุราชการหรือลาออกจากการทำงาน เป็นเพียงการปลดภาระบางอย่างในเรื่องการทำมาหากินเท่านั้นเองค่ะ

เพราะบางคนออกจากงานประจำแล้วก็ยังมาทำอาชีพเสริมเล็กๆน้อยๆ วนเวียนอยู่กับการตอบสนองและเป็นทาสของกิเลสในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เดิมนั้นเราต้องทำงานเพราะความไม่พร้อมในเรื่องฐานะ แต่หลายคนแม้จะมีความพร้อมเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเพื่อสะสมกิเลส

ส่วนบางคนออกจากงานแล้วก็สนองกิเลสด้วยการทำในสิ่งที่ต้องการและไม่เคยได้ทำ เปลี่ยนชีวิตไปสู่การทำงานในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่พ้นไปจากนายคนเดิมคือ โลภะ โทสะ และโมหะ

สำหรับบางคนคิดที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่ก็ต้องมาเหนื่อยใจในการสู้รบกับความเหงา ความเบื่อ และการกระทบกระทั่งของคนในบ้าน และในที่สุดก็หางานใหม่ๆทำเพื่อหวังที่จะให้พ้นไปจากความเหนื่อยใจนั้น

สรุปแล้วการเกษียณอายุราชการหรือการออกจากงานจึงไม่ใช่การปลดแอกที่แท้จริงของชีวิต เราเพียงแต่เปลี่ยนแอกเท่านั้นเองค่ะ

เปลี่ยนจากแอกที่เป็นทางการไปสู่แอกที่ไม่เป็นทางการ มีการทำงานที่ไม่หยุดหย่อนจากอำนาจกิเลส เราเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากการทำงานในสำนักงานมาเป็นการทำงานส่วนตัวที่ยังพะรุงพะรังไปด้วยกิเลสตัณหา อยากทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:17:53 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 6




ชีวิตของเราทุกคนจึงต่างมีการเดินทางกันทั้งสิ้น เมื่อตรองดูแล้วการเดินทางของแต่ละคนนั้นล้วนก็เป็นไปเพื่อค้นหาความสุข และความสำเร็จในชีวิต จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกคนมีความต้องการพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่ในระหว่างการเดินทางนั้นที่ยังไม่ถึงจุดหมาย สิ่งที่เราได้พบล้วนเป็นสุขที่ไม่สงบ คือ สุขที่เปลี่ยนแปลงได้ มีความสุขโสมนัสอยู่เพียงชั่วขณะจิตก็เปลี่ยนไป

เพราะว่าเราไม่พบสุขอย่างสันติสุขนั้นเอง จึงทำให้พุทธศาสนิกชนรู้สึกถึงคุณค่าของพระอภิธรรมอันเป็นวิชาการที่เลิศล้ำ และก็คงทนต่อการพิสูจน์ ที่ทำให้เข้าไปดูเข้าไปรู้ว่า ชีวิตของเรานั้นมีเพียงรูปกับนามที่ไร้ซึ่งแก่นสาร มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามอำนาจของเหตุและปัจจัยที่แบ่งเป็นสมุฏฐานต่างๆ และในที่สุดแต่ละชีวิตก็เดินทางไปสู่ความตาย

ทุกชีวิตจึงมีการเดินทางและมีเป้าหมาย และก็มีความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางทุกย่างก้าวของชีวิต ในแต่ละก้าวที่ก้าวไปก็เพื่อหวังที่จะพบความสงบสุข แต่ยิ่งก้าวก็ยิ่งเหนื่อยเพราะเราไม่ได้ก้าวไปด้วย อาตาปี สติมา และสัมปชาโณ เราอยากสงบเพราะยังยึดติดว่าชีวิตเป็นของเราเป็นสิ่งที่น่าทะนุถนอม

แต่ละย่างก้าวของชีวิตจึงถูกดึงให้ซวนเซไปด้วยอำนาจของกิเลสที่ดึงไปดึงมา มีราคะคอยดึงไปดึงมาพะรุงพะรังไปหมด กว่าจะมีสติเข้าไปดึงกลับมาสู่ความสงบ และปัญญาเข้าไปดึงกลับมาสู่ความรู้ก็เป็นไปได้น้อย

แต่นักศึกษาพระอภิธรรมที่นั่งอยู่ในสถานที่นี้ เชื่อว่าแต่ละท่านมีความต้องการที่จะมีอำนาจเหนือกิเลส และดำเนินชีวิตไปด้วยสติปัญญา

แต่ละคนต่างก็มีเป้าหมายที่ไม่อยากเกิด เพราะเรียนรู้แล้วว่า ชีวิตเป็นของเหนื่อยเป็นของหนัก เป็นตัวแบกความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ จึงพยายามเรียนธรรมะไปปฏิบัติธรรมไป และก็บ่นไปว่า ไม่อยากเกิด

เราต้องกลับมามองให้เห็นความจริงและยอมรับว่า กำลังของสติปัญญาของเราในขณะนี้ ห่างไกลจากการประหารกิเลสทั้งหลายให้เด็ดขาดได้

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:18:20 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 7




เราบ่นว่าไม่อยากเกิด และเราก็บอกว่า เราอยากจะทำทางมรรคผลนิพพาน แต่เราก็ได้แต่บ่นและเบื่อเมื่อพบกับปัญหา แต่เราจะพบมรรคผลนิพพานได้ก็ด้วยอำนาจของปัญญาไม่ใช่โทสะ

เราต้องศึกษาให้มากว่า ปัญญานั้นมีหลายระดับ และปัญญาที่จะพ้นจากความทุกข์ได้ก็คือ ปัญญาโลกุตตระ เพราะปัญญาโลกุตตระนั้นจะมีความคมกล้าสามารถตัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาด ..อย่างเหล็กน้ำพี้ที่ตัดหินได้ขาด

เป็นปัญญาที่เปรียบได้กับความคมกริบที่สามารถตัดหินได้ขาดน่ะค่ะ จึงไม่ใช่ความคมจากมีดที่ทำจากเหล็กธรรมดา แต่เป็นเหล็กกล้าที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า เหล็กน้ำพี้ ก็เหมือนกับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นหนทางนำสู่ปัญญาที่จะฟาดฟันอวิชชาอาสวะทั้งหลายให้ขาดลงได้

แต่ปัญญาอันคมกริบหรือเหล็กน้ำพี้นั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครทราบ รู้กันแต่ว่ามีแน่ ถ้าขุดค้นไปเรื่อยๆอย่างพากเพียรและศรัทธา ก็จะพบได้อย่างแน่นอน

สังสารวัฏนี้ก็เป็นฝีมือของเราที่ขุดค้นขึ้นมาเอง เราต้องการหาเหล็กน้ำพี้แต่เรากลับขุดหลุมขึ้นมาล้อมตัวเอง และเอาดินกลบตัวไปเรื่อยๆ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอยู่ในปลักแห่งความทุกข์มาแล้วไม่รู้กี่ชาติกี่ภพ

เพราะฉะนั้นในปฏิจสมุปบาทเรื่องชาติ ชรา มรณะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อไม่ชาติก็ไม่ชรา ไม่มีมรณะ เมื่อไม่มีมรณะก็ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องเกิดก็มีเพียงท่านเดียวค่ะคือเป็นพระขีณาสพ

แต่เพราะเรายังไม่มีสิทธิ์อย่างท่าน การเกิดของเราจึงย่อมต้องมีแน่ และวันนี้เราก็ต้องมาวางแผนกันว่า เราจะเลือกเกิดที่ไหน สุคติหรือทุคติ

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:18:50 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 8





ในเมื่อเราต้องเกิดแล้วเราก็ควรทำทางให้เกิดดีค่ะ เพราะทุกคนกลัวเกิดชาติหน้าว่าจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือตกในภพภูมิที่ต่ำกว่านี้ หรือฐานะที่แย่ไปกว่านี้

ในคำว่าเกิดนี้มี ๒ อย่าง คือ สุคติ กับ ทุคติ เป็นการไปเกิดด้วยกุศลหรืออกุศล เราจะหวังน้ำบ่อหน้าไม่ได้ แต่เราต้องทำที่ปัจจุบัน เรามาสร้างความเกิดเดี๋ยวนี้เสียดีกว่า เพื่อจะได้ไม่ต้องรอไปเกิดชาติหน้า โดยการทำชีวิตตรงนี้ให้เกิดค่ะ

เกิดอะไรดีที่สุด เกิดกุศลจิตดีที่สุดค่ะ เราต้องทำให้เกิดกุศลจิตอยู่เสมอโดยไม่ต้องหวังชาติหน้าและชาติต่อๆไป เพราะว่าเหตุย่อมต้องตรงกับผล ปัจจุบันเราทำชีวิตเราให้เกิดกุศลจิต ชาติหน้าก็มีกุศลจิตนำเกิด และกุศลจิตนี้ก็จะเป็นเสบียงให้เราทำกุศลจิตไปจนเต็มอิ่มแล้ว และกุศลมาช่วยคุ้มครองกุศลให้ไม่ต้องเกิดได้ในที่สุด

หากเราเริ่มต้นเช่นนี้ จึงไม่ต้องกังวลไปในอนาคตว่าเราจะเกิดอย่างไรในชาติหน้า ขอเพียงให้ทำปัจจุบันตรงนี้ให้ดี อนาคตก็จะดี ทำปัจจุบันขณะนี้ให้มีสติปัญญามีความรู้สึกตัวเดี๋ยวนี้ ให้เกิดกุศลจิตให้มากที่สุด ผลที่ได้ก็จะดีอย่างไม่มีปัญหาค่ะ

เราจะเห็นได้ว่า สิ่งแวดล้อมของสังคมในขณะนี้เป็นสิ่งที่ล่อเราให้เกิดอกุศลจิตได้ง่าย เราจึงต้องมีสติให้มากแล้วใช้ปัญญาเข้าไปตัดความพะรุงพะรังเหล่านั้น

เช่น ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือพิมพ์ เราฟังข่าว ฟังเรื่องฟังราว มีแต่ความทุกข์ยาก มีแต่ปัญหา และข่าวร้ายๆ เรื่องน่าสยดสยอง สิ่งที่เราเห็นได้ยินล้วนก่อเกิดอกุศลจิตโดยเราไม่รู้ตัว เพราะมันไหลไปโดยความชำนาญ

หากความชำนาญในทางที่ไม่ดีเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยเป็นอาจิณกรรม เราไม่หาทางออกจากอกุศลจิตด้วยการทำความดีมีการเสวนาธรรม หรือหักมุมวิปลาสออกไปสู่ธรรมะ ชีวิตของเราก็จะเหนื่อยและหนักอยู่อย่างนี้กับอารมณ์และความรู้สึกที่เป็นอกุศล

เชื่อเถอะค่ะว่า วันหนึ่งเมื่อเราทำดี ดีที่สุด เกิดดีที่สุด คือเกิดกุศลจิตนะค่ะ และกุศลจิตย่อมพาเราไปสู่ที่ดีที่สุดนะค่ะ เพราะเมื่อเกิดกุศลจิตมากๆ แล้วก็พยายามตัดอกุศลจิต และเมือสติดึงจิตของเรากลับมาให้คิดดีทำดีทุกวัน เมื่อพบสิ่งไม่ดีก็ชั่งมัน แต่เรานึกใหม่ให้ดี มีความคล่องแคล่วในการนึกคิดที่ดีก็จะเกิดดีได้

ไม่ต้องอธิษฐานขอชาติหน้า เพียงแต่ลงทุนทำจิตใจให้ดีในชาตินี้ก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับมรรคผลนิพพาน ที่ท่านเพียงแต่ลงทุนสร้างสติปัญญาในขณะปัจจุบันด้วยความเพียรและมีศรัทธาที่ไม่ย่อหย่อน ท่านก็จะได้พบมรรคผลนิพพานในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านต้องทำด้วยตนเองและเดินทางไปพบเองค่ะ

๏ บุษกร เมธางกูร๏

โดย ศาลาธรรม [6 มี.ค. 2556 , 13:19:12 น.] ( IP = 125.25.196.112 : : )


  สลักธรรม 9


เพียรลงทุนสร้างทางเกิดที่ดีด้วยความอดทนค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนา สาธุ ค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มี.ค. 2556 , 08:33:21 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org