มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธมงคลคาถาพาให้ใจสุข








พุทธมงคลคาถาพาให้ใจสุข
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖



สัปดาห์ที่ผ่านมาได้สวดมนต์บทพุทธมงคลคาถา และได้ให้นึกภาพว่า เรานั่งอยู่ตรงกลางวงล้อมของพระอรหันต์ทั้งแปดทิศโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้า ข้างหน้าของเราเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระอัญญาโกณทัญญะ พระสงฆ์องค์แรกผู้เป็นสักขีพยานถึงการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทิศต่อมาคือที่ประดิษฐานของพระมหากัสสปเป็นผู้ที่เลิศในธุดงควัตรก็คือมีความสันโดษที่เป็นเลิศ คำว่าสันโดษนี่คือมีความเพียงพอทุกอย่าง แล้วจริยาวัตรของท่านก็งามเป็นเลิศ ลองนึกถึงพระธุดงค์ที่อยู่ในกลด อยู่ในพระโอวาทปาติโมกข์ โอกาสที่จะกระทำ อนูปะวาโท อนูปะคาโต ที่พระพุทธเจ้าสั่งไว้ ก็ทำได้สำเร็จตาม ปาติโมกเขจะ สังควะโร ฯ

ทิศต่อไปทางด้านขวามือของเราเคยเป็นที่ประดิษฐานแห่งพระอัครสาวกเบื้องขวา คือ พระสารีบุตร ถัดไปอีกทิศหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระอุบาลี ผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนามาก ทิศทางด้านหลังนี่เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระอานนท์

ถามว่าทำไมพระอานนท์อยู่ข้างหลังพระพุทธเจ้า? เพราะท่านเป็นพุทธอุปัฏฐาก ถ้าเราอ่านประวัติของพระอานนท์ก็จะเห็นว่า ท่านเป็นผู้ที่เสียสละเป็นอย่างยิ่งเลย ท่านดูแลพระพุทธเจ้าแทนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ท่านทำงานหนักเหมือนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยรู้เลยว่าเราเคยทำอะไรไว้ เราอาจจะเคยทำให้พระพุทธเจ้าเสียใจก็ได้ แต่พระอานนท์เถระเจ้าท่านเป็นผู้ทำงานแทนพุทธศาสนิกชนทั้งปวงในการดูแลพระพุทธเจ้า และถ่ายทอดอรรถธรรมทุกอย่างจากพระองค์ เพราะว่าเมื่อจะเป็นพุทธอุปัฏฐากนั้นท่านได้ทูลขอพระพุทธเจ้าว่า เมื่อข้าพเจ้ามิได้ตามเสด็จไปกับพระองค์ เมื่อพระองค์แสดงธรรมโปรดสัตว์ ขอพระองค์จงกลับมาแล้วสาธยายธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย

ทิศต่อไปนั้นเป็นที่ประดิษฐานของพระควัมปติ จากนั้นก็เป็นที่ประดิษฐานของพระอัครสาวกเบื้องซ้ายคือพระโมคคัลลานะ และทิศต่อไปก็คือที่ประดิษฐานของพระราหุล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ให้ทุกคนหลับตาทำสมาธิโดยระลึกว่า เราอัญเชิญพระบารมีของพระอรหันต์ที่สถิตในแปดทิศทุกท่านมาเป็นที่พึ่งของเรา โดยมีเราอยู่ตรงกลาง แล้วพอลืมตาขึ้นมาก็ได้ถามทุกคนว่า ยังมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเราไหม? ไม่อยู่แล้ว เหลือเราคนเดียว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [19 มี.ค. 2556 , 11:03:23 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้จากเราไปแล้วด้วยการดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์ทั้งแปดท่านก็ไม่อยู่แล้ว เพราะแต่ละท่านนิพพานกันหมด แม้เราจะทำความรู้สึกให้เป็นมงคลอย่างนี้ขึ้นมา แต่ในความจริง เราถูกทอดทิ้งไว้ตัวคนเดียว แล้วมานั่งอยู่ท่ามกลางทิศทั้งแปดที่เคยมีบารมีของพระอรหันต์ทั้งแปดท่าน แต่ทุกวันนี้แปดทิศของเราคืออะไร ?

ตอนนี้เราไม่ได้เป็นผู้มีมงคลทั้งแปดทิศแต่อยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เรามุ่งไปหาทิศของลาภตลอดเลย แล้วก็ไขว่คว้ายศ สรรเสริญ สุข และมีทิศมาคั่นอีกคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ฉะนั้น ตอนที่เราหลับตา เรานั่งอยู่ในมงคล แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้ว เรานั่งอยู่ในความน่ากลัว เมื่อสักครู่นี้เรารู้สึกปลื้มใจที่อยู่ท่ามกลางพระอรหันต์ แต่ความจริงคือ เราอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘

ถามว่า ใครไม่อยากมีสิ่งเหล่านี้บ้าง เราคนหนึ่งละที่อยากมีลาภ อยากมียศ อยากได้รับการสรรเสริญ อยากมีความสุข และเราก็ต้องมีแน่นอนคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

ทุกอย่างล้วนหมดไปจริงๆ เสื่อมหมด ไม่เหลืออะไร แต่ถ้าเราเข้าใจกับความจริงนี้ เราก็จะสดชื่นกับสิ่งที่เสื่อมไปได้ แต่ส่วนมากคนเราไม่เข้าใจจึงเสียใจ ความเข้าใจมันมาหลังความเสียใจ แต่ถ้าเราเข้าใจก่อน แล้วเราจะเสียใจไม่เป็น เพราะ ทุกอย่างเป็นเช่นนี้

ถ้าหากเราเชิญพุทธมงคลคาถามาสถิตแล้วเราก็นึกถึงอยู่บ่อยๆ เราก็จะเหมือนกับผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มีตาธรรม ดวงตาปัญญา และเป็นผู้ที่สัปบุรุษรู้แต่ทางถูกอย่างเดียว เพราะเรานั่งอยู่ท่ามกลางผู้ที่ประเสริฐ หมดสิ้นจากอาสวะกิเลส เราก็จะไม่กล้าทำชั่วเมื่อระลึกได้บ่อยๆ เพราะเหมือนกับท่านผู้นั้นมองเราอยู่ เราก็ไม่กล้าทำชั่ว ซึ่งต่างจากการนั่งอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:04:01 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )


  สลักธรรม 2


เมื่อเราระลึกได้ว่าเรานั่งอยู่ท่ามกลางพระอรหันต์ ถ้าเราจะว่าร้ายคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะด้านหน้าของเราไม่มีคนอื่นนอกจากพระอัญญาโกณทัญญะ พอเลยไปอีกนิดหนึ่งท่านก็ไม่ใช่ญาติของเราแต่เป็นผู้ที่เราเคารพคือพระมหากัสสปะ ทางด้านขวาก็ไม่ใช่ลูกเราหลานเราแต่เป็นพระสารีบุตร ฉะนั้น เมื่อคิดได้เช่นี้เราก็จะเห็นคนอื่นเป็นคนดี

ตอนนี้เราหาคนที่ดีจริงๆ ไม่ได้ในโลกนี้ ถามว่าอาจารย์ดีไหม? อารมณ์ดีก็ดี อารมณ์ไม่ดีก็ไม่ดี เพราะมันยังไม่สามารถควบคุมได้ ทำไมจึงไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเราควบคุมกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราควบคุมกิเลสไม่ให้เกิดได้ เราก็ควบคุมอารมณ์ของเราได้ ฉะนั้น เราจึงต้องมีหน้าที่พยายามหาข้าศึกของกิเลส เช่น มัจฉริยะ...ข้าศึกของกิเลสตัวนี้คืออะไร? คือทาน, ความโกรธ... ข้าศึกคือ เมตตา เป็นต้น

เราต้องหาสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามกับกิเลสเข้ามาสู่ใจของเราให้มากๆ เพื่อปราบกิเลสให้ได้ ให้สมกับคำที่หลวงพ่อท่านอวยพรให้ “ศัตรูพ่ายพิษภัยแพ้ อยู่เย็นเป็นสุข” ก็อยู่ที่ความพยายามของเรา แล้วสักวันหนึ่งเราก็ต้องทำได้

วันนี้เราก็ได้ทำดีมากขึ้นแล้วถ้าเทียบกับอดีต ที่เราใจร้อน โมโหร้าย ในอดีตเราคุยกับคนที่มีเหตุผลด้วยเหตุผล แต่ต่างคนต่างมีมานะและทิฏฐิ เราก็เถียงกัน แม้จะเป็นเรื่องงานเพื่อช่วยพระพุทธศาสนา เราก็ไม่ยอมแพ้กันเลย ทั้งที่จริงๆแล้ว “ ไม่แพ้ก็ชนะ ธรรมดากฎเกณฑ์ เรานั้นเป็นผู้เล่น ยอมรับความเป็นจริง” เมื่อเราไม่ยอมรับความเป็นจริง พอชนะเราก็หลงระเริงไปว่า เออ...เราแน่ พอแพ้เราก็ไม่ยอม นี่เราเป็นทาสกิเลส

ให้พยายามคิดว่า เวลาจะไปไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ให้เราก็นึกถึงพระอรหันต์ ๘ ทิศ ว่า เราขอท่านมาเป็นที่พึ่งของเรา เมื่อลืมตาขึ้นมาก็จะไม่ได้เห็นใครที่เป็นปุถุชน ใช่เรากำลังคุยกับเขาอยู่ แต่ใจเราถวายพระอรหันต์ในทิศนั้นๆไปแล้ว จึงไปโกรธคนอื่นไม่ได้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ใครจะว่าเราลับหลัง ใครนินทาเราลับหลังธรรมดา เราก็ไม่มีสิทธิ์เอาใจไปว่าไปเขาโกรธเขา เพราะใจของเรายกให้พระอานนท์ไปแล้ว ให้ใช้เทคนิคอันนี้ว่า ใจของเรามอบให้พระอรหันต์ไปแล้วก็จะชนะกิเลสทั้งปวง แต่ถ้าเรายกใจของเราให้ปุถุชนคนนี้คนนั้นก็จะระคนไปด้วยเรื่องราว ฉะนั้น ใจที่ยกให้ปุถุชนจะระคนไปด้วยเรื่องราว ใจที่ยกให้พระอริยะเจ้า เรื่องราวและกิเลสก็จะหมดไป

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:04:27 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )


  สลักธรรม 3




ก็จะเห็นว่าเราโชคดีนะที่มีผู้มาทำให้เราระลึกในสิ่งที่ดีมีความระวังสังวรมากขึ้น นี่เป็นเทคนิคที่จะย้ายใจของเราให้ออกจากเรื่องราวและกิเลส เพราะขณะนี้เรายังทำให้กิเลสหมดไม่ได้ เพราะเราไม่มีความสามารถ แต่เป็นหน้าที่ของมรรคจิต แต่ระหว่างที่เราเพียรปฏิบัติเพื่อให้มรรคจิตเกิดขึ้นนี้ เราก็ย้ายใจของเราออกจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ เพราะเรายังต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นพิษถ้าเราคิดถูก แต่เราก็คิดถูกได้ยาก จึงต้องใช้วิธียกใจให้พระอริยะเจ้าไป แล้วดึงใจกลับมาจากลูกหลานญาติมิตรทั้งหลาย ดึงใจออกมาจากสามี ภรรยา บุตร และเพื่อนฝูง มาถวายพระพุทธเจ้า มาบูชาพระอรหันต์ทั้งแปดทิศ

ฉะนั้น เราหมดสิทธิ์ที่จะยกใจไปให้ใครๆ เพราะใจของเรามีเจ้าของหมดแล้ว ห้ามไปรักใคร ห้ามใจกระเพื่อม เรามีโอกาสจะเจอใครๆ เพราะวิบากยังอยู่ และวิบากนี้ก็มาในมุมต่างๆ ในขณะต่างๆ เราห้ามวิบากไม่ได้ แต่ตอนนี้เรามีที่ห้ามใจได้แล้ว

วิบาก คือสิ่งที่มากระทบ เกิดจากกรรมที่เราทำเอง อาจจะผ่านมาทางเพื่อน อาจจะผ่านมาทางสามี อาจจะผ่านมาทางภรรยา เช่น เสียง (คำพูด)นั่นคือวิบากของเราเอง แต่มันเพียงผ่านเท่านั้น เพราะมีเหตุไม่ดีที่เราทำ แต่ผ่านมาให้ปากของภรรยาพูด ทำให้เราไม่สบายใจ วิบากนี้มีคนอื่นเป็นทางผ่าน แต่จริงๆ เป็นของเรา

ต่อไปพอวิบากผ่านมาปุ๊บ ใจเราไม่ได้ยกให้เขาแล้วนี่ เพราะเรายกให้พระอรหันต์ไปแล้ว ถ้าหากเขายืนอยู่ข้างซ้าย เราก็รู้ว่า ใจเรายกให้พระโมคคัลลานะไปแล้ว แล้วพอลูกเถียงเรา แล้วเราหันมาอีกด้านไปเห็นลูก ทางด้านนี้ใจเรายกให้พระสารีบุตรไปแล้ว

ฉะนั้น ถ้าพูดตามเหตุผลแล้วเขาไม่ใช่คนที่เราให้ใจ เรื่องอะไรเราต้องแยแส จะรักจะเกลียดจะชอบจะชังเรื่องของเธอ ฉันรักพระสารีบุตร ฉันรักพระโมคคัลลา ฉันรักพระควัมปติ ฉันรักพระโกญทัญญะ ฉันรักพระมหากัสสปะ ฉันรักพระอุบาลี ฉันรักพระราหุล ฉันรักพระอานนท์ ฉันบูชาพระพุทธเจ้า ฉะนั้น คนอื่นไม่สน แต่เราอยู่กับคนอื่นด้วยเมตตา เขากับเราเหมือนกัน แม้หน้าตาจะไม่เหมือนกันแต่กิเลสเหมือนกัน สูงต่ำเตี้ยอ้วน ไม่เหมือนกัน แต่กิเลสเหมือนกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:05:16 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )


  สลักธรรม 4




ทำไมถึงบอกว่ากิเลสเหมือนกัน เพราะกิเลสนั้นประมาณไม่ได้มีมหาศาล เราจึงต้องเมตตากัน แต่ใจฉันไม่แคร์แล้วเพราะมอบให้ทั้งแปดทิศไปแล้ว ต้องท้าทายวิบากให้หมดในขณะที่เรามีกำลังความสามารถ มีอะไรมาก็เผชิญได้ ตอนนี้ใจเราสบายแล้ว มอบถวายพระแปดทิศ ไปหมดแล้ว ไม่มีใครทำอะไรเราได้ อดีตกรรมทำลายเราเอง ทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมทั้งสิ้น

ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราก็อยู่สบาย และก็หัดเป็นคนที่ใจกว้าง หัดเป็นคนมีเมตตาบนใบหน้าก็คือ ทั้งแววตาทั้งรอยยิ้ม ชีวิตกับการที่เราคิดเป็น และอยู่เป็น อยู่ให้เป็น เห็นให้ถูก อยู่อย่างมีค่า แก่อย่างมีคุณ ไปอย่างมีทุน

อยู่อย่างมีค่า ไม่ให้ใครเขาว่าเราได้ เราก็ต้องทำดี มีกุศลคือมิตรไมตรี อยู่อย่างมีค่า แล้วเราจะมีค่าได้ก็คือว่า เราต้องพยายามฆ่ากิเลส ให้หมดนั่นแหละเราจะมีค่า พยายามเอา ฆ.ระฆัง ออก ค.ควายเข้า อยู่อย่างมีค่า กุศลผลบุญสวดมนต์ไหว้พระ อยู่อย่างมีค่า

แก่อย่างมีคุณ คุณยายคุณตาคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่แก่แบบกะโหลกกะลา ต้องให้เขาเรียกคุณ เขามองเห็นคุณเราว่า คนแก่นี่เห็นไหมลูกหลานมา ตัวหอม เนื้อหอม ซุกไซ้ยายอย่างนั้น ตาอย่างนี้ ไม่ใช่พอไปหายายแล้วยี๊ ไปหาตาไม่เอาอ่ะ ตาแก่ หรือแม่ของเรา แม่ทำไมยิ่งแก่ยิ่งบ่นล่ะ ฉะนั้น อย่าให้ลูกมาว่าเราได้ ต้องแก่อย่างงมีคุณ

ไปอย่างมีทุน คือมีเสบียงที่ดีติดตัวไป เพราะไม่มีใครพาเราไปตั้งที่ไหนได้ บาปและบุญพาเราไปตั้งที่สุขคติ และทุกคติ ต้องทำเองทั้งทาน ศีล ภาวนา รักษาไปเถอะ ฉะนั้น ชีวิตเราก็จะไม่สิ้นหวัง เพราะใจที่ยกให้ปุถุชน จะระคนไปด้วยเรื่องราว ใจที่ยกให้พระอริยะเจ้า เรื่องราวและกิเลสจะหมดไป

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:06:43 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )


  สลักธรรม 5




คำถาม : เวลาเราไปเจริญวิปัสสนา จะลงว่าเราจะรับอาหาร ๒ มื้อ หรือ ๓ มื้อ

คำตอบ : อยู่ที่เรา เราต้องรู้ตัวเราเอง ต้องบอกว่าวิปัสสนาเป็นเรื่องงานทางใจ และเป็นงานที่ทำลายความโง่ เมื่อไม่โง่เสียอย่างหนึ่งทุกอย่างก็ราบคาบ เพราะความโง่คือวิปลาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง วิปัสสนาเป็นงานที่ทำทุกอย่างด้วยปัญญา ฉะนั้น เราต้องรู้สุขภาพของเรา ต้องรู้ว่าเราทำได้แค่ไหน ประมาณตน ไม่ใช่ว่า พอให้เลือกได้ เราก็จะอดมื้อเย็น นั่นไม่จำเป็น เราเคยทานเท่าใดก็เท่านั้น อย่าทานเพราะความอยาก แต่ทานเพื่อแก้ทุกข์ อร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้อด แต่ไม่ให้อยาก

กิเลส ๑๐ เป็นการกระจายตามภาษาธรรมะที่เราเรียน แต่จริงๆ แล้วต้นตระกูลของกิเลส ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และโมหะนี่ควบคุมหมดเลย ต้องรู้ก่อนว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดตอนไหน มันเกิดตอนที่ตาเห็นรูป แล้วเราโง่ กิเลสก็เกิดคือมันเกิดความชอบกับความชัง ตอนนั้นแหละ เกิดที่ปัจจุบัน เวลาเราแก้ไขไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ก็แค่มีสติระลึกรู้สึกตัว และมีปัญญารู้ว่า โกรธไม่ดี แล้วเราก็ไม่ได้โกรธในขณะปัจจุบันนั้นมีสติปัญญามาแทนที่

เหมือนตราชั่งสองข้าง ณ วันนี้ เวลาเราบอกละกิเลสได้ อยากจะไปซื้อของปุ๊บ ก็คิดได้ว่าไม่จำเป็น น้ำหนักฝั่งกิเลสมันก็ไม่เพิ่มขึ้น มันยังมีอยู่ การมีสติปัญญานั้นทำให้กิเลสไม่เพิ่ม หรือเหมือนกระถางบัว เราเห็นน้ำมันใส เพราะดินมันนอนก้น แต่ถ้าเอาไม้ไปเขี่ย โคลนมาก็จะขึ้นมาอีก เพราะกิเลสมันยังไม่ได้ไปไหน

ฉะนั้น ต้องรู้ว่ากิเลสมันเกิดตามอารมณ์ รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฐผารมณ์ ธัมมารมณ์ กิเลสเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน กิเลสเกิดขึ้นตามทวาร และที่แน่ๆ คือ เกิดขึ้นที่ใจของเรา ถึงจะห้ามใจไว้ได้โดยไม่เพิ่มปริมาณ แต่กิเลสก็ยังมีอยู่ แต่เมื่อไหร่มรรคจิตเกิดขึ้น กิเลสก็จะถูกประหารไป

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:07:00 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )


  สลักธรรม 6



ก่อนที่มรรคจิตจะเกิดขึ้นนั้น เราได้เจริญสติปัญญามาเรื่อยๆ ก็คือการหยิบกิเลสออกจากตราชั่งลงไปจนเบาแล้ว สมมุติว่า เมื่อก่อนเราอ่านนวนิยายหรืออ่านเรื่องสั้นละครก่อนที่ละครจะเข้าฉาย นั่นเรียกว่ากิเลสล้ำหน้าละครอีก มาวันนี้เราอ่านหนังสือธรรมะ ถึงมันจะฟุ้งบ้าง แต่ก็ยังมีของดีอยู่ในมือ มีของดีเข้ามาสู่ใจ มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตที่ดี

ฉะนั้นไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ถ้ายังอ่านไม่เข้าใจ ให้บอกตนเองว่า ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ วัดพระแก้วไม่ได้สร้างวันเดียวแล้วสวยงามเท่านี้ อย่างศาลาหลวงพ่ออีกหน่อยก็จะสวย แต่หลายวันนี่ยังเห็นดินอยู่เลย ฉะนั้น ความสำเร็จต้องอาศัยเวลาในการเพาะบ่มแล้วทำอยู่สม่ำเสมอ ขอให้มีความเพียรกับมีความศรัทธา เชื่อและมั่นใจว่าทำดีได้ดี แล้วมีความเพียรทำไปวันละนิด

ที่พูดมานี้ก็คือวิธีการค่อยๆ แกะใจออกจากบุคคลอื่น แกะใจออกจากปุถุชนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเมตตา เราพบกันชั่วคราว เดี๋ยวเธอไม่จากฉันไป ฉันก็ต้องจากเธอไป เธอไม่ตายจากฉัน เดี๋ยวฉันก็จากเธอไป เธอขึ้นเมรุก่อนฉัน ฉันขึ้นเมรุหลังเธอ แต่ในสี่ห้องหัวใจฉันยกให้พระอริยะเจ้า ไม่โกรธใคร ไม่ไปรักหลงใคร นี่ก็เป็นอุบายให้เราหัดนึกบ่อยๆ เราอาจจะไม่ชนะไปทั้งแปดทิศ แต่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า สิ่งไม่ดีรอบๆ ตัวนี้เราทำมาเอง แต่มีพวกเขาเป็นเป็นที่ตั้งของผลที่ทำให้เราเห็นว่าดีกับไม่ดี ฉะนั้น สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นเราก็ต้องทำเอง

แล้วการถูกนินทาก็เป็นเรื่องธรรมดามาก ยิ่งอยู่กับคนหมู่มาก ต่างวรรณะต่างพ่อต่างแม่ ต่างการอบรมมา มันเป็นของเคยๆ เราก็เคย เขาก็เคย เคยอะไร? เคยอยู่กับกิเลสอย่างแช่ชุ่ม เป็นมนุษย์ที่เปียกชุ่มแช่และยังเหม็นด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:07:50 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )


  สลักธรรม 7



เราเป็นคนดีทุกวันนี้ ก็เหมือนยังโผล่อยู่แค่หัว แต่ตัวยังเปียกอยู่ เรายังคงเหม็นอยู่มูตรคูถมีกิเลสเยอะ เราจึงต้องหาทางดับกิเลส ย้ายใจไปในสิ่งที่ดี เมื่อย้ายไปในเรื่องความดีแล้วเราจะมีความสุขขึ้น พออยู่บ้านก็อย่าไปกลัวใครเขาว่า เราก็นึกถึงใครว่าคนนี้เคยทำให้เราชีช้ำ ชอกช้ำ ก็แผ่เมตตาไป มองให้ทะลุด่าน สวดมนต์ไป เพื่อท้าทายความสามารถว่า เราจะเห็นเป็นคนปุถุชน หรือใจของเราจะเห็นเป็นพระอรหันต์ สร้างให้เป็นความรู้สึกที่ถวายใจไป ไม่มีสิทธิ์จะไปบอกรักใครพร่ำเพรื่อ เพราะใจมอบให้พระอรหันต์ไปแล้ว อยู่ที่เรา เราคิดเป็น เห็นถูก ว่าคือกรรมของเรา วิบากของเรา

คิดเป็น เห็นถูก จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ใครกันล่ะที่ดี? คือผู้ไม่มีกิเลส นอกนั้นดีๆ เลวๆ เหมือนเราเลยเดี๋ยวดีเดี๋ยวเลว เมื่อเรายังยอมรับ เมื่อเขาไม่รักเรา เราก็บ่นไม่ได้เพราะเราไม่ได้ดีจริงสมควรให้เขารัก เราคือคนดีๆ เลวๆ จิตของเราจะไม่เศร้าหมองก็ต่อเมื่อเรารู้จักความจริง แล้วการคุยกันการเสวนาธรรม หรือว่าการคบคนนั้นสำคัญ การให้คำแนะนำการสอดคล้องในอารมณ์ นิสัยคล้ายคลึงกันมันไปกันได้ สอนกันได้อยู่กันได้ เข้าใจกันได้

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล เราก็ต้องพยายามทำตัวเองเป็นบัณฑิต เวลาเราคุยกับใคร ก็อย่าไปไร้สาระเพ้อเจ้อ มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความสุนทรีย์แห่งอารมณ์ แต่เมื่อกระจายไปแล้วจับมันอย่าให้กระจุย จับมันมารวมกันแล้วกลับมาสู่สภาพความที่เห็นถูกให้ได้ เราไม่ใช่คนดีตลอดเวลา แต่อย่าเป็นคนเลวตลอดเวลา แค่นั้นแหละ

อนุโมทนา ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา และขอให้ทุกคนนั้นสามารถเปลี่ยนชีวิต คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก แล้วเรื่องยุ่งยากจะหมดไป ขอให้ทุกคนสามารถ ยกใจจากปุถุชนออกไปสู่ความเป็นพระอริยะได้ ขณะที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยะ ก็ขอให้สามารถมอบใจถวายพระอริยะเจ้าได้ทุกคน และรักษากายวาจาใจ ให้เกิดความสุข ความสงบ ในธรรมได้ตลอดไป ทั่วหน้าทุกคน สวัสดีค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป และพี่ดา ผู้ทำภาพประกอบ ๑

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2556 , 11:08:19 น.] ( IP = 125.25.196.121 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org