| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รอยกรรม (๑)
สลักธรรม 1
คำถาม บั้นปลายชีวิตยังมีแรงอยู่ อยากจะทำงานเพื่อจะได้มีเงินมาทำทาน ทำบุญมากๆ อาจารย์คิดอย่างไรกับความเห็นนี้?
คำตอบ ทุกวันนี้ชีวิตของเราต้องสร้างรอยกรรมอยู่แล้ว ที่ถามมาว่าบั้นปลายชีวิตยังมีแรงอยู่ อยากจะทำงานเพื่อจะได้มีเงินมาทำทาน ทำบุญมากๆ ถามว่าความเห็นนี้อาจารย์คิดว่าอย่างไร
ก็ต้องมาดูท่อนสุดท้ายว่า จะได้มีเงินมาทำบุญมากๆ ก็รู้สึกยินดีกับเจตนานั้น แต่พฤติกรรมระหว่างที่จะมีเงินมาทำบุญนั้น เราจะมีรอยกรรมอย่างไรล่ะ?
จริงๆ ชีวิตหยุดได้แล้ว เพราะพออยู่พอกิน แต่ก็ยังจะอยากดิ้นรน เอาส่วนเกินนี่ทำบุญ เช่น ไปทำมาค้าขาย อย่างนี้ไม่ควรทำ เพราะการทำบุญมีถึง ๑๐ ชนิด ไม่ใช่มีทานมัยที่ต้องใช้เงินอย่างเดียว ถ้าใครเห็นว่าอาจารย์เป็นผู้ทำทานมาก ก็อยากทำเหมือนอาจารย์ ก็ขอให้รอเวลาก่อนรอชาติหน้า เพราะมันต้องอาศัยระยะเวลาในการให้ผลของกรรมที่จะมีการเดินไปในชาติหน้าๆ
เราควรทำเท่าที่เราทำได้จะดีกว่า เพราะกว่าจะมาวันนี้อาจารย์ก็ต้องทำทานมามากเช่นกัน จึงมาปรากฏผลโภคทรัพย์ในชาตินี้ ซึ่งเป็นผลสำเร็จแล้วที่ท่านเป็นผู้เห็นเท่านั้นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2556 , 13:53:46 น.] ( IP = 182.52.202.69 : : )
สลักธรรม 2
ขอย้อนไปเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ในเฟซบุ๊คของตัวเองมีคนเข้ามาอวยพรวันเกิดให้มากมาย แต่ละคนมีคำพูด คำกลอน คำอธิษฐานอวยพรให้ชนิดที่อ่านแล้วชื่นใจ ขณะที่มองดูภาพและข้อความที่เขาสรรหามาอวยพรให้ ก็เห็นรอยกรรมของตนว่า ว่าทำดีนานๆ แล้วได้ดีแบบนี้เอง เพราะคนจำนวนมากที่เราไม่รู้จักหน้าค่าตากันจริงๆเลย เขาได้เข้ามาพูดเข้ามาอวยพร และมาแสดงความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้อย่างให้เกียรติและเคารพ อยากให้อยู่เป็นเพื่อนเขา อยากให้เป็นที่พึ่งของเขาตลอดไปนานๆ
ก็รู้เลยว่า เหตุที่ทำให้เรามีวันนี้และบุคคลเหล่านี้เข้ามาแวดล้อมมาให้ความรู้สึกที่ดีก็เพราะการทำดีนานๆ
ปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ ๔ แล้ว ที่เปิดเฟซบุ๊ค ใช้ชีวิตในการพูดคุยตอบคำถามธรรมะและให้ความคิดเห็น บางคนก็ตอบทันทีเมื่อเขาถามมา บางคนที่ต้องตอบยาวๆก็ให้เบอร์โทรศัพท์ให้เขาโทรมาถามธรรมะ ฉะนั้น การที่เรามีการให้มาตลอด ก็ถึงเวลาที่เรามีโอกาสเป็นผู้ได้รับบ้างอย่างในวันเกิดที่ผ่านมา นี่จึงเป็นสิ่งที่เตือนตนเองอยู่เสมอแล้วรู้ถึงเหตุก็คือทำดีนานๆ แล้วถึงจะได้ดี
ก็ย้อนกลับมาว่า วันนี้ที่ท่านบอกว่า อาจารย์ทำบุญมากทานครั้งละมากๆ ก็เพราะว่าสิ่งที่นำมาทำนี้ได้มาจากอดีตชาติ เงินทองข้าวของต่างๆ มาจากอดีตชาติ ส่งผลให้ในปัจจุบัน และปัจจุบันตั้งตนไว้ชอบ ประกอบกับจิตที่เคยสร้างปกตูนิสสยปัจจัยมา แล้วก็มีความกลัวเป็นที่ตั้งว่า ไม่ต้องการอดอยากยากจน ซึ่งประกอบกันหลายๆ เหตุ จึงสามารถนำวิบากสร้างกรรมใหม่ได้อย่างเต็มที่ แล้วก็มีความสุขกับการทำด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2556 , 13:54:08 น.] ( IP = 182.52.202.69 : : )
สลักธรรม 3
ฉะนั้น อย่ามาดูแค่วันนี้ หรือมาดูแค่ชาตินี้ ผู้ที่ตั้งคำถามก็คิดทำเช่นนี้เหมือนกัน แต่วิบากมันยังไม่สุกงอม จึงยังไม่ได้ให้ผลโภคทรัพย์ร่วงลงมาในชาตินี้ แต่ข้างหน้านั้นมีแน่ เพียงแต่สร้างความยินดี ความศรัทธา ความพอใจไว้ว่า เมื่อถึงวันนั้น ขอให้มีโอกาสที่จะทำได้อย่างเต็มที่ อย่ามองแค่ว่าชาตินี้มีคนนี้ทำแล้วพวกเราอยากทำบ้างโดยที่เราไม่ขวนขวาย
มือที่เราทำบุญ เป็นมือสะอาด แต่ขาที่เราใช้ยืนค้าขายนั้นแช่อยู่ในสายน้ำแห่งตัณหา ขาของเรา แช่อยู่ในโลภะ เพราะว่าการค้าขายหรือการติดต่อทำมาหากินจะต้องมีการติดต่อให้ซื้อ อันนั้นดี อันนี้ดี ทั้งๆ ที่มันดีไม่จริงก็ได้ แต่เราจะต้องโฆษณาสินค้าของเราว่าดี แล้วถ้ามีคนมาซื้อเราก็ปลื้มใจดีใจ อยากขายได้มากกว่านี้ ก็เป็นการเร่งสปีดโลภะเข้าไปอีก แต่ถ้าขาย ก็เกิดโทสะ ความน้อยเนื้อความต่ำใจฟุ้งซ่าน
ฉะนั้น ขานี่มันชุ่มแช่อยู่ในน้ำ แม้ว่ามือจะสะอาด ขาที่ยืนอยู่กับโลภะนั้นสร้างรอยกรรม สร้างความเคยชินไปในอำนาจโลภะ แล้วเราจะมั่นใจได้ไหมว่า วันนี้เราขายได้แล้วเราทำทุกวัน ขาย ๓๐ วัน อาจจะทำวันเดียว หรือไม่ก็เก็บตุนไว้ก่อน ระหว่างที่ไปตุนเงินนี่ เราอยู่บนอะไร? บนอำนาจโลภะ แล้วถ้าหากเราตายไปในระหว่างนั้นล่ะ เราคุ้นกับอะไร? เราคุ้นกับความยินดี อยากได้
วิบากของแต่ละคนนั้นมันมาถึงแล้ว เมื่อต้องหยุดแล้วก็ควรหยุด กรรมกำหนดว่าอายุ ๔๘ คุณต้องเกษียณออกจากงานมา พอถึงอายุ ๔๘ ปีก็อยู่ไม่ได้ทั้งที่มีการห้ามแล้ว พอออกมาไม่เท่าไหร่เขาก็มีเงินพิเศษ จึงได้บำนาญมานิดเดียว นี่เวรกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข ให้คุณได้แค่นี้ ต้องทำแบบนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2556 , 13:54:53 น.] ( IP = 182.52.202.69 : : )
สลักธรรม 4
ก็ขอให้คิดว่า เราโชคดีนะ หมดภาระทางโลก มีพอกินพออยู่แล้ว มีพอที่จะทำความดีได้แล้ว พอที่จะเริ่มสร้างนิสัยความสันทัดเพื่อที่จะให้เกิดเหตุกุศลอันมั่นคง เป็นกรรมอารมณ์ เป็นกรรมนิมิตอารมณ์ เป็นคตินิมิตอารมณ์ ซึ่งต่างกับที่เรายืนแช่น้ำมีอารมณ์ค้าขายอยากได้
ฉะนั้น เมื่อเห็นอะไรแล้วจะมองดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองมุมกว้าง ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเราทำแบบนี้ ก็ตรงกับคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า คิดให้ดี คิดให้เป็น เห็นให้ถูก เราคิดดีแล้วว่าเราจะทำบุญ แต่ต้องคิดให้เป็นถึงเหตุที่เราจะสร้างใหม่และจะต้องรับผลอย่างไร และตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว เห็นให้ถูกว่า ความพ้นทุกข์เท่านั้นเป็นจุดสุดยอดที่สุดของชีวิต
ภารสุตคาถาที่เราสวดเมื่อเช้านี้บอกว่า พระอริยะเจ้าทั้งหลายสลัดของหนักลงทิ้งไปแล้ว และไม่หยิบฉวยของหนักนั้นขึ้นมาอีก เราท่องสิ่งที่ดีได้แต่เราทำไม่ได้ เราเป็นปุถุชนที่ยังบ้าหอบฟาง เราจึงท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ มีนิสัยแบบนี้ แล้วจะสุขได้อย่างไร? ความสุขของเรามันเกิดขึ้นจากความพอใจ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเพียงพอ
ฉะนั้น ถึงเวลาหยุด ก็ต้องหยุด และยังมีงานอีกมากมายให้เราทำ โดยเฉพาะงานสร้างใจให้ไกลจากกิเลส ขวนขวายในกิจการงานบุญที่ชอบ และการขวนขวายในกิจการงานที่ชอบนี้ ก็เหมือนเราต่อสะพานไปสู่ดวงดาว คำพูดของหลวงพ่อท่านบอกว่า รักพ่อ ศรัทธาพ่อ เดินตามทางพ่อมาสิ ทางของพ่อ ไม่มีคน ไม่มีความพอใจ มีแต่ทางพระธรรม คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทางของพ่อเป็นทางที่สลัดออกจากกิเลส
การขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ เช่น ช่วยงานกุศลที่โน่นที่นี่ที่นั่น เป็นงานบุญ เท่ากับเราเอาบันไดลิง กำลังพาดขึ้นสู่สวรรค์ และเราก็เป็นเหมือนพวกลิงที่ปีนขึ้นปีนลงตลอด พอถูกกระตุ้นเตือนทีก็ปีนขึ้นที พอถูกกิเลสมาเป็นเพื่อนล้อมหน้าล้อมหลังปีนลง จึงไปไม่ถึงไหนสักที
โดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2556 , 13:55:17 น.] ( IP = 182.52.202.69 : : )
สลักธรรม 5
ให้เราพยายามนึกว่า จุดมุ่งหมายเราต้องการอะไร? เมื่อไม่ได้ชาตินี้แล้ว เพราะอายุปูนนี้แล้ว ชาติหน้าเราต้องการอะไร? ต้องการสุคติ สุขคติมาจากไหน มาจากอารมณ์ใกล้ตาย แล้วอารมณ์ใกล้ตายเราคุ้นอะไร ชินอะไร อารมณ์เหล่านั้นมันก็จะมา และไม่ได้มาอย่างเดียว กรรมนิมิต คตินิมิต กรรมอารมณ์ มาได้ตั้ง ๕-๖ วัน ๗ วัน หรือเป็นเดือนๆ แล้วมาอยู่เรื่อยๆ อะไรชัด อะไรเด่นจัด แล้วก็เข้ามรณาสันนกาล
ตอนนี้เรามีอารมณ์อะไรชัดบ้าง? หลับตาแล้วนึกว่าเรามีอะไรชัดบ้าง มีฟุ้งซ่าน รำคาญใจ เบื่อ เซ็ง เป็นอารมณ์ที่เราสันทัด นี่แหละ อารมณ์ของเราไม่แน่นอน เดี๋ยวก็เบื่อเป็นแล้วเป็นอีกแล้ว เราไม่มีความมั่นคง สุคติจึงมีโอกาสเกิดได้ยาก ในพระสูตรท่านก็เปรียบไว้ว่า การได้สุคตินี่เหมือนเขาโค แต่ทุคตินี่เหมือนขนโค เมื่อเรารู้อย่างนี้ เราจึงจำต้องเร่งรีบและสังวรระวัง
ในการที่เรามีชีวิตอยู่ นอกจากจะยุ่งยากแล้ว เรายังเจอคนที่ถูกใจไม่ถูกใจ และคนถูกใจใช่จะถูกใจตลอดไป คนที่ไม่ถูกใจก็ใช่ว่าจะไม่ถูกใจไปตลอด เพราะว่ามีทั้งเราพอใจและไม่พอใจ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาไม่มีอะไรมากไปกว่า ความรู้สึก ๒ อย่าง ที่ได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้รส ก็เสพอารมณ์อยู่คือพอใจ กับไม่พอใจ เดี๋ยวก็พอใจ เดี๋ยวก็ไม่พอใจ พอใจก็เป็นโลภะ ไม่พอใจก็เป็นโทสะ
ตรงนี้นี่แหละ ก็คือด่านที่มันเข้ามากระแทกใจเราตลอดเวลา จึงสอนให้ว่าพุทธมงคลคาถาช่วยเราได้ ถ้าเราศรัทธา แล้วก็พยายามนึกแล้วกันว่า บัดนี้ เราใช้ชีวิตมานานเกินไปแล้ว เรารักลุ่มหลงมานานเกินไปแล้ว เราเกลียดแค้นเบื่อเซ็งนานเกินไปแล้ว จากคนต่างๆ จากเรื่องต่างๆ เพราะเราให้ใจเขาไง แล้วเราใส่ใจเขา ใส่ใจในเรื่องไม่ดีเราก็ทุกข์ ใส่ใจในเรื่องดีเราก็สุข เรารักเขา เราก็สุข เราเลิกรักเขา เราก็ทุกข์
ฉะนั้น ใจเรานี่แหละไม่เป็นอิสรภาพ เพราะเรายกให้กับเรื่องและคนที่ไร้สาระหมดเลย เพราะใจของปุถุชนไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ธุลีแห่งกิเลสเหมือนกันกับเรา ฉะนั้น ณ วันนี้ ลองเปลี่ยนว่า เฮ้อ รักกันมานานแล้ว รู้จักกันก็มานานแล้วก่อนจะตายจากกันจริงๆ เรายกใจให้พระอรหันต์ทั้ง ๘ องค์เถอะ แล้วก็เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
โดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2556 , 13:55:35 น.] ( IP = 182.52.202.69 : : )
สลักธรรม 6
เราให้ใจใครไม่ได้แล้ว ใจเรามีกำแพงแก้วของพระอรหันต์ทั้งแปดทิศมาเป็นเกราะกำบังความยึดคิด เมื่อรู้จักคิดแก้ไข ใจก็มีกุศล เมื่อมองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากก็จะหมดไป เราจะมีชีวิตที่สบายขึ้น แต่ทุกวันนี้เรามีคนมีสัตว์ มีของเราสารพัด และคนสัตว์ของเราที่เรารักเราเกลียดนี่แหละมันจะมาหาเราตอนมรณาสันนกาล แล้วก็จะพาเราไปในทุคติ ฉะนั้น เมื่อบอกว่าเรารักพระพุทธเจ้า รักพระธรรม เราก็จะให้พวกนี้มาพาเราไปทุคติไม่ได้
ถ้าเราไม่วางชีวิตไว้ให้ดี ใน ๘ ทิศนั้นก็จะเต็มไปด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ บัดนี้ เราอัญเชิญพุทธมงคลคาถา มาล้อมเราเพื่อให้ใจร่มเย็น ใครจะพูดยังไงช่าง เขามีสิทธิ์พูด ห้ามเขาไม่ได้ ต้องห้ามที่ใจเรา แต่เราเคยห้ามใจเราไม่ได้ ก็ให้นำพระอรหันต์นี้มาห้าม เป็นการพิชิตมารคือกิเลสของเราเอง พุทธมงคลคาถาจึงเป็นยันต์แปะใจ ๘ ทิศ เพื่อทำลายโลกธรรมทั้ง ๘ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ของเราออกไปบ้าง
การที่เรารู้จักเอาธรรมะมาใช้ช่วยเราให้มีความสุข ไม่ใช่แค่รู้ธรรมะ จึงเตือนท่านบ่อยๆ ว่า การศึกษา การเรียน การฟัง ถ้าเป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด นั่นแหละเราเรียนถูกต้องถูกวิธี แต่ถ้าเรียนแล้วยิ่งเพิ่มกิเลส เพิ่มมานะนั่นแหละไม่ใช่การเรียนที่ถูกต้อง ซึ่งท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนจับงูข้างหาง หัวงูก็จะแว้งมาฉกเราได้ แต่เมื่อเราเรียนเอาหัวใจเราจับให้ถูกต้อง งูก็ไม่สามารถกลับมาฉกเราหรอก
จึงต้องหมั่นสำรวจตัวเองว่า เราดีขึ้นไหมหลังจากที่ได้เรียนธรรม เราได้อะไรบ้างจากพระธรรม แล้วเราได้เอาพระธรรมมาทำอะไรแก่ชีวิตเราบ้าง นั่นแหละเรากำลังเดินตามทางองค์พระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้เปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
ขณะนี้เราเข้าสู่ปลายชีวิตแล้ว ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ อาจจะวันนี้หรือพรุ่งนี้ ไม่มีสัญญา ไม่มีสัญญาณ เป็นอนิมิตทั้งสิ้น เราก็ควรจะอยู่ให้เป็นสุข หลับให้เป็นสุข ตื่นให้เป็นสุขด้วยเมตตาธรรม ชีวิตของเรามีแค่วันนี้ วันพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยู่ให้ดี คิดให้เป็นแล้วก็เห็นให้ถูก
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [28 มี.ค. 2556 , 13:55:54 น.] ( IP = 182.52.202.69 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |