| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วินัยของคฤหัสถ์
สลักธรรม 1
พระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อว่า การปฏิบัติตามคำสอนของพ่อแม่นั้นดีมาก เพราะท่านมีความหวังดี ไม่มีพ่อแม่ผู้ใดหวังร้าย จะโกรธจะเกลียดลูกอย่างไรก็แล้วแต่ การให้นั้นบริสุทธิ์ใจร้อยพ่อแม่ที่ปากบอกว่าเกลียดเราก็ไม่เท่ากับคนอื่นรัก แต่การไหว้ทิศของเธอนั้นยังไม่ถูกต้อง ไม่ใช่การไหว้ทิศในอริยวินัย คือในระบบแบบแผนของอารยชน
มาณพหนุ่มก็สงสัยและกราบทูลถามว่า การไหว้ทิศในอริยวินัยเป็นอย่างไร
สมเด็จพระชินสีห์จึงทรงแสดงคำสอนที่เรียกว่า สิงคารกสูตรออกมาคือ ก่อนที่มาณพจะไหว้ทิศ เขาก็อาบน้ำชำระร่างการผมเผ้าเปียกหมด เป็นการเตรียมตัวก่อน เป็นการชำระสิ่งสกปรกนั่นเอง แล้วก็มายืนทั้งๆ ที่เปียกอยู่ ดังนั้นพระองค์จึงทรงแสดงว่า
ขั้นที่ ๑ ต้องรักษาชีวิตให้สะอาด ไม่ใช่ชำระร่างกายให้สะอาด แต่ต้องชำระจิตใจให้สะอาด ด้วยการเว้นจากความชั่วต่างๆ เหมือนกับการทำความสะอาดร่างกายให้หมดจดเสร็จแล้วจึงค่อยมาไหว้ทิศ เป็นการชำระสิ่งชั่วร้ายออกไปจากจิตใจก่อน
มาณพก็กราบทูลถามว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่ชั่วร้างต่างๆ
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า สิ่งที่ชั่วร้ายต่างๆ คือสิ่งที่ต้องชำระนั้นมี ๑๔ อย่าง ต้องชำระให้หมดก่อน คือ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [8 เม.ย. 2556 , 13:11:39 น.] ( IP = 110.168.184.76 : : )
สลักธรรม 2
๑. กรรมกิเลส ๔ คือการกระทำที่ทำให้ชีวิตมัวหมองและเสียหาย คือการดำเนินชีวิตหรือประพฤติปฏิบัติเบียดเบียนกัน ๔ ประการ ได้แก่ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ๔ ประการ
ปาณาติบาต คือ การทำร้ายเบียดเบียนชีวิตร่างกายของผู้อื่น
อทินนาทาน คือ การลักทรัพย์ ละเมิดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น
กาเมสุมิจฉาจาร คือ การประพฤติผิดในกาม ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น
มุสาวาท คือ การพูดเท็จ โกหก หลอกลวง ทำร้ายเขาด้วยวาจา
ทั้งหมดนี้เรียกว่า กรรมกิเลส ๔ ท่านให้ละเว้นก่อน กรรมกิเลสนั้นดูเหมือนหลักของศีล ๕ จึงมีคำถามว่า กรรมกิเลส ๔ กับศีล ๕ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และข้อสุดท้ายของศีล ๕ คือห้ามดื่มสุรายาเมาหายไปไหน ทำไมจึงไม่จัดเป็นกรรมกิเลส
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [8 เม.ย. 2556 , 13:12:02 น.] ( IP = 110.168.184.76 : : )
สลักธรรม 3
มีคำตอบว่า กรรมกิเลส ๔ ข้อนั้นเป็นตัวกรรม เจตนาเป็นกรรม เช่น เจตนาฆ่าสัตว์ แต่ข้อสุราเมรัยนั้นไม่ใช่เจตนากรรม หากเราพูดถึงศีล ๕ เขาเรียกว่า สิกขาบท ส่วนศีล ๔ ข้อต้นนั้นจึงจัดเป็นกรรมบถด้วยเป็นสิกาขาบทด้วย ส่วนข้อที่ ๕ สุราเมรัยนั้นไม่เป็นกรรมบถ แต่เป็นสิกขาบทอย่างเดียว
กรรมบถนั้นจัดเป็นตัวกรรม การทำร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น ไปลักทรัพย์คนอื่นเป็นกรรมชั่วโดยตรง แต่การดื่มสุรายาเมา ยังไม่ใช่เป็นตัวกรรมโดยตรง เพราะสุราไม่ใช่กรรม ถ้าสุราเป็นกรรมก็ตีสุราเสียได้ แต่สุราเป็นเพียงสิกขาบทคือ ข้อฝึกหัดที่จะเว้นในสิ่งไม่ดี เพราะดื่มเข้าไปแล้วเมา ขาดสติ ความดำริก็ผิดๆ ทำผิดได้ ก่อให้เกิดโทษอย่างอื่น จึงมาเป็นเพียงสิกขาบทร่วมเพราะเอามาใช้ในการฝึก เป็นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ดี สุรานั้นเป็นสื่อให้เกิดการกระทำความชั่วเพราะขาดสติ
ดังนั้น แทนที่จะไปอาบน้ำชำระร่างกายและสระมวยผมเฉยๆ ก็ต้องชำระสิ่งนี้คือ สิ่งที่ทำให้ไปอบาย เพราะกรรมเป็นเครื่องเศร้าหมองคือความประพฤติเสียหาย กรรมนี้ปกคลุมไปถึงอาชีพการงานด้วย อาชีพการงานเป็นหลักสำคัญของชีวิตเรา ก็ไม่ให้มี ๔ ตัวนี้ด้วยคือให้ละเว้น ไม่ให้เป็นอาชีพการงานที่ทำร้ายเบียดเบียนชีวิตเขา จึงจะเป็นสัมมาอาชีพ
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงบอกว่า การค้าอาวุธ การค้าสัตว์ การเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงหมูไปเป็นอาหาร แม้ว่าเราไม่ได้ฆ่าเอง แต่เรารู้อยู่แล้วว่าเขามาซื้อไปฆ่า พระพุทธเจ้าห้ามให้ละเว้นอาชีพเหล่านี้เสีย ต้องไม่เบียดเบียนชีวิตเขา ไม่ล่วงละเมิดชีวิตและสิทธิ ไม่ฉ้อฉลต่างๆ ไม่ค้าประเวณี เป็นอาชีพที่หลอกลวงใช้ชีวิตของคน ถ้าบุคคลที่ลวงชีวิตไปขาย เป็นเอเย่นต์ลวงหญิงไปขาย กรรมจะตามสนอง เป็นมนุษย์ใจหยาบบาปช้า เราทำไม่ได้ กินเกลือดีกว่า อดตายดีกว่าที่จะทำเช่นนั้น ขายชีวิตสัตว์และคน เรายอมตาย
เรามัวแต่ฟุ้งซ่านถึงอดีตที่ผ่านมาและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่เคยคิดไหมว่า เราตายแล้วจะไปไหน และทุกวันนี้ผลของทานน้อย เพราะในสมัยพุทธกาล ผู้ที่เกิดในสมัยนั้นรวยมหาศาล เช่น นางสุชาดา นางมัลลิกา เป็นต้น
บุคคลที่ถูกลวงไปค้าประเวณีนั้นเพราะเหตุใด? เพราะอดีตชาติเคยเบียดเบียนสัตว์เอาไว้ ค้าสัตว์มี ชีวิตไว้ ทำไมคนอื่นไม่โดน ทำไมตัวเองโดน เพราะกรรมกิเลสที่ทำ พระพุทธเจ้าจึงบอกให้ชำระอันนี้เสีย ปลูกผัก กินข้าวกับกระเทียมคลุกเกลือยังดีกว่า อย่าไปทำเลย สนุกชาติเดียว สบายชาติเดียว ชีวิตนั้นโดดเดี่ยวเดียวดายไร้สาระสิ้นเชิง เกิดมาทั้งทีมีชีวีก็ถูกค้า
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [8 เม.ย. 2556 , 13:12:24 น.] ( IP = 110.168.184.76 : : )
สลักธรรม 4
๒. ต้องชำระอคติ ๔ ให้หมด อคติ ๔ ได้แก่ ความลำเอียงหรือความประพฤติออกนอกทางธรรม ๔ อย่างคือ
ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบ คนนี้ฉันชอบจึงมีใจไม่ยุติธรรม
โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชัง เช่น ผู้ที่เป็นครูนั้น หากผิดเหมือนกัน แต่ตีไม่เท่ากัน เพราะเด็กคนนี้ไม่ชอบจึงตีหนักกว่าคนอื่น
โมหาคติ คือ ลำเอียงเพราะเขลา มีอย่างไม่รู้ตัว คือความมืดปิดบัง เลือกที่รักผลักที่ชัง ฉะนั้น การกระทำอะไรก็แล้วแต่ อคติต้องทำลายออกไป อย่าทำเพราะเห็นผิด เช่น ไม่เอาหรอกตักบาตรดีกว่า ช่วยคนนั้นดีกว่า โมหาคติทั้งสิ้น ทำบุญอะไรให้นึกถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เจตนาอย่างนี้ทำให้ไม่มีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง
ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว เช่น เรื่องลูก เป็นต้น บางคนกลัวลูก
คฤหัสถ์เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นต้องมีความรับผิดชอบกลุ่มคนหรือหมู่คน เช่นเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นหัวหน้าหน่วยงาน เป็นหัวหน้าชุมชน ต้องรักษาความเป็นธรรมเอาไว้ ให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกคน ให้แก่คนในความดูแลของตนเอง เพื่อให้กลุ่มหรือชุมชนนั้นเกิดความสมัครสามัคคี มีความสงบสุข พระพุทธเจ้าจึงทรงให้เว้นจากความลำเอียงคือ ความประพฤติผิดธรรมหรือขาดจากธรรมเพราะชอบ ชัง และกลัว ให้ดำรงอยู่ในธรรมคือ ความถูกต้องดีงามและความเที่ยงธรรม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [8 เม.ย. 2556 , 13:12:45 น.] ( IP = 110.168.184.76 : : )
สลักธรรม 5
๓. อบายมุข ๖ ได้แก่ ความเป็นนักเลงสุรา นักเที่ยวกลางคืน หมกมุ่นบันเทิง ติดการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการงาน
ทางแห่งความเสื่อมโดยเฉพาะช่องทางแห่งความสิ้นเปลืองของทรัพย์และเงินทอง เพราะการทำมาหากินของฆราวาสนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ต้องสามารถเก็บเงินเก็บทองให้ได้ ทำมาหากินเป็นเรื่องคู่กับชีวิต ถ้าเราเกิดขึ้นมารู้ว่าต้องทำงานใช้เงิน เลี้ยงชีวิตเลี้ยงครอบครัว ถ้าทุกคนมีความสำนึกว่า ถ้าออกเรือนไปต้องรับผิดชอบอีก ๕ ขันธ์ ต้องรับผิดชอบเขาแหละ และมีลูกก็ต้องดูแลลูกไป ลูกจะดีจะชั่วก็ลูกเรา ต้องดูแลไปจนตาย
และเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกนั้นจะกตัญญูกับเราหรือไม่กตัญญูกับเรา ถ้าเรารู้ว่าต้องมีความรับผิดชอบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วลูกอกตัญญู ก็จะไม่มีลูกกัน แต่ทำไมจึงมี ก็เพราะโมหะ ตัณหา เป็นเครื่องล่อไปติด พอติดแล้ว โมหะอวิชชาครอบงำไม่รู้เลย ความอยากเป็นประธาน แต่ถ้ามีอบายมุขแล้ว เงินก็หมด เก็บก็ไม่ได้ เงินก็ไม่อยู่กับเรา หรือพูดตามสำนวนว่า เงินทองที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น เงินทองที่เกิดขึ้นแล้ว ก็หมดสิ้นไปเพราะอบายมุข
นอกจากความเสื่อมทางทรัพย์สินเงินทองแล้ว ก็ยังมีความเสื่อมอย่างอื่นคือ ความเสื่อมทางด้านจิตใจ จิตใจก็ไม่อยู่กับการงาน ถ้าอยู่ในวัยเรียน มีอบายมุขเข้ามาก็เสียการศึกษา ซ้ำร้ายสุขภาพร่างกายก็เสื่อมโทรม เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านจึงให้เว้นจากอบายมุขคือ ทางแห่งความเสื่อมทั้ง ๖ คือ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [8 เม.ย. 2556 , 13:13:05 น.] ( IP = 110.168.184.76 : : )
สลักธรรม 6
ความเป็นนักเลงสุรา สุราแปลว่าเหล้า กินแล้วเมาเดินโซเซ หมกมุ่นอยู่กับสุรายาเมายาเสพติด
นักเที่ยวกลางคืน คือเที่ยวไม่เป็นเวลา เสเพล เรื่อยเปื่อย เพราะกลางคืนเป็นเรื่องของคนต้องหลับต้องนอน แต่สิ่งที่ทำให้คนตื่นได้ก็คือ ไพ่ สนุกเกอร์
ความเป็นนักเลงหมกมุ่นบันเทิง ชอบดูการละเล่น วนเวียนอยู่กับสถานที่และรายการบันเทิง จะหาความสนุกอย่างเดียว เปิดทีวี เล่นเกมส์กด ทิ้งการเรียน ไม่เอาการงาน ไม่มีเวลาหาเงินหาทอง ผลาญเงินทองอยู่เสมอ เพราะเกมส์มีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ติดการพนัน ถ้าเป็นผู้ชนะก็จะก่อเวร ถ้าเป็นผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป มีความเสื่อมในทรัพย์เกิดขึ้นได้
คบคนชั่วเป็นมิตร ก็จะนำพาไปเป็นพวกนักเลงทั้งหลายได้ ทั้งนักการพนัน นักเลงเหล้า นักเลงหัวไม้ เป็นต้น
เกียจคร้านการงาน ก็จะไม่มีทรัพย์ใหม่เกิดขึ้น ส่วนทรัพย์ที่มีอยู่ก็จะหมดไป อบายมุขทั้งหมดนี้หากประพฤติเข้าแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความฉิบหาย ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ชีวิตร่างกายได้เหมือนกันทุกข้อ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [8 เม.ย. 2556 , 13:13:39 น.] ( IP = 110.168.184.76 : : )
สลักธรรม 7ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา (พี่ดา) [9 เม.ย. 2556 , 09:42:57 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |