มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปฏิจจสมุปบาท (๑)







ปฏิจจสมุปบาท (๑)
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันเสาร์ที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖



ปฏิจจสมุปบาท คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันมิรู้จักจบ หรือเรียกว่าลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์ ที่ร้อยคล้องกันอยู่ตลอด ปฏิจจสมุปบาทเป็นการพูดถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ผลเกิด โดยอาศัยเหตุเป็นที่ตั้ง ปัจจัยเป็นตัวสนับสนุน ให้ผลเกิดขึ้น มีการคล้องกันเหมือนลูกโซ่ที่คล้องกันเป็นเส้นเดียว ถามว่าลูกโซ่ที่เราเห็นโซ่ผูกรางรถไฟ เราก็ดูเป็นเส้นสาย แต่มันเกิดเชือกห่วงที่คล้องกันตลอดเวลา ก็เหมือนกับอวิชชา สังขาร วิญญาณ นาม รูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ซึ่ง ๑๒ ตัวนี้ มันคล้องกัน ฉะนั้น เราจะดูความคล้องจองกันให้ละเอียดถี่ถ้วนได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจตัวแรกก่อน

อวิชชา คือ ความไม่รู้ความจริงตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว ธรรมชาติที่เราไม่มีทางรู้เลยก็คือ จิต เจตสิก รูป ที่เป็นส่วนประกอบของชีวิต เราจึงยึดถือว่าเป็นเรา เป็นคนเดิน นั่ง ยืน แท้จริงมันมีจิตเจตสิก และรูป นี่คือธรรมชาติของชีวิต

อวิชชา อะ แปลว่า ไม่ วิชชา แปลว่า ปัญญา เอามารวมกันอ่านว่า “อวิชชา” แปลว่า ความไม่มีปัญญา เป็นความไม่มีปัญญาในเรื่องของชีวิต ว่าชีวิตแท้จริงนี่ ที่ยืนอยู่นี่ประกอบไปด้วยอะไร ร่างกายและจิตใจ ทางด้านร่างกายเราเรียกว่า รูป ทางด้านจิตใจเราเรียกว่า นาม นั่นก็คือ จิต และเจตสิก ฉะนั้น ชีวิตคนๆ หนึ่ง ต้องประกอบไปด้วย ๓ อย่าง จิต เจตสิก และรูป

เมื่อย่อจิต เจตสิก รูป ทั้ง ๓ ตัว ลงมาอีกก็เหลือเพียง ๒ คือ เกิด-ดับ เพราะจิตมีลักษณะเกิด-ดับ เจตสิกมีลักษณะเกิด-ดับ รูปมีลักษณะเกิด-ดับ ถ้าเราไม่ได้เรียนแบบนี้ เราจะไม่รู้ นี่ไงเพราะอวิชชา และเมื่อย่อความเกิด-ดับให้เหลือ ๑ คือ ไม่เหลืออะไร เพราะธรรมชาติของความเกิดและดับเมื่อมีแล้วก็จะไม่เหลืออะไรเลย

เช่น การเกิดคือ การเขียน การดับคือ การลบ พอเขียนลงไปที่กระดานปุ๊บ ก็ลบปั๊บ ก็ไม่เหลืออะไรเลย เพราะว่ามันดับไปหมดแล้ว แต่ที่เรารู้สึกยึดมั่นถือมั่น เพราะมีความเกิดขึ้นแทนการดับต่อเนื่อง เหมือนกับเราเขียนอย่างนี้ มันก็ยังมีเป็นแถวเป็นแนว เพราะเราไม่เห็นถูก แต่เรายังอุปาทานว่ายังมีอยู่ เช่น เราเดิน ที่จริงข้างหลังเราไปหมดแล้ว แต่เพราะความไม่รู้ ความไม่มีปัญญาที่ไวพอจะเข้าไปรู้ตรงนี้เราจึงไม่รู้ และการที่จะรู้ตรงนี้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติ


อวิชชา คือ ความไม่รู้ โดยเฉพาะความไม่รู้เรื่องราวในชีวิต ว่าชีวิตคืออะไร ไม่รู้ธรรมชาติตามความเป็นจริงของชีวิต ว่าชีวิตมันคืออะไร เราก็นึกว่าชีวิตเป็นสิ่งที่เดินได้ ยืนได้ นั่งได้ นอนได้ กินได้ นั่นไม่ใช่ชีวิต นั่นคือพฤติกรรมชีวิต ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย ไม่มีพ่อแม่ผู้ใดจะทำให้ลูกเกิดได้ในโลกนี้เป็นไปไม่ได้ การเกิดขึ้นมาอาศัยเหตุปัจจัย

ภายใต้จิต เจตสิก รูปนั้นมีการเกิดดับ และไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แต่ที่เราเห็นว่ายังมีอยู่ก็เพราะว่ามันมีการเกิดขึ้นสืบต่อแทนการดับ จึงเห็นว่ามีรูปกับนามอยู่ตลอดเวลา แต่ในความจริงนั้นก่อนที่จะมีการเกิดขึ้นก็ต้องมีการดับไปเสียก่อน ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้มันก็ไม่มีอะไรให้เรายึด แต่เราไม่เท่าทันตามความเป็นจริง เราไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความสิ้นสุดทุกข์ ไม่รู้ทางดำเนินสู่ความพ้นทุกข์ ไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้จักทั้งอดีตและอนาคต ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท แล้วเราก็ยังมีความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [28 เม.ย. 2556 , 15:31:46 น.] ( IP = 61.90.111.103 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




สังขารคือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่ง เป็นธรรมชาติของจิต เจตสิก รูป ที่ปรุงแต่ง ให้เป็นบุญเป็นบาป และไม่บุญไม่บาป เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ตรงสังขารนี้มี ๓

สังขารนี้ท่านบอกว่าเกิดขึ้นจากอวิชชา คือมีอวิชชาเป็นปัจจัย ทำให้บุญก็เกิดขึ้นได้ บาปก็เกิดขึ้นได้ ฌานจิตก็เกิดขึ้นได้ ตรงนี้เราจะเห็นความน่ากลัวของอวิชชาว่าเพราะความไม่รู้จึงทำให้เราทำบุญทำบาป เช่น ความไม่รู้ว่าชีวิตเป็นทุกข์ ไม่รู้ว่าเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์คือการเกิด เราจึงฝักใฝ่ที่จะทำบุญเพื่อให้ได้ชาติหน้าที่ดีๆ ทำบุญด้วยความหวังว่า ชาติหน้าร่ำรวย ขอให้ชาติหน้าเป็นนั่นเป็นนี่ เราทุกคนต้องการได้ดีมีสุข เราก็ทำบุญกัน บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ศึกษาเล่าเรียน ล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ เป็นบาป พยายามกระทำฌานต่างๆ อเนญชาภิสังขาร

ความโง่ทำให้เราทำบุญ ทำไมถึงบอกอย่างนี้ ก็เพราะว่า เราลงทุนเพื่อจะได้ไปเกิดดี อย่างเช่นทุกๆคน พยายามทำบุญ เพื่อให้ชาติหน้าดีกว่านี้ ได้สวรรค์ ลงทุนทำ ตั้งใจทำ มีศรัทธาทำชาติหน้าไปเกิดสุคติ แค่เหวี่ยงบุญเหวี่ยงปั๊บไป แต่เมื่อเราปฏิสนธิปุ๊บ ใครเป็นทุกข์ เราเป็นทุกข์ ความไม่รู้ทำให้เรากระทำบุญ

เราตายด้วยการมีบุญมาเป็นอารมณ์ บุญก็นำเกิดในสุคติภูมิ ฉะนั้นอำนาจของบุญแค่นี้ได้เหวี่ยงให้ไปเกิดแล้วในสุคติ และภายหลังการเกิดคือขันธ์นั้นเป็นส่วนที่ชีวิตต้องรับผิดชอบไปทั้งชาติ ไม่ว่าจะสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม นี่แหละเพราะความไม่รู้จึงทำให้เราอยากเกิด เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องพบกับความทุกข์สารพัดเลย

เพราะความไม่รู้ ทำให้เราทำบาป อปุญญาภิสังขาร แล้วก็ไปเกิดไม่ดีทั้งชาติเลย เช่นเดียวกัน อเนญชาภิสังขาร ก็มุ่งทำฌานไปเพราะความไม่รู้ หวังทำฌานให้ได้ฌานสารพัด แต่การได้ฌานก็มาหลังชาติเกิด ฉะนั้น เราจะยอมรับได้เลยว่า อวิชชามันมีความน่ากลัวมากมาย ทำให้สัตว์โลกกระทำได้ต่างๆ นาๆ ทั้งทำดีไม่ดี ทำฌาน ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเกิดเป็นใคร ในภพภูมิใด คำเดียวที่พระพุทธเจ้าบอกก็คือ “ ชาติปิทุกขา ชาติเป็นทุกข์” เมื่อไม่มีชาติเสียอย่างเดียว จะเอาทุกข์มาได้อย่างไร แค่พูดถึงอวิชชาและสังขาร ๒ ตัวนี้ ก็คงจะทำให้เราซึ้งในรสพระธรรมขึ้นมาได้บ้าง นี่คือพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อเรามองกลับไปก็จะรู้ว่า บุญมาจากไหน บาปมาจากไหน ก็คืออวิชชาเป็นมูลรากที่ทำให้ชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2556 , 15:32:28 น.] ( IP = 61.90.111.103 : : )


  สลักธรรม 2



วิญญาณ เพราะสังขารเป็นปัจจัยให้แก่วิญญาณ ในเวลาปฏิสนธินั้น จิตหรือวิญญาณปฏิสนธิ ทำไมสังขารจึงเป็นปัจจัยให้ได้ ก็เพราะบุญเป็นปัจจัยให้เกิดในสุคติได้ และปฏิสนธิวิญญาณก็เกิดในสุคติภูมิ บาปเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิวิญญาณในทุคติ อเนญชาภิสังขารอันเป็นปัจจัยให้จิต ปฏิสนธิในรูปฌาน นี่พูดโดยชาติ มันก็จะเป็นปัจจัยแบบนี้

และที่เราเกิดมาในชาตินี้ ภวังคจิตก็จะรักษาภพชาติมนุษย์ตั้งแต่เกิดไปจนตาย การปฏิสนธิเป็นมนุษย์มาจากไหน ก็มาจากบุญญาภิสังขาร บุญญาภิสังขารมาจากอวิชชา และในชาติเกิดนี่ก็ยังเป็นปัจจัยให้แก่จิตรู้

เช่น เราทำบุญ จิตมันสั่งให้ทำบุญ จิตยินดีกับการทำบุญ เมื่อทำบุญปุ๊บ จิตก็รู้อีก มันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกัน เหมือน ๓ เหลี่ยม จิตนี้เป็นเหตุให้เกิดการกระทำนี้ และการกระทำนี้แหละ มันก็เป็นปัจจัยให้แก่จิตรู้ มันก็วนอย่างนี้เป็นปิรามิด คนอื่นจะรู้มากกว่าเราไม่ได้ จิตทั้งนั้นเลย เป็นปัจจัยให้แก่วิญญาณ

เมื่อมีปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้แก่นามรูป คือ เมื่อปฏิสนธิวิญญาณแก๊กแรก ( การเกิดไม่มีใครดลบันดาลให้ใครเกิดได้ การเกิดมาจากเหตุปัจจัย ที่พร้อมมูล คือ สตรีมีระดูงาม มีการสมสู่อยู่ด้วยกันระหว่างพ่อกับแม่เพื่อนำสเปิร์มกับไข่มาเจอกัน และมีจิตมาปฏิสนธิ จึงเรียกว่า การเกิดเกิดขึ้นแล้ว)

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2556 , 15:32:52 น.] ( IP = 61.90.111.103 : : )


  สลักธรรม 3




นามรูปการเกิดในแก๊กแรกนี่มีพร้อมแล้ว แต่เรามองไม่เห็น พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่าเหมือนเอาหญ้าฟางแห้งๆ หรือขนจามรีจุ่มไปในน้ำมันงา แล้วสลัด ๗ ครั้ง น้ำมันงามที่ปลายขนจามรีที่มองแทบไม่เห็นนั่นแหละเป็นการปฏิสนธิในขณะแรกเกิดขึ้น แล้วก็มีการปรุงแต่งกายสังขาร ความเป็นหญิงชายมีมาหมดแล้ว กำหนดมาด้วยกรรมแล้วว่าคุณนี่ต้องเกิดเป็นผู้หญิง แต่ที่แก๊กแรกนี่อวัยวะเพศมันยังไม่เกิด ต้องอาศัยสัปดาห์ต่างๆ เมื่ออำนาจกรรมบอกแล้วคุณต้องไปเกิดเป็นผู้หญิง มันก็จะมีนิปผันรูปต่างๆ อำนาจกรรมสร้างกายสังขารขึ้นมา

เมื่อวิญญาณปฏิสนธิขึ้นมาแล้ว วิญญาณมาจากไหน มาจากบุญก็ได้ มาจากบาปก็ได้ มาจากฌานก็ได้ อวิชชาปรุงแต่งไปให้ภพขาติเกิดขึ้น ฉะนั้น วิญญาณปฏิสนธิแล้ว อำนาจจิตนี้ ไม่ได้อยู่นิ่ง เพราะพอพูดถึงจิต ต้องมีกรรมอยู่ในนั้นด้วย กรรมก็เลยปรุงแต่ง ให้นามรูปนั้นเกิดขึ้น แต่ตอนปฏิสนธิ มีอยู่แล้ว ความเป็นหญิงเป็นชาย พิกลพิการ ง่อยเปลี้ยเสียขา แต่จุดเล็กๆ ยังแสดงออกไม่ได้ มีอยู่แน่นอน ตามกำหนดว่า เป็นหญิง

อะไรเป็นตัวกำหนดให้อำนาจกรรมนั้นเป็นหญิง กุศลสสังขาริก กุศลอยู่ตรงไหน การทำบุญที่ไม่เด็ดเดี่ยวมาจากอดีตจึงได้สตรีเพศมา ไม่ได้มีกำลังเป็นพลวะ จึงมีอำนาจความไม่เด็ดเดี่ยว ตัดสินใจไม่แคล่วคล่อง จะเห็นได้เลยว่า ผู้หญิงจะหยุมหยิมกว่าผู้ชายเพราะตัดอาลัยไม่ขาด เช่นถ้าของหาย ผู้ชายกับผู้หญิงเสียใจเหมือนกัน แต่ผู้ชายแป๊บหนึ่งก็ลืมแล้ว แต่ผู้หญิงบ่นเพ้อรำพันมาก เพราะอำนาจจิตมันต่างกัน

และก็อาจเป็นผู้ชายได้ชาติเดียว ชาติหน้าเป็นผู้หญิงก็ได้นะถ้าตัดอาลัยไม่ขาด หยุมหยิม จุกจิก ขี้บ่น เพราะมันมีการสะสม คำว่า มาก มาจากน้อย ไม่ใช่ว่าทำบุญเด็ดขาดครั้งหนึ่ง ไม่เด็ดขาด ๙๙ ครั้ง จะได้เป็นชาย แต่อำนาจกรรมได้สะสมไว้เป็นคติใกล้ตาย อำนาจกรรมอะไรมาแสดงก็เป็นไปตามอำนาจกรรมนั้นคือความสันทัด เราจึงต้องพยายามสลัดความหยุมหยิมออกไป

การเกิดคือจิตปฏิสนธิ ตาย เรียกว่า จุติจิต เกิด เรียกว่า ปฏิสนธิวิญญาณ ที่เรามายืนอยู่ตรงนี้ มานั่งอยู่ตรงนี้ เพราะได้ปฏิสนธิวิญญาณ มาจากบุญ และบุญมาจากโง่ มันต่อเนื่อง ฉะนั้น ปฏิสนธิวิญญาณ ในสุคติเกิดขึ้น ทำไมถึงพูดถึงวิญญาณก่อน เพราะปฏิสนธิต้องด้วยวิญญาณ เพราะว่าที่เปรียบแล้ว น้ำมันงาสลัดเจ็ดครั้ง หยดเล็กๆ นี้คือ กลาละ ที่ในท้องพ่อท้องแม่ ฉะนั้นเมื่อมีวิญญาณปฏิสนธิแล้ว ไปทำแท้งก็บาป ถือว่าฆ่าสัตว์แล้ว

ฉะนั้น ขันธ์ ๕ ของเรามาจากไหน ก็มาจากการปฏิสนธิวิญญาณ ในภพนี้ การปฏิสนธิวิญญาณในภพนี้มาจากไหน มาจากบุญญาภิสังขาร และบุญญาภิสังขารมาจากไหน มาจากอวิชชา

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2556 , 15:33:17 น.] ( IP = 61.90.111.103 : : )


  สลักธรรม 4




อายตนะ พระพุทธศาสนามาก่อนวิทยาศาสตร์ มาก่อนแพทย์ศาสตร์ พระพุทธเจ้านั้นเก่งทุกแขนง ท่านสามารถอธิบายเรื่องราวสรีระชีวิตได้ ว่าเป็นจุดเล็กๆ กลละ มีการปรุงแต่งขยายขึ้นมาและก็ออกมาเป็นปัญจสาขา คือ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒ เจริญเติบโตมาเป็น ปัญจสาขา จากปัญจสาขาแล้วค่อยมีอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นามรูปที่เป็นกายาสังขาร ปรุงแต่งขึ้นมา

ผัสสะเมื่อมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่ตั้ง จึงเป็นปัจจัยไปกระทบกับอารมณ์ได้ ถ้าไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะจะเกิดไม่ได้ ต้องมีธาตุรับ มีธาตุกระทบ มีธาตุรู้ ฉะนั้น เรามีที่ตั้งรับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นปัจจัยให้แก่ผัสสะ


เวทนา เมื่อมีรูปารมณ์เข้ามา คันธารมณ์เข้ามา รสารมณ์เข้ามา ( ต้องรู้ด้วยนะว่าที่พูดมาทั้งหมดนี้ มีกรรมเป็นตัวกำกับอยู่ตลอดเวลา) ผัสสะคือธาตุกระทบ ไปกระทบกับอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปกระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อกระทบแล้วก็เป็นปัจจัยให้แก่จิตต่อๆไป เช่น ปลายดินสอกับกระดานมากระทบกัน มีเสียงเกิดขึ้น ถ้าไม่กระทบกันเสียงก็เกิดขึ้นไม่ได้ การกระทบจึงเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา คือ ความรู้สึก ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา

ตัณหา อารมณ์ต่างๆ มาจากการกระทบจากอายตนะใดอายตนะหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากชีวิตเรา ซึ่งมีจิตเป็นตัวรู้ ถูกปรุงแต่งด้วยอวิชชา เวทนาก็มีเวทนา ๓ สุข ทุกข์ เฉยๆ ทั้ง ๓ มาจากการกระทบ มาจากธาตุรับ เมื่อเวทนาเกิดขึ้น สุข ทุกข์ เฉยๆ สุขก็เป็นปัจจัย ให้แก่ตัณหา ใครไม่ยินดีกับสุขบ้าง ตัณหามีเพราะอะไร เพราะมีอารมณ์ ตัณหาคือความยินดีติดใจ ในอารมณ์

อุปาทาน เมื่อตัณหาเกิดขึ้นมาแล้ว ตัณหาเป็นปัจจัยให้แก่อุปาทาน เช่น อย่างไร อุปมาว่า ทุกคนในทุกวันนี้ ใช้เงินจะแบ๊งค์ร้อยแบ๊งค์พันทุกคนมีอยู่ในใจว่ามีค่า ตัณหาท่านบอกว่าเปรียบเสมือน เราเห็นเงินแบ๊งค์ร้อยตกอยู่กลางถนน ยินดี พอใจ ใครไม่พอใจบ้าง ใคร เห็นแล้วร้องน่าเกลียดจังเลยแบ๊งค์ร้อยตก แต่จะมีในใจลึกๆ ที่พอใจ ไม่มีใครไม่ชอบเงิน ตัณหามันเกิดขึ้นแล้วพอใจ ตัณหาเป็นปัจจัยให้แก่อุปาทาน

ตัณหาเปรียบเสมือนแบ๊งค์ อุปาทานเปรียบเสมือนการหยิบ มันต่อเนื่องกัน และอย่างที่เราหยิบมันมีสองอารมณ์ ก็คือตัณหาและอุปาทาน เมื่อมีอุปาทาน เรามีความยินดีติดใจอะไรสักอย่างหนึ่ง มันก็ไขว่คว้าให้ได้มา อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เหมือนยินดีกับลูก และอุปาทานว่าลูกของเรา เงินเดือนเราแค่นี้ แบ่งให้ลูก ๖,๐๐๐ บาทเลย เพราะว่ายินดี ลูกเป็นของเรา เราต้องดูแล ให้คนอื่นคงทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้อุปาทาน

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2556 , 15:33:41 น.] ( IP = 61.90.111.103 : : )


  สลักธรรม 5




ภพ ความยึดมั่นถือมั่น มาจากตัณหา ความยินดีติดใจ ในอารมณ์ที่มากระทบ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในเรื่องของชีวิตมี มีจิตเป็นตัวรู้ ถูกปรุงแต่งด้วยความไม่รู้ ความไม่รู้ปรุงแต่งให้แก่จิต ในเรื่องราวของชีวิต ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไปกระทบกับรูปารมณ์ รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ จึงเกิดอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ เฉยๆ ความสุขความทุกข์ เฉยๆ ถูกตัณหาครอบงำ และอุปาทานยึดมั่นถือมั่น เมื่อการกระทำตรงนี้ มาดูตรงนี้

อุปาทานขันธ์มาเกิดขึ้นแล้ว ถามว่ามันจะเป็นภพได้อย่างไร เพราะเวทนาของเราเป็นสุขเทวดา และทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา ลองนึกถึงวงกลมสามเปลาะคือ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ เรามีขันธ์ ๕ เป็นวิบากขันธ์ ตาเป็นวิบากไหม เป็นวิบาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่กรรม แต่เป็นวิบาก และวิบากนี่รองรับทั้งทุกข์และสุข

เรามาดูตัวเราเองว่า พอมีอะไรเข้ามาปุ๊บเราก็สนองตอบสิ่งเร้า เมื่อสุขเราก็ยินดี ภาษาธรรมะเรียกว่า โลภะ ไม่ยินดีก็โทสะ โลภะและโทสะ จัดอยู่ในกลุ่ม กิเลส ฉะนั้น วิบากไม่ได้อยู่เฉยๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นบ่อเกิดของกิเลสอยู่ตลอดเวลา กิเลสนั้นอยู่ในการกระทำ ฉะนั้น กรรมก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่ไง กิเลส กรรม วิบาก ที่มันเป็นวัฏฏะ เป็นวงกลม ๓ เปลาะ ที่คล้องอยู่กับชีวิต ที่มีรูปนาม

ชาติ และชรามรณะ เราเย็บภพไว้ในชาติหน้าด้วยกรรมภพที่เกิดขึ้นมา ฉะนั้น ความอุปาทานของเราจึงทำให้เราไม่สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด ทำกรรมภพ กรรมดีบ้าง กรรมไม่ดีบ้าง กรรมเป็นตัวปัจจัยให้แก่ชาติ เมื่อมีชาติขึ้นมาแล้ว ไม่มีใครหนีพ้น ชรา และมรณะ ตามมา ความตายที่เกิดขึ้นมาแต่ละชีวิต จากความชรา มีโรคภัยไข้เจ็บก็ดี หรือแก่ตายก็ดี มาจากการที่เรามีชาติเกิด ซึ่งมีกรรมภพ เป็นตัวอุดหนุนอุปาทานเอาไว้ มีตัณหามีเวทนาถูกกระทบ ระหว่างตาหูจมูกลิ้นกายใจ

ในชีวิตมีจิตเป็นตัวรู้ ถูกปรุงแต่งด้วยอวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้ ปรุงแต่งให้แก่สังขาร เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง เป็นฌานจิตบ้าง ให้แก่วิญญาณ ซึ่งปรุงแต่งในเรื่องราวของชีวิต ไปกระทบอารมณ์ ทำให้เกิดอารมณ์สุขทุกข์ เฉยๆ ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ นี้ เป็นปัจจัยให้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์นั้น แล้วก็อุปาทานในอารมณ์นั้น จึงเกิดการกระทำกรรมเป็นตัวบ่งบอกให้เกิดเป็นกุศลชาติ อกุศลชาติ วิบากชาติ ต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็แล้วแต่เกิดดับ




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2556 , 15:34:09 น.] ( IP = 61.90.111.103 : : )


  สลักธรรม 6


มาเรียนรู้วงจรชีวิต

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 เม.ย. 2556 , 17:57:58 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org