มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปฏิจจสมุปบาท (๒)








ปฏิจจสมุปบาท (๒)
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันเสาร์ที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


ปฏิจจสมุปบาท(๑)

ฉะนั้น ตรงกระทบให้มีสติ ตรงรับอารมณ์ (รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผชฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์) ให้มีปัญญา เช่นในขณะที่ปฏิบัติ นั่งก้มอยู่ แล้วมีลมพัดวูบมากระทบกับกายประสาท ให้มีสติระลึกรู้สึกตัว เอาสติมาตามรู้ คือรู้ว่าอะไรมากระทบ ไม่ใช่รู้ว่าลมเย็นดี แต่ตรงกระทบแล้วให้มีปัญญารู้ว่ารูปเย็น ตรงกระทบให้มีสติรู้ว่ามีอะไรกระทบ และมีปัญญารู้ว่าเป็นรูปเย็น(หรือร้อน)

นี่คือวิปัสสนา เมื่อเราสามารถรู้กระทบด้วยสติ รู้กระทำด้วยปัญญาได้ ก็เท่ากับเป็นการตัดตอนวัฏฏะ เพราะอวิชชามาเกิดขึ้นไม่ได้ และสังขารก็ไม่เป็นเช่นเดิม เพราะ เป็นการกระทำกรรมชนิดใหม่ เรียกว่าวิวัฏกรรม

เรามักไปวุ่นวายกับอดีตอารมณ์ทั้งที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ให้นึกถึงสภาพความเป็นจริง คือ ธรรมชาติมีจิตเป็นตัวรู้ มีเจตสิกอยู่กับจิตและอาศัยรูป ธรรมชาติของจิตเจตสิก รูป มีลักษณะ เกิด-ดับ จึงต้องอยู่กับปัจจุบัน เพราะอดีตอารมณ์ไม่มีอะไรให้เราไปจำแล้ว ที่เราวุ่นวายกันทุกวันนี้เพราะอดีตอารมณ์ทั้งสิ้น สุขเก่าๆ ทุกข์เก่าๆ เรื่องเก่าๆ คนเก่าๆ พูดซ้ำๆ ที่จริงก็เคยพูดอย่างนี้มาแล้ว แต่เราก็โกรธอีกแล้ว เขาก็เคยเป็นของเขาอย่างนี้ แต่เราก็โกรธอีกแล้ว เพราะเราไปเอาของเก่ามาบวกกับปัจจุบันว่าคุณเป็นอย่างนี้อีกแล้ว ที่จริงเขาเป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เมื่อก่อน เพราะเมื่อก่อนจบไปแล้ว

ฉะนั้น เราเอาทุกอย่างมาบวกเพิ่มเข้าไป ปริมาณจิตของเราจึงเข้มข้นด้วยอารมณ์ เมื่อมาศึกษาปฏิจจสมุปบาทให้เข้าใจแล้วก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็ไม่ได้ปรารถนาเกิดสักเท่าใด เพราะเรารู้แล้วว่าเกิดเป็นทุกข์ แต่เรามีคำอธิษฐานที่จะขอให้สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดโดยไว

คืออธิษฐานให้บุญนี้ขอให้เป็นปัจจัยไปสู้การสิ้นสุดทุกข์ แทนที่จะทำบุญด้วยอวิชชาคือได้เกิดดี แต่ตรงนี้มีวิชชาเข้าไปและมีปัญญาเข้าไปก็คือการกระทำนี้ขอให้เป็นปัจจัยอุดหนุนส่งเสริมให้เราได้เข้าถึงความตรัสรู้ ได้โดยไว เราไม่ได้ปรารถนาไปจอดแช่อยู่ที่ป้ายไหนอีกแล้ว แต่เราจะมุ่งตรงไปยังเป้าหมายเลยทีเดียว เพราะการเกิดเป็นทุกข์ ชาติ ปิ ทุกขา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [1 พ.ค. 2556 , 09:00:47 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




เมื่อมีปัญญาในขณะรับรู้อารมณ์ แทนที่จะเป็นกิเลสวัฏฏ์ – กรรมวัฏฏ์ ก็เป็นปัญญาเจตสิกเข้ามาแทนแล้วเป็นวิวัฏฏะกรรม เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนวิปัสสนาญาณ ๑๖ นั้นมาภายหลังการกระทำวิปัสสนาเพราะนั่นคือผลจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำเหตุตรงนี้

อกุศล ๑๒ (โลภะมูลจิต ๘ โทสะมูลจิต ๒ โมหะมูลจิต ๒) ตรงกันข้ามกับมหากุศลจิต ๘ เป็นข้าศึกกันและกัน ระหว่างที่ยังไม่ได้มรรคผลนิพพาน เราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น

สภาพของอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีความพอใจ ประกอบไปด้วยความเห็นผิด และไม่มีใครชักชวน ท่านใช้ชื่อว่า โสมนสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง ส่วนอารมณ์อีกชนิดหนึ่งที่เป็นฝ่ายดี ท่านก็ตั้งชื่อว่า โสมนสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง ท่านตั้งชื่ออารมณ์ ให้แตกต่างกัน ไม่ได้ตั้งชื่อโดยโคมลอยแต่ มีหลักการ จิตจึงมีชื่อต่างกันไป และชื่อนี้เป็นบัญญัติแต่มีสภาพเป็นปรมัตถ์

เมื่อศึกษาเข้าใจแล้วเราก็ยุบมาว่า วิบากก็คือวิบากขันธ์ตัวเรานี่แหละ เป็นที่ตั้งของกิเลส วิบากขันธ์มาจากอวิชชา ความไม่รู้ปรุงแต่งให้เกิดการกระทำบุญ บุญจึงทำให้มีชีวิตเกิดขึ้นมา ชีวิตเกิดขึ้นมาจากบุญ แต่เป็นบุญที่เกิดจากความโง่หลอกลวงให้ทำ โง่ที่ไม่รู้ว่าชาติ ปิ ทุกขา แล้วเราก็อธิษฐานขอให้เกิดดี เมื่อกุศลเหวี่ยงให้ไปเกิดแล้วก็อุปถัมภ์ให้เจริญเติบโต แล้วก็มีกรรมตัดรอน กรรมเบียดเบียนเข้ามาให้ผล

ฉะนั้น ชีวิตจึงมาจากโมหะอวิชชา หากเราขาดสติและสัมปชัญญะ คือระลึกรู้สึกในอารมณ์ตามความเป็นจริง คือเป็นรูปเป็นนามไม่ได้ เราก็เป็นไปตามกิเลส พอเห็นก็พอใจหรือไม่พอใจ ตั้งแต่เช้าเรามีความพอใจกับไม่พอใจเกิดขึ้นเพราะว่าเรามีโมหะเป็นรากเหง้า

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:01:17 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 2



(ขอขอบพระคุณภาพประกอบจาก พี่ดา)


กิเลสตัวใหญ่คือโมหะ โลภะ โทสะ เกิดขึ้นตามทวารเราตลอดเวลา เราเป็นที่ตั้งของกิเลสโดยอายตนะเป็นธาตุรับ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมีรูปารมณ์ สัทธารมณ์ ฯ ผ่านเข้ามาตลอดเวลาเป็นปัจจุบันธรรม เช่น ขณะนี้มีคนถูกยุงกัด ขณะนี้มีคนกำลังคลอดลูก ขณะนี้มีคนตาย ขณะนี้มีกลางคืน แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา แต่เราปฏิเสธว่าไม่มี ไม่ได้ แต่เมื่อใดที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเรา ปัจจุบันธรรมเหล่านั้นจึงเป็นปัจจุบันอารมณ์ของเราทันที ฉะนั้น ให้เข้าใจด้วยว่า ปัจจุบันธรรมคือธรรมที่มีอยู่สืบเนื่องเกิดขึ้นกับเราหรือไม่เกิดขึ้นกับเรา ธรรมชาตินั้นก็มีอยู่ แต่เมื่อไหร่ธรรมชาติที่พูดถึงมาเกิดขึ้นกับเรา เช่นยุงกัดเรา ก็จะเป็นปัจจุบันอารมณ์

อายตนะเป็นที่ตั้งของการกระทบ รูปารมณ์ สัททารมณ์ รสารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ ในชีวิตประจำวันของคนเราตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตา เรามีแต่กิเลสก็คืออกุศล ๑๒ นี่เอง แต่เมื่อใดที่เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือเอาวิบากขันธ์ไปดู แล้วตรงผัสสะ เรามีสติเจตสิกเกิดขึ้น ตรงเวทนาเรามีปัญญาเจตสิกเข้าร่วมกับจิต กิเลสจะไม่เกิดขึ้น เมื่อเราหยุดยั้งยังกิเลสได้ด้วยการมีสติสัมปชัญญะเข้าไปทำงานแทนที่ ตรงกิเลสนี้ ก็หายไป วงกลม ๓ เปลาะที่เคยต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ก็ขาด

เมื่อลูกโซ่ขาดก็มีทางออกของจิต ที่พ้นไปจากการถูกร้อยรัดไว้ด้วยกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ ทางหลุดพ้นจึงเกิดขึ้น พอหลุดจากกิเลสแล้ว กรรมที่เคยทำให้เกิดกรรมภพทำให้เกิดชาติก็จะเป็นวิวัฏกรรม ไม่ได้เป็นกรรมแบบเดิมเพราะลูกโซ่ขาดแล้ว เมื่อไม่มีกรรมวัฏฏ์แล้ว วิบากก็ไม่มี สังสารวัฏฏ์ก็ไม่มี

การกระทำกรรมใหม่ก็เหมือนม้าแข่ง ถ้าเราพาไปวิ่งทุกวัน ได้ออกกำลังกายตลอด พอเข้าสนามแข่งก็วิ่งเข้าวินไปเลย แต่เอามาเก็บไว้โรง เลี้ยงให้อ้วนพลี ไม่เคยออกไปวิ่ง พอปล่อยไปแข่งปุ๊บมันก็ไม่วิ่งแล้ว ฉะนั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์อะไรที่ไม่ได้ใช้ มันก็จะเสื่อม ถ้าเราฝึกจิตให้มีสติปัญญาจนเกิดความชำนาญ กิเลสก็จะเข้าไม่ได้ อย่างขณะที่กำลังฟังอธิบายอยู่นี้โมหะก็ไม่เข้าประกอบกับจิต แต่มันยังมีอยู่เป็นขันธสันดานนอนเนื่องอยู่ยังไม่ขุ่นขึ้นมา เพราะมีเครื่องกรองที่ดี น้ำสะอาดก็เกิดขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องกรองที่ดีสิ่งที่อยู่ก้นบึ้งก็จะขุ่นขึ้นมาได้

หน้าที่ของเราคือต้องพยายามเติมน้ำใสเข้าไปโดยฝึกให้มีสติปัญญาให้เชี่ยวชาญ ส่วนตะกอนที่นอนก้นอยู่นั้นเป็นหน้าที่มรรคจิตที่จะเป็นผู้กำจัดออกไป หรือเปรียบกับน้ำเค็มแก้วหนึ่ง เราไปทำลายน้ำเกลือไม่ได้ แต่เราเอาน้ำเปล่าขันหนึ่งมาเทใส่ ความเค็มก็น้อยลง ถ้าเอาน้ำทั้งโอ่งไปเทใส่ ความเค็มก็แทบไม่มีแต่นักวิทยาศาสตร์เขาสามารถแยกเอาเกลือออกมาได้ ฉะนั้น จะบอกว่าไม่มีเลยไม่ได้ ยังมีอยู่แต่ไม่มีอำนาจแสดงบทบาทเท่านั้นเอง คืออวิชชายังนอนอยู่ในขันธสันดาน ซึ่งเป็นหน้าที่มรรคจิตเป็นผู้ประหาร แต่หน้าที่เราก็คือทำที่ปัจจุบัน

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:01:44 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 3




นอกจากนี้ก็ยังแยกออกเป็นเหตุอดีต ๕ ปัจจุบันผล ๕ ปัจจุบันเหตุ ๕ อนาคตผล ๕ ความโง่ที่ปรุงแต่งเรานี่มาจากอดีตชาติ จึงมีชาตินี้ ที่ได้วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา มาปัจจุบันผล แล้วชาตินี้เรายังมีอวิชชา สังขาร ทำกรรมเป็นกุศลชาติ อกุศลชาติแล้วเกิดดับ มันก็จะเป็นปัจจุบันเหตุด้วย อดีตเหตุ และปัจจุบันเหตุ เป็นชีวิตเราแท้ๆ เลย คือจิต เจตสิก รูป และตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การกระทบอารมณ์ ก็เป็นปัจจุบันผล และเป็นอนาคตผลด้วย

ฉะนั้น จึงมีทั้ง อดีตเหตุ ปัจจุบันเหตุ ปัจจุบันผล อนาคตผล เป็นลูกโซ่ในชาตินี้ตลอดเวลา มีรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่รู้จักจบ ลักษณะของสังสารวัฏฏ์ คือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างซ้ำๆ ซากๆ โดยไม่สามารถลุล่วงไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ เพราะมีวิบากขันธ์ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ เป็นตัวร้อยอยู่

แต่เมื่อใดเราเดินตามทางพระพุทธเจ้า ให้สติสัมปชัญญะมาเป็นกงล้อทองของเราใหม่ เท่ากับเราห้ามใจของเราให้พ้นไปจากกิเลสได้ เช่น อย่ากินด้วยความอยากนะ กินเมื่อหิว กิเลสก็ถูกตัดไปได้ อย่าอยากเดินไปไหนนะ แต่เดินจำเป็นต้องไปห้องน้ำ เมื่อเราไม่ได้อยู่อย่างอยากคือ ไม่ได้อยู่กับกิเลส เราก็เท่ากับลบกิเลสออกไป ทำเพราะความจำเป็น เพราะต้องแก้ไข เมื่อกิเลสไม่มี กรรมก็เป็นวิวัฏฏะกรรมมันก็จบ เมื่อไม่มีกรรม วิบากขันธ์ในชาติหน้าก็ไม่มี นี่คือทางหลุดพ้น

ธรรมนอกโลก คือ อารมณ์พ้นโลก พ้นจากความฉิบหาย โลกตัวนี้มันไม่ใช่โลกแบบที่เราเห็นลอยอยู่ในสุริยจักรวาล โลกะแปลว่าฉิบหายหรือ พินาศ อะไรที่พินาศ คือ จิต เจตสิก รูป เป็นธรรมที่ฉิบหายตลอดเวลา เพราะเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ไม่ได้ เกิดแล้วดับๆ ท่านจึงบอกจิต เจตสิก รูปนี้ฉิบหาย แต่นิพพานเป็นธรรมที่พ้นความฉิบหาย เพราะเกิดขึ้นครั้งเดียวในมรรคหนึ่งซึ่งมีสิทธิ์เกิดได้คนละ๔ ครั้งเท่านั้นเอง และไม่เกิดซ้ำ

นั่นก็คือ โสดาปัตติมรรค เมื่อเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เขาทำหน้าที่ประหาณกิเลส ไป ๕ และก็จบหน้าที่ไป เขามาทำหน้าที่ประหาร เขาไม่ได้มาเกิดซ้ำเพราะไม่มีอะไรจะให้ประหารอีกแล้ว มาทำหน้าที่ครั้งเดียว ไม่ว่าราจะอยู่ไปอีกแสนกัปป์ โสดาปัตติมรรคก็มีสิทธิเกิดครั้งเดียว สกทาคามิมรรค เกิดมาประหาณกิเลสที่เหลืออีก ๗ ให้เบาบางลง เมื่อหมดหน้าที่แล้วก็ดับไป อนาคามีมรรคมรรค และอรหัตตมรรคก็เช่นกัน เมื่อเกิดครบ ๔ ก็สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด และทั้ง ๔ นี้เกิดขึ้นจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:02:09 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 4




กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการพิจารณากายอยู่เนืองๆ กายนี้ก็คือมีอิริยาบถ ๔ กาเย กายา อนุปัสสี พิจารณา ๑ ใน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทำไมท่านให้พิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะ เรามีอิริยาบถ ๔ แต่ว่าเรา ไม่ได้ทำทีเดียวพร้อมกันทั้ง ๔ เดินก็ไม่ใช่นั่ง ขณะเดินเรานั่งไม่ได้ ขณะนั่งเรานอนไม่ได้ ขณะนอนเรายืนไม่ได้ จึงต้องพิจารณากายอยู่เนืองๆ คือ รูปใดรูปหนึ่ง คือ เดิน ยืน นั่ง นอน อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอิริยาบถนั้นอิริยาบถเดียว

คนเรามักจะชอบผลแต่ไม่ได้ใส่ใจเหตุ ผลจึงไม่เกิดและไม่รู้ว่ามันจะเกิดยังไง บางทีเกิดมาแล้วก็ยังไม่รู้ ท่านจึงบอกว่า เดินอยู่ ก็ให้มีสติสัมปชัญญะ เดินก็รู้ว่าเดิน ยืนก็รู้ว่ายืน นั่งก็รู้ว่านั่ง นอนก็รู้ว่านอน โดยอาศัยโยนิโสมนสิการ คือการวางใจกระทำใจให้แยบคาย คำว่าแยบคายก็คือรวมทั้งสติและสัมปชัญญะนั่นเอง

สติระลึกรู้สึกตัวในอิริยาบถ เช่นยืนอยู่ ก็รู้ว่ายืนอยู่

สติ รู้ว่า ยืนอยู่

สัมปชัญญะก็คือรู้ว่า ที่ยืนอยู่เป็นรูป ต้องกำหนดรูปยืน

ฉะนั้น เมื่อใดที่เรากำหนดรูปยืน รู้สึกรูปยืน ขณะนั้นก็ได้เลยทั้งสติและสัมปชัญญะ คือมีสติมา สัมปชัญโณ และอาตาปีมีความเพียรในมรรคเกิดขึ้น

ขณะที่กำหนดกายคือรูป ขณะนั้นเราดูรูปอยู่ รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน รูปที่เรากำหนดอยู่นี่ มีใครกำหนด? มีนามกำหนด คือ มีจิตของเราเป็นผู้กำหนด แต่เราเอาใจมาใส่ที่รูป และมีนามที่เป็นตัวรู้ว่า รูปยืน

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:02:52 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 5




ที่เอารูปมาให้กำหนด เพราะมารื้อสัญญาวิปลาสที่เคยเป็นเรา ว่าเรายืน ให้มีโยนิโสรู้ว่า รูปยืน

ตรงนี้รื้อ “เรา” ออก รื้อความเห็นผิดออก เป็น “รูป” ยืน

ตอนที่เป็นเรา เราก็รู้ว่าเรายืน ตอนเป็นรูปก็รู้ว่า รูปยืน ฉะนั้น จิตจึงมีบทบาทมาก แต่โง่อยู่ที่เห็นว่า“เรา” แรกๆ ถึงให้รื้อเราออก แต่บทบาทของจิตนั้นมีกำลังคือรู้อยู่ รูปกับนามสัมพันธ์กันตลอดเวลา สติที่กำลังแก่กล้าปฏิบัติแคล่วคล่อง นอกจากรู้รูปยืนแล้ว ยังรู้สึกไปถึงนามได้ว่าเป็นผู้รู้ แล้วก็รู้ได้เลยว่ารูปกับนามสัมพันธ์กัน คนละอย่างกัน สติแก่กล้าในการพิจารณารูปนาม ท่านจึงเอานามมาเป็น นามรูปปริเฉทญาณ พิสูจน์ให้เห็นว่า ที่กำหนดรูปอยู่นี่ ยังมีนามเป็นผู้รู้นะ ไม่ใช่เรารู้ ไม่ใช่ว่าเรากำหนดแคล่วคล่อง เปรียบเทียบว่า เราเดินแล้วคุยไปกันด้วย เราจะไม่ค่อยรู้สึกตัวว่าเราเดิน เพราะว่าเราเพลินอยู่กับการคุย เพลินอยู่กับเนื้อเรื่อง เหมือนเรากำหนดรูปอยู่ จึงไม่รู้สึกตัวอีกชนิดหนึ่งว่าเป็นตัวรู้เหมือนกัน

เมื่อใดสติมีกำลัง ทำงานได้ ๒ ที่ นั่นแหละเท่ากับแยกรูปแยกนามให้เห็นชัด เรียกว่า นามรูปริเฉทญาณ คือ ปัญญาญาณอันแยกรูปและแยกนามให้เห็น แค่นั้นเอง ฉะนั้น วิปัสสนาญาณจึงเป็นผลจากการพิจารณารูป และมีโยนิโสแคล่วคล่องแล้วมีสติอันแรง ซึ่งทั้งนามและรูปนั้นมีอยู่คู่กันตลอดเวลาแต่เราไม่เห็นว่าเป็นคนละส่วนกัน เหมือนเราเดินคุยนั่นเอง แต่เมื่อใดที่สามารถทำความรู้สึกตัวว่า จะพูดอะไรและพูดได้ด้วย ๘ณะนั้น มันทำงานคู่กันได้ เราจะเห็นการทำงานคู่กัน นั่นแหละนามรูปปริจเฉทญาณ

จริงๆ แล้วนามและรูปมันมีอยู่และปริจเฉทตลอดเวลา แต่เราขาดญาณปัญญาเข้าไปรู้ เมื่อเราไม่ได้ใส่ใจจิต สติไม่มีอำนาจพอไปรู้จิต เราจึงไม่รู้ แต่เมื่อเราฝึกสติไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นสิ่งที่มีอยู่ ชัดขึ้นชัดขึ้น ตรงอ๋อนี่แหละ ก็คือญาณปัญญาเข้าไปอ๋อ แค่นั้นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:05:51 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 6




ที่พยายามอธิบายเพื่อให้เห็นเหตุ แล้วสติสัมปชัญญะเขาเป็นผู้หาผลให้เราเอง กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุให้เกิดโสฬสญาณ แต่สิ่งที่ทำให้ กาย เวทนา จิต ธรรม มีประสิทธิภาพก็คือ สติมา-สัมปชาโณ- อาตาปี สติ-ปัญญา- ความเพียร สติเจตสิก-ปัญญาเจตสิก-วิริยะเจตสิก เราจึงต้องให้ความสำคัญตรงสามตัวนี้

กายคือรูป

เวทนาคือนาม

จิต คือนาม

ธรรมทั้งหลาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เป็นรูป รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เป็นนาม

ตรงนี้ เป็นพื้นฐานที่ผู้จะปฏิบัติต้องคล่องว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม

เช่น เปรี้ยวเป็นรูป รู้สึกเป็นนาม แต่หลงผิดตรงรู้สึกว่าเราเปรี้ยว

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:08:04 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 7




สิ่งที่มาปรากฏในชีวิตนั้นเราจึงต้องตอบให้ได้ เหมือนกับเรามีสูตรคูณในใจ ต้องใช้สูตรคูณทุกวันและทำให้คล่องแคล่ว จึงต้องมีความเพียรพยายามเพื่อจะไปดูรูปและนาม โดยต้องมีความเพียรทำลายวิปลาสก่อน คือ ทำลายกิเลสหยาบๆ ออกไปก่อน

วิปลาส ตรงไหน? วิปลาสคลาดเคลื่อนตรงรู้สึกว่า เป็นเรา เช่นในทางตา ทางตามีจักขุประสาท กระทบกับรูปารมณ์ และจักขุวิญญาณเกิดขึ้น การเห็นประกอบไปด้วยเหตุ ๔ คือ มีประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ และมีมนสิการ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ เมื่อเหตุปัจจัยครบ การเห็นจึงเกิดขึ้น

ใครเห็น? จักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น

เห็นผ่านอะไร? ผ่านจักขุประสาท

เห็นอะไร? เห็นรูปารมณ์

ก็มีอยู่แค่นี้ ใครเป็นผู้เห็น เห็นผ่านอะไร เห็นอะไร ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย

ทางตา เราโง่หลงผิดว่าเราเป็นผู้เห็น แท้ที่จริงจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น

จักขุวิญญาณเป็นรูป ทางตาจึงต้องกำหนด นามเห็น

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:10:08 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 8




ไม่ใช่อยู่ดีๆก็กำหนดนามเห็น แต่ต้องมีเหตุผล อย่าให้ใครสั่งให้เราทำ แต่ให้เหตุผลสั่งให้เราทำ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยผู้พูดนั้นน่าเชื่อ อย่าเชื่อโดยเป็นครูของเรา อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการอย่า เชื่อโดยอนุมานเอา ฯ แต่จงเชื่อได้ ก็ต่อเมื่อมีเหตุมีผลเท่านั้นเอง

เราเถียงไม่ได้ว่าการเห็นเกิดขึ้นได้เพราะอะไร มีเหตุปัจจัยให้เห็น แล้วผู้เห็นก็คือจักขุวิญญาณ เป็นผู้เห็น จักขุประสาทเป็นที่รองรับการเห็น เห็นอะไร เห็นรูปารมณ์ เราได้ออกมาแล้ว เราจึงมองที่ตัวเราเองว่า ทุกวันนี้ “เราเห็น” เมื่อเป็นเราเห็นแล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดสังสารวัฏฏ์ เพราะเราเห็นมีชอบมีชัง เห็นชอบคือโลภะ เห็นชังคือโทสะ

ฉะนั้น ทางตาทำไมจึงต้องกำหนดว่านามเห็น เหตุผลก็คือ จักขุวิญญาณเป็นนาม แล้วนามนี่แหละเป็นผู้เห็น ไม่ใช่เรา การที่กำหนดนามเห็น นอกจากโยนิโสถูกต้องแล้ว กำจัดความโง่ และก็มองถูกที่ ก็คือ นามเห็น ทางตาจึงกำหนดรูปไม่ได้ เพราะรูปนี้ไม่มีบทบาท แต่นามเป็นผู้เห็น เราโง่หลงว่าเราเห็น

ถ้าเปลี่ยนจากเห็นเป็นได้ยิน ทางหู มีประสาทหูดี มีช่องว่างระหว่างหู มีคลื่นเสียงมากระทบ มีมนสิการ การได้ยินจึงเกิดขึ้น ใครได้ยิน โสตวิญญาณ อะไรเป็นที่รองรับการได้ยิน โสตประสาท ได้ยินอะไร สัทธารมณ์(เสียง) เราโง่เราหลงผิดว่าเราได้ยิน เราจึงชอบเราจึงชัง ในการได้ยินก็รื้อความเห็นผิดก็คือ เป็นนามได้ยิน

ทางจมูก กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น ล้วนเป็นคันธารมณ์ รูปกลิ่นทั้งสิ้น เราหลงว่าเราหอม เราหลงว่าเราเหม็น แท้ที่จริง น้ำหอมมันหอม ดอกอุตพิดมันเห็น เราไม่หอมไม่เหม็นแต่เรามีฆานประสาทเป็นที่รองรับนั่นเอง แท้ที่จริง รูปเหม็น รูปหอมจึงต้องโยนิโสที่รูป กลิ่น คือ เหม็นหรือหอม ก็เท่ากับทำลายความเป็นเรา

ทางลิ้นเหมือนกัน ก็เป็นรูปรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รสเป็นนาม แต่ที่รู้รสนี่ เราไม่ได้รู้รส เรารู้สึกว่าเราเปรี้ยว เผ็ด จึงต้องเป็นรูปรสต่างๆ ทางกายก็คือรูปต่างๆ ทางใจก็คือ แล้วแต่ธรรมารมณ์ที่เข้ามา

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:10:30 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 9




เราจึงต้องเพียรพยายามรื้อสัญญา ละสังโยชน์ เรามีหน้าที่แค่ตรงนี้ ถ้าทำได้บ่อยๆ เท่ากับเรากำลังฟื้นฟูสติ สัมปชัญญะบ่อยๆ สติสัมปชัญญะที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาก็เหมือนการที่เราพาม้าไปวิ่งบ่อย พอปล่อยลงสนามก็วิ่งเข้าวินไปเอง เพราะเราใช้สติสัมปชัญญะมากขึ้นๆ มันมีพลังงานและพลังงานย่อมไม่สูญสลาย อะไรที่ได้ใช้มันจะมีอำนาจ อะไรไม่ได้ใช้มันก็เสื่อมหลักวิทยาศาสตร์

ฉะนั้น เราก็มาใช้สติสัมปชัญญะในอิริยาบถ คือกาย ในอารมณ์คือเวทนา ในความรู้สึกคือจิต ในธรรมชาติที่มากระทบคือ ธรรม ใช้อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เช้าจนหลับตา มีความระลึกรู้สึกในรูปหรือนามที่เกิดขึ้น มีรูปหรือนามตามทวารต่างๆ จิตเมื่อฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

จิตไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง มีเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมด้วย ตัวการสำคัญก็คือเจตสิก เราคือมีสติเจตสิกและปัญญาเจตสิกควบคู่กับจิต ท่านถึงบอกว่าจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ และความเพียรทำให้เกิดความสำเร็จ จึงสมบูรณ์พร้อมสติมา สัมปชาโณ อาตาปี มีความเพียร ตั้งอารมณ์ให้ถูกต้อง ตั้งมนสิการให้ถูกต้อง อย่าไปสนใจผล โสฬสญาณมาเอง เพราะมีอยู่แล้ว เพราะนามรูปปริจเฉทญาณมาอยู่ตลอดเวลา ปัจจยปริคหญาณก็มีอยู่ สัมมสนญาณก็มีอยู่ แต่มีญาณเติมเข้าไปในชื่อ ๓ ชื่อเท่านั้นเอง

แล้วญาณนี้มาจากไหน จากสติมาสัมปชาโณ อาตาปี เพราะฉะนั้น หัวใจอยู่ที่สติมา สัมปชาโณ อาตาปี เหมือนกับว่าทุกวันนี้ อย่าไปพูดว่ากำหนดรูปไม่ได้ เหมือนกับว่าทุกวันนี้เราไม่ต้องท่อง ก.ไก่ พอเห็น ก.ไก่ เราเห็นชัด แต่กว่าจะเห็นชัด เราใช้มาเท่าไหร่แล้ว จนคล่องแคล่วแล้ว สติคล่องแคล่วในการระลึกรู้สึกเพราะฝึกมานานแล้ว แต่แรกๆ ต้องอาศัยการกำหนดเช่น รูปยืน ไปบอกกับตัวเองเลยรูปยืน เพื่ออะไร ปฏิเสธเรายืนออกไป เหมือนที่เคยบอกว่าเปลี่ยนชื่อนั่นเอง เราต้องพยายามตั้งใจ เปลี่ยนชื่อๆๆ เราเปลี่ยนชื่อแล้ว อีกหน่อยไม่ต้องเตือนตัวเองแล้ว ตรงที่ชื่อใหม่มาเอง คือสติปัญญาที่แคล่วคล่องที่รู้สึก แต่แรกๆ ต้องอาศัย

วันนี้ได้พูดถึงปฏิจจสมุปบาทและวัฏฏะ ๓ ให้เป็นว่าทางออกอยู่ตรงไหน และก็อธิบายเกี่ยวกับการกำหนดวิปัสสนา เพราะบางท่านไปใส่ใจผิด บางท่านก็ไปใส่ใจเรื่ององค์ธรรมซึ่งเป็นเรื่องของบัญญัติแม้ว่าจะมีปรมัตถ์รองรับก็ตาม เราต้องทิ้งบัญญัติ เพราะมาปฏิบัติแล้วไม่ได้กำลังเรียนในห้องเรียน

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:10:49 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )


  สลักธรรม 10




ในห้องเรียนเรารู้ว่า เรามีอกุศล ๑๒ มากมายตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตา นานๆ จะเกิดกุศล และกุศลเราก็มีหลายแบบ แบบแรกเกิดขึ้นเองประกอบไปด้วยปัญญาไม่มีใครชักชวน แบบที่ ๒ มีคนชักชวน การปฏิบัติวิปัสสนาก็มีได้ทั้งสองแบบ เรารู้ว่ากุศลที่เป็นญาณสัมปยุตที่ควรสร้าง กับญาณวิปปยุต ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เช่น กฐิน ผ้าป่า บวชตามประเพณี ซึ่งมีอยู่แล้ว บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา และบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ส่วนมหัคตจิตและมรรคจิตนั้นท่านมีไว้ให้เรารู้จัก และก็ต้องอาศัยฐานของความดีมาเป็นบาท

ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าความดี ให้เพียรทำไปเถอะ แม้ว่าเราจะเรียนแล้วว่า ความดีทั้งหลายมาจากสังขาร สังขารมาจากการปรุงแต่งโดยอวิชชา แต่วันนี้เป็นต้นไปให้เราทำความดีที่มีปัญญาเข้าประกอบด้วย โดยมีเจตนาว่า ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้าเจริญอยู่ในเส้นทาง อันจะถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้โดยไว

จงหยุดจากการขอชาติหน้าดี ขอชาติหน้ารวย ขอชาติหน้าสวย ชาติหน้าหล่อ ไม่ต้องแล้วเพราะชาติ ปิ ทุกขา ลดความอยากได้ในชาติ ให้มีชาติให้น้อยๆ แต่อาศัยโดยการทำบุญ แล้วก็อาศัยทุนในการสร้างความเห็นถูกคือ นามเห็น นามได้ยิน รูปกลิ่น รูปรส เป็นต้น แล้วก็ทำสังสารวัฏฏ์ให้จบลง

ขอพลวปัจจัยและการกระทำที่เป็นบารมีธรรมในวันนี้ จงเป็นเครื่องป้องกัน จิตใจของนักศึกษาทุกท่าน พี่ๆ น้องๆ ทุกคน ให้มีความก้าวหน้าอยู่ในปัญญาบารมี ขอความดีที่ทุกคนเพียรกระทำมาทั้งกาย วาจา และ ใจ จงส่งเสริมอุดหนุนเป็นกำลังดันและเป็นกำลังดึงในถึงซึ่งความหลุดพ้นได้โดยไวชาติ โดยปราศจากอุปสรรคทั้งปวง การเรียนขอให้เข้าใจ การไปขอให้ถูกทิศทุกคน อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [1 พ.ค. 2556 , 09:11:07 น.] ( IP = 182.52.203.19 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org