มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระสาวกรูปสุดท้าย









พระสาวกรูปสุดท้าย
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


พระสุภัททะเป็นสาวกรูปสุดท้ายที่ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระโกณฑัญญะเป็นพระสงฆ์สาวกรูปแรกที่ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านทั้งสองได้เป็นพระอริยสงฆ์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่เป็นในกาลเริ่มต้นกับอวสาน นั่นเป็นเพราะอะไร?

พระโกณฑัญญะและพระสุภัททะนั้น แม้ในชาติสุดท้ายท่านจะไม่ได้เกี่ยวดองในทางสายโลหิตเลย แต่ในอดีตชาติยุคสมัยของพระ วิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งสองเคยเกิดเป็นพี่น้องติดตามกันมา

ในการบำเพ็ญกุศลในชาติที่เป็นพี่น้องกันมานั้น ได้บันดาลให้ท่านทั้งสองได้บรรลุธรรมในเวลาที่แตกต่างกันมาก เพราะทานที่ทำต่างกัน เพราะฉะนั้นเรื่องทานบารมีจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการกระทำทานทำให้บรรลุธรรมวิเศษต่างกันคือ คนหนึ่งบรรลุเป็นคนแรก ส่วนอีกคนหนึ่งบรรลุเป็นคนสุดท้าย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:26:36 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ที่เป็นเช่นนี้เพราะในชาตินั้น พระโกณฑัญญะได้เกิดเป็นพี่มีนามว่า มหากาฬ ส่วนพระสุภัททะเกิดเป็นน้องมีนามว่า จุลกาฬ พี่น้องทั้งสองมีนาข้าวสาลีร่วมกัน

แต่พอข้าวสาลีเริ่มออกรวง มหากาฬผู้พี่ก็ไปฉีกข้าวที่ออกรวงมาลองกินดู ก็รู้ว่ารวงข้าวสาลีนี้มีรสอร่อยอย่างยิ่ง อร่อยมาก จึงมีความต้องการที่จะถวายข้าวยาคูจากรวงข้าวสาลีที่กำลังเป็นน้ำนม มีกลิ่นหอม จะได้ทั้งของสด และหอม มีความประณีตมากถวายแด่พระอริยสงฆ์หมู่นั้น

มหากาฬผู้พี่ก็ได้ไปปรึกษากับจุลกาฬผู้เป็นน้องชายว่า อยากจะผ่ารวงข้าวสาลีมากระทำข้าวยาคูถวายแทน แต่น้องชายไม่เห็นด้วย เขาจะรอข้าวตั้งท้องจนแก่ก่อน แล้วถวายข้าวใหม่ก็ได้

มหากาฬผู้พี่ก็แย้งว่า “พี่อยากได้เมล็ดข้าวกล้าอ่อนๆ”

น้องชายก็ติงว่า “ที่พี่ทำเช่นนั้น พี่อยากให้ข้าวกล้าอ่อนๆ พินาศหรือไร เพราะถ้าเก็บมาแล้วก็พินาศหมด จะไม่เป็นข้าวให้เราได้แล้ว”

เมื่อน้องชายไม่เห็นด้วย มหากาฬผู้พี่ก็ไม่พูดอะไร ตกลงกันว่า นานี้เราเป็นเจ้าของทั้งคู่ ให้แบ่งกันคนละครึ่ง แล้วผู้พี่ก็จัดการผ่ารวงข้าวสาลีในส่วนที่เป็นของตน แล้วนำข้าวสาลีที่กำลังเป็นน้ำนมอยู่นี้ปรุงผสมกับเนยใสและน้ำอ้อยถวายทาน

มหากาฬได้ถวายทานอยู่อย่างนี้ทั้งหมด ๙ ครั้ง โดยได้กระทำก่อนที่จะเกี่ยว จนกระทั่งครั้งสุดท้ายก่อนที่จะขนข้าวเก็บในยุ้ง อานิสงส์นี้ทำให้มหากาฬผู้พี่ได้เกิดเป็นพระโกณฑัญญะผู้ได้บรรลุมรรคผลเป็นคนแรก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:27:02 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 2


ส่วนจุลกาฬผู้เป็นน้องชายได้ถวายทานในเวลาที่ขนข้าวเก็บไปในยุ้งเสร็จแล้ว จึงค่อยไปเอาออกมาถวายทาน นำมาทำบุญที่ล่าช้ากว่า เจตนาและความเด็ดเดี่ยวในการกระทำทานต่างกัน

การกระทำบุญที่ล่าช้าเช่นนี้ เมื่อมาเกิดเป็นพระสุภัททะในชาติสุดท้าย จึงไม่ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปฐมโพธิกาล และมัชฌิมโพธิกาล (เพราะข้าวนั้นให้ผล ๓ ระยะ คือ เป็นนม เป็นเนยข้น เป็นเม็ด) ต่อเมื่อปัจฉิมกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน จึงได้เข้ามาเฝ้ากราบทูลถามปัญหา ซึ่งเกือบจะสายไปแล้ว

จากเรื่องการทำบุญของจุลกาฬและมหากาฬที่ยกมานี้ สรุปได้ว่าถ้าจะทำบุญแล้วควรรีบทำไปไม่ควรลังเล ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ หวังน้ำบ่อหน้าไม่ได้

วันนี้เรามี ๑๐ บาท ทำ ๕ บาท มี ๕ บาท ทำ ๑ บาท ไม่มีเลยก็แผ่เมตตาตั้งเจตนารู้ในพระธรรม และขอให้มีโอกาสได้ทำ ไม่ควรลังเล คนที่ตัดสินใจ ทำบุญไว ไม่มัวชักช้า เวลาบุญนั้นให้ผล ก็ให้ผลเร็ว เพราะจิตนั้นตัดสินใจเร็ว เพราะคนเราชอบพูดว่า เดี๋ยวก่อน คิดดูก่อน ให้เลิกได้แล้ว แต่ต้อง"เดี๋ยวนี้"

จะทำสมาธิสวดมนต์ต้องทำดีเดี๋ยวนี้ พอจะทำความดีแล้วเดี๋ยวก่อน เอาสบายไว้ก่อน ให้เลิกได้แล้ว และจะได้เป็นคนแรกเสมอ เช่น ของขวัญทำไมจึงให้คนนี้ก่อนเพราะผลของทาน เพราะบุญ เจตนาบุญในการทำต่างกัน เช่นพระโกณฑัญญะเป็นต้น อะไรที่ขัดข้องนั้นเป็นเพราะเดี๋ยวก่อนทั้งนั้นเลย ทุกอย่างเป็นที่กรรมหมด

ฉะนั้น ทุกอย่างเวลาจะทำอะไรอย่ามัวชักช้า ให้ดูเรื่องพระสุภัททปริพพาชกเป็นตัวอย่างให้ได้ สำหรับชีวิตในเบื้องต้นของท่านสุภัททะนั้นกล่าวไว้ว่า ก่อนออกบวชท่านเป็นปริพพาชกมาก่อน สาเหตุที่ทำให้ท่านคิดจะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า สืบเนื่องมาจากท่านทราบมาว่าพระสมณโคดมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีนี้

ตอนคิดได้นั้นเป็นเวลาบ่ายโดยคิดได้ว่าเราได้ฟัง คำของปริพพาชกผู้เฒ่าเล่าขานกันมาว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ย่อมจะบังเกิดขึ้นในโลกเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น แต่มาบัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีนี้แลัว เราเองก็มีความสงสัยใคร่จะทูลถามอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็มั่นใจว่าพระสมณโคดมเท่านั้นที่จะคลายความสงสัยนี้ได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:27:25 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 3


ครั้นสุภัททปริพพาชกคิดอย่างนั้นแล้ว ก็ตัดสินใจออกเดินทางไปสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา เมื่อไปถึงแล้วก็เข้าไปหาพระอานนท์เถระ แล้วบอกความประสงค์ของตนเองว่า

“ข้าแต่ท่านอานนท์ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของท่านผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และเป็นอาจารย์ใหญ่ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงบังเกิดขึ้นในโลกเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น ในเมื่อพระสมณโคดมจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมยามนี้แล้ว

ข้าพเจ้ามีความสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง และมีความเชื่อต่อพระสมณโคดมอย่างจริงจังว่า พระองค์เท่านั้นที่จะแสดงธรรมให้ข้าพเจ้าละความสงสัยนี้ได้ ขอให้ข้าพเจ้าเห็นพระสมณโคดมพุทธเจ้าเถิด”

พระอานนท์เถระก็กล่าวตอบว่า “อย่าเลยสุภัททะ เธออย่าได้กระทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้รับความลำบากเลย เพราะพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยอยู่แล้ว”

เนื่องจากนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงฉันเนื้อสุกรที่บ้านนายฉันทะนั้น ทรงถ่ายเป็นพระโลหิตและอาเจียนสำรอกตลอดการเดินทาง แต่ในระหว่างทางก็ทรงเผยแผ่ธรรมมาตลอดทาง ไม่ได้หยุดพักเลย

สุภัททปริพพาชกก็ขอเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ฝ่ายพระอานนท์เถระก็กล่าวห้ามทุกครั้ง ไม่ยอมให้สุภัททปริพพาชกเข้าเฝ้า ในขณะที่ทั้งสองท่านโต้ตอบกันอยู่นั้น ความก็ทราบไปถึงพระพุทธเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เธออย่าห้ามสุภัททปริพพาชกเลย จงให้สุภัททปริพพาชกได้เห็นตถาคตเถิด”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:27:59 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 4


เมื่อพระอานนท์เถระได้ฟังพุทธานุญาตดังนั้นแล้ว จึงได้บอกแก่สุภัททปริพพาชกไปว่า “จงเข้าไปเฝ้าเถิดสุภัททะ พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานโอกาสแก่เธอแล้ว”

สุภัททปริพพาชกก็หมอบคลานเข้าไปสู่พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกล่าววาจาปราศรัย และนั่งลงในสถานที่อันสมควรแล้วกราบบังคมทุลคำถามว่า

“ข้าแต่พระโคดมผู้ประเสริฐ พวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นหมู่เจ้าคณะ หรือคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิที่ชนทั้งหลายนับถือบูชาเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดีซึ่งได้แก่ ปุรณกัสสะ อชิตเกสกัมพล ปกุฑกัจจายนะ สัญชัย และพวกนิครนณ์นาฏบุตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้มีอภิญญามีปริญญารู้เห็นจริงทั้งนั้น ข้าพระองค์จึงสงสัยว่า พวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นรู้ยิ่งเห็นจริงเหมือนกันหมดหรือไม่ หรือรู้ยิ่งเห็นจริงเป็นบางพวกบางเหล่าพระพุทธเจ้าค่ะ”

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อย่าเลยสุภัททะ ข้อที่เธอถามนั้นจงงดเสีย” (นี่คือหลักสำคัญ อนูปวาโท อนูปฆาโต ปฏิโมกเข จ สังวรโร ไม่ว่าใคร ไม่ฆ่าใคร ไม่ทำลายชื่อเสียงเขา ไม่ว่าเขา เอาความจริงดีกว่า อย่าไปพูดถึงเขาเลย งดเสีย)

“ดูก่อนสุภัททะ ตถาคตจะแสดงธรรมให้เธอฟัง ขอเธอจงตั้งใจฟังและใส่ใจให้ดี ตถาคตจะแสดงให้ฟังในบัดนี้”

“ดูก่อนสุภัททะ มรรค ๔ ผล ๔ รวม ๘ สุภัททะ มรรค ๘ ไม่มีอยู่ในพระธรรมวินัยใด พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ย่อมหาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น”

“ดูก่อนสุภัททะ มรรค ๘ มีอยู่ในพระธรรมวินัยใด พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ย่อมมีอยู่ในพระธรรมวินัยนั้น”

“ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุเหล่านี้เหล่าใดถึงอยู่ดีอยู่ชอบ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์” (คือรักษาพรหมจรรย์)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:28:23 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 5


เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจบ ๓ คาถา สุภัททปริพพาชกก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน และกราบทูลขึ้นว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่พระองค์ตรัสอย่างนี้แจ่มแจ้งนัก แจ่มแจ้งเหลือเกิน เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนทั้งหลาย ส่องไฟในที่มืดด้วยหวังจะให้ผู้มีตาดีเห็นสิ่งต่างๆ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายมากฉันนั้น”

“ข้าพระองค์ขอนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอให้ข้าพระองค์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเถิดพระพุทธเจ้าค่ะ”

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า “ดูก่อนสุภัททะ ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ (คือนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา หวังบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยของตถาคต ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาสกรรม ๔ เดือน (คือต้องอยู่อบรมก่อนจะบวช) ต่อเมื่อล่วง ๔ เดือนไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้รู้ดีมีความเต็มใจคือยอมรับแล้ว จึงให้บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุได้ แต่ว่ากรณีนี้ย่อมมีข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษตามความแตกต่างของบุคคลเหมือนกัน”

เมื่อสุภัททะได้ยินเช่นนั้นก็กราบทูลขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อย่าว่าแต่ ๔ เดือนเลย ต่อให้ ๔ ปี ข้าพระองค์ก็เต็มใจที่จะอยู่ทำปริวาสกรรมพระพุทธเจ้าค่ะ”

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำกราบทูลของสุภัททปริพพาชกเช่นนั้น ก็ทรงทราบถึงศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้ตรัสเรียกพระอานนท์เถระเข้ามาว่า

“อานนท์จงมาสู่เรา” และรับสั่งว่า “อานนท์ เธอจงให้สุภัททปริพาชกบรรพชาเถิด”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:28:41 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 6


นี่เป็นพุทธานุญาตพิเศษ เนื่องจากพระองค์เห็นว่าสุภัททะมีศรัทธาที่จะบวชจริงๆ จึงได้บวชโดยไม่ต้องอบรมปริวาสกรรมก่อน ๔ เดือน และหลังจากที่ท่านสุภัททะได้บวชแล้ว ก็ออกจากหมู่คณะไปอยู่ลำพังผู้เดียว

พระสุภัททะก็ได้อาศัยที่ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรพยายาม มีใจตั้งมั่น ในเวลาไม่นานนัก ท่านได้บรรลุอรหัตตผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา ก่อนหน้าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานเพียงเล็กน้อย จึงเป็นพระอรหันต์รูปสุดท้ายที่ทันเห็นพระโลกนาถ

สำหรับบุพกรรมที่ท่านทำนั้น ในสมัยพระเจ้าปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เคยนำผงจันทน์หอมและกฤษณา พร้อมทั้งดอกมะลิไปบูชาพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยจิตอันร่าเริงยินดีอยู่ตลอดเวลา ๗ คืน ๗ วัน ไม่ไปไหนเลย

หลังจากพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ท่านก็ได้กระทำโดยนำธง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ไปบูชาไว้ที่สถูปเจดีย์ของพระพุทธเจ้าสูงประมาณ ๗ โยชน์ ใช้ไม้ไผ่ต่อกัน แล้วบิดตัวเองขึ้นไปยืน แล้วปีนไปถึงยอดไม้เจ็ดโยชน์ แล้วผูกธงคาบด้วยปาก ถักธงลงมาใช้เวลา ๗ เดือนอยู่บนราวไม้ ธงนั้นจึงสำเร็จ

กาลต่อมาในสมัยพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เคยกล่าววาจาที่ไม่ดีไม่งามต่อพระติสสะผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธกัสสปะ ด้วยดวงจิตคิดต่ำช้า จึงทำให้ท่านบรรลุมรรคผลช้าประการหนึ่งด้วย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:29:00 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 7


ถ้าท่านไม่ถูกบุพกรรมตัดรอนคือการที่ทำทานในพระพุทธเจ้าพระองค์ล่าช้าและการกล่าววาจาไม่ดีงามต่อพระติสสะ การบรรลุมรรคผลก็คงมีแก่ท่านตั้งแต่สมัยแรกๆ

เพราะฉะนั้นเราจะคิดอะไรก็ดี คงต้องระมัดระวังที่สุด คิดก่อนพูด คิดให้ดี “ทุกอย่างจะเป็นพิษถ้าไม่คิดก่อนทำ ทุกอย่างจะเป็นพิษถ้าไม่คิดก่อนพูด”

ต้องระมัดระวังเพราะถ้าคิดดีก็ดีไป ถ้าคิดไม่ดีโดยเฉพาะกับผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ด้วยแล้ว โทษจะพึงบังเกิดแก่ผู้คิดเป็นอเนกอนันต์ทีเดียว

พระสุภัททะนั้นเป็นสาวกรูปสุดท้ายที่บรรพชาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า และได้เป็นพระอรหันต์ในวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านจึงไม่ได้ถูกจัดไว้ในคณะอสีติมหาสาวกคือสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ องค์ แต่ถึงกระนั้นท่านก็ได้ช่วยงานพระศาสนามาโดยตลอด โดยไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย

ชีวประวัติของท่านก็ทำให้ได้คิดแล้วว่า การกระทำความดีนั้น ควรรีบทำ อย่ามัวชักช้า เพราะชักช้านั้นจะทำให้บุญนั้นชักช้าดุจดังพระสุภัททเถระ ฉะนั้นการทำกุศลไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย



ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 พ.ค. 2556 , 10:29:20 น.] ( IP = 182.52.202.67 : : )


  สลักธรรม 8

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 พ.ค. 2556 , 16:29:24 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )


  สลักธรรม 9

สาธุค่ะ

โดย น้องแุ๊ (anchalee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 พ.ค. 2556 , 06:57:54 น.] ( IP = 115.67.71.203 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org