มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ต้อนรับนักศึกษาใหม่ (๑)







ต้อนรับนักศึกษาใหม่
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖



ความเหนื่อยล้าทั้งหลายมาหลังการมีชีวิตทั้งสิ้น ถ้าไม่มีชีวิตเสียอย่างเดียว ก็ไม่ต้องทุกข์เลย ไม่ต้องมาทำมาหากินเลี้ยงชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทุกข์เสมอด้วยการมีชีวิตไม่มีแล้ว แต่ชีวิตก็เป็นสิ่งที่เราต้องดูแลให้ถูกต้อง เพราะถ้าเราไม่เข้าใจชีวิตแล้ว เราก็รักชีวิตแบบผิดๆ ไปแสวงหาสิ่งที่ให้โทษมาสู่ชีวิตอย่างมากมาย เมื่อไม่พอใจเราก็ผลักออก เมื่อพอใจเราก็หาเข้ามา ก็มีอยู่แค่นี้ ซึ่งเป็นกิเลสทั้งสิ้น

พอใจ เขาเรียกว่าโลภะ เป็นกิเลส

ไม่พอใจ เขาเรียกว่าโทสะ เป็นกิเลส

ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ที่มากไปด้วยกิเลส

กิเลสพาให้เราหลงใหลเพ้อรำพันกับสิ่งเหล่านั้น พอโทสะเกิดขึ้นเราก็ตัดอาลัยไม่ขาด ครุ่นคิดเกิดความพยาบาท ชีวิตที่ขาดปัญญาจึงมองออกไปแบบผิดๆ ว่า เขาทำเรา เขาแกล้งเรา แท้ที่จริงเราเป็นผู้ลิขิตชีวิตของเราเอง เพราะที่เราได้รับไม่ว่าสุขหรือทุกข์ เราทำมาเอง เรียกว่าเหตุจากอดีตกรรม

เพราะมีอดีตชาติ เราจึงมีปัจจุบันชาติ

แล้วปัจจุบันชาติ เราก็สร้างเหตุใหม่ จึงมีอนาคตชาติ

นี่คือ การเวียนว่ายตายเกิดที่น่ากลัว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [17 พ.ค. 2556 , 16:14:22 น.] ( IP = 182.52.201.26 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ก็ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่มาเริ่มต้นศึกษาเล่าเรียนในวันนี้ การศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้เราเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมชีวิตของคนเราจึงมีความแตกต่างกันออกไปทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ ความเป็นอยู่ และอารมณ์ที่ต่างกัน บางคนอารมณ์เย็น บางคนอารมณ์ร้อน บางคนโกรธง่าย บางคนเสียใจง่าย เป็นเพราะอะไร

สิ่งเหล่านี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ชี้แจงแสดงเหตุเอาไว้อย่างเรียบร้อย ซึ่งเราสามารถศึกษาได้จากพระไตรปิฏกที่มีถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อแยกแล้วก็มี ๓ ปิฏก คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก

พระวินัยปิฎก นั้นว่าไว้ถึงหลักในการครองชีวิต ในที่นี้ก็ให้นึกถึงโอวาทปาฏิโมกกันสักนิด .. สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง, เอตัง พุทธานะ สาสะนัง ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี, สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนัง ฯ

โอวาทปาฏิโมกข์ คือหลักการวางตนที่ให้พระภิกษุสงฆ์ผู้ที่มอบกายถวายชีวิตเพื่อจะเดินตามครรลองครองธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้และพระอริยสาวกเดินไปก่อนแล้ว ว่าจะ ต้องวางตนอย่างไร คือมีพระวินัยเป็นตัวควบคุม เหมือนกับมีกรอบประเพณี เช่น เข้าโรงเรียนแต่ละโรงเรียน วินัยของโรงเรียนก็ เช่นไปถึงโรงเรียน แปดโมงเช้าก็เคารพธงชาติ ทำความเคารพครูประจำชั้น ครูเข้ามาปุ๊บนักเรียนยืนตรง สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ ครูก็บอกว่านั่งได้

และก็เป็นหลักการว่า เมื่อเข้ามาในนี้แล้ว ต้องทำอย่างนี้ เช่นเดียวกัน พระภิกษุสงฆ์เมื่อเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วต้องมีหลักการ และมีพิธีการที่จะนำตนเองให้พ้นภัยในวัฏฏะสงสารออกไป หลักการนั้นก็อย่างที่กล่าวไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์

พระสุตันตปิฏก เป็นปิฏกที่กล่าวถึงความดีความชั่ว ซึ่งเราสามารถเห็นได้ ความดีความชั่วและบุคคลที่ได้ดีมีสุขกับคนที่ตกต่ำมาจากเหตุอะไร ในพระสุตันตปิฏกก็คือ เรื่องเล่าจากอดีตเหตุอดีตกรรมของบุคคลต่างๆ ที่เราสามารถนำมาอ่านได้ว่าผู้ที่เป็นแบบนั้นเขามีเหตุอะไรมา แล้วดูตัวอย่างคนเหล่านั้นว่า ดีหรือชั่ว เราเป็นผู้ศึกษา เราเอาดีเก็บมาใช้ เราเป็นผู้ศึกษา เอาชั่วเก็บมาละ

โดย น้องกิ๊ฟ [17 พ.ค. 2556 , 16:15:12 น.] ( IP = 182.52.201.26 : : )


  สลักธรรม 2




อย่างสุดท้ายเรียกว่า พระอภิธรรมปิฏก ซึ่งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ดำเนินการสอนมาตลอดเวลา พระอภิธรรมปิกกคืออะไร ปิฏกที่ว่าไว้ถึงเรื่องชีวิต ใครล่ะมีชีวิตก็คือตัวเราเองที่มีชีวิต เราก็จะได้รู้ว่าชีวิตของเราคือใคร มาจากไหน ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แล้วที่มีคำกล่าวกันว่า ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ หมายความว่าอะไร

พระอภิธรรมปิฏกสามารถตีแผ่ชีวิตของคนคนหนึ่งคือเราเองนี่แหละออกมาให้เห็นว่าทำไมถึงชั่ว อะไรเรียกว่าชั่ว อะไรเรียกว่าดี การทำดีให้ผลอย่างไร การทำชั่ว ให้ผลอย่างไร นี่คือเรื่องราวของอภิธรรมปิฏก แล้วเหนือยิ่งกว่านั้น ก็จะรู้ว่าเรานี้มาจากไหน แล้วเรากำลังจะไปไหน

เช่น ปัจจุบันชาติเราเป็นมนุษย์ เราเป็นหญิงเป็นชาย เรามีเหตุอะไรทำให้เรามาเป็นวันนี้ได้ แล้วในขณะวันนี้ ที่เรามีลมหายใจ มีอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง และสุดท้ายของชีวิต เมื่อเราตาย เราจะไปไหน

ในพระอภิธรรมปิฏกนี้ เป็นเรื่องราวที่บอกถึงเหตุต่างๆ ว่าเหตุนี้ให้ผลอย่างนั้น เป็นการตีแผ่เรื่องราวของชีวิต การศึกษาพระอภิธรรมปิฏกจึงเป็นการเสริมชีวิตเราให้เป็นผู้รู้ หรือที่เราเรียกว่าเป็นผู้ที่มีปัญญา รู้รอบว่าธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ ซึ่งที่นี่จะมีการสอน ๙ ปริจเฉท

ปริจเฉทที่ ๑ ที่เราจะเริ่มต้นในวันนี้เป็นการสอนเรื่องจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรามีจิตกันทุกคน หรือที่เรียกว่า “ใจ” นั่นเอง มีหน้าที่รู้อารมณ์ และรับอารมณ์ รู้อารมณ์อย่างไร รู้เห็นรู้ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้ต่างๆ รับอย่างไร รับความรู้สึก พอใจและไม่พอใจ ก็จะได้ศึกษาเล่าเรียนกันที่นี่และต้องใช้เวลา เพราะว่าเรื่องชีวิตสลับซับซ้อน แต่ถ้ามีความศรัทธาและความเพียร ก็จะทำให้ศึกษาได้ตลอดรอดฝั่ง

โดย น้องกิ๊ฟ [17 พ.ค. 2556 , 16:15:38 น.] ( IP = 182.52.201.26 : : )


  สลักธรรม 3




คำถาม ได้ไปปฏิบัติวิปัสสนา ในขณะที่รู้สึกว่าอากาศร้อนนั้นก็นึกถึงที่บ้าน ว่าถ้าอยู่ที่บ้านป่านนี้เปิดแอร์แล้ว แต่ก็คิดได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ พอคิดได้แล้วก็รู้สึกสงบ ถามว่าขณะนั้นเรียกว่าละอุปาทานไปแล้วใช่ไหม?

คำตอบ ขอตอบโดยรวมก่อนว่า ท่านที่จะไปปฏิบัติจะต้องเข้าใจวิธีการเหมือนเรื่องของวินัยนั่นแหละ และต้องเข้าใจถึงผลที่เราต้องการว่า เราทำเพื่ออะไร? การปฏิบัติมี ๒ อย่างในพระพุทธศาสนา คือ สมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐาน คือ การที่จิตกำหนด อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพียงอารมณ์เดียว ซึ่งเราเรียกว่า ทำสมาธิ ด้วยการหาอารมณ์มาอารมณ์หนึ่ง อารมณ์คืออะไร อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ เช่น ลมหายใจเข้าออก หรือ การแผ่เมตตา หรือการเพ่งกสิณอย่างเดียว ดิน หรือ น้ำ หรือ ลม หรือ หินต่างๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน แต่ในสมถกรรมฐาน ให้ดึงมาหนึ่งเดียว แล้วให้จิตนั้นทำงานอยู่กับสิ่งนั้นอย่างเดียว นี่คือสมถกรรมฐาน

ผลของสมถกรรมฐานนั้น เป็นไปเพื่อความสงบของจิต เพราะจิตของเรา ซึ่งเราจะเรียนในปริจเฉทที่ ๑ นี่ เป็นจิตที่ดิ้นรน กวัดแกว่งห้ามยาก แก้ไขยาก ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าวันธรรมดา ของเรา ถ้าเราจะเห็น เราฟุ้งซ่านรำคาญใจ ฟุ้งไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ คิดต่างๆ นานา ก็ยังคิดไปในความต้องการ จิตไม่มีความสงบ เดี๋ยวเห็นเดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวได้กลิ่น เดี๋ยวได้รู้รส เดี๋ยวได้สัมผัส เดี๋ยวได้รับรู้อารมณ์ รูปารมณ์ สัทธารมณ์ รสารมณ์ คันธารมณ์ โผชฐัพพารมณ์

จิตทำงานตลอดเวลา เดี๋ยวจิตก็สั่งนั่ง เดี๋ยวก็รู้ว่าเมื่อย เดี๋ยวก็หิว สารพัด หน้าที่ที่รู้ต่างๆ เป็นหน้าที่ของจิตทั้งสิ้น จิตจึงไม่สงบ มันกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา และกระเพื่อมเหล่านี้ก็เป็นโอกาสเปิดทางให้จิตนี้มีนิวรณ์ธรรมเข้ามา นิวรณ์คือเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดีหรือความสุขได้นั่นเอง มีกามราคะเป็นต้น กามฉันทะ พยาปาทะ จิตมันเป็นอย่างนี้

ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงมีอุบายให้พุทธสาวกทั้งหลายทำสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตนั้น ตรงต่อการงานหนึ่งอย่าง ให้มีพลังเกิดขึ้นมาเพื่อทำลายความฟุ้งซ่านให้หมดไป เหมือนสามารถทำไปแล้ว ทำไปแล้วๆ จิตก็จะมั่นคง เช่นรู้สึกสุขสงบและก็ไม่ฟุ้ง แล้วรู้สึกสงบ ก็นานขึ้นๆ จนกระทั่งบางคนเป็นชั่วโมง ก็รู้สึกจะรู้กับลมหายใจ อย่างอื่นเหมือนไม่รู้เลย นี่คือวิธีการของสมถกรรมฐาน หรือที่เรียกว่าทำสมาธิ

โดย น้องกิ๊ฟ [17 พ.ค. 2556 , 16:16:07 น.] ( IP = 182.52.201.26 : : )


  สลักธรรม 4




ส่วนวิธีการหนึ่ง เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานเป็นการกระทำเพื่อให้จิตนั้นรู้เท่าทันความจริง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ แต่ให้รู้เท่าทันความเป็นจริง เรียกว่าเป็นผู้รู้ ฉะนั้น วิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นเรื่องของการกระทำปัญญาให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ทำให้จิตสงบ ให้จิตรู้ทันความจริง และความจริงในที่นี้คือ ความจริงของชีวิต

ความจริงของชีวิตก็ไม่มีอื่นใด นอกจากรูปและนาม ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ที่ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงมีหน้าที่เพื่อรู้ความจริงว่าเป็นรูปและเป็นนาม ถ้าเผื่อรู้อย่างอื่น ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน

กำลังอยู่กับรูปอยู่แล้วไปรู้อย่างอื่น หรืออยู่กับนามแล้วไปรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่รูปนาม เขาเรียกว่าตกจากวิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนากรรมฐานแล่นไปด้วยอาศัยรูปนามทั้งสิ้น เมื่อรูปนามเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วผู้รู้ก็รู้อย่างนี้ตามไป และนี่ก็คือรู้ในรูป รู้ในนาม แต่ถ้าเผื่อรู้อย่างอื่นก็ตกจากวิปัสสนา

ฉะนั้น หลักการของวิปัสสนา ต้องเข้าใจแบบนี้ แล้วเรื่องต่างๆ ไม่มีเอง เรื่องราวที่จะทำให้เราคิด มันไม่เกิดขึ้น เพียงแต่ยกอารมณ์เกลับมาที่เก่าให้ได้เท่านั้นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [17 พ.ค. 2556 , 16:16:31 น.] ( IP = 182.52.201.26 : : )


  สลักธรรม 5




ช่วงเดือนเมษาหรือต้นสงกรานต์ ธรรมชาติที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด ที่มีอยู่ชัดๆ ก็คือ “ร้อน” เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องธรรมดา เราปฏิเสธขับไล่ธรรมชาติเหล่านั้นไปไม่ได้นั่นคือปัจจุบันธรรม แต่เราต้องรู้ความจริงว่า ใครร้อน และอะไรร้อน

ถามว่าใครร้อน? ไม่ใช่เราร้อน นามรู้สึก นามเป็นผู้ร้อน

ถามว่าอะไร? ร้อนรูปร้อน

ถ้าหากเราเข้าใจว่าต้องไปปฏิบัติอยู่ตรงสองตัวนี้ ปัญหาก็จะไม่มีเลย แต่จะตกไปจากอารมณ์ปัจจุบันบ้างก็ไม่เป็นไร

ใครร้อน นามรู้สึก อะไรร้อน รูปร้อน นี่คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ตรงต่อความจริง เป็นการทำความเห็นถูกให้เกิดขึ้น เรียกว่าทำลายทิฏฐิวิปลาสที่เคยเห็นว่า เป็นเราร้อน แท้ที่จริงรูปร้อน/นามรู้สึก เท่านั้นเอง การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงมีแค่นี้

โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ค. 2556 , 14:40:12 น.] ( IP = 182.52.200.13 : : )


  สลักธรรม 6




แต่ด้วยวิสัยปุถุชน เช่นเรา เป็นผู้ฝึกหัด เป็นผู้กำลังฝึกหัด เป็นผู้กำลังเริ่มต้น จะมีความผิดพลาดตกไปจากนามรูปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดามาก

เหมือนกับเราถีบจักรยานใหม่ๆ จะล้มอะไรเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่เรามีหน้าที่หยิบจักรยาน ขึ้นถีบใหม่ ตรงนี้ ไม่ต้องไปใส่ใจ

เมื่อปัจจุบันธรรมมีอยู่ในเดือนเมษาคือเรื่องของความร้อน แล้วเราก็ไปเข้าปฏิบัติตอนนี้ มันก็ต้องกระทบแน่ๆ สติที่เรามีอยู่ยังไม่มีกำลังพอที่จะระลึกรู้ว่า เป็นรูปเป็นนาม จึงตกจากอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นรูปเป็นนาม

ฉะนั้น เรื่องของความร้อน เราไม่ต้องไปแก้ไข เพียงแก้ไขความเห็นผิด เท่านั้นเอง นั่นคือทำลายความวิปลาสออกไป




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ค. 2556 , 14:40:34 น.] ( IP = 182.52.200.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org