| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมเราจึงทุกข์
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ต้องขอแก้ไขว่า อาตาปะนั้นเพียรไม่ได้ เพราะอาตาปีคือผู้มีความเพียร ส่วนอาตาปะคืออำนาจของความเพียรที่ออกไปทำ
อย่างเขาบอกว่าให้เรามีหน้าที่ตี เราก็มีหน้าที่ตี แต่เราไม่มีหน้าที่ทำให้เสียงดังขึ้น เช่นให้ทำตามที่ครูสั่งว่า
ทุกคน เอามือสองมือตีกันแรงๆ รู้สึกที่มือไหม? รู้สึก มีเสียงไหม? มี
ต่อไปนักเรียนทุกคนยกมือทำท่าตี แต่ไม่ต้องตี แต่ให้มีเสียง ทำได้ไหม? ไม่ได้
นี่ก็เช่นเดียวกับทำอาตาปะ ที่จะเพียรอาตาปะให้มีเสียงโดยไม่มีอาตาปีไม่ได้ ฉะนั้น จึงเพียรอาตาปะไม่ได้
ขณะที่ทำความเพียรอยู่ และความเพียรในขณะนี้กำลังเผาผลาญกิเลส การเผากิเลสนี้มันเป็นอำนาจของความเพียร ฉะนั้น การพยายามนำปริยัติไปใช้อย่างแยกแยะคำ จึงไม่ถูกต้อง ปริยัตินั้นเรียนให้รู้ว่า อาตาปีคือความเพียร
ย้ำอีกครั้งเช่นว่า ให้ทุกคนมีความเพียรตบมือพร้อมกัน หนึ่ง สอง สาม ตบมือ! นี่คือมีความเพียร การตบมือนี่มีความเพียรเพราะเพียรตามคำสั่ง แต่ผลพลอยได้ของการตบมือ คือ เสียง ทุกคนทำมือเพื่อจะตบ แต่ไม่ให้ตบ แต่ให้มีเสียง ก็เป็นไปไม่ได้
ฉะนั้น เราจะไปบอกได้ไหมว่าเราเพียรอาตาปะ? ไม่ได้ ฉะนั้น นักศึกษาพระอภิธรรมก็อย่าลืมว่า คนที่เก่งกว่าเรายังมีอีกมาก การพูดอะไรออกไปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราเข้าใจถูกแต่พูดผิด เขาคิดว่าเราเข้าใจผิด
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:03:53 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 2
ก็ขอเล่าไปถึงเมื่อวานนี้ว่า ได้พักอยู่ที่บ้านเปิดทีวีดูละครเรื่องหนึ่ง ก็ดูไปอย่างนั้น แต่จิตมันไปจับอารมณ์ที่แรงมากในตอนที่ตัวละครตัวหนึ่งพูดเกี่ยวกับเรื่องชาติตระกูล ที่ตัวละครอธิบายว่า หมายถึงมีชาติกำเนิดที่ดี มีคุณสมบัติของผู้ดี เป็นกุลสตรี เป็นผู้ที่มีพ่อแม่สอนมาดี ก็รู้สึกประทับใจมาก
และก็นึกถึงว่า ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ได้แทรกข้อคิดที่ดีไว้ ฉะนั้น ทุกอย่างมีของดีให้เราเก็บมาใช้ ชั่วเก็บมาละ อยู่ที่เรา มีตา มีหู ที่ใช้เป็นหรือเปล่า ถ้าเผื่อเรามีตาเหมือนที่หลวงพ่อแสวงท่านชอบพูดเปรียบว่ามนุษย์สมัยนี้มีตาเหมือนตาตุ่มคือมองอะไรต่ำๆ มีหูเหมือนหูกะทะ คือแขวนไว้เฉยๆ ไม่ได้รับฟังได้
เมื่อเช้านี้ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์กนก อ่านไปเจอหัวข้อเบญจศีล เบญจธรรม ซึ่งมันก็สอดคล้องกับที่ความรู้สึกที่ประทับใจมาจากละคร เขาเขียนไว้ว่า เบญจศีลก็คือเว้นจากการปลงชีวิต ประทุษร้ายผู้อื่น ๑ เว้นจากการถือเอาของ ของเขาที่ไม่ได้ให้๑ เว้นจากการโกงละเมิด ๑ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการดื่มสุราเมรัย ๑
ส่วนเบญจธรรม คือ ข้อ๑. นอกจากไม่ฆ่าสัตว์แล้ว ยังต้องมีจิตประกอบไปด้วยเมตากรุณาตลอดเวลา คือ มีธรรมประจำใจ ก็ต้องมาดูตัวเองว่า เรามีธรรมที่ไม่ประจำใจ คือมีธรรมตอนเราอยากจะมีเฉพาะกับคนที่เรารัก ฉะนั้น เราไม่มีธรรมประจำใจเต็มที่ในเมตตา กรุณา ความรักความปรารถนาดีที่จะมีให้ทุกชีวิตมีความสุข
ข้อ ๒ คือ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพทางสุจริต ข้อ๓. กามสังวร สังวรระวัง รู้จักยับยั้งควบคุมตัวเองในด้านกามรมณ์ ข้อ๔. สัจจะ ความซื่อสัตย์ และซื่อตรง ทั้งตนเองและผู้อื่น ข้อ๕. สติสัมปชัญญะ คือ การระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ ทั้งศีลและธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่อใครทำได้ก็จัดเป็นผู้มีชาติตระกูลที่สูงส่ง
ฉะนั้น เราต้องแก้ไขและเราต้องปรับปรุง ต้องแก้ไขคือหาตัวเองให้เจอก่อนว่า เรายังมีตระกูลไม่ดีอยู่ เพราะเราอยู่กับ ๓ ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลโลภะ ตระกูลโทสะ ตระกูลโมหะ ที่มีหนาแน่น แต่อยู่ที่ว่าเราจะแสดงออกมาอย่างไร
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:06:02 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 3
ก็นึกถึงเรื่องนี้ในตอนที่แผ่เมตตาว่า สัพเพ สัตตา อเวรา อพยาปชา อนีฆา สุขี อัตตานัง ปริหะ รัตตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย ขอจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตน ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ ฉะนั้น เรารอดพ้นจากทุกข์ภัยยาก ทุกข์ก็รอดได้ยาก ภัยก็รอดได้ยาก
ที่เราสวดมนต์กันทุกวันว่า ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยคโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เสยยะถีทัง ฯ เราพูดได้ แต่ถ้าจะเข้าไปเจาะลึกว่าหมายถึงอะไรบ้างเราก็คงตอบได้ยาก
ทำไมพระพุทธเจ้าบอกว่า ชาติ ปิ ทุกขา เราก็ตอบได้จากคำแปลว่า ชาติเป็นทุกข์ แต่จริงๆ แล้วเราคิดได้หรือยังจากการประมวลความรู้ที่เรียนธรรมะมาทั้งหมด ไหนลองตอบสิคะว่า ทำไมชีวิตเป็นทุกข์ ก็เห็นพี่เป็นสุขอยู่นี่แหละ พระพุทธเจ้าบอกว่าเกิดเป็นทุกข์ แต่เรายังสุขอยู่ นี่เราไม่ได้เห็นตามพระพุทธเจ้าเลย เพราะเราไม่เข้าใจจริงๆ นั่นเอง
ถามว่าทำไมถึงการเกิดเป็นทุกข์ เราต้องกลับมาหาคำว่า ทุกข์ให้เจอว่า ทุกข์เป็นอย่างไร ทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะมีเกิดแก่เจ็บตาย แต่พี่แก่แล้วยังมีความสุขอยู่เลย ก็ต้องตอบว่า เราไม่ได้เห็นทุกข์ เราจึงไม่รู้จักทุกข์ พระพุทธเจ้าบอกทุกข์เป็นของมีจริง แต่เราไม่รู้จัก ผู้ที่รู้จักแล้วก็คือพระอริยบุคคล ไม่ใช่เรา
ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นล่ะ เพราะเราไม่แจ้งกระจ่างในคำว่าทุกข์นั่นเอง จึงต้องอาศัยวิปัสสนาเท่านั้นที่เข้าไปแจ้ง แต่ก่อนที่จะเอาวิปัสสนาเข้าไปแจ้งนี่ เราจึงต้องรู้จักทุกข์ ว่าทุกข์มันมาจากไหน ทุกข์เพราะไปยึดเป็นตัวตน บทสรุปเราจะต้องหาทุกข์ให้เจอเพราะว่า ถ้าหาทุกข์เจอแล้วก็ปฏิบัติวิปัสสนาเป็น ฉะนั้น เรารู้แนวทางหนังสือจากหนังสืออย่างยาวเหยียด แต่ไม่รู้ว่าที่ทำให้ทุกข์เกิดมันมาจากไหน ใช่ค่ะเราเกิดมาจากตัณหา เกิดมาแล้วก็ต้องมีขันธ์ ๕ มีความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:07:23 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม ชาติ ปิ ทุกขา ชาติเป็นทุกข์ คำนี้ เราท่องเป็นแต่เราไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นชาติปิทุกขา แต่ละคนก็มีคำตอบที่ต่างกัน เช่น เพราะมีการเกิดขึ้นมา เพราะมีอุปาทาน เพราะมีตัณหา ก็เปรียบเสมือนว่า เราไปซื้อแกงส้มหนึ่งถุง คนขายก็เอาถุงมาใส่แกงลงไป แล้วเราก็รับถุงนี้กลับบ้าน ฉะนั้นที่ตอบมาว่า เพราะมีการเกิดขึ้นมา เพราะมีอุปาทาน เพราะมีตัณหา ก็ถุง แต่ไม่ได้ตอบว่าส่วนประกอบในถุงมีอะไร เราจึงเป็นผู้ปรุงอาหารเองไม่เป็นเพราะไม่รู้สูตร ต้องซื้อมาตลอด จึงไม่สามารถเคลียร์ชีวิตไปจากทุกข์ได้
ทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะมี ๔ อย่าง คือ ผัสสะ ธาตุ วิบาก และ อิริยาบถ
ถามว่าทำไมเราจึงทุกข์? เราตอบว่า ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง นี่เป็นการท่องได้คือถุงแกง ฉะนั้น เรามีแต่ถุง เราก็ต้องไปหาส่วนประกอบหรืออุปกรณ์เพิ่ม ถามว่า ทำไมถึงมีทุกข์?
๑. เพราะผัสสะ คือกระทบ เช่น ขาไปเหยียบตะปู ขาไปเหยียบอิฐร้อนๆ กระทบจึงเกิดทุกข์ขึ้นมา ถ้าไม่มีการกระทบ ทุกข์เกิดขึ้ไหม? ไม่เกิด ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ เพราะผัสสะคือการกระทบ จึงมีอาการปวด เจ็บ ขึ้นมา ถามว่าปวดเจ็บเป็นทุกข์ไหม? เป็นทุกข์ ทุกข์มาจากไหน? มาจากการกระทบ
๒. เพราะธาตุ ธาตุในที่นี้ ท่านเจาะจงถึงอาหารทำให้ทุกข์ พอเราทานอาหารผิดสำแดง ปวดท้อง ท้องอืด ที่เราเป็นอยู่แน่น หรืออาหารน้อยเกินไป หิว จุก คลื่นไส้ อาการของเราทั้งนั้น ที่หาในตัวเราเองได้ ความเป็นมาต่างๆ นี้ เพราะมีเหตุสมติฐาน คือ ธาตุ
๓. เพราะวิบาก เช่น ปวดฟัน ปวดฟัน ปวดหัว หรืออยู่ดีๆ ก็ปวดท้องขึ้นมา โดยที่เราไม่ได้ทานอะไร
๔. เพราะอิริยาบถ เช่น เมื่อย ปวดขา ขาชา เพราะอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:08:15 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น เราเรียนแล้วก็จะได้แยกถูกว่า ทุกข์เพราะอิริยาบถไม่ถูกต้อง เพราะวิบาก เพราะธาตุไม่ดี เพราะกระทบ สิ่งเหล่านี้ก็คือแกงส้มที่อยู่ในถุง เมื่อเรียนเข้าใจแล้วก็จะได้นับถือพระพุทธเจ้ามากขึ้น ไม่ใช่นับถือเพราะคิดว่าเป็นครูของเราสอนมา หรือนับถือโดยคิดว่าผู้นั้นน่าเชื่อ
ชาติปิ ทุกขา ขันธ์ ๕ เป็นของหนักเน้อ ภาราหะเว ปัจจักขันธา บุคคลเป็นผู้แบกของหนักพาไป ภาระหาโร จักปุคคโล ความทุกข์เป็นของที่หนักที่สุดในโลก ทุกข์นี้จึงเป็นที่เราเข้าใจ เราจึงจะได้นำสิ่งเหล่านี้ มาพิจารณาให้รู้ทุกข์ การพิจารณาให้รู้ทุกข์ในวิปัสสนากรรมฐานนั้น ท่านบอกว่า กายิกกัง ทุกขัง เจตสิกกัง ทุกขัง ว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ที่เราบอกว่า อุปาทานก็คือ กายิกกัง ทุกขัง เจตสิกกัง ทุกขัง
กายิกทุกข์ ก็คือความทุกข์กายนี้ก็ประมวลมาจากเหตุต่างๆ เช่น ผัสสะ ทำให้เกิดกายิกกัง ทุกขัง ธาตุทำให้เกิด กายิกกังทุกขัง ได้ใช่มั๊ย วิบากทำให้เกิดกายิกกังทุกขัง อิริยาบถทำให้เกิดกายิกกังทุกขัง และทุกข์กายเหล่านี้ ก็เป็นเหตุให้เกิดเจตสิกกังทุกขัง คือเมื่อปวดหรือมีความรู้สึกเจ็บแล้ว ใจของเราทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ นี่แหละจึงเรียกว่าทุกข์กาย ทุกข์ใจ รวมแล้วตรงนี้ก็คือ ทุกขเวทนา
เรียนอย่างนี้แล้วสามารถรู้ว่า เวลาเราไปปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ใช่ ทุกข์ อย่างเดียว แต่มีทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ คือ ทุกขเวทนา ผู้ที่เข้าใจแล้วก็จะมีงานวิปัสสนาทำมากขึ้น ทำให้ลดระดับช่องว่างที่ไม่รู้จะทำอะไรหรือรู้สึกไม่ได้อะไร
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:08:55 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 6
สังขารทุกข์ คือ รูป-นาม ทุกขเวทนาคืออารมณ์ที่เกิดต่างๆ ทำไมบอก รูป-นาม เป็นทุกข์ เป็นสังขารทุกข์ เพราะรูปนามนี้ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตลอดเวลา มีการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ปรุง เกิดขึ้นมาไม่ได้ เช่นการเดิน ก็มีเหตุปรุงแต่งให้เดิน คือ
๑. มีจิตคิดจะเดิน
๒. มีจิตชวาโยธาตุ
๓. รูปต่างๆ มีความคล่องตัว ถ้าไม่มีจิตคิดจะเดิน ก็จะมีอาการเดินไม่ได้ และถ้าเป็นอัมพาตถึงจะมีจิตคิดจะเดินแต่ก็เดินไม่ได้
๔. มีทุกข์บีบคั้น เช่น มีคนมากดกริ่งหน้าบ้าน เช่น บุรุษไปรษณีย์ ก็คือมีเหตุมาเร่งให้เราจึงจำเป็นต้องเดิน มีเหตุที่ทำให้เดิน
ฉะนั้น เรียนแล้วจะได้เห็นว่า อะไรที่มันเป็นก้อนๆ นั้นมีองค์ประชุมว่า อาการนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร รูปนามนี้ ยืนนานๆ ก็เมื่อย เดินนานๆ ก็เมื่อย นอนนานๆ ก็ต้องพลิก รูปัง อนิจจัง รูปัง ทุกขัง รูปัง อนัตตา นาม -เวทนาอนัตตา นาม-สัญญาอนัตตา นาม-วิญญาณังอนัตตา จิตของเรานี่ ทำอะไรอย่างเดียว นานๆ ก็เบื่อ ทุรนทุรายเพราะจิตมีลักษณะ ๔ อย่าง คือ ๑. ผันทนัง ๒. จะปะรัง ๓. จิตตัง ทุรักขัง ๔. ทุนนิวาระยัง
ทุกวันนี้ก็รู้สึกภูมิใจที่มีครูดีอย่างหลวงพ่อแสวง อาจารย์บุญมี หลวงพ่อเสือ มีครูเข้มงวด ไม่ผ่านอะไรง่าย และไม่เอาทุกอย่างยกทั้งกระบิมามอบให้ แต่ท่านให้เพื่อให้ได้ความรู้ไปจริงๆ เหมือนครูที่หวังดีคือให้นักเรียนสอบได้ แต่ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ให้เหมือนครูสอนให้จบ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:10:26 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น เราก็แยกออกแล้วว่า ทำไมถึงทุกข์ เพราะผัสสะ ธาตุ วิบาก อิริยาบถ ทำให้อาการต่างๆ พวกนี้ เกิดขึ้น และเกิดขึ้นสลับกันก็ไม่ได้ การที่เราอยู่คนเดียวในขณะวิปัสสนา อยู่ในที่ที่พอเหมาะพอควร มีอะไรๆ น้อย เมื่อมีการกระทบก็มีวีธีแก้ไขทุกข์ ไม่ใช่ไปทำให้ทุกข์หมด แต่มีวิธีตัดเหตุ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้แก้ที่ผล แต่ให้แก้ที่เหตุ จึงต้องไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมๆ การกระทบก็น้อย ไม่จำเป็นอย่าออกมาเดิน เขาส่งอาหารมาก็รับประทานเพื่อแก้ไขทุกข์ โอกาสที่จะท้องอืด ท้องแน่น ท้องเฟ้อก็ไม่มี แล้วก็รับประทานเป็นเวลา
ส่วนเรื่องของวิบากเช่น ปวดฟัน พอเข้าห้องกรรมฐานวิบากก็ยังไม่หมด ก็ต้องทำใจ ยอมรับ หรืออย่างความแก่ กระดูกมันก็เสื่อม เมื่อวานก็ได้ผลตรวจจากแพทย์มาแล้วพบว่าไขมันพอกตับ ถ้าปล่อยไว้ก็อาจเป็นมะเร็งตับ โรคใหม่นี้มันมาจากไหนล่ะ ก็สันนิษฐานว่ามาจากอาหารที่รับประทาน ซึ่งล้วนเป็นมาของคลอเรสเตอรอล ก็ต้องหันมาทานผัก ก็ต้องแก้ไขเมื่อเรารู้แล้วว่าโรคที่พบมาจากอาหาร ต้องทำใจ แล้วเปลี่ยนนิสัยในการกิน แล้วก็ใช้อิริยาบถให้สมควร ฉะนั้น วิปัสสนาจะช่วยได้
ทุกข์กายแล้วไม่ทุกข์ใจมีไหม? ไม่มี
ทุกข์ใจไม่ทุกข์กายมีไหม? มี
กายกับใจ ใครทำงานหนักกัน? ใจ เพราะจิตเป็นประธาน
ทำไมจิตเป็นประธาน ทั้งๆ ที่เวลาเราเห็นประธานออกไปพูด เราเห็นแต่รูป เราไม่เห็นใจเขา แต่จริงๆ แล้วเขากับเราเหมือนกันคือ มีใจ มีจิตเป็นประธาน ที่รับอารมณ์รับทุกข์ตลอดเวลา ซึ่งก็คือทุกข์ที่ ๑ ทุกขเวทนา
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:11:10 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 8
ส่วนทุกข์ที่ ๒ สังขารทุกข์ คือ รูปนามขันธ์ ๕ เมื่อเป็นสังขารทุกข์ก็มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกข์ที่ ๓ วิปริณามทุกข์ ก็คือวิปริตนั่นอง คือผิดแผกออกไป
ทุกขเวทนามาจากไหน มีที่มาคือ กายิกกังทุกขัง มีที่มาพระพุทธเจ้าตรัสว่า เจตสิกกังทุกขัง ก็คือชีวิตนี้เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ เป็นทุกข์ และอารมณ์เกิดขึ้นที่ไหน ก็เกิดขึ้นที่รูปที่นามของเรานี่แหละ ซึ่งเรียกว่า สังขารทุกข์ เพราะปรุงแต่ง มีจิตคิดจะเดิน มีความพยายาม มีการปรุงแต่งตลอดเวลา รูปนามทำงานร่วมกัน มีอารมณ์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่นรูปนี้ ยืนนานๆ ก้มๆเงยๆ มันก็เลยปวด เช่น เรานั่งนานๆ เมื่อย ยืนนานๆ นี่เมื่อยแล้ว ปวดแล้ว พอปวด พอเปลี่ยนท่า เออ หายปวด วิปริเกิดขึ้นแล้ว ปวดแล้วหายปวด หรือหายปวดนั่งนานๆ ปวด มีความเปลี่ยนแปลงแทนอยู่ตลอดเวลา
วิปริณามทุกข์ คือ ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงจากกายิกทุกขัง เป็น กายิกทุกสุขัง เปลี่ยนแปลงจากเจตสิกกังทุกขัง เป็น เจตสิกกังสุขัง หรือ เจตสิกังสุขัง อยู่ดีๆ พอเดินไปข้างนอก กระทบร้อนปุ๊บ เจตสิกกังทุกขัง หิวมากๆ พอตักข้าวใส่ปากปุ๊บ กายิกกังสุขัง พอกินๆ ไป ปวดปัสสาวะ เจตสิกกังสุขัง เป็นทุกขังเจตสิกัง ฉะนั้น คู่นี้สลับกันอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า วิปริณามทุกข์
ทุกข์ที่ ๔ ทุกขลักษณะ ก็คือลักษณะของไตรลักษณ์นั่นเอง ไม่เที่ยง ทนไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ว่าทุกขลักษณะนี้ เป็นอย่างไร ทำไมถึงเป็นทุกข์ เพราะความไม่เที่ยง ทนไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ของกายและใจ ทั้งสุขและทุกข์ ตกอยู่ในสภาพไตรลักษณ์ เพราะว่าทุกขลักษณะ ทำไมถึงมีทุกขลักษณะ เพราะวิปริณามทุกข์ มันเป็นลวดลายอาศัยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันอยู่ตรงไหน มันอยู่ที่สังขารทุกข์นี่แหละ ในรูปนาม และรูปนามนี้เป็นที่ตั้งรับอะไรเวทนา อารมณ์ต่างๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:11:54 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 9
ทุกข์ที่ ๕ ทุกขสัจจะ คือ ความจริง ความจริงของผู้ปฏิบัติ เข้าไปเห็นทุกข์ จะเห็นก็ต่อเมื่อ อนุโลมิกญาณ หรือ ทำกิจในธรรมจักร ถึงกตญาณ ตรงนี้ สัจจญาณ กิจจญาณ ปัญญาเข้าไปรู้ได้กับสัจจญาณ เป็นความจริง ญาณปัญญาเข้าไปเห็น พอไปถึงทุกขลักษณะ อนุโลมมิกญาณ กตญาณ ๓ รอบ
ทั้งๆ ที่เราท่อง แล้วก็คือจำ ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ วิปริณามทุกข์ ทุกขลักษณะ ทุกขสัจจะ เป็นสภาพธรรมที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุเป็นแดนเกิด เพราะเราไม่รู้เหตุด้วย ไม่รู้ทุกข์ด้วย จึงเกิดการอุปาทานขันธ์ที่หลังขึ้นมา และอุปาทานอย่างเดียวไม่พอ เยื่อเมือกและยางเหนียวที่ทุกคนดิ้นรน เพื่อจะเอาตัวเองปลอดภัย ตัณหาจึงมาเป็นเพื่อนสองของอุปาทาน ตัณหาและอวิชชานั่นเอง
ฉะนั้น ที่ตอบกันมาว่าเพราะอุปาทานจึงเป็นทุกข์ นั่นก็คือถุงแกง แต่สิ่งที่อยู่ในถุงคือ กายิกกังสุขขัง เจตสิกังสุขขัง กายิกกังทุกขัง เจตสิกังทุกขัง เวทนา สังขารทุกข์ วิปรินามทุกข์ ทุกขลักษณะ ทุกขสัจจะ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อุบัติขึ้นมาเฉยๆ หากไม่มีบุรุษใจเพชรเป็นผู้บำเพ็ญเพียร สร้างปัญญาบารมี ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก ๔ อสงไขย แสนกัป
มหาบุรุษผู้นั้นในศาสนานี้ ชื่อเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร จากบารมีที่เปี่ยมพร้อม บารมีนั้นผลักดันให้ท่านได้ผนวชสมเจตนา บำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา เพื่อแสวงหาโมกขธรรม คือธรรมที่นำความหลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์มาให้ จนกระทั่ง ณ ริมแม่น้ำเนรัญชรา จากการบำเพ็ญทุกรกิริยา นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสมาถวาย เมื่อท่านฉันเสร็จ ท่านได้อธิษฐานลอยถาด ณ แม่น้ำเนรัญชรา ไปด้วยการหลับตาเห็นภาพ และถาดก็ลอยทวนน้ำ หมุน ๓ รอบ เป็นที่แจ้งว่า มหาบุรุษผู้นี้จะทำกิจจญาณ สัจจญาณ และกตญาณ สำเร็จดิ่งลง กระทบกับถาดใบเก่าที่พระพุทธเจ้าองค์ที่แล้ว ซ้อนกันไป
หลังจากนั้นท่านก็ได้นั่งอยู่ที่แท่นวัชรอาสน์ (ซึ่งเคยพาลูกศิษย์ ๑๑๔ ชีวิตเอาศีรษะไปจรดณที่ตรงนั้น เพื่อรับสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ ตอนนั้นยังไม่มีกรงกั้นที่ต้นโพธิ์ ไม่มีอะไรเลย) มหาบุรุษผู้นั้น ก็ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการนั่นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องตรัสรู้ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รู้แจ้งแทงตลอดในทุกข์ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์โดยละเอียด แต่ที่เรากล่าวก็คือ สมุทัยเป็นเหตุคือ โลภะ นิโรธคือความสิ้นสุดทุกข์ มรรคคือหนทางดำเนินสู่ความพ้นทุกข์
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:12:37 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : )
สลักธรรม 10
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือการอธิบายอริยสัจจ์ เหลือแต่เพียงการที่แต่ละคนต้องดำเนินไปเอง คือมรรคเท่านั้นเองเป็นหนทางเดียว และเป็นหนทางสายเอก ที่จะทำให้ทุกคนเข้าถึงว่า ทำไมชาติปิทุกขา เราจะไปดูอะไรในวิปัสสนา ก็ไปดูความจริงว่า สิ่งเหล่านี้คือของในถุงแกง ปวดเจ็บ ปวดขา เพราะว่า มีเหตุ ทุกข์มาจากไหน มาจากผัสสะ เราไปกระทบร้อน จึงรู้สึกร้อน เราไปกระทบหินเหยียบเข้า จึงปวดเจ็บ ปวดเจ็บมีเองไม่ได้ ทุกข์เพราะธาตุ อาหารกินไปมาก ปวดท้องท้องอืด แน่น ไม่ได้กิน หิว เสียดท้อง มีเหตุ ทุกข์เพราะวิบากเช่น ปวดฟัน เป็นมะเร็ง เป็นโน่นเป็นนี่ วิบาก แก้ไม่ได้ แก้ไขทำใจยอมรับเสีย ทุกข์เพราะอิริยบถที่ใช้มากไป จึงต้องอยู่ในอิริยาบถ ที่พอควร
สิ่งเหล่านี้นี่แหละ ท่านเรียกว่า กายิกกังทุกขัง เจตสิกกัง ทุกขัง
ทุกข์ที่เกิดขึ้นที่กายและเกิดขึ้นที่ใจ ท่านจัดว่าเป็นทุกขเวทนาเป็นอารมณ์ที่เกิดให้วิปัสสนาดูทุกขเวทนา
อะไรเป็นตัวสังขารทุกข์ คือ รูปนามขันธ์ห้านี่เป็นสังขารทุกข์
อะไรล่ะเป็นวิปริณนามทุกข์ ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงอะไร รูปนามนี้ความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วิปริตนั่นเอง จากกายิกกังทุกขัง เมื่อย นั่ง นั่งซะ หายเมื่อย เป็น กายิกกังสุขัง นั่งสบายๆ ปวดปัสสาวะ กายิกกังสุขัง ก็เป็นกายิกกังทุกขัง และเมื่อทางกายเกิดขึ้น ทุกข์กายทำไม ใครจะไม่ทุกข์ใจ ไม่มี เจตสิกกัง แต่ทุกข์ใจไม่จำเป็นต้องทุกข์กายเสมอไป วิปริตนามทุกข์
อะไรคือ ทุกขลักษณะ ทุกข์เกิดขึ้นจากความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ สภาพที่เข้าไปเห็นพระไตรลักษณ์ นับตั้งแต่สมสนญาณนิดนิด เข้าไปเห็น จนไปเห็นอุทยัพพญาณ ทุกขสัจจะ ความจริงของผู้ปฏิบัติ อนุโลมญาณหรือ เกิด กตญาณเท่านั้นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [22 พ.ค. 2556 , 16:13:17 น.] ( IP = 61.7.253.121 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |