| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ต้อนรับนักศึกษาใหม่ (๒)
สลักธรรม 1
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราและเขา จึงมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน คือมี รักเกลียด ชอบชัง เหมือนกัน จึงใช้คำว่าไม่มีใครรักใครทั้งโลก แล้วเราก็ไม่ได้เกลียดใครทั้งโลก การที่เข้ามาศึกษาให้เข้าใจเรื่องกรรม เท่ากับกรรมมาปรับทิฏฐิของเราคือความเห็นผิดอย่างปุถุชน ให้มีความเห็นตรง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิเราก็จะสามารถปรับใจของเราให้ ยอมรับความเป็นไปของชีวิต ที่เกิดขึ้นจากอดีตได้โดยดุษฏีว่า สิ่งที่เราได้รับทั้งหลาย คือวิบาก อันเกิดขึ้นจากวิบากกุศลก็มี วิบากอกุศลก็มี และที่เรากำลังจะดำเนินไปใหม่นี่ เราก็กำลังสร้าง กรรมใหม่ และกรรมใหม่นี้ก็ต้องให้ผล ไปในข้างหน้า เรียกว่า วัฏฏกรรม คือ รอบของกรรม
เมื่อเราเข้าใจและมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้าและคำสอน เราก็แก้ไขและปรับปรุงชีวิตของเรา ไม่ให้ย้อนรอยกรรมเก่าก็เดินซ้ำซาก ด้วยการตัดถนนสายใหม่ให้กับชีวิต เพื่อจะได้ลิขิตเส้นทางใหม่ให้ตัวเราพ้นไปจากชีวิตนี้
เราศึกษาวิทยาการทางโลก หลายร้อยพันแขนง สิ่งเหล่านั้นเป็นของชั่วคราว ให้สุขชั่วคราว แต่การศึกษาเรื่องราวของชีวิต เป็นการศึกษาที่จะสามารถเข้าใจ และนำพาชีวิตไปจากความทุกข์ได้ เพราะเมื่อรู้ว่าชีวิตคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง ก็จะแก้ไขปัญหาได้ พระอภิธรรมนั้นตอบเราได้ทุกคำถาม และพระอภิธรรมมาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าได้ศึกษาพุทธประวัติก็จะรู้ว่าในสัปดาห์ที่ ๔ พระตถาคตเจ้า ได้พิจารณาพระอภิธรรมอยู่ที่รัตนฆรเจดีย์ พิจารณาถึงเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน ทบทวนเรื่องราวองค์ประกอบของชีวิต และสิ่งที่หลุดพ้น ดังนั้น การที่จะตอบตัวเองถูก ก็จะต้องเข้าใจถูกว่าชีวิตนั้นคืออะไร
เราเคยตั้งคำถามมานานแล้วว่า โอ้เอ๋ยโอ้ชีวิตใครหนอสรรสร้าง ให้เรือชีวิตแล่นไปเคว้งคว้าง ในที่สุด จมลงด้วยความอับปางต่างๆ กัน เราเคยได้ฟังกันมาว่า ชีวิตนั้นน้อยนิด เหมือนพยับแดด เหมือนเม็ดฝน เหมือนชิ้นเนื้อที่ปิ้งอยู่บนเตา เหมือนแม่โคที่จะนำไปถูกเชือด ฯ แสดงให้เห็นว่าชีวิตนั้นมีทุกข์มาก แต่มีเวลาน้อยเหลือเกิน เพียงประเดี๋ยวเดียวก็แตกดับ โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:33:51 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 2(ขอบพระคุณภาพประกอบจากพี่ดา)
ชีวิตคืออะไร?
ชีวิตคือผลกิเลสเหตุสร้างวัฏฏ์
วิบากมัดวนเวียนไม่เปลี่ยนผัน
จึงต้องสร้างเป้าหมายให้ชีวัน
เพื่อสุขอันสถาพรตอนสิ้นลม
สุขกิเลสปัจจุบันนั้นชั่วคราว
สุขยืนยาวสร้างบารมีเพื่อสะสม
ศีลสมาธิปัญญาพาพ้นตรม
ต่างชื่นชมสุขสมพระนิพพาน
ชีวิตคืออะไร? ชีวิตก็คือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุและปัจจัย
เหตุคือสิ่งที่ทำให้ผลเกิด
ปัจจัยคือตัวสนับสนุนผลนั้นให้เกิดขึ้นได้ คือเจริญขึ้นได้
ทุกอย่างในโลกนี้มีเหตุมีปัจจัยทั้งสิ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:35:35 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 3
เหตุก็คือมีกรรม ปัจจัยก็คือตัวสนับสนุนต่างๆ ทำให้ชีวิตนั้นอุบัติขึ้นมาได้ และดำรงชีวิตไปเพียงชั่วระยะหนึ่งเหมือนพยับแดด หรือเหมือนชิ้นเนื้อที่ตั้งอยู่บนกระทะเหล็กที่สุกไหม้ ชีวิตมาจากอดีต ไม่ใช่ในอดีตชาตินี้อย่างเดียวแต่มีอดีตชาติ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เราเวียนว่ายตายเกิดกันมาเป็นอนันตัง อนันตังคือนับไม่ได้
ในการเกิดแต่ละชาติๆ เรามีการสนองตอบสิ่งเร้า ก็คือ เมื่อเห็น(ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส) -เราก็ชอบ เมื่อเห็น(ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส) -เราชัง ฉะนั้น แต่ละชาติเราจึงสะสมกองกิเลสความชอบชังเหล่านี้เอาไว้หนาแน่น ในชาตินี้ถ้าหากเอาความชอบความชังมาชั่งกิโลได้ก็คงหนักเป็นตันๆ เราร้องไห้เพราะความไม่ชอบกันมามากมาย แต่ละชาติๆ น้ำตาที่หลั่งไหลลงมานี่มั่นแห้งง่าย ถ้าเก็บรวมไว้ได้ก็คงเหมือนน้ำในมหาสมุทร แต่ละชาติๆ ที่เราตายมาแล้วถ้าเผื่อเก็บกระดูกกองรวมกันได้ก็สูงยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุ เขาพระสุเมรุคือเขาที่คลุมโลก (รายละเอียดจะมีในปริจเฉทที่ ๕)
เขาพระสุเมรุคือเขาครอบจักรวาล ฉะนั้น กระดูกของเรานี่มันกองโตยิ่งกว่าจักรวาลนี้ เรากลัวเจ็บ กลัวอด กลัวลำบาก กลัวสารพัด และในที่สุดก็หนีไม่พ้นความตาย พระอานนท์ท่านได้เคยกล่าวว่า กองกระดูกที่ท่านทั้งหลายตายแล้ว สูงเท่าเขาพระสุเมรุ เมื่อมีผู้ถามว่า ทำอย่างไรถึงจะรื้อกิเลสได้หมด พระอานนท์ก็บอกว่าให้นั่งอยู่บนกองกระดูกนั้น แล้วหยิบกระดูกโยนลงแม่น้ำทีละชิ้นๆๆๆ หมดเมื่อไหร่ ก็หมดกิเลส น้ำตามากเท่ากับน้ำในมหาสมุทร ให้เราวักน้ำในมหาสมุทรเทลงดิน แห้งในมหาสมุทรเมื่อไหร่ สิ้นกิเลส
ลองคิดดูซิว่ากิเลสมันน่ากลัวขนาดไหน และในการเวียนว่ายตายเกิดนั้น สิ่งที่เราทุกคนสะสมกันมามากก็คือกิเลส โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งท่านจัดว่าเป็นกรรม กรรมกิเลสหรือกิเลสวัฏฏ์นั่นเอง จึงยากแก่การที่จะถ่ายถอน พระอานนท์ท่านสรุปว่า พระตถาคตได้มองเห็นทั้งกองกระดูกยากที่จะรื้อทิ้งและน้ำในมหาสมุทรที่ยากจะวิดออกให้หมด ท่านจึงมีพระมหากรุณาธิคุณ สร้างสะพานข้ามแม่น้ำข้ามภูเขาเหล่านั้นให้ สะพานนั้นก็คือ เอกยมัคโค คือสติปัฏฐานนั่นเอง
ไม่ต้องไปนั่งดึงกระดูกนั้นทิ้ง ไม่ต้องไปวิดน้ำ เพียงเดินข้ามสะพานแห่งวัฏฏะภัยนี้ให้ได้ด้วยวิธีการขององค์พระสุคตต์เจ้าก็จะสามารถหลุดพ้นได้ในชาตินี้ ถ้ามีบารมีพร้อมแล้ว เพียงแต่ข้ามให้ถูกท่าเท่านั้นเอง อย่าทำตนเองเหมือนเดียรถีย์ เพราะเดียรถีย์คือผู้ข้ามผิดท่าจึงไม่ได้ไปถึงฝั่งพระนิพพาน
โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:36:04 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 4(ขอบพระคุณภาพประกอบจากพี่ดา)
ทำอย่างไรถึงจะไม่ผิดท่า? ต้องศึกษาให้รู้ว่าความเป็นมาของชีวิตนั้นเป็นอย่างไร กรรมเป็นอย่างไร วิบากเป็นอย่างไร ความพ้นทุกข์คืออะไร พระอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการ ให้รู้จักทุกข์ ให้รู้จักเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ให้รู้จักความสิ้นสุดทุกข์ ให้รู้จักการดำเนินสู่ความพ้นทุกข์
เพราะทุกข์เป็นของที่มีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้รู้จัก เราเองเป็นผู้ที่อยู่ในทุกข์ ก็ต้องมารู้จักว่าทุกข์คืออะไร ทุกข์มี ๑๑ อย่าง แบ่งออกเป็น ๒ กอง กองหนึ่งมี ๓ กองหนึ่งมี ๘
ทุกข์กอง ๓ ทุกคนเหมือนกันหมด คือ ทุกข์เพราะชาติเกิด ความแก่ ความตาย เขาเรียกว่าทุกข์ประจำ ส่วนทุกข์กอง ๘ เรียกว่าทุกข์จรเข้ามาในชีวิต มี โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น ความคับแค้นใจ ความไม่พอใจ ความไม่สบายใจ ความบ่นเพ้อรำพัน ความตัดอาลัยไม่ขาด เหล่านี้ เป็นทุกข์ที่จะจรเข้ามาในชีวิต ก็อยู่ที่สติและปัญญาของใครแก่กล้า ทุกข์เหล่านี้ก็จรเข้ามาในใจยาก แต่ถึงจะมีทุกข์จรน้อย แต่ก็หนีทุกข์ประจำคือ เกิด แก่ ตาย ไม่ได้
ท่านที่เข้ามาศึกษาพระอภิธรรมก็ต้องเข้าใจให้ถึงสาระสำคัญจริงๆ อย่าคิดว่าเอาความรู้อะไรไปก็ได้ อย่าคิดว่าฟังมากได้มาก เพราะพวกเราทุกคนเหมือนแหน เอาก้อนหินก้อนหนึ่งโยนลงไป แหนก็กระจายเป็นวงกลมว่างเปล่าจากน้ำ สักประเดี๋ยวเดียวก็กลับเข้ามารวมกันใหม่ เช่นเดียวกับกิเลส ในขณะที่ฟังก็ โอ้ โฮ เข้าใจ ศรัทธา แต่พอฟังผ่านไปสักระยะ กิเลสก็เข้ามาแล้ว ดูได้ง่ายๆ เลย พอออกจากห้องนี้ไป กิเลสก็เข้ามาเพียบและยิ่งถึงมื้อกลางวันพอท้องหิวปุ๊บ ความยินดีมันก็เข้าเกาะ พอใจในอาหารต่างๆ
ฉะนั้น ขั้นแรกให้เราอย่าอาศัย โลภะ โทสะ โมหะ นั้นด้วยมิจฉาทิฏฐิและประกอบไปด้วยทุจริต ก็คือ แน่นอนเรามีโลภะ แต่อย่านำโลภะเหล่านั้นประกอบไปด้วยทุจริต เช่นอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตน ด้วยการฉ้อฉล คดโกง เอาเปรียบ เห็นแก่ได้ นั่นเป็นทุจริต เราควรจะพอใจตามมี ยินดีตามตน อย่าไปยินดีของของผู้อื่น เพราะจะทำให้เกิดทุจริตได้หากในอดีตชาติเราเคยเป็นโจรมา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย และท่านบอกว่าสิ่งที่เราไปบ่อย ทุกคนเลยไปที่ชอบๆ บ่อย นรก เพราะทุกคนต่างไปที่ชอบๆ ของตนเอง นรกคือบ้านเก่าของเรา ที่เราเดินมาชั่วคราว เดี๋ยวเราก็กลับไปบ้านเก่า เพราะเราชอบ จึงต้องศึกษาชีวิต ๗ สาย ให้รู้ว่า สายไหนไปที่ชอบตรงไหน สายที่ ๑ นรก สายที่ ๒ เปรต สายที่ ๓ อสุกาย สายที่ ๔ มนุษย์ สายที่ ๕ เทวดา สายที่ ๖ พรหม สายที่ ๗ นิพพาน ถนนทั้งหกสายเราไปกันมาแล้วเหลือสายเดียวคือ นิพพาน ที่ยังไม่ได้ไป เพราะไปแล้วไม่กลับ
โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:36:36 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุ เหตุมาจากกรรม กรรมคือการกระทำ เราจะเห็นได้ชัดเจนใรเรื่องของวิถีจิต ซึ่งอยู่ในปริจเฉทที่ ๔ ถ้าได้เรียนแล้วก็จะซึ้งในพระปัญญาธิคุณยิ่งขึ้น แต่จะไปเรียนปริจเฉทที่ ๔ โดยที่ไม่เข้าใจเรื่องจิต เจตสิก สัมปโยค สังคหะ ก็คงจะเข้าใจยาก แต่ตรงนี้ก็จะพูดให้เข้าใจง่ายๆ เพื่อจะได้เห็นภาพว่า ทำไมเราถึงต้องเวียนว่ายตายเกิด
ในการเกิดขึ้นของวิถีจิต ก็จะมีส่วนของจิตที่ยังไม่ขึ้นวิถีคืออตีตภวังค์ ภวังคจรณะ ภวังคุปเฉท พอมีอารมณ์ คืออายตนะภายนอก ได้แก่ รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ มากระทบกับอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา มากระทบ เช่น รูปารมณ์มากระทบกับตา(จักขุวัตถุ) ก็มีจักขุวิญญาณเกิดขึ้น มาเป็นผู้รู้อารมณ์ แล้วก็ตีเทียบ
การรับอารมณ์ก็เริ่มจากการไหวสะเทือนของจิตแล้วก็เข้าสู่การตัดสินอารมณ์ เช่นช่วยกันตอบสิว่านี่คือสีอะไร? สีชมพู กว่าจะเห็นสีชมพูนี้ได้ก็คือมีรูปารมณ์ คือคลื่นแสง มากระทบผ่านทวารของเราเข้าไป แล้วเข้าไปเสพอารมณ์ โดยไปตีเทียบกับของเก่าที่เรามีบัญญัติเอาไว้แล้วตัดสินว่าเป็นสีชมพู
ซึ่งกว่าจะมาถึงคำว่า สีชมพู ก็จะต้องมีจิตเกิดขึ้นมากมาย และพอตัดสินาสีชมพูแล้ว คนที่ชอบสีชมพู ตัดสินเกิดความยินดีที่ปฐมชวนะ นี้คือโลภะชวนะเกิดขึ้นมาแล้วก็แล่นไป ๗ ขณะ จึงหยุด ฉะนั้น โลภะก็ถูกเก็บไป ๗ ขณะ ถ้าใครไม่ชอบสีชมพู ก็ตัดสินเป็นไม่ชอบคือโทสะชวนะ และโทสะก็แล่นไป ๗ ขณะ
ฉะนั้น วันหนึ่งๆ เราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เรารู้รส สัมผัส มีพอใจกับไม่พอใจ กิเลสที่สะสมเข้าไปจึงมากมายเหลือเกิน แล้วปฐมชวนะนี้ก็ให้ผลในชาตินี้นิดเดียว ดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้าถ้าเราสะสมโลภะชวนะมากๆ ชาติหน้าของเราไปที่ชอบๆ คือ เปรต อดอยาก พร่องอยู่เป็นนิตย์ โลภะเปรียบเสมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่รู้จักเต็ม ถ้าเราสะสมโทสะชวนะไว้มากๆ เห็นอะไรก็โกรธ เห็นอะไรก็ไม่ชอบ จุกจิกจู้จี้ขี้บ่น หงุดหงิดง่ายรำคาญใจง่าย ชวนะดวงที่ ๗ ก็ให้ผลไปที่ชอบๆ คือ นรก เพราะไปด้วยโทสะ
โลภะ และโทสะนี้มีโมหะเป็นมูลใหญ่ ชีวิตกับการหลับมากๆ เลินเล่อเผลอมากๆ ใจลอยมากๆ ไม่มีอารมณ์ที่แน่นอน เขาเรียกว่าไม่มีสมาธิ ไม่มีความตั้งใจ เหม่อลอย ฟุ้งซ่าน หลับมากๆ ฟังธรรมะก็หลับ ฟังเพลงเย็นๆ ก็หลับ ดูทีวีเพลินก็หลับ พอขึ้นรถเมล์รถแกว่งก็หลับ หลับได้ง่ายๆ โมหะมาก แล่นไป ดวงที่ ๗ อำนาจของโมหะมากๆ นี่ ไปที่ชอบๆ คือ เดรัจฉาน ฉะนั้น ในชีวิตเรามีโลภะ โทสะ โมหะบ่อยมาก โอกาสไปนรก เปรต เดรัจฉานก็มีมาก โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:36:58 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 6
เราสร้างที่หมายในชีวิตกันทุกวัน แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงที่หมายเหล่านี้ได้ด้วยการสร้างที่มั่น ด้วยการสำรวจตัวเอง ต้องหลีก ละ ลด และเลิกสิ่งเหล่านั้น เช่น มีโลภะ แต่มีให้น้อยลง กินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก หาเพื่อแก้ทุกข์ อย่าหาเพื่อแก้อยาก ทำเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก โลภะก็เบาลง เมื่อเราไม่มีตัณหามาก ไม่มีความอยากมากสิ่งที่ได้ไม่สมปรารถนาก็จะน้อยลง โทสะก็เกิดได้ยาก การกระทำเช่นนั้นเท่ากับเรามีสติและปัญญา ก็จะมีโมหะก็น้อยลงไปด้วย
วิธีหลีก ละ ลด และเลิก เป็นการทำลายทางชีวิตทั้ง ๓ ทางให้เบาบางลงและบรรจุชีวิตไว้ด้วยเบญจศีล และเบญจธรรม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ มีคุณธรรมมีเมตตา มีกรุณา มีจาคะ สิ่งเหล่านี้ก็นำทางชีวิตของเราไปที่ชอบๆ คือเป็นมนุษย์ ด้วยอำนาจของกุศลเบญจศีลและเบญจธรรม
ส่วนทางสายเทวดาก็ไปด้วยหิริ โอตตัปปะ จาคะ มีความเกรงต่อบาป และกลัวผลบาป จะทำอะไรมีความยับยั้งชั่งใจ เป็นบาปนะ ไม่ทำ มีความเกรงความชั่ว และกลัวผลบาป อยู่เนืองๆ บ่อยๆ และมีจิตใจ ที่พร้อมที่จะแบ่งปัน ไม่กักตุน ก็ไปที่ชอบๆ คือ ไปเป็นเทวดา ทางสายที่ ๖ ก็เจริญฌาณจิต ตั้งแต่ปฐมฌาน จนถึงปัญจมฌาน ก็ไปที่ชอบๆ คือพรหม ส่วนทางสายที่ ๗ ก็คือนิพพาน
ฉะนั้น ณ ขณะนี้ เราควรจะมีที่มั่นว่า เราจะไปไหน และไม่ว่าจะไปไหนก็ไปได้ชั่วคราวแล้วก็ต้องตาย เหมือนเม็ดฝน เหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า เหมือนชิ้นเนื้อบนเตาเหล็ก เหมือนโคที่กำลังจะถูกฆ่า ล้วนชั่วคราว จึงต้องหาสุขอันสถาพร โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:37:19 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 7
ชีวิตคืออะไร? ชีวิตคือผลกิเลสเหตุสร้างวัฏฏ์ ได้แก่ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ วิบากมัดวนเวียนให้เปลี่ยนผัน คือ เปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ไปนรก เดี๋ยวก็ไปเป็นเปรต เดี๋ยวก็ไปเป็นเดรัจฉาน เดี๋ยวก็เป็นมนุษย์ เดี๋ยวก็กลับไปที่เก่า เปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เปลี่ยนภพภูมิอยู่เรื่อยๆ
จะทำอย่างไรกับชีวิตดี? จึงต้องสร้างเป้าหมายให้ชีวัน เพื่อสุขอันสถาพรตอนสิ้นลม ทุกคนต้องสิ้นลมเหมือนกัน ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ตาย ถึงไม่อยากได้ก็ต้องตาย แล้วความตายนี่มีอยู่ ๒ วัน ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ตาย จึงต้องมีมรณานุสติอยู่เสมอ เพื่อกันความประมาท เช่นจะออกไปไหน อาจจะตายก็ได้นะ ขับรถเร็วอาจจะตาย ก็ได้นะ ไม่ต้องให้ใครรณรงค์เมาไม่ขับ หรือในขณะที่เรากำลังเพลิดเพลินอยู่อาจจะตายก็ได้ เช้ายังเห็นกันอยู่หลัดๆ มาพลัดพราก เย็นตายแล้ว จึงต้องสร้างเป้าหมายชีวิตเสียทีว่า เราจะอยู่เพื่ออะไร เมื่อศึกษาพระอภิธรรมจนเข้าใจแล้วเราจะต้องสร้างสุขสถาพร
สุขสถาพรคืออะไร? สุขกิเลสปัจจุบันนั้นชั่วคราว สุขยืนยาวสร้างบารมีเพิ่มสะสม ศีลสมาธิปัญญาพาพ้นตรม ได้ชื่นชมสุขสมพระนิพพาน
ชีวิตคือกายกับใจ มีแต่รูปธรรมและนามธรรม เราต่างไปที่ชอบๆ กัน และที่ชอบของเราก็คือ เราชอบนรกเพราะเราเป็นผู้ที่มากด้วยโทสะ เรายังชอบความเป็นเปรต เพราะเรายังมากด้วยโลภะ เราพร้อมที่จะไปเป็นเดรัจฉานเพราะเรามากด้วยโมหะ จึงต้องหลีกละ ลด และเลิก ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก กินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก หาเพื่อแก้ทุกข์ อย่าหาเพื่อแก้อยาก อยู่เพื่อแก้ทุกข์ อย่าอยู่เพื่อแก้อยาก พยายามลดความอยากออกไปมากๆ เพื่อเราจะได้เลิกไปที่ชอบๆ เก่าๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:37:41 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
สลักธรรม 8
มนุษย์เป็นทางสายกลางในถนนชีวิต ๗ สาย เป็นสัตว์ที่สามารถทำดีที่สุดก็ได้ กับทำเลวที่สุดก็ได้ ทำดีที่สุดคือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ทำเลวที่สุดก็คือ ทำอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ทำพระอรหันต์ให้ห้อพระโลหิต ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสังฆเภท เมื่อเราได้อยู่ในภูมิมนุษย์ ก็ต้องรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ แต่ความเป็นมนุษย์นับวันยิ่งอยู่ลำบาก โลกนี้ร้อนด้วยไฟโลภะ ร้อนด้วยไฟโทสะ และร้อนด้วยไฟโมหะ ฉะนั้น ลองเปลี่ยนย้ายกันบ้าง ย้ายจากมนุษย์ขึ้นสู่สวรรค์เสีย
ทำแต่ความดีที่ไม่ต้องเสียเงินเลย คือมีหิริโอตตัปปะในใจ ขึ้นชื่อว่าชั่วอย่าทำ เพราะเกรงความชั่ว จะเกรงความชั่วได้ไง รู้ผลของชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ เราต้องเป็นผู้รู้ผล การฆ่าสัตว์ ตบยุง แป๊บเดียวมันตาย ชั่วเวลาแป๊บเดียว หรือเห็นอะไรก็ดีดให้มันตาย หวงของตนเอง แต่คร่าชีวิตผู้อื่น ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วเดียว เราฆ่าสัตว์ ผลมี ๙ ประการ ผลของการฆ่าสัตว์คือ ร่างกายทุพพลภาพ รูปกายไม่งาม กำลังกายไม่ดี กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตัวเองหรือถูกฆ่าได้ มีความพินาศในบริวาร อายุสั้น
ถ้าเรารู้ผล ก็จะเกรงความชั่ว กลัวผลบาป ทำให้เราเกิดหิริและโอตตัปปะ ด้วยการสร้างขึ้นจากความรู้ในการศึกษาว่าอะไรคือชั่ว และผลเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ไปที่ชอบๆ ใหม่ เปลี่ยนไปภพภูมิที่ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีภูเขาไฟระเบิด ไม่มีตึกพัง ไม่ต้องกินข้าว เพราะตอนนี้ข้าวราคาแพง ไปเป็นเทวดาไม่ต้องกินข้าวเป็นคำๆ รู้สึกตัวว่าหิว ก็ทำความรู้สึกตัวอิ่ม เพราะเทวดารู้ได้โดยตรง ใครอยากไปก็ต้องมีหิริโอตัปปะ และที่สำคัญคือ รู้จักแบ่งปันคือมีจาคะ เสียสละสุขส่วนตนให้ผู้อื่นบ้าง
เรามาศึกษาที่นี่ก็เพื่อมาลิขิตที่หมาย เดิมนั้นเรามีที่หมายในทุคติเป็นส่วนใหญ่ เพราะทุกคนมีโทสะ พร้อมจะโกรธ มีโลภะ มีโมหะ ที่หมายเหล่านี้เราทำมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ต่อไปนี้จงทำที่มั่น คือ หมั่นทำความดี ความดีจะอยู่คู่เรา หลุดพ้นจากความหมองเศร้า ที่พาให้เรามืดมน
ขอความเจริญความผาสุก ความมีสติความมีปัญญา ความก้าวหน้าอยู่ในบุญคุ้นกับความสงบและจบชีวิตจากสังสารวัฏฏ์ได้จงเป็นของญาติพี่น้องทุกคน ขอความตั้งมั่นที่จะมาเรียนพระอภิธรรม จงเป็นพลังเสริม เป็นกำลังดันเป็นกำลังดึง ให้ถึงซึ่งความหลุดพ้นได้โดยไม่ยากทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [28 พ.ค. 2556 , 16:38:01 น.] ( IP = 125.27.168.152 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |