| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชีวิต..กับ..ความตาย
สลักธรรม 1พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย มีอยู่มากหลายอย่าง อาทิ ..พิธีทำบุญต่ออายุ ...การชักบังสุกุลเป็น ...การบอกหนทางผู้ป่วย ...พิธีการทำศพ
พิธีทำบุญต่ออายุ
ในสมัยโบราณ เมื่อมีผู้ป่วยหนัก เห็นว่าจะมีโอกาสรอดได้น้อย บรรดาญาติๆ หรือลูกหลาน จะนิมนต์สงฆ์มาสวดพุทธมนต์ บทโพชฌงค์ และชักบังสุกุล
นอกจากนี้ยังมีพิธีทำบุญต่ออายุให้แก่คนชราทั่วๆ ไปซึ่งลูกหลานจะเป็นผู้จัดให้.. คือกระทำก่อนที่จะเจ็บป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วนใหญ่เป็นการทำพิธีทางศาสนา คือนิมนต์พระมาสวดพระปริตร และทำบุญอุทิศส่วนกุศลโดยมากลุกหลานจะกระทำให้ทุกๆปี หรือทุกๆ ๕ ปี ข้อนี้แล้วแต่ความสะดวกและเห็นสมควร
การสวดโพชฌงค์ หรือ การสวดหลักธรรมชั้นสูง.. อันเป็นองค์แห่งธรรมเครื่องตรัสรู้ ซึ่งพระอริยเจ้าเมื่อระลึกถึง สามารถคลายความทุกขเวทนา ในเวลาอาพาธนั้นได้ ดังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพุทธตำนาน ดังนี้...เมื่อคราวที่พระมหากัสสปะ แลพระโมคคัลลานะอาพาธ พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาบทโพชฌงค์โปรด ทำให้พระอริยเจ้าทั้งสองคลายจากความทุกขเวทนาหายอาพาธ
อีกคราวหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงประชวร ได้ตรัสให้พระมหาจุนทะแสดงบทโพชฌงค์ให้ฟัง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงหายประชวรเช่นกันโดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:41:04 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 2สำหรับการสวดบังสุกุลเป็น คือ การนำผ้ามาคลุมร่างคนเจ็บไว้ทั้งตัว ให้พระสงฆ์จับชายผ้า กล่าวคาถาเป็นภาษาบาลีว่า ...อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวัญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง ฯ แปลใจความได้ว่า กายนี้ไม่นานหนอ จักเป็นของเปล่าๆ ปราศจากวิญญาณทับถมแผ่นดิน ดังท่อนไม้อันหาประโยชน์มิได้ ฉะนั้น ฯ
เป็นการช่วยให้คนป่วยหรือคนชรามีกำลังใจ ทั้งจากบทสวด และการที่ลูกหลานมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ด้วยความรัก และระลึกถึงว่าคนชราผู้นี้ เคยเป็นดังร่มโพธิ์ร่มไทรที่เคยให้ความร่มเย็นแก่ลูกหลาน
หากคนชราถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพัง โดยเฉพาะเมื่อยามเจ็บป่วยจะขาดกำลังใจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ประเพณีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวด...พุทธมนต์บทโพชฌงค์....... และชักบังสุกุลแก่ผู้ที่กำลังป่วยหนัก จึงกระทำสืบเนื่องกันมาโดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:42:15 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 3ในภาคอีสานจะมีพิธีสวดขวัญ ให้แก่คนไข้ที่กำลังเจ็บหนัก และทำพิธีค้ำต้นโพธิ์ต่ออายุ พิธีตวงข้าว ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญและสร้างขวัญกำลังใจทั้งสิ้น
บางคนเมื่อเจ็บป่วยหนัก อาจจะทำบุญต่ออายุ ด้วยการปล่อยนกปล่อยปลาปล่อยเต่า บางทีก็ไปซื้อสัตว์เป็นๆ จำพวกเป็ด ไก่ หมู วัว ควาย ที่เขากำลังจะฆ่าไปปล่อย ถือเป็นการไถ่อายุ
ไม่ว่าจะกระทำพิธีต่ออายุ หรือพยายามรักษาพยาบาลอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดแห่งการสิ้นอายุขัย ทุกคนก็ต้องตายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
เมื่อคนป่วยเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ ญาติพี่น้องจะจัดเตรียมกรวยสำหรับใส่ดอดไม้ธูปเทียนซึ่งทำจากใบตอง นำมาใส่มือให้แก่ผู้ป่วยที่พนมไว้และทำการบอกหนทาง คือ บอกหรือกระซิบข้างหูว่า ให้นึกถึงพระอรหันต์ หรือภาวนาว่า...อรหัง สัมมา ฯลฯ
เหตุแห่งการบอกหนทางเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อกันว่า คนเราเมื่อจะหมดลมหายใจ วิญญาณจะออกจากร่าง แต่จะไปสู่สุคติ หรือทุกขคติ ย่อมขึ้นอยู่กับจิตสำนึกครั้งสุดท้าย การบอกหนทางแก่ผู้ตาย ก็เพื่อให้ดวงวิญญาณได้ไปสู่สุคติหรือสู่สัมปรายภพ ...คือ ภพใหม่ที่ดีโดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:43:48 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 4ตำนานความเป็นมา
มีคตินิยามเกี่ยวกับเรื่องกรวยดอกไม้ธูปเทียน และการบอกหนทางแก่ผู้ตายอยู่ว่า ..
พรานป่าผู้หนึ่งเมื่อมีชีวิตอยู่ได้ล่าสัตว์ขายเป็นอาชีพ ครั้นเมื่อเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ ได้เห็นวิญญาณของสัตว์ที่ตนเคยฆ่าจำนวนมากมาปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงเกิดความสะดุ้งหวาดกลัวต่ออกุศลที่กระทำไว้
พรานได้บอกเรื่องราว แก่ภิกษุลูกชายของตน ภิกษุผู้เป็นลูกชายของพราน ได้ให้บิดาพนมมือแล้วจัดกรวยดอกไม้ธูปเทียนใส่ในมือ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย
ครั้นเมื่อบิดาใกล้จะหมดลมหายใจ ....ภิกษุได้เตือนให้บิดาของตนรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย.. โดยกล่าวคำว่า สัมมา อรหัง.. หรือ สัมมา สัมพุทโธ... ให้นึกถึงพระอรหันต์
คนเจ็บใกล้หมดลมหายใจ เราเรียกว่าอยู่ในช่วงใกล้มรณะ โสตประสาทและจักษุประสาท (หูและตา) ยังไม่ดับสนิท เมื่อเห็นอาการว่าใกล้จะหยุดหายใจ ให้พยายามดูแลใกล้ชิด นำกรวยดอกไม้ธูปเทียนที่จัดเตรียมไว้ใส่มือพนม พร้อมบอกหนทางแก่คนเจ็บ
คนโบราณเชื่อว่า ควรให้คนป่วยได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่และนำเงินติดกระเป๋าให้ด้วย เพราะเมื่อตายไปแล้ว จะได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ และมีเงินทองติดกระเป๋า สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู่โลกหน้า (นี่เป็นความเชื่อที่ทำตามกันมานะคะ)โดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:45:24 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 5ลางบอกเหตุแห่งการมรณะ
ก่อนที่จะถึงมรณะ จะมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างสำหรับคนป่วย เช่น กินสั่งลา ไฟธาตุแตก เป็นต้น
กินสั่งลา คือ อาการของคนป่วยที่เจ็บหนักมาเป็นเวลานาน กินข้าวกินน้ำไม่ค่อยได้ แล้วจู่ๆ ก็มีอาการเหมือนหายป่วย ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ขอข้าวขอน้ำกิน หลังจากนั้นอีกไม่นานก็จะหมดลมหายใจหรือตายอย่างสงบ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า กินสั่งลา
ไฟธาตุแตก คนป่วยจะปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมาอย่างไม่รู้ตัว ลูกหลานจะรีบทำความสะอาด และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ คนไข้หรือคนชราที่นอนเจ็บอยู่นั้น ตัวจะเย็นผิดปกติ หากเย็นจากปลายเท้ามาขึ้นตามลำดับเรียกว่า ตายขึ้น หากตายแล้วร่างกายจะเย็นจากตัวลงสู่ปลายเท้า เรียกว่า ตายลง เป็นภาษาชาวบ้าน
มีคติความเชื่ออันหนึ่ง กล่าวว่า หากมีนกแสกมาเกาะที่หลังคาบ้านที่มีคนป่วย หรือบินผ่าน พร้อมส่งเสียงร้องในเวลากลางคืน แสดงว่าคนป่วยนั้นถึงกาลหมดอายุ เพราะนกแสก เป็นพาหนะของพญายม (เป็นสิ่งที่เชื่อโดยสืบตามกันมานะคะ)
ของถูกผีทับ เป็นคติความเชื่อของชาวบ้าน ว่า...เมื่อก่อนที่คนเจ็บจะหมดลมหายใจ ต้องนำยาที่ใช้รักษาพยาบาลออกไปไว้นอกบ้าน มิฉะนั้น เมื่อคนเจ็บตาย ยานั้นเรียกว่าของถูกผีทับ ไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะคุณภาพเสื่อม บางทีเชื่อถึงขนาดต้องนำคาถาเลขยันต์ของศักดิ์สิทธิ์ออกไปนอกตัวบ้าน ก่อนที่คนเจ็บจะตาย มิฉะนั้นของจะเสื่อมต้องนำไปถวายวัดหรือนำไปเข้าพิธีปลุกเสกใหม่ เป็นคติความเชื่อของคนโบราณซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยยึดถือปฏิบัติกันแล้ว
ในสมัยโบราณ เมื่อคนเจ็บสิ้นลมหายใจแล้ว ให้จุดเทียนขี้ผึ้งหนัก ๑ บาทมีไส้ ๗ ไส้ไว้จนกว่าเทียนดับ เป็นอันสิ้นสงสัยเพราะคนป่วยตายแน่ ทั้งนี้เนื่องจากบางทีคนป่วยอาจสลบหรือเพียงหมดสติไปชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ผลีผลามรีบร้อนจัดการศพในทันทีที่สิ้นใจ
หากมีคนตายในบ้านในเวลาค่ำ ไม่สามารถนำศพบรรจุโลงได้ทัน จะต้องมีการนอนเฝ้าศพหรืออยู่เป็นเพื่อนศพ โดยการนำผ้าขาวหรือผ้าห่มมาคลุมศพไว้ตั้งแต่หัวถึงเท้า จุดตะเกียงหรือเปิดไฟให้สว่าง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความวังเวงน่ากลัวนั่นเองโดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:47:14 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 6คนโบราณเชื่อกันว่า ถ้าแมวดำกระโดดข้ามศพ จะทำให้ศพนั้นผุดลุกขึ้นมาหรือทำให้ปีศาจคนอง ด้วยเหตุนี้หากศพนอนอยู่ในที่ซึ่งมีฝาเรือนกั้นไม่มิดชิด ต้องกางมุ้งให้ศพด้วยบางท้องที่จะให้ศพนอนตรงรอด หรือขื่อบ้าน หันหัวศพไปทางทิศตะวันตกเพราะเชื่อกันว่าเป็นทิศของคนตาย ด้วยเหตุนี้จึงถือคติไม่นอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก
คติความเชื่อเกี่ยวกับการกางมุ้งให้ศพ
การนำผ้าห่มมาคลุม หรือกางมุ้งให้ศพ ก็เพื่อไม่ให้มองเห็นแล้วเกิดความกลัว ต้องระวังอย่ายก หรือถือข้าวของข้ามศพเพราะถือเป็นการไม่ให้ความเคารพ บางคนมีคติความเชื่อว่าต้องกางมุ้งให้ศพเพียง ๒ หูคร่อมศพไว้ และเมื่อคนป่วยสิ้นใจลูกหลานอาจร้องไห้เศร้าโศกอาลัยรัก ควรระวังอย่าให้น้ำตาไปโดนร่างของศพ เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้วิญญาณของผู้ตายเป็นห่วงลูกหลานไม่ยอมไปสู่สุคติ
การอาบน้ำศพ - พิธีรดน้ำศพ
การอาบน้ำศพเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งในพิธีทำศพ ซึ่งจะทำกันก่อนนำศพใส่โลง เหตุที่ต้องมีการอาบน้ำศพ เพราะต้องการให้ร่างกายของคนตายสะอาดบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่พวกพราหมณ์ในอินเดียลงอาบน้ำชำระบาปในแม่น้ำ
ในสมัยโบราณ ...การอาบน้ำศพจะทำการอาบกันจริงๆ.. คือต้มน้ำด้วยหม้อดิน. ซึ่งในหม้ออาจใส่ใบไม้ต่างๆ ต้มลงไปด้วยเช่น ใบหนาด ใบส้มป่อย ใบมะขาม ใบหนาดนั้นถือกันว่าเป็นใบไม้ทีผีกลัวและใช้ปัดรังควานได้
การอาบน้ำศพจะอาบด้วยน้ำอุ่นก่อน แล้วจึงอาบด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง ฟอกด้วยส้มมะกรูด เมื่อล้างจนสะอาดหมดจดแล้ว จึงฟอกด้วยขมิ้นชันสดและผิวมะกรูดตำละเอียด ต่อจากนั้นจึงทำการแต่งตัวให้ศพ แต่การอาบน้ำศพในปัจจุบัน เรียกว่า พิธีรดน้ำศพ คือ ใช้น้ำพุทธมนต์หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำมนต์ ผสมกับน้ำฝนหรือน้ำสะอาด บางทีใช้น้ำอบไทยร่วมด้วยเพื่อให้เกิดความหอม
เมื่อถึงเวลาอาบน้ำศพ ซึ่งจะทำกันหลังจากที่คนป่วยตายไม่นานนักเพราะศพยังสดอยู่ ญาติมิตรและผู้คนทั่วไปกล้าที่จะเข้าใกล้ เนื่องจากยังไม่มีกลิ่นหรือขึ้นอืด สัปเหร่อหรือผู้ใหญ่จะจัดให้ศพนอนในที่อันสมควร จับมือข้างหนึ่งยื่นออกมายังหมอนใบเล็กที่รองรับ ลูกหลานของผู้ตาย จะทำหน้าที่ใช้ขันใบเล็กๆ ตักน้ำมนต์จากขันใหญ่ส่งให้กับผู้ที่มาทำการรดน้ำศพ โดยการเทน้ำลงบนมือของผู้ตาย กล่าวคำไว้อาลัย หรือกล่าวขอให้วิญญาณของผู้ตายจงไปสู่สุคติ ไม่ต้องห่วงอาลัยมีกังวลโดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:48:45 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 7การรดน้ำศพเป็นปริศนาธรรม ให้เห็นว่าคนเราเมื่อตายไปแล้ว แม้นำของหอมหรือน้ำอบน้ำมนต์ใดๆ มาราดรด ก็ไม่อาจที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ควรประมาท เร่งขวนขวายสร้างบุญกุศลและคุณงามความดีไว้ เพราะท่านยังโชคดีที่มีโอกาสได้กระทำ ส่วนคนที่ตายนั้นหมดโอกาสไปแล้ว
เมื่อทำพิธีอาบน้ำศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องจัดการแต่งตัวหวีผมศพให้เรียบร้อย เกี่ยวกับการหวีผมให้ศพนั้น มีคติความเชื่อเป็นหลายนัย บ้างให้หวีสามหนเท่านั้น บ้างก็ว่าให้หวีกลับไปข้างหน้าซีกหนึ่งไปข้างหลังอีกซีกหนึ่ง ....หมายถึงหวีสำหรับคนตายครึ่งหนึ่งสำหลับคนเป็นครึ่งหนึ่ง
หลังจากหวีผมเสร็จ จะต้องหักหวีที่ใช้ทิ้งหรือโยนใส่ไปในโลงศพ ตอนหักหวีให้กล่าวเป็นภาษาบาลี "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เป็นปริศนาธรรม หมายถึงความไม่เที่ยงแห่งสังขาร แม้หวีดีๆ ก็ยังต้องหักเป็นท่อนใช้การไม่ได้ในวันหนึ่งชีวิตของมนุษย์เราก็เช่นกัน หวีที่ใช้หวีผมให้ศพนั้น คนเป็นจะไม่นำมาใช้อีก จึงต้องหักทิ้ง
เมื่ออาบน้ำ หวีผม ให้ศพเสร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นการนุ่งผ้าแต่งตัวให้ศพ ซึ่งจะกระทำไม่เหมือนกับการแต่งตัวของคนเป็น คือ
๑. ให้ใช้ผ้าขาวนุ่งในชั้นแรก เอาชายพกไว้ข้างหลังแล้วนำเสื้อขาวมาสวมให้ โดยเอารังดุมไว้ข้างหลังให้ต่างกับการใส่เสื้อคนเป็น แล้วเย็บเนาเป็นตะเข็บลงมาหาเอวทั้ง ๒ ข้าง ให้ห่มผ้าเฉียงจากขวามาซ้าย
๒. เสร็จแล้วจึงนำเสื้อผ้าใหม่อีกชุดหนึ่ง มาสวมใส่ทับข้างนอกอย่างที่คนธรรมดาใส่กันทั่วไปตามปกติ
ปริศนาธรรมของการนุ่งผ้าให้ศพ
การแต่งตัวนุ่งห่มให้ศพของคนโบราณแบบนี้ เป็นปริศนาธรรมให้เห็นว่า คนเราเกิดด้วยทิฏฐิ ตายด้วยทิฏฐิ อวิชชาปิดหน้าปิดหลัง
การนุ่งห่มอย่างแรกหรือชั้นแรกที่อยู่ข้างใน หมายถึงความตาย การนุ่งห่มชั้นนอก หมายถึงการเกิด อันคนเรามีเกิดแล้วก็มีวันดับวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎ
ในปัจจุบัน ไม่ค่อยได้ทำพิธีอาบน้ำศพ แต่งตัวและนุ่งผ้าศพอย่างสมัยโบราณกันแล้ว คงมีแต่การรดน้ำศพที่มีดังกล่าวมาแล้ว ส่วนเสื้อผ้านั้นนิยมสวมใส่ชุดใหม่ให้ศพ การทำศพของคนโบราณ มีปริศนาธรรมอยู่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มรดน้ำศพ ไปจนถึงตอนเผานะคะ
ที่ได้นำเรื่องขนบธรรมเนียบโบราญมาให้ท่านได้อ่านนี้ ก็เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบและระลึกถึงคติที่มีมาแต่โบราญเพื่อเตือนใจตนนะคะ ว่าเราต่างมีความตายรออยู่เบื้องหน้าด้วยกันทุกคน
![]()
โดย บุษกร เมธางกูร [6 มิ.ย. 2556 , 18:51:25 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
สลักธรรม 8คนหมิ่นหมอนนอนตายกลายเป็นซาก
เลือดหนองหลากทาแผ่นดินสิ้นโลงสวย
คนปานกลางไปจนถึงคนรวย
ลูกหลานช่วยทำพิธีให้ดีงาม
พระพุทธองค์ทรงสอนรอนทิฏฐิ
ให้ดำริความจริงสิ่งควรขาม
ตายแล้วเกิดทันทีมีนิยาม
เป็นไปตามบาปบุญเนื่องหนุนไป
แต่ภพชาติกางกั้นชั้นความจำ
คนใจต่ำจึงไม่รู้เหตุผลได้
ทำไปตามกิเลสก่อเภทภัย
ตาย-เกิดในวัฏฏกรรมช้ำชีวา
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [6 มิ.ย. 2556 , 18:53:23 น.] ( IP = 58.9.15.5 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |