มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิธีสร้างความปีติให้ชีวิต







วิธีสร้างความปีติให้ชีวิต
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖



ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจสำรวมกาย สำรวมใจแล้วก็จะเปล่งวาจาอันเป็นมงคลแก่ชีวิตให้เกิดขึ้นทำความเคารพในพระรัตนตรัย เมื่อพร้อมแล้วประนมมือขึ้นมองไปยังพระพุทธรูป สร้างความตั้งมั่นที่เราจะสวดมนต์ทำวัตรเช้า ด้วยความเคารพสักการบูชาและเทิดทูนในพระรัตนตรัย เมื่อพร้อมแล้วกล่าวคำว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์

พระพุทธฤทธิ์ และอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองชีวิตของข้าพเจ้า ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ อาการเจ็บปวดทั้งหลาย ความไม่สบายกายทั้งปวงที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ ขออำนาจนี้จงทำให้ข้าพเจ้าทุเลาเบาบางจางหายจากโรคร้ายต่างๆ เพื่อมีสุขภาพร่างกาย พร้อมสมบูรณ์ที่จะสร้างบารมีธรรม นำความเจริญให้แก่ชีวิตต่อไปเทอญ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [12 มิ.ย. 2556 , 14:46:46 น.] ( IP = 125.25.198.194 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




สวัสดีค่ะ ขอความเจริญในธรรมความเป็นมงคลที่เราได้สวดมนต์ทั้งหมดมาเป็นเรื่องคุ้มครองชีวิต ทั้งกายและใจ ให้ผ่านพ้นภัยพิบัตินานาประการได้ ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน

วันวิสาขบูชาที่ผ่านไป แต่ละคนก็คงใช้ชีวิตไปในทางที่ดีกัน เช่น มีการสวดมนต์ ไปเวียนเทียนไหว้พระ บางท่านก็คงปฏิบัติวิปัสสนาอยู่บ้าน ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ในวันที่สำคัญที่จัดว่าเป็นวันมหามงคลของโลกในอดีตกาล คือ เป็นวันที่อุบัติขึ้นของเจ้าชายสิทธัตถะพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้อนุตตสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นวันตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า และเป็นวันมหาวิปโยคของโลกคือเป็นวันดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฉะนั้น วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะต้องระลึกและตระหนักว่า เราจะต้องเดินตามทางพ้นทุกข์นั้นให้ได้ สำหรับอาจารย์เองก็มีโอกาสไปวัดเทพศิรินทร์ และได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์มหรสพ ทำให้เกิดความปิติใจมาก พิพิธภัณฑ์มหรสพนี้เป็นอาคาร ๒ ชั้น ในอดีตเป็นกุฏิเจ้าอาวาส ปัจจับันได้ถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งพระพุทธศาสนา ไปดูแล้วก็เหมือนกับยกอินเดียมาไว้ตรงนี้ ประมวลความรู้สึกของที่ตัวเองหลังจากที่ได้ชมสื่อแสงเสียงแบบมัลติมีเดียที่จัดแสดงไว้ทั้งหมดแล้วก็รู้สึกว่า ไม่อยากเกิด ไม่อยากมีชีวิตอยู่

การแสดงมัลติมีเดียนั้นทำได้เสมือนจริงมาก อย่างตอนที่ย้อนประวัติไปว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั่งอยู่ข้างลำน้ำ ก็มีน้ำไหลจริงๆ ชมการแสดงแล้วเหมือนมีแรงดึงดูดใจให้สงบนิ่ง มองทุกอิริยาบถที่เกิดขึ้นของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้จัดทำเขาทำได้เก่งมากเหมือนเราได้นั่งดูประวัติพระพุทธเจ้าเพียงลำพัง พอนางสุชาดาถวายถาดแล้ว ถวายข้าวมธุปายาส ก็จะไปลอยถาดทองคำอธิษฐาน ถาดก็จะหมุนต่อหน้าเราจริงๆ หมุนแล้วก็ลงน้ำดังแกร๊ก ตอนนั้นโลกธาตุทั้งหมดสั่นสะเทือน ผู้ชมที่นั่งอยู่กับพื้นก็รู้สึกสั่นสะเทือนเหมือนมีแผ่นดินไหวจริงๆ หรือมีฝนตก เราก็เปียกละออง ฝนจริงๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2556 , 14:47:51 น.] ( IP = 125.25.198.194 : : )


  สลักธรรม 2




เมื่อการแสดงในห้องนี้จบก็จะมีห้องต่อไปให้เข้าชมตามลำดับเหตุการณ์ จากห้องตรัสรู้ก็ไปยังห้องธัมเมกขสถูปลดย่อสัดส่วนออกมา เป็นภาพธรรมจักรที่หมุนพระพุทธเจ้าเดินรอบห้องแล้วเราก็เดินตามพระพุทธเจ้า แต่ห้องที่เข้าไปชมแล้วมีความรู้สึกน้อยกว่าตอนที่ไปที่อินเดีย ก็คือพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ซึ่งมีไม่ได้ร้องไห้เลย เทียบกับตอนที่พาลูกศิษย์ไปอินเดียนั้นไม่รู้น้ำตามาจากไหน

มาที่วัดเทพศิรินทร์แล้วก็รู้สึกว่านี่แหละวัด เพราะไม่มีการขายของอะไร พระอุโบสถก็สวยงามมาก มีภาพพุทธประวัติต่างๆ แล้วก็รู้สึกว่า โชคดีที่เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของราชวงศ์จักรี ภูมิใจในความเป็นไทย ภูมิใจในพระมหากษัตริย์ไทยเพราะศิลปะที่ปรากฏกอยู่ในที่นั้นโดยเฉพาะพระประธานคือพระนิรันตราย ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มันเป็นพลังลึกลับที่ทำให้หัวใจชุ่มชื่นซึ่งต่างจากชีวิตทางโลก

ช่วงนี้ได้สนทนาธรรมกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า ถ้าเราพาชีวิตของเราไปในที่ดี เราก็จะได้รู้สึกดีๆ แต่ถ้าพาชีวิตรูปนามขันธ์ ๕ ไปในที่ไม่ดีหรือตั้งไว้ไม่ชอบ เราก็จะรู้สึกไม่ดี เหตุที่ทำให้เกิดปิติความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจที่เป็นกุศลนั้นมีถึง ๑๑ ข้อ

ปกติแล้วพอเราสร้างกุศลแล้วความปิติมันก็จะค้างอยู่ในใจเพียงพักเดียว จากนั้นกิเลสก็เข้ามาจัดสรรต่อไป ทุกอย่างมันไม่เที่ยง จิตของเรา เราบังคับบัญชาไม่ได้ แต่มันถูกกิเลสบังคับอยู่ตลอดจนเกิดความเคยชินก็เลยมีความรู้สึกว่าทำอย่างไรเราจะใช้เวลาที่มีสร้างความรู้สึกที่ดีๆ ขึ้นมาได้

ท่านก็บอกว่า เหตุที่ทำให้เกิดปิตินี่ มีถึง ๑๑ ข้อ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ คือ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ ระลึกถึงศีล ระลึกถึงทาน ระลึกถึงเทวดา ระลึกถึงความสงบจากกิเลส หลีกเลี่ยงจากการคบคนหยาบกระด้างและพูดมาก คบหาคนนุ่มนวลสุภาพ พิจารณาเนื้อหาข้อมูลในพระสูตรอยู่บ่อยๆ และน้อมใจไปใน ๑๐ ข้ออยู่เนืองๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2556 , 14:48:10 น.] ( IP = 125.25.198.194 : : )


  สลักธรรม 3




๑ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า การระลึกก็เช่น ระลึกว่าเจ้าชายสิทธัตถะคือใคร แล้วก็ลำดับเหตุการณ์สั้นๆ ประมวลใจเราบ่อยๆ ว่า เวลาเรารู้สึกลำพองตนเองเหลือเกินนี่ วรรณะเราแค่นี้ เวลาเรามานะมากๆ อาจจะกดขี่หรือจะพูดอะไรแรงๆ ออกไปนี่ เจ้าชายสิทธัตถะวรรณะสูง กษัตริย์สูง ท่านยังเสด็จออกจากวังไปกับนายฉันนะเพื่อไปเยี่ยมประชาชน ไปดูความเกิดแก่เจ็บตาย แล้วเราล่ะ อย่าให้ฟ้าสูงและแผ่นดินต่ำอยู่อย่างนี้เลย ให้นึกถึงพระพุทธประวัติว่ากว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้าได้

ถ้านึกถึงตรงนี้แล้วยังไม่เกิดปิติ ก็ให้นึกถึงว่า ท่านกัดพระทนต์ทำทุกรกิริยา แต่เราไม่ได้ทำดีอะไรเลย เรากับท่านมีชีวิตต่างกัน ฉะนั้นคุณของท่านวิเศษเหลือเกิน มหาบุรุษคือพระพุทธเจ้านี้มีความเพียรเพื่อโปรดสัตว์ พอนึกแล้วก็มีภาพทางใจหรือมีพระพุทธรูปที่เราเคารพบูชา น้อมหัวใจไปกราบพระบาทของพระองค์ให้ได้ ในวันหนึ่งถ้ารู้จักระลึกอย่างนี้แล้วเอาหัวใจไปกราบพระย่อมดีกว่าใช้มือกราบ ถ้าปากพูด มือกราบ แต่หัวใจฟุ้ง ฉะนั้นให้เอาใจกราบ นี่คือการระลึกถึงพระพุทธเจ้า

๒. ระลึกถึงพระธรรมเจ้า ระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอน เช่น ในพระอภิธรรมให้เอาตรงนั้นมานึก อย่างในอกุศลจิต ๑๒ เราไม่รู้เลยว่า แค่โลภมูลจิต ๘ ดวงนี้

ถ้าเราไม่มีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสรู้ เราจะไม่รู้เลยว่า กิเลสจะมีหน้าตาแปลกๆ อย่างนี้ โดยเฉพาะโลภะ พระมหาบุรุษที่เราระลึกถึงอยู่เมื่อสักครู่นี้ได้ตรัสรู้ธรรมวิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อให้เรารู้ โดยที่เราไม่ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยเลย แต่พระองค์ท่านต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสพื่อเป็นผู้นำมาให้เรารู้จักอกุศล ๑๒ มหากุศลจิต ๘ มหัคตกุศลจิต ๙ มรรคจิต ๔ แล้วก็นึกถึงพระธรรม

๓. ระลึกถึงพระสังฆเจ้า มานึกถึงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ถ้าใครชอบพระรูปไหนก็ให้นึกว่า พระท่านต้องมีความเพียรมากในการประคองตน เพราะในอดีตท่านไม่ต่างกับเราเลยที่มีกิเลสเยอะแยะไปหมด แต่ตอนนี้ท่านตัดกิเลสได้บ้างแล้ว แค่เรื่องอยากกินเราก็ยังมีกันอยู่มากมาย มีกับข้าวอย่างเดียวไม่พอ หรือให้เรานึกถึงพระอรหันต์ ๘ ทิศ เราชอบองค์ไหนก็ให้นึกถึงท่าน ศึกษาประวัติของท่าน แล้วก็น้อมเอาหัวใจไปกราบคุณงามความดีของท่านก็จะเกิดปิติ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2556 , 14:48:28 น.] ( IP = 125.25.198.194 : : )


  สลักธรรม 4




๔. ระลึกถึงศีล ระลึกถึงศีลว่าเป็นโภคทรัพย์ เป็นทรัพย์สมบัติที่จะทำให้ชีวิตในชาตินี้ดี และทำให้ชาติหน้าก็ดี ศีลเป็นฐานให้เราบรรลุธรรม ศีลเป็นอาภรณ์ แล้วก็สำรวจตนว่า ตัวเองมีศีลอย่างไร เช่น การไม่ฆ่า ทำให้เราพ้นจากผลร้ายในปวัตติกาล ๙ ประการ เช่น ไม่ทุพพลภาพ ไม่มีรูปทราม เป็นต้น การรักษาศีลเป็นการป้องกันผลที่ไม่ดีออกไปจากชีวิตเรา นี่คือคุณของศีล

๕. ระลึกถึงการบริจาคทานของตนเอง ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เราได้บริจาคหรือเสียสละอะไรไปบ้าง ก็ขอให้อำนาจทานในอดีตจงเป็นพลวปัจจัย ให้ชีวิตของข้าพเจ้า ดำเนินชีวิตอยู่ในธรรมได้โดยปราศจากอุปสรรคเทอญ ขอกำลังทานที่เคยมีทำให้อำนาจจิตนั้นกล้าแข็งพร้อมแรงและปัจจัยในการสร้างทานบารมีต่อไป ก็จะเกิดปิติว่าเคยบริจาคทาน

๖. ระลึกถึงเทวดา การระลึกถึงก็จะปิติ เพราะเรารู้ที่มาว่าเทวดาเกิดได้ด้วยอำนาจหิริโอตตัปปะ จาคะ หรือนึกถึงอนาคตพระศรีอาริยเมตไตรย์ ซึ่งในขณะนี้เป็นเทวดาอยู่ดุสิตา ระลึกว่าตอนนี้ท่านมีบารมีพร้อมเรียบร้อยแล้ว รอกาลที่เหมาะสมเท่านั้นเอง ในขณะนี้ประชาชนมีกิเลสแรง แก่งแย่งชิงดีกัน แต่เทวดาที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตยังมีอยู่ ก็จะทำให้เกิดปิติได้

๗. นึกถึงความสงบของกิเลส ถ้าใครเคยปฏิบัติวิปัสสนาก็ลองนึกว่าวันนี้ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ สงบจากข้าศึกของเรา ความเร่าร้อนมันต่างกัน ชีวิตที่ดำเนินมันต่างกัน ชีวิตที่สงบจากกิเลสนั้นไม่อยากนั่งไม่อยากเดิน อย่างมีตัณหานำ ชีวิตที่มักน้อยและสันโดษ จะมาเป็นอำนาจผลักดันให้เรากลับไปสู่วันแห่งความสงบนั้นได้อีก

๘. หลีกเลี่ยงจากคนหยาบกระด้างและพูดมาก เพราะคนหยาบกระด้างและพูดมากจะพาให้เราฟุ้งซ่าน

๙. คบหาคนสุภาพนุ่มนวล

โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2556 , 14:48:53 น.] ( IP = 125.25.198.194 : : )


  สลักธรรม 5




๑๐. พิจารณาเนื้อหาข้อมูลในพระสูตรอยู่บ่อยๆ ใช้เวลาระลึกถึงเนื้อหาข้อมูลในพระสูตรใดพระสูตรหนึ่ง เพื่อให้รู้ว่า ปัญญาของคนปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ปัญญาคนไม่ดี แต่คนสมัยโบราณสมัยพุทธกาลมีปัญญาที่จะเอาสิ่งของออกไปทำกุศลได้มากมาย บางครั้งเราก็นึกได้ว่าถ้าเราทำไม่ดี ผลก็จะตามมาไม่ดี ก็นึกในเรื่องพระสูตร ก็จะทำให้เกิดปิติว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

๑๑. น้อมใจไปใน ๑๐ ข้ออยู่เนืองๆ เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่กับการนึกดีรู้สึกดี นี่คือการสร้างชีวิตที่ให้เกิดปิติ

ก็นำมาฝากเพื่อเราจะได้มีวิธีสร้างมงคลให้กับชีวิต เพราะชีวิตของเราสั้นลงแล้ว จะตายวันไหนก็ไม่รู้ ถ้าเราหมั่นนึกดี คิดดี และจิตใจของเราดี สุขคติย่อมเป็นที่หวัง ก็ขอให้ทุกคนนั้นมีความตั้งใจ แลก็มีจิตใจที่ เหมือนมีน้ำผึ้งหยอดใจอยู่ตลอดเวลา มีความหวานด้วยใจของตนเอง มีความนุ่มนวลด้วยใจของตนเอง และก็มีความเข้มแข็งต่อแรงกิเลสต่อต้านกิเลสได้ด้วยใจของตนเอง

ขออำนาจหิริโอตตัปปะ ขออำนาจกุศลผลบุญ ตลอดจนอำนาจของเทวดาที่คุ้มครองรักษา สถานที่ทั้งหมดทุกท่าน มารวมประพรมใจ ให้ทุกคนได้ความร่มเย็น สงบอยู่ในธรรม และเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยสติด้วยปัญญาทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน สวัสดีค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2556 , 14:49:17 น.] ( IP = 125.25.198.194 : : )


  สลักธรรม 6


อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2556 , 15:32:46 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org