มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แก้กรรม






แก้กรรม
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖



เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วมาก ทุกคนกำลังเดินหน้าไปสู่ความตายกัน “แล้ววันนี้ล่ะเรากำลังทำอะไรให้กับชีวิตอยู่” เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่อนาคตเป็นสิ่งที่เราหวังได้ ส่วนจะไปถึงหรือไม่ถึงเป้าหมายก็อยู่ที่ความเพียรในปัจจุบัน “ปัจจุบัน” จึงเป็นความจริงที่เราจะต้องเพียรพยายามสร้างสรรค์คุณงามความดี และรักษากาย วาจา ใจให้สุจริต ประกอบไปด้วยสติและสัมปชัญญะ

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ซึ่งบัดนี้ท่านมรณภาพไป ๒๓ ปีแล้ว ที่ตรงนี้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนให้เกิดความรู้และความเข้าใจ และก็ยังมีสำนักปฏิบัติของมูลนิธิตั้งอยู่ที่อ้อมน้อย ถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 24 มีห้องสำหรับปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส ประมาณ ๗๐ ห้อง และมีผู้สนใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มาใช้สถานที่อยู่ตลอดเวลา

ทำไมเราจึงต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน?
ทำไมต้องเรียกว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน?


การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นทางสายเดียวและทางสายเอก เรียกว่า “เอกายโน มัคโค” ที่จะนำสัตว์โลกไปสู่ความพ้นทุกข์

ทำไมเราถึงอยากจะพ้นทุกข์? เพราะชีวิตเป็นทุกข์ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีใครหนีพ้นความแก่ ความเจ็บ และความตายไปได้ ขณะนี้พวกเราทุกคนกำลังเดินทางขึ้นเมรุกันอยู่ บางคนอาจจะต่อแถวอยู่ไกลบ้างใกล้บ้าง หรืออาจจะลัดคิวขึ้นไปก่อนเลยก็ได้ ฉะนั้น ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ตาย

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 ก.ค. 2556 , 12:12:53 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอนิมิตทั้ง ๔ ประการ คือ ความไม่มีเครื่องหมายใดๆ ที่จะมาให้รู้ได้เลย มีอยู่ ๔ ประการ คือ

๑. ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใครรู้บ้างเราจะตายวันไหน ไม่มีใครเลยรู้

๒. ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ เราไม่รู้ว่าเราจะตายด้วยโรคอะไร คนที่เป็นมะเร็งแล้วเราจะบอกว่าเขาตายด้วยโรคมะเร็งก็ไม่ได้ เพราะบางทีเขาก็ทนปวดไม่ไหวจนตาย มีทุกขเวทนามากจนกระทั่งทนไม่ไหว หรือที่เราเห็นเขารถคว่ำ รถชน เราบอกว่า คนนี้ถูกรถชนตาย นี่คือคำพูดโดยรวม การถูกรถชนไม่ได้ตาย แต่ความตายคือทนพิษบาดแผลไม่ไหวในอาการนั้น ฉะนั้น ตายด้วยโรคอะไรเราก็ไม่รู้

๓. ตายที่ไหนก็ไม่รู้ จะเป็นที่บ้านที่ทำงาน ท้องถนน โรงพยาบาล

๔. ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรเราก็ไม่รู้ เหตุที่ไม่รู้ก็เพราะว่า อำนาจกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่เราทำอยู่เนืองๆ นี่แหละ จะมาเป็นนิมิต เป็นกรรมนิมิต คตินิมิตเป็นกรรมอารมณ์ ให้แก่สัตว์โลกทั้งหลายในอารมณ์สุดท้าย แล้วเราก็จะจับอารมณ์นั้นเป็นคติที่ไป แต่อารมณ์สุดท้ายของเราจะเป็นกุศลหรืออกุศลเราก็ไม่รู้

อนิมิต ๔ อย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการทำความเข้าใจเรื่องราวของชีวิตพระอภิธรรมปิฏกเป็นปิฏกที่ว่าไว้ถึงเรื่องราวชีวิต ว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาได้อย่างไร พฤติกรรมชีวิตที่เป็นไปในแต่ละวันแต่ละเวลานั้นเกิดขึ้นได้เพราะอะไร เป็นการมาศึกษาเรื่องราวของตนเอง เมื่อเราเข้าใจตนเอง แล้ว เราก็จะพาชีวิตของเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เพราะความพ้นทุกข์นั้นก็คือพ้นจากการเกิด เมื่อไม่เกิดเสียอย่างหนึ่ง ก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ เลย

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:13:41 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 2





เช้านี้ก็ได้เห็นทราบว่ามีการมอบหนังสือชื่อ “แก้กรรม” ให้แก่กัน ก็อยากจะบอกว่า ที่มาเป็นนักศึกษาพระอภิธรรมตรงนี้ อาจลืมคิดไปว่า อยากได้อะไรมากมายเกินปัญญาหรือเปล่า? เพราะที่ศึกษากันอยู่นี้ก็คือการเรียนวิชาที่สุดยอดอยู่แล้วว่า ทำไมเราถึงเป็นนั่นเป็นนี่ ทำไมเราถึงเดินได้ เรายังรู้เลย

หรือจะมาพิสูจน์ก็ได้ สำหรับท่านที่มาใหม่ก็จะขอถามว่า ท่านเห็นดอกมะลิไหม? เห็น แล้วเห็นดอกมะลิได้ด้วยอะไร? ด้วยตา เพราะตั้งแต่เล็กจนโตจนถึงทุกวันนี้ เราก็บอกว่าเราเห็นได้ด้วยตา นั่นต้องบอกว่าตอบผิด พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปตรัสรู้ว่า การเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะบอกไว้ในการเรียนพระอภิธรรมที่เป็นการเรียนเรื่องเหตุและผล

การเห็น..เป็นผล แต่เกิดขึ้นจากเหตุ

ถ้าไม่ศึกษาพระอภิธรรมก็จะไม่รู้เลยว่าเห็นได้ด้วยอะไร เราบอกว่าเราเห็นได้ด้วยตา แต่คนที่มีตามีเยอะแยะไปแต่มองไม่เห็นก็มี เช่น สายตาสั้นเกินเห็นได้ สายตายาวเกินไปที่จะเห็นได้ สายตาเอียง สายตาไม่ดี ประสาทตาไม่ดี ฉะนั้น คำตอบที่บอกว่าเห็นได้ด้วยตาก็เหมือนกำปั้นทุบดิน

การเห็นนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ ที่ขาดประการใดประการหนึ่งเห็นไม่ได้เลย นั่นก็คือ

๑. ต้องมีประสาทตาดี คนตาไม่ดี ประสาทตาไม่ดี เห็นไม่ได้ มีตาเหมือนกัน ตาบอด มีประสาทตาดีอย่างเดียวก็เห็นไม่ได้แล้ว

๒. ต้องมีอโลกะ คือแสงสว่าง เรายังไม่เห็นอะไรเลย

๓. ต้องมีคลื่นแสงคือ รูปารมณ์ เช่น ดอกมะลิ เป็นวัตถุที่ให้เห็นสะท้อนมาที่ประสาทตา

๔. ต้องมีมนสิการคือ ความตั้งใจดู ถ้าเรานั่งรถผ่านไปตามถนน ก็จะมีสิ่งต่างๆ ให้เห็น แต่เราไม่เห็นทั้งหมดหรือไม่เห็นอะไรเพราะไม่ได้ตั้งใจดู

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:15:00 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 3





การเห็นจะขาดเหตุใดเหตุหนึ่งไม่ได้ นี่คือหลักพระอภิธรรม และที่นี่ก็สอนเรื่องเหตุและผลตามหลักพระอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ชีวิตเราคืออะไร? เกิดมาได้อย่างไร? ทำไมคนเราไม่เหมือนกัน? ทำไมเราถึงเดินได้ นั่งได้ ยืนได้? ทำไมเราถึงโกรธ? ทำไมเราถึงเกลียด? ทำไมเราถึงชอบเราถึงชัง? พระพุทธเจ้าแสดงเหตุไว้หมด เมื่อเรารู้เหตุแล้วก็เรียกว่าเรารู้เรื่องชั้นสุดยอด ฉะนั้น เราจะแสวงหาอะไรกันอีก

แก้กรรมที่ถูกแท้.......... คือแก้ไข
ปรับจิตหลีกละไกล........ กิเลสกล้า
ทำบุญเพิ่มเสบียงใจ.......เสริมหลัก
พร้อมรับผลไม่ล้า...........มุ่งหน้าด้วยกุศล


สิ่งที่เราเรียนก็เหมือนใบไม้ในกำมือที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้แล้วว่า ให้เราเป็นผู้ที่ทำความเข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ จะป่วยจะเจ็บ จะมีโรคภัยไข้เจ็บอะไรก็เพราะมีเหตุทั้งสิ้น เมื่อเราเป็นผู้รู้เหตุรู้ผล เราก็จะรู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน จะทำให้เราสามารถทำอะไรๆ ต่อไปได้ด้วยความถูกต้อง

ตอนนี้ก็มีนโยบายว่าไม่อนุญาตให้รับหนังสือของผู้อื่นมาแจกที่สำนักฯอ้อมน้อย เพราะมูลนิธิและสำนักฯอ้อมน้อยก็มีหลักการของตัวเองอยู่แล้ว เราจะไปเอาหลักการที่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลของคนอื่นมาทำไมอีก ให้คิดสักนิดว่า เหมือนเราได้แหวนประดับอัญมณีมาแล้ว แล้วเราไปซื้อแหวนพลาสติกมาทำไมอีก

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:15:41 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 4





ถามตนเองว่าเราต้องการสิ่งที่ไม่มีเหตุผลไปทำไม? ที่เราอยากได้ก็เพราะโลภะ มีความยินดีในของฟรี ที่เราไปรับหนังสือแจกได้กันมากมาย เราก็ไม่ได้อ่าน มีวัตถุมงคลมาแจก เราเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อไปรับ ได้แล้วก็ดีใจครู่หนึ่ง มองดูแล้วก็เก็บใส่กระเป๋า ความดีใจก็หมดแล้ว นี่แหละ โลภะมันมักง่ายและมันก็หน่ายง่าย โลภะเหมือนชะลอม ที่ตักน้ำไปไม่รู้จักเต็ม อยากตัก แต่ตักแล้วก็รั่วหมด

เราอยู่อย่างอยากมากี่ครั้งแล้ว? เป็นมาทั้งชีวิต แล้วเราก็เรียนแล้วว่า เยื่อเมือกและยางเหนียวคือความอยากนี่แหละที่ทำให้สังสารวัฏหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วทำอย่างนี้นี่หรือที่เราจะพ้นทุกข์? พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงชี้แนะเท่านั้น แต่เราต้องเป็นผู้เดินตาม การรู้ธรรมอย่างเดียวจึงไม่พอ ต้องรู้แล้วกระทำด้วย เราจึงจะพ้นทุกข์

ฉะนั้น การแก้กรรมที่ถูกแท้ คือ แก้ไข
กรรม คือ อะไร
กรรมก็คือ การกระทำ
การกระทำของเรามีทั้งดีก็ได้ การกระทำไม่ดีก็ได้ การกระทำดีจึงใช้ชื่อว่า กุศลกรรม การกระทำไม่ดีใช้ชื่อว่า อกุศลกรรม

ในการศึกษาพระอภิธรรมก็แบ่งให้เห็นแล้วว่า อกุศลกรรมนั้น มีถึง ๑๒ ดวง ๓ กลุ่มคือ โลภะ ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒

กลุ่มแรก คือ โลภะ ๘ ดวงนี้ คือความพอใจ หรือเรียกว่า ความยินดี จะยินดีมากหรือยินดีน้อย ก็คือความยินดี มีชื่อเรียกเช่น ดวงแรกชื่อ โสมนสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความเห็นผิด ความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักชวน หรือดวงที่สองก็มีความยินดีมาก เหมือนกันแต่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง มีคนเอามาให้ แล้วตรงได้รับก็มีความยินดี เรียกว่า โสมนสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง สสังขาริกกัง

ฉะนั้น จะยินดีมายินดีน้อย ก็อยู่ในกลุ่มโลภะซึ่งเป็นกิเลสเป็นบาป เช้าตื่นขึ้นมา เราก็เสวยบาปมาเรื่อยๆ ด้วยการยินดีในเรื่องราวต่างๆ เช่นมีความพอใจในขณะที่เรากินอาหารปรุงนั่นปรุงนี่ ถามว่าเราปรุงแล้วเรายังไม่พอใจ เราเติมให้อร่อยนี่ มันก็คือความพอใจ ความพอใจนั้นเป็นกิเลส ฉะนั้น กิเลสไหลเนื่องอยู่ทุกวัน

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:16:05 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 5





กลุ่มที่ ๒ โทสะ มี ๒ ดวง เกิดขึ้นเองกับมีคนชักชวน มีความไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา สลับไปสลับมา ทำไมถึงมีความไม่พอใจเกิดขึ้นมาได้ เพราะเรามีโลภะนี่แหละ ความตั้งใจคือหวังไว้ว่าอย่างนี้ๆ แต่พอมันไม่สมความปรารถนา มันก็เกิดโทสะ หรือปรารถนาแล้วไม่ได้ดั่งใจ มันก็เกิดโทสะ หวังจะให้เขาพูดดีกับเรา แต่มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังก็เกิดโทสะ

โลภะกับโทสะ สลับเข้าออกในชีวิตเราตามทวารต่างๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดเวลา ทำไมเราไม่รู้ตัวล่ะ? เพราะเรามากไปด้วยโมหะ จิตฝ่ายอกุศล ๑๒ ดวง นี้ มีอยู่ตลอดเวลา อกุศล ๑๒ นี้แหละ เป็นกรรม ชนิดอกุศลกรรม แล้วอำนาจของอกุศลนี้แหละที่ผลักดันให้เราทำบาปได้สารพัด ถ้ามีโลภะมากจนเราควบคุมตนเองไม่ได้ ก็เกิดการทุจริต ฉ้อโกง ยักยอก ขโมยต่างๆ ซึ่งอำนาจกรรมเหล่านี้มันไม่หายไปไหน จะตามไปส่งผลให้เราทุกภพทุกชาติจนกว่าจะหมดกำลัง

อำนาจความพอใจ อำนาจโลภะ ทำให้เราอยากกินอยากได้ คนที่อยากได้สตางค์ ก็ฆ่าสัตว์ แล้วเอาสัตว์ที่ตายมาขาย เราก็อยากกินสัตว์ เราก็เอาสตางค์ไปแลก ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่ได้เป็นผู้ฆ่าสัตว์แต่เมื่อมีโลภะมากๆต่อไปก็สามารถฆ่าสัตว์ต่างๆ ได้เพื่อสนองตอบเจตนาของตนเอง ด้วยการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น

อำนาจอกุศลกรรมที่ฆ่าสัตว์ มีผลลัพธ์ ๙ ประการ ในปวัตติกาลคือ เกิดมาทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายไม่ดี กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตนเองหรือถูกฆ่าได้ มีความพินาศในบริวาร อายุสั้น ยกขึ้นมาหนึ่งข้อ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะโรคอะไรก็แล้วแต่ เป็นหวัดบ่อยๆ เป็นไข้บ่อยๆ สมมติฐานของโรคก็คือ อกุศลกรรม(บาป)มันส่งผล (สมมติฐานของโรคมี กรรม จิต อุตุ อาหาร)

สมมติฐานกรรมก็คืออกุศลกรรม เช่น ยกโลภะขึ้นมาพูด เรามีความโลภพอใจ เช่นเห็นว่าการมีฐานะ ความเป็นอยู่ที่ดี มีความเห็นถูกต้อง เพราะเราต้องมีฐานะที่ดี แต่ใช้ความเห็นนี้ ฆ่าสัตว์ เพื่อจะได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องสร้างฐานะ จึงมีการฆ่าขึ้นมา เมื่อฆ่าแล้วมีผล ๙ ประการ

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:16:27 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 6





ฉะนั้น ศึกษาแล้วเราก็จะรู้จักเหตุคืออกุศล อกุศลชนิดไหน? ชนิดโลภะ โลภะชนิดไหน? โลภะทุจริต เราได้คำตอบสารพัด และทุจริตนี้มาจากไหน? อดีตชาติ นับตั้งแต่ชาติที่แล้วถอยหลังไป เพราะเราเกิดมาเป็นอนัตตัง จึงบอกไม่ได้ว่าเป็นการให้ผลจากชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ จากวิถีจิตในชาติไหน ซึ่งสามารถให้ผลได้นับตั้งแต่ชาติที่ ๓ จนถึงอโหสิกรรม ฉะนั้น ชาตินี้เราไม่ได้ทำอะไรแต่ทำไมเราป่วย ก็เพราะชาติก่อนๆ

ฉะนั้น การแก้กรรม ก็คือต้องแก้ไขปัจจุบันกรรม เพราะเรารู้แล้วว่า กรรมชนิดใดให้ผลอย่างไร ปัจจุบันเป็นผล อดีตเป็นเหตุ ฉะนั้น เมื่อเราหรือคนรอบข้างเจ็บป่วยไม่สบาย ก็ไปหาหมอ กินยา ทำเท่าที่เราทำได้ ยอมรับสภาพว่าเออมันถึงเวลา วิบากกรรมมันให้ผลแล้ว เรามีหน้าที่แก้ไข คือ เยียวยาหาหมอ ไปหาหมอแล้วต่อไปก็แก้กรรม แก้กรรมที่ถูกแท้..แก้ไข ปรับจิตหลีกละไกล..กิเลสกล้า

เช่นเราไปหาหมอแล้วก็ยังไม่หาย หรือทุเลาแค่นั้นเอง มันยังไม่พอ เพราะเราเพิ่งสร้างเหตุใหม่ผลจึงยังไม่พร้อม ต้องสร้างหนักๆ ขึ้นไปด้วยการปรับจิตหลีกละไกล..กิเลสกล้า จากการที่ไปพบกันคุยกันแต่เรื่องไร้สาระเลอะเทอะ ก็อยู่บ้านหรือไปวัด สวดมนต์ทำสมาธิ คือแก้ไขด้วยการกินทั้งยาเม็ด และยาธรรม ต้องหาหมอแล้วหาธรรมโอสถรักษาทางใจด้วย

ทำไมต้องปรับจิตหลีกละไกล..กิเลสกล้า เพิ่มบุญสร้างเสบียงใจ..เสริมหลัก? เพราะเราต้องเดินทางต่อ เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ โรคนี้อาจจะทำให้เราตายก็ได้ ในเมื่อเราแก้ไขแล้ว ทำใจแล้ว รักษาใจแล้ว เราพอจะรู้ว่ายังไงก็ต้องตาย ไม่เป็นไร เรื่องตายเรื่องเล็ก เรื่องเกิดใหม่เรื่องใหญ่ เอาเรื่องเกิดเก่าเป็นบทเรียนให้เรื่องเกิดใหม่ เพราะเรื่องเกิดเก่ามาจากกรรมเก่า แต่กรรมใหม่ที่เราทำไปเหวี่ยงไปในชาติหน้า

จึงต้องทำบุญเพิ่มเสบียงใจ..เสริมหลัก พร้อมรับผลไม่ล้า ... มุ่งหน้าด้วยกุศล ก็คือเปลี่ยนจากกองกิเลส มาทำกองกุศล เปรียบเสมือนน้ำเค็ม จะไปนั่งสวดมนต์ให้รสเค็มหายไปไม่ได้ แต่ต้องใช้น้ำจืดเติมเข้าไปให้รสเค็มมันอ่อนลง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:16:47 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 7





ฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายชีวิตการศึกษาพระอภิธรรมจะสามารถตอบปัญหาได้หมดทุกอย่าง การแก้กรรมที่ถูกแท้คือแก้ไข ที่เรามาเรียนกันนี่ มาแก้ไขความเห็นผิดจากการที่เราเคยเห็นผิดว่า “เราเห็น” แท้ที่จริง “วิญญาณ” เห็น “เรา” ไม่มี “คน” ไม่มี “สัตว์” ไม่มี และการเห็นจะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุ ๔ ประการใหญ่ๆ ซึ่งยังไม่ได้พูดถึงปัจจัยที่มีอีกเยอะแยะเลย

การได้ยินก็เหมือนกัน เราได้ยินมาตั้งแต่เล็ก ได้ยินเพราะอะไร เพราะเรามีประสาทหูดี มีช่องว่างระหว่างหู อุดหูก็ไม่ได้ยินแล้ว มีคลื่นเสียงสะท้อนมา มีความตั้งใจจึงเกิดการได้ยิน ทำไมเราถึงเดินได้ มีจิตคิดจะเดิน เมื่อไม่คิดจะเดินเสียอย่าง ใครมาห้ามเราไม่เดิน และก็มีจิตชวาโยธาตุ คือจิตที่มีอำนาจ ที่ทำให้การเก้าเกิดขึ้น แล้วยังมีความเบา ความอ่อน ความควรแก่การงานของรูป คนที่เป็นอัมพาตอยากเดินก็เดินไม่ได้

ชีวิตจึงเป็นกลไกของเหตุและผลทั้งหลายทั้งสิ้น นี่ไงคือคำว่า ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์มาเป็นผู้ได้เห็น ผู้ได้ยิน ได้กลิ่น มีแต่เหตุทั้งนั้นที่มาทำงาน

ขอกุศลทั้งปวงที่ตั้งใจมาทั้งผู้สอนที่นี่ทุกคนและผู้ฟังทุกคนจงเป็นปฏิพรย้อนคุ้มครองชีวิตให้มีมงคลเกิดขึ้นในชีวิต เป็นผู้รู้ทาง เป็นผู้เห็นทาง เป็นผู้พบทาง และเป็นผู้แผ้วถางทางนั้นได้ เป็นผู้ที่ประกอบมากไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ดำริชอบและในที่สุด พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดทุกคน อนุโมทนาค่ะ




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ค. 2556 , 12:17:25 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : 10.0.29.39 )


  สลักธรรม 8


อนุโมทนา สาธุค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2556 , 10:28:50 น.] ( IP = 171.98.30.214 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org