| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อย่าให้สิ่งที่ยังไม่ได้มา มีค่ากว่าสิ่งที่มีอยู่
สลักธรรม 1
จึงควรศึกษาหาความจริงเพื่อใช้ชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเราเอง เช่นเดียวกัน ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ ถ้าเราไม่ยินยอม
โลกธรรมทั้ง ๘ อยู่คู่กับเราและมีให้เห็นเสมอ โลกนี้จึงเป็นของน่ากลัว เปรียบเสมือนละครโรงใหญ่ ทุกคนเกิดมาเล่นละครชีวิตกันไปตามบทบาทของกรรม แล้วก็ต้องจากลากันไป และไม่ได้จากลากันไปธรรมดา แต่ลาจากภพไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ถ้าหากสังเกตชีวิตจริงๆ แล้วก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นสาระ เสมือนเป็นของว่างเปล่า เพราะธรรมชาติทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
การได้มาศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้เห็นได้เลยว่า ชีวิตผู้ที่ได้มาเรียนนั้นโชคดีมาก โชคดีที่ได้รู้จักตนเอง พาตนเองไปในทิศทางที่ถูก และวางใจได้ถูก ถ้าเราวางใจไม่เป็นก็จะมีแต่ทุกข์และทุกข์จะยิ่งทับถมเรา ไม่มีใครที่จะมาทุกข์แทนเราได้เลย สุขทุกข์อยู่ที่ใจของเรา เพราะใจของเราเป็น ตัวรับอารมณ์หรือรู้อารมณ์นั่นเอง
อารมณ์ก็มีอยู่ ๖ คือรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ อารมณ์เหล่านี้ก็มากจากอดีตกรรมนั่นเอง คืออดีตเหตุที่เราทำเอาไว้ ที่ส่งผลมาให้เรา ส่งผลมาเป็นทางรูปบ้าง ทางเสียงบ้าง ทางกลิ่นบ้าง ทางรสบ้าง ทางสัมผัสบ้าง สิ่งที่เราพบในปัจจุบันนี้โดยมีจิตเป็นตัวรู้ จึงเป็นของเก่าทั้งนั้นเลย
จิตเป็นเป้านิ่งเป็นตัวที่รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พุ่งเข้ามาสู่ชีวิตแล้ว แล้วสิ่งเหล่านั้นก็หมดไป ไม่ว่าจะเป็นรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ เมื่อมาให้ผลแล้วก็จบไป แต่ที่เราไม่จบด้วยก็เพราะเรามีสัญญา(จำได้หมายรู้) แล้วสัญญาของเราทุกคน ก็เป็นสัญญาวิปลาส คือ สัญญาที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:20:23 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
สลักธรรม 2
พราะความเป็นจริงนั้นเป็นที่ปัจจุบันเท่านั้น ไม่ว่าเราจะป่วย จะเจ็บ จะเมื่อย จะคัน จะรู้สึกพอใจ ก็อยู่ที่ปัจจุบัน เช่น ทางตา หันไปเห็นพระพุทธรูป ..สวย ก็สวยที่ปัจจุบัน ทางหู เสียงที่ได้ยินเกิดพอใจก็คือที่ปัจจุบันทางหู กลิ่นที่มากระทบเราเกิดเดินผ่านดอกไม้ หอมฟุ้งเลย ก็คือปัจจุบันทางจมูก ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น แล้วพอเราหลับตาดูสิ ก็ไม่ได้เห็นแล้ว แต่เห็นว่ารูปทางใจยังมีอยู่ แต่ไม่มีจริง เป็นความทรงจำ
ฉะนั้น เราจึงมีสัญญาคือความจำได้หมายรู้ที่เป็นวิปลาส คือความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงนั้นเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน และวิปลาสตัวนี้ มันเกิดขึ้นมานานๆ แสนนานตลอดกาลที่เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ วิปลาสแบ่งแล้วมีอยู่ ๓ คือ ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส อัตตวิปลาส
ทิฏฐิวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่อดีตชาติ เอาแค่ชาตินี้ เราถูกปลูกฝังมา โดยบัญญัติ ซึ่งบัญญัตินี้เป็นของมีจริง แต่เป็นของสมมุติเท่านั้นเอง เราถูกปลูกฝังว่า อย่างนี้เรียกว่า สีม่วง อย่างนี้เรียกว่าผู้หญิง อย่างนี้เรียกว่าผู้ชาย อย่างนี้เรียกว่าผมสั้น อย่างนี้เรียกว่าผมเกล้า เรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และก็พูดสื่อสารกันได้ นั่นก็คืออาศัยบัญญัติทั้งสิ้น ตั้งแต่เล็กๆเราถูกสอนให้เรียกพ่อ แม่ ปะป๊า มะม๊า มี่มี๊ เด็กก็จะจำคำเหล่านี้ พอเห็นเคยสอนไว้ ก็เรียกม่าม๊า เราก็จะเห็นได้ว่า เราถูกปลูกฝังโดยอาศัยบัญญัติ บัญญัติเป็นของมีจริง แต่ไม่ได้จริงแท้แน่นอน เพราะว่าแต่ละบัญญัติๆ ต่างกันไปที่สถานที่ ภูมิประเทศ แล้วก็กาลเวลา
ทิฏฐิแปลว่าความเห็น ความเห็นผิดเพราะว่า สีม่วงก็ดี สีแดงก็ดี สีเขียวก็ดี ไม่มี มันเป็นคลื่นแสงเท่านั้นเอง คลื่นแสงที่สะท้อนมาที่ประสาทตา ประมวลคลื่นแสงแล้ว แล้วก็ตีเทียบกับของเก่าว่า คลื่นแสงชนิดนี้ เราเคยมีนามสมมติว่า สีม่วง แต่สีม่วงนี้เราจะยึดถือเอาไว้ไม่ได้ จะสีแดงก็ยึดถือเอาไว้ก็ไม่ได้ เพราะพอไปประเทศอื่นเขาก็ไม่เรียกว่าสีม่วงสีแดง พูดออกไปแล้วก็ไม่มีใครรู้จัก
ทิฏฐิของเราคลาดเคลื่อนถูกปลูกฝังไว้ด้วยบัญญัติธรรม แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีไม่ได้ เพียงแต่ยึดไม่ได้นั่นเอง แต่ปรมัตถ์นั้นไม่ต้องอาศัยบัญญัติก็อยู่มีจริง อย่างเช่นคำว่า ร้อน ร้อนเป็นความรู้สึก ไม่ต้องพูดเลยก็รับรู้ได้ว่าร้อน อยู่ตรงนี้ก็รับรู้ร้อนได้ อยู่ต่างประเทศก็รับรู้ร้อนได้ เช่นเมื่อโดนแดดเผา ความร้อนที่รู้สึกนี้จึงเป็นปรมัตถธรรม เป็นความจริง และความจริงมี ๒ จริง คือ จริงแท้กับจริงเทียม จริงแท้คือปรมัตถ์ จริงเทียมคือบัญญัติ
โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:20:52 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
สลักธรรม 3
การศึกษาพระอภิธรรมทำให้รู้ว่าภายใต้โครงสร้างชีวิตที่ยาววาหนาคืบนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ก็คือ จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องประกอบไปด้วยเจตสิก คือ ธรรมชาติที่เกิดกับจิต แต่ธรรมชาตินี้มีมากถึง ๕๒ ลักษณะ
เจตสิกมีถึง ๕๒ ชนิด เมื่อเกิดร่วมกับจิต ก็จะเกิดขึ้นเป็นบางกลุ่ม เมื่อกลุ่มใดเข้าไปเกิดขึ้นร่วมกับจิต มันก็ปรุงแต่งจิต เป็นไปในตามกลุ่มลักษณะของเจตสิกนั้น เช่น กลุ่มโลติกะเจตสิก ทุกคนมีโลภะ ความพอใจ ความพอใจจากการเห็นรูป ได้ยินเสียง เป็นต้น ความรู้สึกพอใจ ความรู้สึกยินดี ความรู้สึกปลื้ม มันเกิดที่ใจของเรา เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์
เมื่อจิตมีหน้าที่แค่เห็น หรือแค่ได้ยิน แต่ทำไมความพอใจจึงเกิดขึ้น ? ก็เพราะว่า มีเจตสิกเข้าไป ปรุงแต่งนั่นเอง ทำไมเราจึงชอบสีม่วง ก็เพราะว่า เรามีทิฏฐิวิปลาสเข้ามา คือมีกลุ่มโมจตุกะเจตสิกเข้ามา โมหะ มันปิดบังความจริง แท้ที่จริงไม่ใช่สีม่วง ที่ทำให้เสื้อสวย แต่คือคลื่นที่มากระทบ ซึ่งเรารู้ไม่ทัน เพราะเรามีบัญญัติเข้ามาเร็วมากนั่นเอง
โลภเจตสิกที่เกิดขึ้นกับจิต(ทิฎฐิคตสัมปยุตต) จึงปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามลักษณะของเจตสิก และโลภะเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้แต่มีโมหเจตสิกความโง่มาเป็นเหตุ โลภเจตสิกจึงเป็นธรรมที่มีเหตุ พูดถึงจิตโลภเพียงตัวเดียวนี้ก็จะ แจงออกมาได้ว่า มีตัวเหตุเข้าไปทำงาน ๒ ตัวคือ โลภะ กับโมหะ และมีเจตสิกอื่นเข้าไปร่วมทำงาน ๑๗ ชนิด เปรียบเหมือนแกงส้มที่ชิมเข้าไปคำเดียวแต่มันมีอะไรมากมาย เช่น มีพริก มีเกลือ มีหัวหอม มีกะปิ มีน้ำตาลปี๊บ มีหัวหอมแดง มีมะขามเปียก มีถั่วฝักยาว ที่นำมาทำแกงส้ม แต่เราเรียก แกงส้ม อย่างเดียว
คนที่ไม่เคยทำกับข้าวไม่เคยรู้สูตร ซื้อกินมามาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ก็จะรู้แค่ว่า แกงส้ม แต่วันนี้เรากำลังเรียนวิธีทำแกงส้ม เป็นพ่อครัวแม่ครัว ฉะนั้น เช่นเดียวกัน คำว่าโลภะ ตัวเดียว กว่าจะทำให้เกิดความพอใจ ความยินดี มันประกอบไปด้วย อำนาจของเจตสิกที่มันเข้าไปร่วมกับจิต
โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:21:15 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
สลักธรรม 4
ฉะนั้น เมื่อเรียนแล้วก็จะรู้ว่า เขากับเราไม่ต่างกันเลย แต่เรามีโอกาสที่จะปรับทิฏฐิได้ว่า เมื่อชื่อว่าโลภะแล้ว เหมือนกัน มันต่างกันตรงสัมปยุต กับวิปปยุต มันต่างกันตรงถูกชักชวนกับไม่ถูกชักชวน มันต่างกันตรงยินดีมากกับยินดีน้อยแค่นั้นเอง แต่จริงๆ ก็คือ ธรรมชาติทั้งหลายคือจิตและก็เจตสิก ๑๙ ที่เรามาเรียนก็เพื่อจะคลายความเห็นผิดว่า คนนี้โลภจัง หรือเราโลภจัง แต่ภายใต้ความโลภนั้นเรารู้ว่ามีการทำงานของอะไร คือเป็นการทำงานของธรรมชาติล้วนๆ ไม่ใช่คน
ถามว่าโลภะเป็นคนใช่ไหม? ไม่ใช่ โลภะเป็นจิตกับเจตสิก เมื่อเรียนแล้วก็จะคลายทิฏฐิลงไป จากนั้นก็เรียนต่อไปว่า ธรรมชาติของจิตที่มีโลภะเป็นธรรมชาติฝ่ายชั่วเรียกว่า เป็นอกุศล แล้วอกุศลชนิดนี้ นำไปเกิดเป็นเปรต ฉะนั้น เราก็จะรู้ว่ากำลังสร้างทางไปเป็นเปรตในชาติหน้ากันอยู่ทุกวัน ไปเป็นเปรตนี่ก็คือ ทุคติภูมิ เมื่อเรียนแล้ว รู้ผลแล้ว ท่านก็แจงอีกหลายข้อว่าผลแต่ละอย่าง มันเป็นยังไง ก็จะได้เกิดหิริโอตตัปปะ หิริคือเกรงความชั่ว โอตตัปปะคือกลัวผลบาป ทำให้เราสยองขวัญในความชั่ว
หิริโอตตัปปะจะทำให้มีความยับยั้งชั่งใจขึ้นมา เราไม่ได้มาเรียนพระอภิธรรมเพื่อโก้หรู เพราะวิทยาการทางพระอภิธรรม ไม่ได้ทำให้เราเกิดยศอะไรเลย เรียนแล้วเห็นตัวเราเองตลอด ทำให้เราเกิดหยุดยั้งขึ้นมาว่า ต่อไปนี้สมควรไหมที่เราจะทำร้ายตัวเราเอง ซึ่งถ้าเราไม่เรียน เราก็ไม่รู้ว่า ชีวิตมาจากไหน และมีที่ไปเป็นอะไร ทุกอย่างธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด ปัจจุบันเป็นผล แล้วก็จะต้องมีอนาคตผลแน่นอน
เรียนเรื่องจิตเจตสิกแล้วก็มาเรียนรู้เรื่อง รูป ว่า ภายใต้โครงสร้างมันประกอบไปด้วย ปถวี อาโป เตโช วาโย วรรณะ คันธะ รสะ โอชา เป็นพื้นฐาน เขาเรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ แบ่งเป็นมหาภูต ๔ รูป ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นเนื้อ เขาเรียกว่าแข็ง เป็นดิน ธาตุดิน ที่เราเรียกว่านิ่ม คือ แข็งน้อย แล้วยึดโยงเกาะเกี่ยวกันได้ก็เพราะว่ามี ธาตุน้ำ เช่นเราเอาแป้งมาผสมน้ำ แล้วปั้นเป็นตัวอะไรได้ เพราะน้ำเป็นตัวยึดโยง ดิน น้ำ ไฟ ทำให้เรา ร่างกายเราเผาผลาญพลังงาน ไม่เน่าได้เพราะมีธาตุไฟ และมีธาตุลม เคลื่อนไหวได้ก็คือก้มได้ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในมหาภูตรูป พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต ไม่สมประกอบ
จะเห็นลักษณะต่างๆ คือ เรื่องรูปทั้งสิ้น แล้วเรียนไปในทุกรูป ต้องมีปริจเฉทรูป ไม่ได้เป็นแท่ง เราเอาเข็มทิ่มลงไปไม่ได้ มีช่องว่างระหว่างรูป ที่เราเรียกนิ้วได้เพราะมีช่องว่างระหว่างนิ้ว ถ้าติดกันเป็นพืดไม่เรียกว่านิ้วแล้ว เมื่อถามว่าใครเป็นผู้สร้าง? ถ้าบอกว่าพระเจ้าสร้าง ทำไมไม่สร้างให้เหมือนกัน แต่กรรมเป็นผู้สร้าง กรรมเท่านั้น กรรมวิจิตรที่สุด
โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:21:34 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อเราเรียนจิต เจตสิก รูป แล้วเราก็เอามาประยุกต์ว่า การเกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมานี้ก็เท่ากับว่า เรากำลัง หลีก ละ ลด แล้วเลิกกลุ่มอกุศลต่างๆ ที่เคยทำให้เราตกต่ำ แต่ตอนนี้ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ หากเราไม่ยินยอม แต่ที่เราเคยยินยอมก็เพราะเราไม่รู้ว่าผลมันเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราก็หลีก ละ ลดแล้วเลิก บ้าง โดยเฉพาะ คำว่าทุจริตต่างๆ เราจะไม่ทำ
ในโลกนี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ทำไม่ได้ กับ ไม่ทำไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่ทำมาหากินไม่ได้ แต่ทำมาหากินบนความทุกข์ของผู้อื่นไม่ได้ ทำมาหากินโดยคอรัปชั่น ทำมาหากินโดยยักยอกไม่ได้ เพราะว่าผิดศีลผิดธรรม ให้เราไปฆ่าใคร แล้วจะให้เงินเรา ให้เราตายเสียดีกว่าถ้าต้องฆ่าสัตว์เพื่อเอามากินก็ให้เราตายเสียดีกว่า ฉะนั้น สิ่งที่ทำไม่ได้คือทุจริตทั้งหลาย แต่ที่ไม่ทำไม่ได้ที่จำเป็นต้องทำก็ให้ทำอย่างรอบคอบและรอบรู้ว่า ทำไปเพื่ออะไร ควรหรือไม่ พอหรือยัง มีความชั่งใจ
จิต เจตสิก รูป เป็นโครงสร้างชีวิต มีหลักเกณฑ์อยู่แค่นี้ แต่ฉากสุดท้าย ต้องตายทุกตัวละคร ธรรมชาติของจิตเกิดดับ ธรรมชาติของเจตสิกเกิดดับ ธรรมชาติของรูปก็เกิดดับ โลกนี้จึงเป็นของว่างเปล่า เกิดมาชั่วคราวแล้วก็ดับไป เหมือนพยับแดด จะสวยโสภา หน้าตาหล่อ ของชั่วคราว ดับหมด
แต่ที่เราไม่ได้ไปดับด้วย เรื่องมันจบไปแล้ว แต่เราไม่จบด้วย เราจึงพอใจไม่พอใจ ฝังอยู่ในขันธสันดาน เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส นอกจากนั้นก็มีความจำคือ สัญญาวิปลาส แล้วก็หลงเป็นตัวตน อัตตวิปลาส แท้ๆ ไม่ใช่ตัวตน วิปลาสทั้ง ๓ นี้ จึงมีอยู่ นี่คือเรื่องราวที่เรามาศึกษาแล้วให้เกิดความเข้าใจ เพื่อจะได้ผ่อนหนักผ่อนเบา ผ่อนที่เราเคยแบกชีวิตไว้กับความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
เมื่อสิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพ ถึงจุดจบเกมชีวิตปิดฉากฉาย นอนในโลงใบแคบๆ โอบแนบกาย ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา มามือเปล่าก็ไปมือเปล่า ต้องคำนึงถึงมรณานุสติไว้ ว่าชีวิตมีแค่นี้เอง เราจะหลงระเริงไปไหนกันมาก ไปยุ่งเรื่องนอกตัวมากทำไม ฉะนั้น คติที่จะให้ในวันนี้ก็คือว่า
โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:22:06 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
สลักธรรม 6
บนทางชีวิตของเรานั้น เรามีสิทธิ์ที่จะคิดฝันอะไรก็ได้ แต่อย่าให้สิ่งที่ยังไม่ได้มา มีค่ากว่าสิ่งที่มีอยู่
เส้นทางชีวิตของคนเรา ไม่เหมือนกัน แต่รอยกรรมย่อมให้ผลเหมือนกันทุกๆ คน
ทุกวันนี้ฝันและก็ปรารถนา ที่จะได้มรรคจิต นี่คือสุดยอดของความปรารถนา เพราะไม่เกิด ทุกวันนี้ ระอากับความเกิด ความรู้สึกเต็มที่เลย ระอาต้องเจอกับอะไรก็ไม่รู้ เจอทั้งทุกข์ภายใน ทุกข์ภายนอกเจออารมณ์สารพัด เจอโรคภัยไข้เจ็บ
แต่บางทีมันก็ห้ามความคิดอื่นๆไม่ได้ ก็คิดไปเถอะ แต่กลับตัวให้ทัน บางทีอารมณ์มันพาไป แต่ก็มีสติเกิดขึ้นมา มาคนเดียวก็ไปคนเดียว มีพระธรรมเป็นที่พึ่งก็อยู่ดีมีสุข
และอย่าให้สิ่งที่ยังไม่มี มีค่ากว่าสิ่งที่เราควรจะทำ โดยเฉพาะ มหากุศล ฉะนั้น เรียนแล้วมุ่งมรรคจิต รู้ว่ามรรคจิตเกิดได้อย่างไรแต่เรายังไม่ทำ มรรคจิตนั้นอาศัยมหากุศลญาณสัมปยุตตเป็นพาหนะ พวกที่เป็นญาณวิปปยุตนั้นไม่ประกอบไปด้วยปัญญา เช่น ทำบุญแบบเสียไม่ได้ แต่ถ้ามีปัญญาก็จะมีเจตนาทำเพื่อละกิเลส ทำลายมัจฉริยะ ฉะนั้น เมื่อคิดเป็น กุศลแบบมีปัญญาก็เกิดขึ้น นำไปสู่ความเป็นติเหตุกบุคคล เกิดด้วยอโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ
โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:23:03 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
สลักธรรม 7
ติเหตุกบุคคลมีทั้งพวกอุเบกขากับพวกโสมนัส พวกอุเบกขาเปรียบง่ายๆ ก็คือ พวกยิ้มยากหัวเราะยาก สำหรับผู้ที่ยิ้มง่ายหัวเราะง่าย อารมณ์ดี ก็คือจัดว่าเป็นพวกโสมนัส พวกยิ้มยากแต่ไม่แสดงออกมาก เป็นพวกอุเบกขา
อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นบันไดสู่ความเป็นพระโสดา สกทาคา อนาคามี อรหันต์ ฉะนั้น เราต้องสร้างตรงนี้ คือ ทำอะไรก็แล้วต้องพยายามทำญาณสัมปยุตให้เกิดขึ้น ฉะนั้น อย่าให้สิ่งที่ยังไม่ได้มาคืออยากได้ความเป็นพรอรหันต์ มีค่ากว่าสิ่งที่มีอยู่คือการสร้างกุศลญาณสัมปยุตให้ปัจจุบัน
เส้นทางชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน ไม่มีใครเหมือนกัน กรรมลิขิตมา ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น จะให้เขามาเหมือนเราไม่ได้ หรือจะให้เราเหมือนเขาก็ไม่ได้ กรรมใครกรรมมัน เส้นทางชีวิตของคนเรา ไม่เหมือนกัน แต่รอยกรรม ของกรรมดีและกรรมชั่ว ย่อมให้ผลเหมือนกันทุกๆ คน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา จงบังเกิดแก่ทุกท่าน ขอความตั้งใจ ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ความดีในวันนี้ จงได้เป็นพลวปัจจัย ให้บังเกิดผลแก่ทุกท่านทุกคน ให้มีดวงตาเห็นธรรม มีความจำเป็นเลิศ มีจิตแจ่มใส มีใจเป็นกุศล และสามารถมองตนค้นตน และพาตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2556 , 11:23:24 น.] ( IP = 125.27.166.160 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |