มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รู้จักเสพอารมณ์ที่ดี






รู้จักเสพอารมณ์ที่ดีๆ
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๕๖



วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญของพระสงฆ์ เป็นวันที่เกิดพระสงฆ์องค์แรก ตามที่เราสวดพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร บุคคลที่ถูกกล่าวถึงก็คือ พระอัญญาโกญทัญญะที่ได้ดวงตาเห็นธรรมในวันดังกล่าว จึงมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบสมบูรณ์ในวันนี้ และวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันเข้าพรรษา

ในสมัยปัจจุบันพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็จะไปทำบุญตักบาตร ซึ่งเป็นประเพณีนิยมที่สืบทอดตามกันมาว่า ผู้ที่เป็นฆราวาส ก็จะได้มีโอกาสไปอุดหนุนส่งเสริมพระภิกษุสงฆ์ให้จำพรรษาตลอดไตรมาส ซึ่งในไตรมาสนี้พระภิกษุสงฆ์ก็จะไม่ออกไปเที่ยวจาริกที่ไหน เพราะเป็นช่วงฤดูฝนพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆกำลังเจริญ คือต้นข้าวกำลังแตกกล้า ก็จะไปเหยียบย้ำสิ่งเหล่านี้ได้ จะได้ไม่เป็นการอาบัติทำลายของเขียว

ช่วงวันหยุดนี้ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์ของที่นี่ก็จะไปปฏิบัติธรรมกันหลายท่าน ก็เป็นที่น่าอนุโมทนายินดีว่า “เมื่อเรียนรู้ ดูจำ แล้วเราก็ทำได้” ถ้าเรียนรู้โดยไม่จำและทำไม่ได้ การเรียนนั้นก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เช่นเดียวกันทุกวันนี้ เรื่องราวที่เป็นประโยชน์มีสาระนั้นมีน้อยเหลือเกิน เราจำได้แต่เรื่องไร้สาระ หรือที่เรียกว่า “อสาระ” คือไม่เป็นประโยชน์เลยกับชีวิตของเรา โดยเฉพาะข่าวสารต่างๆ

ก็ทำให้นึกถึงพระพุทธบัญญัติที่ห้ามพระภิกษุทั้งหลายและผู้ที่ถือศีลแปด ไม่ให้ดูการฟ้อนรำหรือการละเล่นต่างๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปารมณ์ที่รับรู้ได้ทางตา หรือสัทธารมณ์ ที่รับรู้ได้ทางหู เป็นต้น ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส เช่นถ้าเราได้ดูหรือฟังของดีๆ ก็เกิดความชอบคือโลภะกิเลส ถ้าดูหรือฟังสิ่งไม่ดีก็เกิดโทสะกิเลส เราจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองกิเลสตลอดเวลา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [7 ส.ค. 2556 , 11:15:49 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



นี่ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องชาติหน้า เพียงแค่วันต่อวันนี้เราก็เวียนว่ายอยู่ในอารมณ์ ๖ ที่ล้วนเป็นเรื่องราวของกิเลสทั้งสิ้นเลย ส่วนจะมากหรือน้อย จะทุจริตหรือไม่ทุจริต ก็แล้วแต่ว่าบุคคลผู้นั้นกระทำอย่างไร แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นกองกิเลสเพราะเรามีโมหะ ถ้าเราขาดสติปัญญาในการรับรู้อารมณ์ ก็จะเกิดกิเลสได้ง่ายๆ ตลอดเวลา ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า ชีวิตของเราตกอยู่ในท่ามกลางวิกฤตหรือวังน้ำวน ถ้าเราว่ายน้ำไม่แข็ง เราก็จะตกอยู่ในวังวนของสายน้ำแห่งกิเลสเหล่านั้น

ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เราก็ไม่สามารถว่ายทวนกระแสกิเลสได้ แล้วก็จมอยู่ในโอฆะสงสารนั้น แม้ว่าในขณะที่เราอยู่คนเดียว แม้จะไม่ได้เปิดดูอะไรหรือรับฟังอะไร เราก็เกิดกุศลได้ยากมากๆ แต่ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจของเรา ถ้าใจของเราตั้งมั่นในความดี เราก็จะทำดีได้ และใจของเราจะตั้งมั่นในความดีได้ ก็ต่อเมื่อเราเชื่อเรื่องกรรม เชื่อมั่นในผลของกรรม เชื่อมั่นว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตนและตถาคตโพธิสัทธา และเชื่อมั่นว่า “ใครทำใครได้”

ทุกวันนี้ชีวิตเราตกอยู่ในความประมาท ยกตัวอย่างเช่น เราได้ฟังข่าวมานิดหนึ่ง หรือดูผ่านทีวีมาแป๊บเดียว แล้วเราก็นำมาพูดต่อ ซึ่งเราเล่าไม่เหมือนกับที่เรารู้ว่า นี่แหละเป็นความประมาทเพราะเรื่องนั้นไม่จริง คิดจะพูดให้ผิดไปจากความเป็นจริง ได้พูดออกไป คนฟังรู้ความ ก็รู้สึกเลยว่านี่แหละเป็นความทุศีล เราเป็นคนบาป

หลวงพ่อเสือท่านเคยสอนไว้ว่า ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด เพราะพูดมาก ผิดมาก พูดมากบาปมาก ชีวิตของเราจึงอยู่ยากๆ เลย เพียงแค่คุยกันนิดเดียวก็บาปแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงเข้มงวดในเรื่องของวินัยว่า อย่าทำนะ เพราะถ้าทำแล้วเราเองน่ะแหละที่เป็นผู้เก็บบาปเติมลงไปในชีวิต

ในขณะนี้เราเป็นคนดี แต่เป็นคนดีเหมือนปิดแผ่นทองคำเปลวไว้เท่านั้นเอง เป็นแผ่นทองที่ไม่มีน้ำหนัก ปลิวไปมาได้ทั่ว พอมีลมแรงมาปะทะก็ปลิวไปหมดแล้ว เรายังไม่ได้เป็นทองคำแท่งซึ่งมีน้ำหนักที่จะไปทับอะไรได้ จึงต้องระวังทวารทั้ง ๖ ให้มาก ทุกวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เราเล่นไปกับละครชีวิต ซึ่งการจะพ้นไปจากทุกข์ได้นั้นจะต้องฝึกทำใจให้เหมือนดูละคร อย่าเล่นละคร นั่นก็คือการปฏิบัตินั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:16:56 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 2



แต่อย่าลืมว่าวันหยุดในช่วงวันอาสาฬหบูชาจนถึงวันเข้าพรรษานี้เราไปฝึกดูละคร ซึ่งเป็นการไปดูแป๊บเดียว แล้วก็ดูได้เป็นช่วงๆ แต่เราเล่นละครเองอีก ๓๐๐ กว่าวัน ฉะนั้น ไม่มีใครทำร้ายเราเลย แต่เรากำลังทำร้ายตัวของเราเอง เรื่องราวต่างๆ จะไม่มีวันสิ้นสุด ตราบเท่าที่สังสารวัฏยังหมุนไป หลวงพ่อเสือท่านพูดไว้ เรื่องราวจะไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน

ตอนนี้ลูกศิษย์หลายๆ ท่าน ก็ไปตามสถานที่ต่างๆ แล้วก็พบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ การที่อยู่รวมกันมากๆ นั้นเกิดทุกข์ได้ง่าย เพราะยากต่อการควบคุม ขนาดเราคนเดียวยังคุมใจตนเองยากเลย ถ้าเพิ่มเข้าไปอีกคนหรือหลายคนก็จะเกิดบาปทุจริตขึ้นได้ง่ายเลย เช่นเรื่องการคุยเกี่ยวกับข่าวอย่างที่พูดมาแล้วเป็นต้น ฉะนั้น เราจึงต้องรู้จักเสพอารมณ์ที่ดีมีประโยชน์ ละจากโทษเภทภัยใจสุขสันต์ แม้นใกล้ตายอารมณ์ดีต่อชีวัน สุคติหมายมั่นปั้นภพเอย แต่อารมณ์ของเรานั้นไม่ค่อยดี เพราะพร้อมที่จะไหลไปในกองกิเลส

ก็มีเรื่องในพระสูตรมาเล่าให้ฟังย่อๆ ๑ เรื่องว่า มีลูกเศรษฐีคนหนึ่งได้รับมรดกจำนวนมากจากพ่อแม่ เลยชะล่าใจไม่คิดหาความรู้ไม่ทำงานแล้ว คิดจะเสพสุขอย่างเดียวเลย สำเริงสำราญใช้ชีวิตเที่ยวไปในอบายมุข คบคนพาล เที่ยวผู้หญิง เข้าบ่อน ในไม่ช้าความฉิบหายก็มาถึงตนเอง เงินที่มีอยู่ก็หมดลง พอหมดเนื้อหมดตัวก็ไม่มีใครคบ มานั่งขอทานเขากินก็ไม่มีใครให้ เพราะตอนตัวเองรวยก็ดูถูกเหยียดหยามคนเขาไว้ ก็เลยไปหาพวกที่เคยกินเหล้าด้วยกัน จึงถูกชักชวนให้ไปปล้น

แต่ด้วยเกิดมาในตระกูลที่ดีไม่เคยไปจี้ไปปล้นใคร ก็ปล้นไม่เป็น พวกโจรก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไรจะสอนให้ คืนนี้จะไปปล้นบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง เอ็งมีหน้าที่ถือกระบองอยู่ที่หน้าประตู ข้าจะปีนเข้าทางหน้าต่าง แล้วจะไล่เจ้าของบ้านออกมา พอมันออกมาที่ประตู เอ็งก็ทุบหัวมันเลย

นัดแนะกันอย่างนี้แล้วพอตกดึกลูกเศรษฐีก็เดินทางไปกับกลุ่มโจร พอพวกโจรปีนเข้าบ้านไปแล้วก็ทำร้ายคนให้วิ่งออกมาทางประตู ลูกเศรษฐีที่ถือกระบองอยู่เพื่อจะคอยทุบหัว พอเห็นเลือดตามร่างกายของคนที่วิ่งออกมาแล้วก็ เป็นลมกองอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้ตีใครสักคน ครั้นพอมีเสียงดังขึ้นชาวบ้านก็ออกมาช่วยกันจับโจร พวกโจรที่ปีนเข้าไปในบ้านก็พากันหนีออกทางหน้าต่างอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านก็ไปแจ้งความเขา ลูกเศรษฐีที่เป็นลมล้มอยู่ตรงนั้นก็ถูกจับกุมในฐานะที่เป็นโจร เพราะมีหลักฐานมัดตัวว่าในมือถือกระบองอยู่

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:17:38 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 3



เรื่องนี้ก็ถูกนำไปพิจารณาตัดสินความว่า จะต้องประหารชีวิต ก่อนที่จะประหารก็จะมีการแห่ประจานรอบเมืองว่าเป็นลูกใคร พ่อแม่ชื่ออะไร คนก็มามุงดูกันแล้วก็รู้ว่าเป็นลูกเศรษฐีที่ตกอับแล้วก็มาเป็นโจร ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อสุมนา แหวกฝูงชนเพื่อจะมาดูหน้าโจรด้วย

พอสุมนาหญิงงามเมืองได้เห็นหน้าโจรแล้วก็จำได้ ว่าเป็นลูกเศรษฐีที่เคยไปเที่ยวสำนักผู้หญิงงามเมือง จึงนึกถึงว่า ตอนที่เขามีเงิน นอกจากเขาจะมาหาความสำราญแล้ว เขายังดูแลเรา ให้เงินมากมาย เขาจึงเป็นผู้มีคุณกับเรา เขาทำให้เราได้ดีมาให้เงินไว้ก้อนหนึ่ง คราวนี้ถึงเวลาเขาจะตายก็ให้รู้สึกสงสาร

แล้วก็นึกได้ว่าตนเองซื้อขนมตาลมา ๓ อัน ก็คิดว่าในเมื่อเขาจะตายแล้ว เขาถูกขังมาทั้งคืนคงยังไม่ได้กินอะไร จึงขออนุญาตทหารผู้คุมนำขนมตาลไปให้เขากินก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็เดินเข้าไปหาลูกเศรษฐีแล้วบอกว่า ฉันเอาขนมมาให้ ผู้คุมก็หยิบขนมทั้ง ๓ อันมาวางไว้ให้ ในขณะนั้นลูกเศรษฐีถูกผูกผ้าปิดตาไว้ จึงขอร้องว่าให้เปิดผ้าที่ปิดตาจะได้รู้ว่าเป็นใคร แต่เมื่อเห็นหน้านางแล้วก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

และในขณะที่แกะผ้าผูกตาออกมานั้น พระโมคคัลลาก็เดินมาพอดี เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วก็เห็นพระโมคคัลลาแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นพระโมคคัลลานะ เห็นแต่ว่ามีพระมายืน ในขณะนั้นลูกเศรษฐีก็นึกถึงอดีตที่ตัวเองเคยร่ำรวย พ่อแม่มักทำบุญตักบาตร แต่ตัวเองไม่เคยใส่บาตรเลย ไหนๆ ในวันนี้จะตายแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินขนมนี้หรอก ขอใส่บาตรเถอะ ก็เลยบอกกับผู้คุมว่า อยากจะใส่บาตรครั้งสุดท้าย ให้ช่วยไปนิมนต์พระมาที ท่านยืนอยู่ตรงร่มไม้โน้น

พระโมคคัลลาก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้าแล้วก็เปิดฝาบาตร ลูกเศรษฐีก็บอกว่า ให้ช่วยแก้มัดมือเพื่อขอใส่บาตรครั้งสุดท้าย จากนั้นก็หยิบขนมอธิษฐานนึกถึงพ่อถึงแม่ แล้วก็ใส่บาตรด้วยความตั้งใจ ก็หยิบทีละก้อน ใส่ลงไปในบาตร ครบสามอันแล้วพระโมคคัลลานะก็ปิดฝาบาตร แล้วก็เดินลับหายไป จากนั้นผู้คุมก็นำผ้ามาปิดลูกตาและผูกมือไว้เหมือนเดิม แล้วก็ประหารชิวิตทันที

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:18:14 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 4





ฝ่ายนางสุมนาที่นำขนมตาลมาให้ลูกเศรษฐีนั้นได้หายไปจากสำนักหญิงงามเมืองถึงเจ็ดวัน คนก็โจษจันกันใหญ่ พอครบวันที่เจ็ดนางก็เดินออกมาจากหลังต้นไม้ บอกว่า ไม่ได้ไปไหน สบายดี มีผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาดีมากจ้างให้ไปอยู่ด้วย ได้รับเงินค่าจ้างจำนวนมากมาย ผู้คนก็ซักถามกันใหญ่ว่าชายคนนั้นเป็นใคร นางสุมนาก็บอกว่า ไม่เคยเห็นหน้าตามาก่อนเลย แล้วก็ชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่าเป็นบ้านของชายคนนั้นเขาเป็นรุกขเทวดา ซึ่งนางสุมนามองเห็นอยู่คนเดียวแต่คนอื่นเห็นเป็นต้นไม้ใหญ่กันหมด

จึงไม่มีใครเชื่อนึกเพราะคิดว่านางโกหก ก็มีผู้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า นางสุมานามีวาสนากับลูกเศรษฐีที่ถูกประหารชีวิตไป พอถูกประหารชีวิตตายปุ๊บก็เกิดเป็นรุกขเทวดาที่ต้นไม้ที่ พระโมคคัลลานะยืนอยู่ เพราะจิตไปจับอารมณ์อยู่ตรงนั้น นางสุมนาไปเข้าไปยังวิมานของรุกขเทวดานั้นจริงๆ แล้วก็กลับมาพร้อมเพชรพลอยที่เป็นสมบัติของของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา

ก็จะเห็นว่ามรณาสันนกาลของผู้ถูกประหารชีวิตในพระสูตรเรื่องนี้ เขาได้อารมณ์ดีๆ ได้สุคติเป็นบั้นปลายได้อารมณ์ดีคือได้เห็นพระ ได้ทำบุญกับพระ นึกถึงตนเองว่าเคยรวย พ่อนิมนต์พระมาบ้านเป็นประจำ แต่ตัวเองไม่เคยได้ใส่บาตรเลย คือรู้ว่าการทำอย่างนี้ดี และได้เห็นพระคือมีอดีตที่ดีอยู่ และมีปัจจุบันที่ทำดีด้วย ทั้งอดีตดีทั้งปัจจุบันดี ถึงจะถูกประหารชีวิตตัดคอ แต่อำนาจกรรมทำให้มีกรรมนิมิต หรือกรรมอารมณ์ หรือคตินิมิตที่ดีมาปรากฏ

และก็มีผู้สงสัยว่าพระโมคคัลลานะไปที่นั่นจริงหรือเปล่าก็เลยทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่าจริง พระโมคคัลลานะไปโปรดนั่นเอง เพราะรู้ว่ามีโอกาสช่วยได้ พระจะช่วยคนที่ช่วยได้ แต่เราอย่าหวังว่าให้ใครช่วยโดยที่เราไม่ช่วยตัวเอง นำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อจะย้ำว่าให้ทำดีๆ ไว้

การทำความดีในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำจนสร้างความคุ้นเคยไว้มากๆ ความคุ้นเคยก็จะทำให้บั้นปลายชีวิตของเราดี แต่ในวันนี้สิ่งที่เราคุ้น คบ เคย ของเราเป็นอย่างไร? เราคุ้นกับข่าวสารที่ไม่ดี เราคบกับกิเลส เราเคยกับตัวตน ตัวเรา เคยกับโมหะ ก็คงไม่มีใครมาโปรดเราได้ ไม่มีใครมาช่วยเราได้ ฉะนั้น เราจะคุ้นอะไร คบอะไร และเคยกับอะไรก็ล้วนเป็นสมบัติส่วนตัว เพราะใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:20:47 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 5





คำถาม : เวลาเรานั่งอยู่ นั่งอยู่กับลมหายใจได้หรือเปล่า

คำตอบ : ถึงจะอยู่หรือไม่อยู่ ลมหายใจมันก็ต้องมีอยู่ ถ้าไม่มีอยู่ก็ตายแน่นอน ฉะนั้น คำถามนี้ต้องเคลียร์ออกมาว่า ถามเพื่ออะไร

ที่ตั้งคำถามว่ากำลังนั่งอยู่ อยู่กับลมหายใจได้หรือเปล่า? ได้

แต่ถามว่าดีไหม? ไม่ดีนัก

เพราะในหลักการปฏิบัตินั้นนั่งก็รู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน ยืนก็รู้ว่ายืน นอนก็รู้ว่านอน ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์

คือมีอะไรปรากฏขึ้น ก็ให้ไปรู้ในสิ่งที่ปรากฏขึ้น

ถ้าเรานั่งปุ๊บ เราดูอารมณ์(ลมหายใจ)อย่างเดียวนี่จะเป็นสมถะกรรมฐาน ก็จะกลายเป็นอานาปานสติไป

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:21:20 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 6





การกำหนดความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากอาการนั่ง มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น จิตเราก็รู้ในอารมณ์นั้น ทำชีวิตให้ปกติ เคยอยู่อย่างไรเคยมีชีวิตอย่างไร อยู่อย่างนั้น แต่ใช้พุทธวิธีแห่งความเนิบช้า คือให้สติเกิดขึ้นมารู้เสียก่อนว่ามีอะไรเกิดขึ้น ให้เกิดความระลึกรู้สึกตัวเสียก่อน

เพราะว่าทุกวันนี้เราทำโดยอัตโนมัติ เช่น มีอาหารมาตั้งปุ๊บเราเคยรู้ไหมว่า เราใช้มือขวาหยิบช้อน เดี๋ยวนี้เราไม่รู้แล้วเพราะมีความสันทัดว่าเราถนัดมือขวา แต่ถ้าขณะนี้กำลังอยู่ในห้องกรรมฐาน ก็รู้สึกตัวสักนิดว่า เรากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบช้อน การทำความรู้สึกตัวกับอาการนี่แหละคือพุทธวิธีแห่งความเนิบช้า คือรู้ลีลาชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรกัด เช่นยุงหรือมด ไม่ต้องไปดูเขา แต่ดูใจ รู้แล้วแก้ไขทันที ไม่จำเป็นต้องปล่อยไว้

รูปเดินเป็นรูปที่ดูยากที่สุด เพราะเป็นรูปเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่กับอาการยกก้าว ก็เลยเป็นการลีลาที่สร้างขึ้นมา รูปนั่งหรือรูปยืนจึงเป็นรูปที่ดีที่สุดสำหรับผู้ฝึกใหม่ๆ เมื่อเราเมื่อย เราก็รู้ว่าเราเมื่อยตรงไหน นั่งท่าอย่างนี้เมื่อย ก็แก้ไขเปลี่ยนท่านั่งใหม่ก็หายเมื่อย แต่ไม่จำเป็นว่าพอนั่งตรงนี้แล้วเมื่อย ต้องแก้ไขโดยการลุกออกไปเดินให้หายเมื่อย นั่นไม่จำเป็น

เพราะในชีวิตจริงๆนี่ เราไม่ได้ใช้รูปเดินกันโดยไม่จำเป็น ที่มีการเดินกันก็เพราะจำเป็น เช่น เดินไปขึ้นรถ เดินไปตลาด เดินไปเข้าห้องน้ำ เดินไปทำการงานต่างๆ เวลาเรานั่งดูทีวีแล้วเมื่อย เราก็ได้ลูกขึ้นเดินแต่เราเปลี่ยนท่านั่งขยับนิดหน่อยแล้วก็ดูทีวีต่อ ในอิริยาบถนั่งนั้นมีอิริยาบถย่อยมากมาย ในอิริยาบถนั่งนั้นมีเวทนาเกิดขึ้นมากมาย ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีก็คือการสังวรระวัง มีสติ และสัมปชัญญะ ในการรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับรูปนามนั้นเท่านั้นเป็นพอ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:23:44 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 7





คำถาม : เราเรียนปริยัติเพื่ออะไร?

คำตอบ : พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกข์เสมอด้วยการมีชีวิตไม่มี แต่เป็นเพราะเราไม่รู้จักชีวิตของเรา ว่าชีวิตของเราคือใคร มาได้อย่างไร อยู่ได้อย่างไร ไปไหน เราจึงต้องมาเรียนว่าชีวิตคืออะไร?

ชีวิตคือองค์ประกอบของจิต เจตสิก และรูป ชีวิตเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยเหตุปัจจัยใหญ่ๆ ก็คือ อำนาจกรรม เพราะกรรมนั้นส่งผลตลอดเวลา จิต เจตสิก รูป ในชีวิตมนุษย์แต่ละคนนั้น มีความเคลื่อนไหวอยู่ที่ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่รับอเหตุกกุศลวิบากกับอกุศลวิบาก) สุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นก็เนื่องมาจากวิบาก

จิตเป็นนาม เจตสิกเป็นนาม รูปเป็นรูป ฉะนั้น ชีวิตได้แก่นามและรูป ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ รูปนามที่มีอยู่นี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจกรรม และตำอยู่ภายใต้ธรรมชาติของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์

อนิจจังคือความไม่เที่ยง เราหลงว่าเที่ยง คือนิจจัง เช่น ถามว่าไฟดวงนี้ติดอยู่ไหม? ติดอยู่ ปฏิเสธไม่ได้ แต่ที่ตอบว่าติดอยู่นี่ตอบด้วยความวิปลาสเพราะเห็นไปด้วยความโง่มีภาพลวงตา เพราะไม่เห็นว่ามีการเกิดดับของกระแสไฟ ที่มีการเกิดขึ้นแทนการดับสืบเนื่องกันโดยไม่ขาดสาย เราจึงหลงฟั่นเฟือนไปตามอาการว่าไฟติดอยู่ตลอดเวลาเพราะเราไม่ทันความดับ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:24:04 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 8





ฉันใดก็ฉันนั้น นามและรูปมีการเกิดดับอยู่เสมอ แต่ที่ยังยืนอยู่ได้ตลอด ก้าวต่อเนื่องได้ตลอดเพราะมีการเกิดดับเร็วมาก เราจึงต้องมาเรียนปริยัติให้เข้าใจแบบเถียงไม่ได้ พระพุทธศาสนาเรียนแล้วเถียงไม่ได้ อนิจจังคือความไม่เที่ยงแต่เราหลงว่าเที่ยง เราก็ต้องเรียนให้เข้าใจก่อนที่จะไปปฏิบัติ

สภาพของจิตมี ๓ ระยะ คือ อุปาทะ(เกิดขึ้น) ฐีติ(ตั้งอยู่) ภังคะ(ดับไป) แล้วมีความเกิดขึ้นแทนความดับ ท่านบอกเหมือนใบพัดลมที่มี ๓ แฉก เราเห็นมันหมุนเป็นวงกลม แท้ที่จริงวงกลมไม่มีเลย มีแต่ใบพัด ๓ ใบที่มีการเหวี่ยงตัวเร็วเท่านั้นเอง

เมื่อยอมรับว่าจิตเป็นเช่นนั้น ของในจิตก็คือเจตสิกก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อจิตเกิด เจตสิกก็เกิด เมื่อจิตตั้งอยู่เจตสิกก็ตั้งอยู่ เมื่อจิตดับเจตสิกก็ดับ มีการเกิดดับตลอดเวลา ส่วนรูปก็เกิดดับเช่นกัน จิตเกิดดับไป ๑๗ ขณะแล้วรูปจึงเกิดดับ ๑ ครั้ง ซึ่งเราจะเข้าใจชัดเจนเมื่อไปเรียนในวิถีจิตเราก็จะรู้ว่าตรงไหนรูปเกิดดับ

เมื่อเราเรียนจนได้ความเข้าใจอย่างนี้แล้วว่า ชีวิตเราคือรูปนามตกอยู่ภายใต้อนิจจัง ตัวต่อไปคือทุกขัง ทุกขังคือ ขมะ แปลว่า ไปได้ยาก หนีไปไม่พ้น เช่นยืนตรงนี้เมื่อย ไปตรงนั้นก็เมื่อย ไปตรงโน้นก็เมื่อย นี่คือหนีไปไม่พ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:24:23 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 9




นอกจากตกอยู่ภายใต้อนิจจัง ทุกขังแล้ว ก็ยังตกอยู่ภายใต้อนัตตา อนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน เพราะว่า คนหนึ่งคนก็คือมีจิต เจตสิก รูป และอนัตตาคือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เราไม่สามารถบังคับบัญชาจิตเจตสิกรูปได้ เช่น อย่าเมื่อยนะ นั่งอยู่อย่างนี้กำลังปวดปัสสาวะ อย่าปวดนะเพราะกำลังสอนอยู่ แต่ความปวดมันก็เป็นธรรมชาติ หรือห้ามว่าอย่าหิวนะ ธรรมชาติมันต้องหิว ห้ามไม่ได้ หรืออย่าตายนะ ก็ห้ามไม่ได้เลยสักคน เรียกว่า อนัตตาธรรม

ชีวิตคือรูปนาม

ชีวิตตกอยู่ภายใต้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ชีวิตตายแล้วเกิด เพราะเราไม่รู้ว่าทำอย่างไรจะไม่เกิด

เราทำงานเกิดตลอดเวลา คืออยากเห็นอยากได้ยินอยากได้กลิ่นอยากรู้รสอยากสัมผัส เรามีความอยู่อย่างอยากตลอด ความอยากนี้องค์ธรรมคือโลภะ ก็คือตัณหานั่นเอง มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

อำนาจโลภะ ทำให้ภพนั้นถูกเย็บไว้ด้วยภพ ก็คือความปรารถนาอยากเกิด มันก็สร้างอำนาจเหมือนว่าอยากจะไป ก็ทำให้ไปได้ เพราะจิตมันมีอำนาจ จิตของเรามีความปรารถนาภพชาติตลอดเวลา ทำไมจิตเราปรารถนา? เพราะเราไม่รู้นั่นเอง หรือจะพูดตรงๆ ว่าเราโง่ ตัวโง่นั้นก็คืออวิชชา ตัณหาคืออยาก

ฉะนั้น ชีวิตของเรา โง่แล้วอยาก อยากด้วยความโง่ โง่แล้วก็อยาก อยากแบบโง่ๆ จึงต้องเอาสองตัวนี้ออกให้ได้ นี่คือหลักกรรมฐานวิปัสสนา เพราะวิปัสสนากรรมฐานทำเพื่อให้วัฎฎะสงสารหมดไปคือวิวัฏฏะนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:24:47 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )


  สลักธรรม 10





วัฏฏะสงสารอยู่ตรงไหนเราก็ไม่เห็น แต่เรารู้ว่าเงื่อนที่ผูกวัฏฏะสงสารคืออวิชชาและตัณหา จึงต้องใช้ชีวิตไม่ให้มีอวิชชาและตัณหาคือ “อย่าอยาก กับอย่าโง่”

โง่ไม่รู้ความจริงว่า

ขณะนี้นึกว่าเรายืน แท้ที่จริง ..รูปยืน

นึกว่าเราเดิน แท้ที่จริง..รูปเดิน

นึกว่าเราเห็น แท้ที่จริง..นามเห็น

นึกว่าเราได้กลิ่น แท้ที่จริง..นามได้กลิ่น

นึกว่าเราเหม็น แท้ที่จริง..รูปเหม็น

นึกว่าเราหอม แท้ที่จริง..รูปหอม

นึกว่าเรานั่ง แท้ที่จริง..รูปนั่ง

นึกว่าเราคิด แท้ที่จริง..นามคิด

เรานึกว่าเราเป็นผู้รู้ แท้ที่จริง..นามรู้

ไม่ได้มีอะไรนอกรูปนามนี้เลย แต่เราโง่ตรงที่..เราไม่รู้ว่ามันเป็นรูปหรือเป็นนาม เราโดนอวิชชาครอบงำ

ฉะนั้นหน้าที่ของเราก็คือ ทำ “อะ” ให้หมดไป กลายเป็น “วิชชา” ก็คือ รูปกับนาม

จึงต้องหมั่นไประลึก ในขณะที่ระลึกได้ความโง่ก็ออกไปแล้ว และสกัดกั้นตัณหาคือ อย่าอยาก อย่าอยากเดิน อย่าอยากยืน ให้ทำด้วยความจำเป็น

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ส.ค. 2556 , 11:25:09 น.] ( IP = 1.10.233.232 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org