มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อะไรคือ…ความประมาท








อะไรคือ…ความประมาท

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ )


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง หลักสำคัญที่จะทำให้ชาวพุทธทั้งหลายดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้ ก็ต้องอาศัยหลักแห่งองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักประจำใจ พระพุทธองค์ทรงวางทางชีวิตให้เราและท่านทั้งหลายประกอบชีวิตอยู่ในความมัวเมาประมาท

คำว่า ความประมาท เป็นคำที่เราพูดกันมานานแล้ว แต่บางครั้งเราลืมวิเคราะห์ว่า ความประมาทนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร

ความประมาท คือ ความขาดสติ นอกจากขาดสติแล้ว ยังเจาะจงการขาดปัญญาด้วยหมายความว่า บุคคลที่ประมาทนั้น เป็นบุคคลที่ขาดสติและสัมปชัญญะ

เพราะว่าสติ คือ ความระลึกรู้สึกตัวได้ในทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ และในการกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ ส่วนคำว่า สัมปชัญญะ หมายถึง ปัญญา

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:25:35 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



สติและสัมปชัญญะ จึงเป็นของที่ต้องควบคู่กันเสมอ เราจะขาดสติไม่ได้และขาดปัญญาไม่ได้ เพราะถ้าขาดแล้วชีวิตจะอยู่ในความประมาท ตกเป็นทาสของโลกียอารมณ์

โลกียอารมณ์ หมายถึง อารมณ์ที่เป็นไปทางโลกธรรม ซึ่งจะพลัดและซัดเหวี่ยงเราให้ได้รับอารมณ์สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ทำให้ชื่นชมบ้าง ขมขื่นบ้าง

ฝ่ายโลกธรรมที่ทำให้เราได้ชื่นชมนั้นก็คือ การได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข ฝ่ายที่ทำให้เราขมขื่นนั้นก็คือ ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาและก็มีความทุกข์ทั้งกายและใจ

จะเห็นว่าการได้ลาภก็ย่อมต้องเสื่อมลาภ ได้ยศก็มีเสื่อมยศ ได้สรรเสริญก็ถูกนินทา ได้สุขก็มีทุกข์ โลกธรรมทั้ง ๘ นี้ หมุนไปด้วยอำนาจของความเป็นจริง เรียกว่า กฎของพระไตรลักษณ์ กฎของพระไตรลักษณ์ก็คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ บุคคลที่ประมาทมัวเมาปล่อยชีวิตให้ตกเป็นทาสของโลกีย์ ก็เพราะขาดสติ

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:27:21 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )


  สลักธรรม 2



การมีสติรู้จักมอง รู้จักพิจารณา และรู้จักวางตัววางใจต่อความเป็นจริงได้นี้ เรียกว่ารู้ทันโลกธรรม และการรู้ทันโลกธรรมนี้จะทำให้เราตั้งสติอยู่ได้ หรือเรียกว่ามีความเบาใจอยู่ ไม่คิดทำอะไรแบบด่วนได้ให้มีได้ผลร้ายตามมา

การศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้เรามีโอกาสมองทุกอย่างโดยใช้วิจารณญาณ มองให้รู้ ดูให้จำ และทำให้ได้ มองให้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ

ไม่ว่าความดีหรือความชั่ว เราเป็นผู้ทำเอง คือเราใช้ กาย วาจา ใจ ของเราไปกระทำ ผลลัพธ์เราก็ได้เอง ฉะนั้น ทุกอย่างในโลกนี้เกิดขึ้นกับเรา ไม่มีพรหมลิขิต มีแต่กรรม บันดาล และใครเป็นผู้ทำกรรม เราเองนั่นแหละเป็นผู้กระทำกรรม กรรมจึงบันดาลให้เราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่รู้จักเลือกกระทำกรรม

การที่เรามีโอกาสได้ดูอะไรก็แล้วแต่ ต้องดูให้จำ จำดีเก็บมาใช้ จำชั่วเก็บมาละ จำความรู้ต่าง ๆ ไว้ว่า เมื่อถึงเวลาใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับคนอื่น เราจะใช้หลักในการดำรงชีวิตอย่างไร แล้วก็ทำให้ได้ การทำได้นี้ต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:28:45 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )


  สลักธรรม 3



แง่คิดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรามองได้จากฝรั่งชาวต่างชาติ ที่ต่างเดินทางมาชมความงามของวัดพระแก้ว ซึ่งมีความอัศจรรย์ใจและทึ่งในความวิจิตรบรรจงในการสร้างวัดเป็นอย่างมาก และวัดพระแก้วก็เป็นวัดที่สูงค่าทางจิตใจของเราชาวพุทธ สูงส่งไปด้วยประติมากรรม และศาสนพิธีที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นสิ่งที่น่าจดจำทุกอย่าง เพราะว่าสิ่งดีทั้งหลายย่อมไหลไปรวมกันอยู่ที่นั่น

ธรรมทั้งหลายย่อมไหลไปแต่เหตุ คนที่รักงามรักดีก็ย่อมไปในที่ที่ดูแล้วงามและทำดีได้ พวกที่รักชั่วก็ต้องไปในที่ชั่ว เช่น เป็นคนที่ไม่สันโดษยินดีคลุกคลีคบค้ากับพวกคนพาล ชอบเสพสุรายาเมา พวกเขาเหล่านี้ก็จะไปในที่ ๆ ชุมชนนั้นหรือสมาคมนั้นตั้งอยู่

เพื่อประโยชน์ส่วนตนเราจึงไม่ควรมองข้ามสิ่งเหล่านี้ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ ความรักอื่นเสมอด้วยความรักตนไม่มี แต่บางคนปฏิบัติตนเหมือนไม่รักตนเองก็มี คือทำแต่สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์แก่ตน เช่น ประกอบกรรมชั่วต่างๆ มีกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต

คนอย่างนี้แม้จะพูดว่ารักตนขนาดไหน ก็หาชื่อว่ารักตนไม่ เพราะว่าก่อกรรมอันนำความทุกข์มาสู่ตนเอง เรียกว่าถึงรักตนก็หาสิ่งที่ตนรักไม่ถูก มักขวนขวายในการงานที่เป็นภัยแก่ตนเอง มีการเผาตนเอง มีการฆ่าตนเอง เป็นต้น

ส่วนผู้ที่ประกอบกรรมดี ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักตน เพราะทำด้วยอำนาจความเห็นถูก และการกระทำนั้นอำนวยความสุขสงบมาแก่ตนนี่คือความรักตนในทางที่ถูก

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:30:15 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )


  สลักธรรม 4



จริงอยู่ที่คนเรานี้ไม่เหมือนกัน แต่โดยสามัญสำนึกแล้วทุกคนย่อมรักตนเอง ซึ่งบางคนก็รักตนในทางที่ผิด หาความสุขใส่ตนในทางที่ผิด เช่น แสวงหาความสุขโดยการเบียดเบียนผู้อื่นแสวงหาความสุขจากความเกียจคร้าน นึกว่าการนอนหลับการได้หลบงานเป็นความสุข ซึ่งก็เป็นความสุขชั่วคราว เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากความหลงผิด เรียกว่า การแสวงหาความสุขจากความเกียจคร้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตตกต่ำ

ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่เพิ่งผ่านพ้นมา ๒-๓ วัน ท่านผู้ฟังก็คงมีโอกาสนำจิตใจตนเองมุ่งตรงสู่ความต้องการที่เป็นกุศล เช่น ไปทำบุญ ตักบาตรในวันอาสาฬหบูชา ร่วมกันหล่อเทียนพรรษา หรือซื้อเทียนพรรษาไปถวายไว้ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ไปถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และไปประกอบพิธีเวียนเทียน เป็นต้น นี่คือการเพิ่มเติมความรักถูกให้กับตนเอง

เพราะขณะนี้ ทุกชีวิตกำลังสร้างกรรมทุกอย่างเพื่อเก็บไว้เป็นเสบียงในการเดินทางของชีวิตตน และเสบียงทางที่กำลังสร้างอยู่นี้หากเป็นการสร้างกุศลก็จัดว่าเป็นเสบียงบุญ บุญย่อมให้ผลไปในทางเจริญ

ในเทศกาลเข้าพรรษา แต่ละท่านล้วนทราบว่า แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงจำพรรษาเช่นเดียวกัน และทรงทำทุกอย่างซึ่งเป็นศาสนกิจเพื่อโปรดสัตว์รื้อสัตว์ สร้างดวงตาธรรมให้เกิดขึ้นในชีวิตของของสัตว์โลก และเช่นเดียวกันแม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่เราเทิดทูนเคารพบูชา พระองค์ยังทรงหล่อเทียนพรรษาด้วยขี้ผึ้ง ดังที่เราได้ดูในละครที่เทิดพระเดียรติเรื่องพ่อ

เนื้อหาของบทละครเป็นเรื่องของความพยายามที่จะมุ่งเน้นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น และเทียนหลวงนี้ก็ได้ไปตั้งตามอารามหลวงต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประกอบพระราชภารกิจนี้ด้วยพระราชศรัทธาตลอดมา

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:31:58 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )


  สลักธรรม 5



เทียนที่ตั้งไว้หน้าเบื้องพระประธาน ท่านจะเห็นว่ามี ๒ เล่ม มองแล้วอาจจะเป็นปริศนาธรรมเหมือนกันว่า นอกจากพระประธานหรือองค์พระปฏิมาแล้ว ยังมีแจกันดอกไม้และเทียนอย่างละคู่ อยู่ทางด้านซ้ายและขวา

หากมองในทางที่ดี เทียนทั้งคู่ที่จุดส่องขึ้นมานั้น ทางด้านซ้ายเราอาจอุปมาเหมือนว่าเป็นการจุดเพื่อให้แสงสว่างในการเดินทางของชีวิตหรือดำรงชีวิตในโลกียวิสัย ส่วนด้านขวานี้ก็อุปมาเหมือนเป็นการจุดเพื่อให้แสงสว่างในการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ เรียกว่า โลกุตตรวิสัย

ชีวิตของพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ผ่านมา ล้วนต้องอาศัยความพยายามที่จะหลีก ละ ลด แล้วจึงเลิกชีวิตจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ หลีกจากการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่เข้าเรื่อง ลดปริมาณของกิเลส คนเราทุกวันนี้ชื่อว่าปุถุชน คือ ผู้หนาแน่นด้วยกิเลส จึงต้องลดปริมาณความต้องการหรือความปรารถนาซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ลงมาบ้าง และละสิ่งที่พัวพันชีวิตให้ตกเป็นทาสของกิเลสด้วยการศึกษาหาปัญญา ทำกิจกรรมที่ถูกต้อง ขวนขวายในกิจการงานที่ถูกต้อง และในที่สุดเมื่อเรารู้แล้ว เราก็เลิกจากทางที่ทำให้เรามีแต่ความทุกข์ได้

ดังนั้น เทียนทั้ง ๒ ข้าง ที่อยู่ด้านหน้าพระประธานนี้ ได้จุดสว่างส่องให้เราเห็นว่า ในทางโลกีย์นั้นเราควรเป็นอย่างไร และในทางโลกุตตระนั้นเราควรทำตามหลักคำสอนขององค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไรบ้าง

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:33:45 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )


  สลักธรรม 6



ยังมีเทียนอีกเล่มหนึ่งซึ่งเป็นเทียนเล่มงาม เราสามารถใช้ชีวิตดำเนินตามลำแสงนั้น เพราะเป็นเทียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานให้แก่คนไทย คือเพลงแสงเทียน เมื่อเราทำความเข้าใจกับเนื้อเพลงนี้แล้วจะเห็นว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้เต็มไปด้วยอรรถรส และบทความที่เต็มไปด้วยความจริงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตทั้งสิ้น

โดยบอกถึงความจริงของชีวิตในเบื้องต้นว่า ชีวิตของคนเรานี้ เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ต้องใช้เวรกรรม เต็มไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เราทำบุญทำบาปไว้อย่างไร เราก็เกิดมาใช้กรรมที่เราทำไว้ก่อน ชีวิตของคนเรานี้ร้อนรุ่ม ต้องเผชิญกับสุขทุกข์ด้วยความทรมานมาก เราจะต้องรีบทำบุญทำทานกันไว้ เพราะบุญทานนี้เปรียบเสมือนเสบียงบุญ ที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ความเจริญได้

เพลงแสงเทียนจึงเป็นเทียนอีกเล่มหนึ่งที่ให้เราใช้เป็นเครื่องปรับชีวิตเราได้ทุก ๆ เวลา ยามใดก็แล้วแต่ที่เราต้องปะทะกับอารมณ์หรือต้องเผชิญกับชะตากรรมตามลำพัง เราอาจคิดหาทางแก้ไขไม่ออก บางครั้งธรรมะที่เราเรียนเข้าไปหรือสิ่งที่เราปลูกฝังเข้าไปในจิตใจ เราก็นึกไม่ออก เพราะเรามีสติที่ยังอ่อนอยู่ สติของเรายังไม่มีกำลัง

แต่ถ้าหากท่านได้ร้องเพลงนี้ให้ขึ้นใจแล้ว เวลาเข้าที่คับขันหรือบางครั้งอยู่ในจุดที่พูดไม่ได้ แสดงออกไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้ถูก ทั้ง ๆ ที่เราไม่อยากจะทำอย่างนั้น เราก็สามารถนำบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้มาเป็นเครื่องชโลมใจปลอบใจเราได้ว่า ความจริงคืออะไร ชีวิตของคนเรานี่ต่างรอคอยความตายกันทุกคน หลีกไปไม่พ้นทุกคนอาทรร้อนใจ ต่างคนเกิดแล้วตายไปชดใช้เวรกรรมจากจรนี่เป็นเครื่องกำหนด

เมื่อเรานำเพลงนี้มาเตือนตนเองได้ก็เท่ากับว่าเรากำลังเจริญมรณานุสสติอยู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมฐานที่องค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เราระลึกอยู่เนือง ๆ ว่าเรามีความตายเป็นของธรรมดา เราจะต้องไม่ประมาท และเราไม่ต้องคิดฆ่าตัวตายเพราะถึงแม้เราอยากตายหรือไม่อยากตาย เราก็ต้องตายกันทุกคน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2556 , 08:36:44 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณมากครับน้องกิ้ฟ ที่เปิดโอกาสให้พี่เณรได้จุดเทียนใจไขความมืดมนลงไปได้อย่างถนัด เห็นชัดเจนเลยละครับว่า โอ้ชีวิตหนอล้วนรอความตายทุกคน ซึ่งระหว่างเส้นทางไปสู่จุดหมายตรงนั้น ตรงนี้เราทำอะไรอยู่ มี่สาระไหม

เป็นการทบทวนใจตนเองได้เป็นอย่างดี และเป็นแสงแห่งใจให้เกิดความเพียรในการงานที่ชอบด้วยครับผม ขอบคุณมากๆครับน้องกิ้ฟ

โดย พี่เณร [20 ส.ค. 2556 , 08:37:54 น.] ( IP = 58.11.15.237 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org