มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อะไรคือ... ความประมาท (๒)








อะไรคือ…ความประมาท (๒)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ )


ทุกวันนี้ไม่ว่าใครทั้งสิ้น เกิดมาก็ต้องชดใช้กรรม เราเองคือผู้หนึ่งซึ่งต้องใช้เวรใช้กรรมที่เราทำมา เวรกรรมที่เราทำมานี้ มีทั้งกรรมดีและชั่ว เราจึงควรปลูกฝังความดีนั้นต่อไป ด้วยการสร้างความเห็นถูกให้เกิดขึ้น แล้วประคับประคองชีวิตให้ดี

และในหลักการประคับประคองชีวิตนั้น องค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงสองไว้ แล้วทรงชี้แนะแสดงเหตุผลในการประคับประคองตนเอง เพื่อจะได้อยู่ในกุศลผลบุญสมกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ว่า ทำบุญทำทานกันไว้เถิดเกิดเป็นคน

คำว่า “บุญ” นี้ เป็นเครื่องชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง บุญเมื่อทำแล้วย่อมทำให้ผลไปในทางเจริญ

บุญมีมากมายหลายอย่าง บางท่านคิดว่า เมื่อมีการชวนไปทำบุญหรือมีคนมาบอกบุญนี้ เราจะต้องเสียเงินอย่างเดียว และโดยธรรมชาติชีวิตของคนเราไม่ชอบคำว่า “เสีย” แต่ชอบคำว่า “ได้”

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:11:03 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



การทำบุญมีถึง ๑๐ ชนิด ซึ่งเราจะเสียเงินเสียทองเสียสิ่งของต่าง ๆ เพียง ๑ ชนิด เรียกว่า การทำทาน แต่อีก ๙ ชนิด ไม่ต้องจับจ่ายใช้สอยให้เสียเงินเลย เพียงแต่ทำความเห็นให้ถูกต้องเท่านั้น เช่น การรักษาศีลก็เป็นบุญเพราะว่าเรากำจัดบาปไปในตัว เช่น เราสมาทานศีลว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ

เมื่อเรากล่าวคำงดเว้น การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่เสพสุรายาเมา ใจของเราที่เกิดกุศลจิตขึ้นมา เป็นการประกาศความดีออกไปว่า กายของเราจะสุจริตแล้ว วจีของเราจะอยู่ในความสุจริต

นอกจากกายกรรมและวจีกรรมแล้ว ความสุจริตทั้งหลายจะต้องเกิดขึ้นจากทางมโนกรรมเสียก่อน เพราะใจของเราต้องเป็นใหญ่ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว เมื่อใจของเราตั้งใจวิรัติแล้ว กายกรรมก็สุจริต วจีกรรม ก็สุจริต ศีลจึงเป็นข้อระงับความชั่วทางกายวาจา โดยต้องอาศัยใจ

ศีลนี้ถือได้บ้างดีกว่าถือไม่ได้ เพราะ ศีล คือ อาภรณ์ ประดับร่างกาย ศีลแปลว่า เย็น ศีล แปลว่า ปกติ มีความเย็นที่ปกติ มีอาภรณ์ที่ปกติประดับร่างกาย นี่คือบุญชนิดหนึ่ง

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:12:36 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )


  สลักธรรม 2



นอกจากนั้น การทำความเห็นให้ตรงคือทิฎฐุชุกรรมเป็นข้อที่สำคัญมาก เพราะเราเห็นผิดกันมามากแล้ว เห็นผิดคิดว่าชีวิตเป็นของดี เห็นผิดว่าเที่ยง เห็นผิดว่างาม เห็นผิดว่ามีสาระเราจึงมีความปรารถนาที่จะได้ในลาภ ยศ สรรเสริญ และสุข เราจึงทำบุญเพื่อร้องขอ อันนี้เรียกว่าเป็นการทำบุญไม่ละโทษ

เพราะขึ้นชื่อว่ามีชีวิตแล้ว ถึงเราจะมีทรัพย์สินมากมายถึงเราจะมีอะไรหลาย ๆ อย่าง มีลูก มีบ้าน แต่เราลืมไปว่าเราต้องดูลูก เราต้องดูบ้าน คำว่า “ต้อง” นี้คือทุกข์ และธรรมชาติทั้งหลายบังคับบัญชาไม่ได้ ไหนจะต้องดู ไหนจะต้องเอาใจใส่ขนาดเราอุตส่าห์ดูแลเอาใจใส่อย่างดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็บังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการของเราไม่ได้

ท่านจะเห็นว่านี่คือหลักแห่งความเห็นถูกว่า เราควรจะมีอะไรไหม แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง ถ้าหากท่านมีความเห็นถูก ท่านก็จะต้องปฏิเสธแน่นอน เพราะความมีทั้งหลายเป็นทุกข์ โดยเฉพาะการมีชีวิตเพราะชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้

การทำบุญจึงเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะพยุงจิตใจของเราให้ไปในทางที่ดี และได้ประสบแต่เรื่องราวที่ดี และการทำความเห็นให้ถูกต้องนี้จะเป็นบุญที่เหนือบุญ หมายความว่า บุญที่เหนือบุญต่าง ๆ

เช่น ทำทานก็ไปเกิดดีเป็นลูกเศรษฐี เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง มีคนรักเอาใจใส่ มีทรัพย์สินต่าง ๆ มากมายแต่ที่ดียิ่งกว่านั้นก็คือ การไม่มีอะไรเลย เพราะเราไม่ต้องดูแลและโดยเฉพาะการไม่มีชีวิตเกิดขึ้นมา เมื่อไม่เกิดเสียอย่างเดียวก็ไม่มีทุกข์ นี่คือบุญที่เหนือบุญ

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:13:59 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )


  สลักธรรม 3



การกระทำทิฎฐุชุกรรม หรือที่เรียกว่า การสร้างปัญญาบารมีให้เกิดขึ้น คำว่า “ปัญญา” เปรียบเสมือนแสงสว่าง “บารมี” ก็คือ อำนาจเหนือกิเลส

เพราะชีวิตของเราตกอยู่ภายใต้กิเลสอยู่ตลอดเวลา คือ โลภ โกรธ และหลง ฉะนั้นเราต้องมาประคับประคองตัวของเราไม่ให้ตกต่ำ ไม่พลาดถลำไม่น้อยใจ ไม่ไหวตามไปในกระแสโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

การประคับประคองตน ก็คือ ต้องแสวงหาความสุข โดยสุขนั้นต้องเป็นสุขที่ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่นด้วย แล้วความสุขนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ก็คือ กายของเราไม่เร่าร้อน กายของเราเป็นปกติไม่เหนื่อยมาก ไม่เพลียด้วยการนั่งสมาธิ หรือการใช้กายของเรานี้นั่งสวดมนต์ หรือไม่ทำผิดศีลออกไป คือ การไม่ไปฆ่าสัตว์ ไม่ไปลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม

นี่ก็คือส่วนหนึ่ง ซึ่งเห็นว่า ทำได้ง่าย ๆ แต่จะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกหัดและเป็นผู้ช่ำชองอยู่กับความเห็นผิด

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:15:11 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )


  สลักธรรม 4



ชีวิตจึงน่ากลัว หากเรายังประมาทอยู่ เช่น ชอบยิงนก ตกปลา ซึ่งคิดว่าเป็นเกมกีฬาและมีความสุขจากการได้ล่าสัตว์ได้ตกปลา มาเป็นเครื่องบำเรอความสุขของตน การไปเบียดเบียนผู้อื่นเบียดเบียนชีวิตเขา การประพฤติผิดประเพณี พูดเท็จ พูดใสร้าย เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่เขา คนที่หาความสุขเช่นนี้ ไม่เคยได้รับความสุขจริง ๆ สักรายเดียว ในที่สุดความทุกข์ที่เขาหยิบยื่นให้คนอื่นนั้น จะย้อนกลับมาที่ตัวเขาเอง หรือไม่ก็ย้อนสนองครอบครัวของเขา

ทุกฺขโต ทุกฺขถานํ ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว เราได้ยินกันมามากแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า ให้ทุกข์แก่ทานทุกข์นั้นถึงตัว และในทางกลับกัน ผู้ใดให้สุขแก่ผู้อื่น สุขนั้นย่อมกลับมาสนอง ให้กับตนเอง ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า เมื่อเราเป็นผู้ทำเราจึงต้องเป็นผู้ได้รับหรือใช้คำว่า ใครทำใครได้

วิธีประคับประคองชีวิตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องเว้นจากการแสวงหาความสุขจากความเกียจคร้าน ความเกียจคร้านเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เพราะว่าความเกียจคร้านอาจมาในรูปแห่งความสุขในเบื้องต้น หรือที่เรียกกันว่า มันแอบแฝงมาในร่างของเทพธิดา เทพบุตรต่าง ๆ พอรู้ว่าผู้นั้นตายใจแล้วก็ห้ำหั่นให้ถึงความทุกข์นานาประการ

จริงอยู่คนที่ทำงานน้อย ต้องมีความสุขกว่าคนที่ทำงานหนัก และก็คิดว่างานที่เรารับผิดชอบน้อย เราก็เหนื่อยน้อย จึงเข้าลักษณะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ส่วนบางคนคิดว่าเหนื่อยไปก่อนต่อไปจะได้สบาย เพราะผู้ใหญ่สอนไว้ว่าเหนื่อยไปก่อนจะได้สบายเมื่อปลายมือ เพราะเกิดจากการขยันหาทรัพย์ ใช้ทรัพย์เป็น ตั้งตนเองไว้ชอบ คนมิตรดี และไม่เกียจคร้าน ยอมเหนื่อยยอมลงทุนเอาชีวิตที่กำลังมีเรี่ยวแรงนี้ขยันหาทรัพย์และตั้งตนเองไว้ชอบ มีเงินมีทองสะสมพอที่จะหยุดงานทางโลกได้ เรียกว่าพอปลายมือเราก็มีเงินจับจ่ายใช้สอย ปลายชีวิตเราก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุขได้

ฉะนั้น ความสุขที่เกิดขึ้นจากความเกียจคร้าน จึงไม่ใช่สุขที่จีรังยั่งยืน เป็นมารที่คอยหลอกล่อให้เราหลงเดินทางผิด เอาแต่นอน เอาแต่เบื่อ เอาแต่หยุดงาน จับจด เหนื่อยก็ไม่เอา จะยิ่งสร้างความเกียจคร้านให้แก่ตนเองไปใหญ่เลย พอถึงคราวที่เราต้องสู้หรือเกิดวิกฤติการณ์ที่ต้องสู้ด้วยตนเองแล้ว เราจึงไม่เคยมีความกระตือรือร้น ความกระตือรือร้นที่เกิดขึ้นเป็นวิริยะ

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:16:43 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อความเกียจคร้านเกิดขึ้นมาในชีวิต ทำให้เราอดทนอะไรไม่ค่อยไหวจัดว่าเป็นทางหายนะแห่งชีวิต ซึ่งตรงกันข้ามกับทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จะต้องประดับไปด้วยดอกไม้ที่หอมหวน คือ ศีล สมาธิ และปัญญา หรือเรียกว่าพรหมจรรย์มรรคนั่นเอง

คนเราจะได้มีสุขมีเกียรติยศมีชื่อเสียงนั้น ย่อมได้มาจากการฟันฝ่าอุปสรรคด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่ได้มาจากความเกียจคร้าน มีคำกล่าวที่ว่า ใฝ่ร้อนจะนอนเย็น ใฝ่เย็นจะเข็ญใจ อธิบายว่า

คนใดที่ใฝ่ร้อน คือ หนักก็เอา เบาก็สู้ มีความเพียร อยู่เสมอ ย่อมจะพบความสุขความสบายใจในวันหน้า

ส่วนคนเกียจคร้านที่เรียกว่าคนที่ใฝ่เย็นนี้ ไม่ศึกษาเล่าเรียน ไม่ประกอบการงานในวันที่ควร ควรศึกษารอว่าไว้เรียนกับคนนั้น ไว้ให้คนนั้นสอน ไว้ให้คนนี้บอก คอยผัดวันประกันพรุ่ง เกียจคร้านและยังอยู่ในวัยที่ควรประกอบการงาน ความจำยังมีอยู่ ไอคิวต่าง ๆ ยังเสริมเติมแต่งได้ เราก็ผัดวันประกันพรุ่ง จนกระทั่งทางด้านรูปธรรมทุกอย่างเสื่อมไป เช่น โรคสมองฝ่อ แล้วเพิ่งมาคิดกระตือรือร้น ตอนนี้ท่านลองคิดดูว่า จะเอาอะไรใส่ไปในขณะที่มันรับไม่ไหวแล้ว บุคคลเช่นนี้จึงย่อมจะพบกับความยากลำบากในวันหน้า

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:18:22 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )


  สลักธรรม 6



คำว่า ทางเตียนเวียนลงนรก ส่วนทางรกวกขึ้นสวรรค์ ใครชอบทางเตียน โล่ง ๆ สบาย ๆ มันเวียนลงนรกได้ง่ายเพราะปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ไม่มีการควบคุมตัวเองให้อยู่ในทางที่ถูกที่ชอบ ย่อมจะชักนำบุคคลผู้นั้นไปสู่ความชั่วความลำบาก คือ นรกได้ง่าย

ส่วนทางรกวกขึ้นสวรรค์เป็นการเดินทางที่ลำบากเต็มไปด้วยอุปสรรค จะต้องปลูกฝังสติควบคุมตนเองให้เว้นจากสิ่งที่ควรเว้น ให้ทำในสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องที่หนักอกหนักใจในเบื้องต้นเท่านั้นเอง

เช่น การเริ่มศึกษาธรรมจะหนักอกหนักใจในเบื้องต้น หรือการลงมือกระทำความดีเว้นความชั่ว ก็จะเป็นเหมือนกับเรื่องหนักจิตหนักใจในเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อทำได้แล้ว ความดีนั้นก็จะโปรยปรายความสุขให้ผลอันชื่นใจ

ดังนั้น ผู้ที่มีความคิดจึงไม่ควรแสวงหาความสุขจากความเกียจคร้าน แต่ความขยันขันแข็งจะเป็นสิ่งที่ให้ความสุขทางใจได้มากกว่า และเป็นความสุขที่ไม่มีโทษ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [21 ส.ค. 2556 , 08:20:08 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )


  สลักธรรม 7

สวัสดีครับน้องกิ้ฟ พี่เณรตามอ่านเรื่องราวของการกระทำความสุขในวิธีต่างๆกันไป และที่สำคัญความสุขที่เกิดจากบุญที่เหนือชั้นนั้น เป็นความสุขที่ถาวร คือการพ้นจากความทุกข์คือชีวิตโดยสิ้นเชิง

เราจะต้องปลูกฝังสติควบคุมตนเองให้เว้นจากสิ่งที่ควรเว้น ให้ทำในสิ่งที่ควรทำ ถึงจะพบกับความสุขได้จริงๆเลยนะครับ

ขอบพระคุณมากครับน้องกิ้ฟ ที่นำเรื่องดีมีประโยชน์มาช่วยเตือนจิตเตือนใจเสมอนะครับ

โดย พี่เณร [21 ส.ค. 2556 , 08:21:40 น.] ( IP = 58.9.6.150 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org