| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กำหนดรูป-นามอย่างไร?
สลักธรรม 1
คำว่า ปัจจุบันขณะนี้มีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันของการเห็น ปัจจุบันของการได้ยิน ปัจจุบันของการได้กลิ่น เป็นต้น ฉะนั้น นักศึกษาพระอภิธรรมจึงร้องอ๋อได้กับคำว่า อนัตตาธรรม เพราะรู้ว่าคืออะไร นอกจากไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์แล้ว ยังบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะธรรมทั้งหลายเมื่อมีเหตุเป็นแดนเกิด ผลย่อมต้องมี ในขณะที่เหตุปัจจัยพร้อมก็ห้ามไม่ให้ผลเกิดไม่ได้ เมื่อมีจักขุประสาทดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ แล้วก็มีมนสิการตั้งใจมองตรงนั้น ก็จะห้ามการเห็นไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ และสัพเพ ธัมมา อนัตตา ก็บังคับบัญชาไม่ได้ว่าวิบากจะต้องดีเสมอไป
ฉะนั้น ประโยชน์ที่เกิดจากความเข้าใจคือการคลายจากความเห็นผิดออกไปว่าเป็นตัวตน ทิฏฐิวิปลาสก็ไม่มี เพราะมีความเห็นถูกตามความเป็นจริงว่า ธรรมชาตินี้เกิดขึ้นเพราะเหตุอะไร ผลนี้ปรากฏมาได้อย่างไร และผลทำไมแตกต่างกัน เพราะอดีตเหตุแตกต่างกัน เมื่อมีความเข้าใจถูกเสียอย่างเดียว เรื่องอื่นก็เป็นเรื่องเล็ก ใครจะว่า ใครจะด่า ใครจะทำอะไร ถ้าเข้าใจถูกแล้วเกิดสติสัมปชัญญะด้วยก็จะเป็นประโยชน์
การที่มีความเห็นถูกว่า นี่เป็นวิบากของเราเอง มีอดีตเหตุของเราเองกำลังมาส่งผล เราก็จะทันว่า ที่กระทบคือวิบาก เราเท่าทันว่าเป็นวิบาก และรู้ว่าทำไมจึงถูกตำหนิติเตียน ก็เพราะอำนาจอกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่เราเคยทำไว้ในอดีต ถึงเวลาให้ผลกับเราแล้ว เราเป็นเจ้าของผลนั้น เราทำมาเอง ฉะนั้น ก็จะทำให้นึกไปถึงอดีตเหตุของเราได้โดยไม่ได้นึกไปถึงคนที่กำลังว่าเรา เพราะคนที่กำลังว่าเรานั้นเป็นปัจจัยเท่านั้นเอง แต่เหตุคือเราทำมาเอง
สติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็จะทำให้เห็นเรื่องที่ถูกว่านี้เป็นเรื่องเล็ก เพราะเราเท่าทันความเป็นจริง อารมณ์ที่จะไปโกรธเขา ไปแช่งเขา ไปโต้ตอบเขา ถูกสกัดด้วยสติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นมาแทน ถามว่าความโกรธเข้าได้ไหม? ถ้ามีสติสัมปชัญญะเข้ามาแล้วความโกรธก็จะเข้ามาไม่ได้ ปัญญาคือสติสัมปชัญญะนั้นเป็นฝ่ายบุญที่เข้ามาแทน ฉะนั้น เราก็จะเป็นผู้ได้กำไรแม้จะถูกด่าก็ยังได้กำไร
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:06:28 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
สลักธรรม 2
ทุกวันนี้ การถูกว่า ถูกด่า ถูกตำหนิ มีแต่การขาดทุนย่อยยับ การศึกษาพระอภิธรรมจึงมีแต่กำไร เราจะมีกำไรมากได้อย่างไร? ก็ต้องฝึกบ่อยๆ ให้เกิดความเท่าทัน เรียนให้เข้าใจแล้วหมั่นระลึกให้ได้บ่อยๆ ว่า ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม ที่กระทบมาทุกอย่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือวิบาก เป็นวิบากที่เกิดขึ้นจากอดีตเหตุ ที่กำลังกระทำคือกรรม พอเรารู้กระทบได้แล้ว ที่กำลังกระทำคือ ให้อภัย เพราะยอมรับโดยดุษฎีว่า เราทำมาเอง
ฉะนั้น การที่เราจะโต้ตอบออกไปอย่างรุนแรงทันทีก็แก้ไขได้ เช่น หากรู้ว่าเขาเข้าใจผิด เราก็พูดด้วยวาจาสุภาพและชี้เหตุชี้ผลว่าเราทำเพราะอะไร เรื่องเกิดนี้เพราะอะไร เราทำหน้าที่ดีที่สุดในการอธิบายเหตุผลของเราแล้วหยุดแค่นั้น ส่วนเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล
ฉะนั้น เราทำหน้าที่ดีหรือยัง ถ้าอธิบายดีแล้ว เขาก็ยังเข้าใจเราผิดอีก ก็ไม่เป็นไร มีคนมากมายพร้อมที่จะเข้าใจผิดคนอื่นตลอดเวลา เพิ่มเราเข้าไปอีกคนจะเป็นไรไป เพราะโลกนี้ก็มีคนพร้อมที่จะเข้าใจผิดเราอยู่แล้ว จะเร็วจะช้าอีกวันหรือวินาที ไม่เป็นไร ขอให้เราเข้าใจตัวเองถูกคือเข้าใจวิบากก็พอ การกระทำกรรมใหม่ที่เกิดต่อขึ้นจากวิบากก็จะเป็นกุศลกรรม
เรามาจากที่ใด ใครไม่รู้ จะไปสู่ที่ใด ใครไม่เห็น จะตายเช้าหรือสายบ่ายหรือเย็น ไม่มีเว้นทุกคนจนปัญญา จึงควรเร่งเรียนปฏิบัติ เดินทางลัดมัชฌิมาสิกขาสาม ใช้สติกำหนดดูรูปนาม จะถึงความสุขแท้ไม่แก่ตาย
นี่คืออนิมิต ๔ อย่าง ทุกคนในโลกนี้ไม่ว่าจะนับถือพุทธศาสนาหรือไม่ได้ จะเคยฟังธรรมหรือไม่ จะเคยปฏิบัติหรือไม่ ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อนิมิต ๔ ประการ ที่ไม่มีใครหลีกพ้น คือ ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:06:55 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
สลักธรรม 3
เรามาจากที่ใด ใครไม่รู้ ไม่มีใครรู้ว่าเรามาจากไหน แต่ยืนยันได้ว่า ที่มานั่งที่นี่ทุกคนต่างมีกุศลพกมาอยู่ในมนุษย์ภูมิ แต่ก็เพียงรู้ว่ากุศลนำมาแค่นั้นเอง แต่ไม่รู้ว่ามาจากตรงไหนของโลก ขั้วโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้ ตะวันออกหรือตะวันตก
จะไปสู่ที่ใด ใครไม่เห็น ชาติหน้าจะไปเป็นอะไร ใน ๓๑ ภูมิ ไม่รู้เลย เพราะถึงแม้จะสะสมบุญไว้มากๆ แต่ตอนตายคิดไม่ดีหรือรู้สึกไม่ดี เช่น ทำบุญมาตลอดชีวิตก่อนตายเวทนาเกิดอย่างแรงเจ็บตาย เจ็บเป็นโทสะ... ไปนรก ทำบุญมาเต็มที่ก่อนตายห่วงหลาน ห่วงลูก ห่วงโน่นห่วงนี่ โลภะ...นำเกิดไปเป็นเปรต ทำบุญมาทั้งชีวิต เส้นโลหิตในสมองแตก นอนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไร จะบอกว่านิทราก็ไม่ใช่ อยากจะลืม(ตา) อยากจะพูด แต่พูดไม่ได้ มีโมหะนำเกิด... ไปเป็น สัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้น เราไม่รู้ว่า เราจะตายด้วยโรคอะไร ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน จะไปสู่ที่ใด ใครไม่เห็น
จะตายเช้าหรือสาย บ่ายหรือเย็น ไม่มีเว้นทุกคนจนปัญญา เราเลือกไม่ได้ ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ฉะนั้น จึงควรเร่งปฏิบัติ เดินทางลัดเรียนพระอภิธรรมแล้วมีทางลัด มัชฌิมาสิกขา ๓ ใช้สติกำหนดดูรูปนาม จะถึงความสุขแท้ไม่แก่ตาย คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะมัชฌิมาคือ มรรค ๘ หรือ สติปัฏฐาน ๔
ทำไมบอกว่าเป็นทางลัด เพราะว่าเราโง่ ๖ ทาง เปรียบความโง่เป็นความมืด เราใช้ชีวิตอยู่กับทาง ๖ ทาง ที่มืดๆ แต่เรามาเกิดในสุคตินี้เป็นทางที่สว่างมา เมื่อสว่างมาแล้วต้องมืดไป ก็น่ากลัวมาก จึงต้องหาแสงสว่างไปใส่ไว้ในใจ รู้ใจตนเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นเป็นวิบาก เป็นสมมุติ ทางลัดของเราคือการแก้ไขที่ใจหรือที่จิตที่เห็นผิด ๖ ทาง
เคยเห็นว่าเราเห็น แท้ที่จริงนามเห็น เคยคิดว่าเราได้ยิน แท้ที่จริงนามได้ยิน เคยนึกว่าเรายืนแท้ที่จริง รูปยืน เคยคิดว่าเรานั่งแท้ที่จริง รูปนั่ง เคยนึกว่าเราเปรี้ยวแท้ที่จริง รูปเปรี้ยว เคยนึกว่าเราหอม แท้ที่จริง รูปหอม เคยนึกว่าเราเมื่อย แท้ที่จริง นามเมื่อย เคยนึกว่าเราฟุ้ง แท้ที่จริง นามฟุ้ง เคยคิดว่าเราเย็น แท้ที่จริง รูปเย็น เคยคิดว่าเราเบื่อ แท้ที่จริง นามเบื่อ
การทำสมาธิให้เกิดจนแนบแน่น แล้วยกองค์ฌานขึ้นสู่อารมณ์พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์อีกทีนึง นั่นทางอ้อมและทำได้ยาก แต่เรามีทางลัดแล้วมีมัชฌิมาสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา มาทำงานพร้อมกันในสติปัฏฐาน
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:07:19 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม เราเรียนรู้แล้วว่าเป็นรูปหอมรูปเหม็น แต่ตอนไปปฏิบัตินั้นตอนไหนจะกำหนดเป็นรูปหอมรูปเห็น
คำตอบ ธรรมชาติที่เราเรียนกันอยู่นี้ เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราเคยโง่หลงผิดว่าเราได้กลิ่นหอม เหม็น เราหลงผิดว่าเราหอมก็แล้วกัน จริงๆ หอมเป็นรูป และหอมที่รูปด้วย ความเข้าใจผิดว่าเหม็นหอมเป็นเรา เราถอดเสื้อออกมาดม วันนี้ใส่ทั้งวัน เหม็น เหม็นไม่ใช่เรา เป็นรูปเหม็น รูปหอม ต้องแก้ทิฏฐิความเห็นผิดก่อน เมื่อยอมรับไปแล้วว่าแท้ที่จริงนั่นคือรูปเหม็นรูปนี่คือทิฏฐิที่ถูกต้อง
แต่ตอนไปปฏิบัติตอนไหนจะเป็นรูป ตอนไหนจะเป็นนาม? ตอน แรกๆ นี้เรามาปรับทิฏฐิว่าจริงๆ แล้วหอมหรือเหม็นเป็นรูป ไม่ใช่เรา แต่สติของเราที่ฝึกใหม่ๆ มันไม่ทัน เหมือนนักเรียนเริ่มต้น ต้องคอยบอกใจตัวเองว่า หอม เหม็น เป็นรูป แต่พอไปปฏิบัติจริงๆมันเป็นความรู้สึกหอม เหม็น มันไม่ใช่เราหอมเหม็นแล้ว แต่เป็นความรู้สึกว่าหอม เป็นนามรู้สึก
การปฏิบัตินั้น ท่านบอกว่าให้เริ่มต้นที่ฐานอิริยาบถ เปรียบให้ฟังว่า อิริยาบถเป็นสระ หอมเหม็นเป็นพยัญชนะ เราอ่านพยัญชนะออกเลยไม่ได้ต้องอ่านสระก่อน แต่เมื่อเอาสระพยัญชนะสะกดรวมกัน อีกหน่อยสติเกิดขึ้น
รูปมีหลายรูปที่ซ้อนๆ กัน อย่างอิริยาบถยืน เป็นรูปยืน รูปมีการค้ำยันกัน จิตสั่งให้ยืน จิตสั่งให้พูด แต่ยังมีจิตที่ไวมากสั่งให้ยืนอยู่ ถ้าเผื่อจิตไม่มีอำนาจ จิตชรูป แล้วไม่มีกรรมชรูปที่ดี ก็ยืนไม่ได้ เช่น คนเป็นอัมพาต จับให้ยืน ถ้าเผื่อไม่พยุงไว้ ก็ล้ม เรามีอำนาจจิตพยุงให้ยืนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น จิตยืน กับจิตที่พยุงให้ยืนต่อๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยเหมือนว่ายืนอยู่ เหมือนไฟติดอยู่
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:07:41 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
สลักธรรม 5
รูปหอมก็เช่นเดียวกัน ถ้าเผื่อกลีบกุหลาบหอม และหอมอยู่ในกลีบกุหลาบตลอดเวลานั่นก็คือความเที่ยง แต่กุหลาบจะมีการกระจายกลิ่นอยู่ตอลดเวลา จากเกสรจากก้านเลี้ยง รูปมันซ้อนๆๆๆๆ กันอยู่ ก็เหมือนกันกับรูปยืน แต่อะไรดูยากกว่ากัน ดูรูปที่เป็นกุหลาบปริจเฉท หรือดูรูปนั่งง่ายกว่ากัน? ดูรูปนั่งง่ายกว่าเพราะดูที่ตน และเมื่อดูที่ตนแล้วรู้อย่างไร รูปอื่นก็เหมือนกัน
และในการปฏิบัติจริงๆ แล้ว ทวารที่รับอารมณ์มีไม่มาก ที่รับอารมณ์มากคือทวารใจ ฉะนั้น ห้องปฏิบัติจึงเป็นสัปปายะ อาหารไม่ได้ทำเอง ไม่ต้องเลือกเอง ไม่ต้องเลือกผักชีต้นหอมเอง รูปต่างๆ ไม่ได้มากับ กับข้าว เหลือแต่หน้าที่ผู้ปฏิบัติ ฉะนั้น ในห้องปฏิบัติ ไม่มีอะไรมาก และยิ่งในห้องปฏิบัติ เขาก็ไม่ได้ให้ปลูกของหอม นอกจากว่าเราอยู่ตรงนี้ปฏิบัติแล้ว แล้วกำหนดรูปเดินไปตรงต้นมะลิ เราไปเอง จิตแส่
เปรียบเสมือนว่า เส้นยาวๆ ที่ขีดไว้นี้คือความโง่ในชีวิตเราซึ่งมีอยู่ตลอด แต่เมื่อไปเข้าปฏิบัติ มี นามบริสุทธิ์เกิดขึ้น คือไม่มีตัณหาหนุนหลัง จากเราปวด ระลึกได้ว่านามปวด ถามว่าเส้นตรงนี้ มันมีรอยขาดหรือยัง? มีแล้ว เราไม่ได้โง่ตลอดแล้ว คำว่าตลอดไม่มีแล้ว ถามว่าโชคดี โชคร้าย? ที่ไม่โง่ตลอด โชคดี เพราะมีการขาดจากโง่ที่เปรียบเสมือนวัฏฏะ ตรงที่มีรอยขาดคือวิวัฏฏะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัญญา
ความโง่ก็คือโมหะเจตสิก ปัญญาก็คือปัญญาเจตสิก การได้ปัญญาเจตสิกได้สติเจตสิกซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายกุศลเข้าไปปรุงแต่งจิตจึงเป็นคนที่โชคดี
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:08:07 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
สลักธรรม 6
คำถาม ผู้ที่ปฏิบัติได้จริงแล้วจะเห็นอย่างนี้ตลอด คือเป็นวิวัฏฏะตลอดไปหรือเปล่า?
คำตอบ ไม่ใช่ เพราะว่าผู้ปฏิบัติที่มีสติแก่กล้า มีปัญญาเฉียบไว เมื่อญาณปัญญาเกิด ก็จะเห็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นเป็นเรื่องภายนอก เหมือนสติออกมายืนดูละคร ต่างกับเราที่ตอนนี้เราเล่นละคร ทำตัวเหมือนเป็นนักแสดงละคร บทบาทลีลา บอกให้ปวดเราก็ร้องครวญคราง แต่พอมาเป็นนักปฏิบัติใหม่ก็เล่นไปตามบทใหม่ที่นึกได้ว่า บทเก่านั้นเล่นแล้วไม่ดี เรียกว่าไม่เล่นไปตามบท เป็นนักแสดงที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของผู้อื่นคือกิเลส แต่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วจะมีญาณปัญญาเกิดก็คือ เป็นผู้ดูละคร ไม่ใช่เล่นละคร ก็สักแต่ว่าเป็นนามเป็นรูป แค่นั้นเอง รู้ว่า เวทนาปวดมาก วิบากกำลังมาก วิบากกำลังเบา วิบากกำลังหมด ก็จะเห็นหมด เพราะจิตนั้นไวเหลือเกินที่เกิดขึ้นกับสติสัมปชัญญะ
หลังจากที่แก้ไขทุกข์แล้ว มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกสบายเพราะ อิริยาบถใหม่ปิดบังอิริยาบถเก่า อิริยาบถใหม่สบายนี่ปิดบังอิริยาบถเก่าอดีตที่เราลุกขึ้นมา อย่านึกว่าปิดบังแค่นี้นะ เมื่อนั่งนานแล้วเมื่อย ลุกขึ้นยืนหรือเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ที่กำลังได้ยืน กำลังลุกขึ้นมาจากอิริยาบถนั่ง แต่ละช่วงนี้ก็มีสบายเกิดขึ้นได้ เช่น พอปวดหลังมากๆ ให้ยืดตัวขึ้นนิดหนึ่ง สบายไหม? สบาย ปวดหลังแค่ยืดตัวก็สบายแล้วพอยืดขึ้นอีกหน่อยก็สบายมากขึ้น พอได้ยืนเต็มที่ยืดตัวก็สบายโล่งเลย
อิริยาบถใหม่ของสังขารทุกข์ ที่มีความสืบต่อก็คืออิริยาบถย่อยนั่นเอง ผู้ที่มีสติมากๆ ท่านถึงพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ ของอิริยาบถในสังขารทุกข์ แต่มาอธิบายให้เราฟัง เราไม่เข้าใจแล้วเราก็คิดว่า แค่นั่งเปลี่ยนมายืน ยืนแล้วปิดบังอันเก่า อิริยาบถใหม่เป็นทุกข์แค่นั้น ฉะนั้น อิริยาบถมีทั้งใหญ่และย่อย อย่างเราหิวน้ำ กำหนดนามทุกข์ แล้วกว่าจะไปถึงแก้วน้ำนี่ถ้าเป็นการถ่ายภาพช้าๆก็ต้องใช้ภาพหลายชอตเหมือนฟิล์มหนัง ฉะนั้น กว่าจะหายหิวน้ำนั้นก็มีการแก้ไขทุกข์ไปกลายช่วงแล้ว เรานึกว่าน้ำทำให้หาย แท้ที่จริงทุกข์ทั้งนั้นเลยกว่าจะแก้ไขทุกข์
หรือเช่นเดียวกันนั่งแล้วเมื่อย แค่ขาเปลี่ยนบอกว่าข้างนี้พับเพียบเมื่อยแล้ว เปลี่ยนพับเพียบแล้วสบาย เห็นไหม? สบายเลย แต่ว่ากว่าจะสบายอิริยาบถใหม่ๆ ที่มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง มันปิดบังการทำของทุกข์ ทุกข์ในอิริยาบถ เมื่อสบายแล้วกิเลสมันก็เกิดก็คือ อภิชฌา กิเลสตรงนั้นคืออะไร อภิชฌาคือความพอใจ ว่าสบายแล้ว แล้วเราก็รู้มันเป็นกิเลสแล้วก็กำหนดนามรู้ได้ ก็คือรู้เลยว่า จิตมีกิเลส นามที่รู้ว่ากิเลสเกิด ขณะนั้นนามนั้นต้องเป็นปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:08:34 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น ต้องมีหลักว่า อย่าทำทุกอย่างด้วยความอยาก แต่ทำทุกอย่างด้วยการแก้ทุกข์ ในหลักการปฏิบัติ ๑๕ ข้อ ต้องมาพูดถึงความอยากก่อน ความอยากในที่นี้คือพอใจ แต่พอใจในความสุขกับเสวยอารมณ์เป็นสุขนั้นต่างกัน เปรียบว่า พอหายเมื่อยจากท่านั่งแล้วรู้สึกยินดีว่า เออ ได้แก้ไข มันสบายแล้ว แต่อยู่ในห้องแคบๆอึดอัด ก็ไปเดินสักหน่อยเพราะมันทุกข์แล้ว ออกไปเดิน พอได้เดินก็สบาย อันนี้กิเลสมันหนุนหลังให้ไปเดิน พอไปเดินแล้วได้เห็นอะไรซึ่งสบายตาสบายใจ กิเลสทำงานตัณหาหนุนหลัง
แต่ถ้าเรามีมนสิการเสียก่อนว่านั่งเป็นทุกข์ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน เมื่อเรามนสิการว่าเป็นทุกข์แล้ว มีเหตุทุกข์กับจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ทุกข์มันหายไป จริงๆ เมื่อยมันหายไปนั่นเอง จิตเป็นตัวรู้สึก เมื่อรู้สึกเมื่อย จิตก็มีหน้าที่รู้ แล้วมีสติปัญญารู้ว่าเป็นทุกข์ ก็เปลี่ยนอิริยาบถไป จิตก็ไปรู้ตรงที่เปลี่ยน คือรู้ไม่ทุกข์ เขาเรียกว่าเสวยอารมณ์ใหม่เข้าไป เมื่อสักครู่นี้เสวยอารมณ์ทุกข์ แต่ขณะใหม่นี้เสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ก็คืออุเบกขาอารมณ์ นี่ก็คือการทำถูกต้อง
ผู้ปฏิบัติต้องมีนาม มีรูป เป็นตัวรู้ เป็นตัวถูกรู้เสมอ เพื่อกันความเห็นผิดว่าเป็นเราแค่นั้นเอง เมื่อจิตรับรู้ทุกข์ มีโยนิโสมนสิการเข้าไปว่า ทุกข์เกิดขึ้นนี้นามมันรู้สึก แล้วจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถเริ่มต้นด้วยสติปัญญา แล้วก็เปลี่ยนเพราะสติปัญญา เมื่ออิริยาบถเปลี่ยนไป ทุกข์มันก็หาย ก็เสวยอารมณ์ใหม่ก็คืออารมณ์ที่ไม่ทุกข์แต่ก็ไม่ยินดีไม่ได้พอใจก็คืออุเบกขา การวางเฉยต่ออารมณ์ ต่างกับว่าพอได้เปลี่ยนปุ๊บสบาย ต้องดูอารมณ์ต่อไป แต่ถ้าเปลี่ยนปุ๊บแล้วรู้สึก ก็นามรู้แล้วดูอิริยาบถของเราต่อไป ดูอารมณ์ของเราต่อไป
ขอให้ความสุขความเจริญความมีสติ ความมีปัญญา จงเกิดขึ้นกับทุกท่าน ขออำนาจกุศลผลบุญ และความตั้งใจในการปฏิบัติ และผู้ที่ไปปฏิบัติมาทุกๆ ท่าน ที่ไปเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ขออำนาจเหล่านี้จงเป็นพลวปัจจัยให้บังเกิดผล ให้ทุกท่าน มีความคล่องแคล่วในสติ มีความคล่องแคล่วในปัญญา และสามารถสร้างบารมีธรรม นำชีวิตสู่มรรคผลนิพพานได้โดยไม่ยาก เพราะ นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่งคือไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อีกต่อไป ขอให้พบวันวันนั้โดยไวชาติ อนุโมทนาค่ะ
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2556 , 20:09:02 น.] ( IP = 110.168.158.12 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |