มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พอใจ..ทำให้เกิดความพอเพียง (๑)








พอใจ..ทำให้เกิดความพอเพียง (๑)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร

(ออกอากาศวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒)


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังถึงโอกาสที่มาพูดคุยเสวนาธรรมกันอีกครั้งหนึ่งแล้วนะคะ เมื่อวานนี้ดิฉันได้นำเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความพลัดพราก ซึ่งเป็นเรื่องที่ปรากฏในพระธรรมบทมากล่าวไว้ให้เกิดความรู้และความเข้าใจไปบ้างแล้ว

ชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากเลยนะคะ เพราะว่าในเย็นวันนี้ดิฉันต้องไปงานศพคุณแม่ของลูกศิษย์คนหนึ่งที่ได้เสียชีวิตอย่างกระทันหัน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นว่าเรื่องของความตายเป็นเรื่องที่มีอยู่คู่กับโลกนี้ตลอดเวลา เพราะมีเกิดก็ต้องมีตาย เราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไป และเมื่อมีความตายเกิดขึ้นก็ต้องมีความทุกข์ใจเพราะความพลัดพราก จะเห็นได้ว่าชีวิตอยู่ยากนะคะ และการทำชีวิตให้มีความสุขก็ยากแต่ไม่เป็นเรื่องที่ยากจนเกินไป ถ้าเรามีความรู้ถูก ความเข้าใจถูกเมื่อเรารักชีวิตของเรา และใคร ๆ ต่างก็รักชีวิตของเขาทั้งสิ้นก็จะต้องหัดใช้ชีวิตนี้ให้เป็น

การใช้ชีวิตให้เป็น หมายถึง การกระทำชีวิตให้มีความรู้และให้เกิดประโยชน์ด้วยการฝึกจิตด้วยการเอาใจใส่โดยไม่ปล่อยให้ความเคยชินมากำหนดชีวิต เราใช้ชีวิตนี้ด้วยความเคยชินกันมาตั้งแต่เล็กจนกระทั่งวันนี้ และบางท่านก็อาศัยความเคยชินนี้ไปตลอดชีวิต โดยไม่ฝึกหัดชีวิตคือไม่บังคับจิตตนเองมิให้ไหลตามไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งเป็นกิเลส แล้วก็เป็นโรคร้ายทางใจที่เกาะกินชีวิตจิตใจ และทำให้ชีวิตต้องได้รับทุกขเวทนา และจมปลักอยู่ในวัฏฏสงสาร

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [28 ส.ค. 2556 , 09:45:36 น.] ( IP = 58.9.203.235 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เราจึงต้องเริ่มฝึกโดยไม่ใช้ความเคยชิน เราต้องเป็นผู้บังคับหรือเรียกว่าต่อไปนี้เราจะเป็นคนควบคุมชีวิต โดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะวางอะไรที่ไหนจะทำอะไรเราต้องมีความรู้สึกตัวคอยกำหนดหรือเรียกว่ามีสตินั่นเอง

เช่น เวลาจะออกจากบ้าน เราต้องปิดบ้าน เราก็มีสติปิดบ้าน และล็อคกุญแจให้เรียบร้อย แล้วก็เดินทางออกไปปฏิบัติภารกิจ เมื่อมีใครพูดถึงกุญแจบ้าน หรือการปิดบ้าน เราก็นึกได้ทันทีว่าปิดหรือยัง เรานึกออกใช่ไหมคะ

แต่บางคนอาศัยความเคยชินกดล็อคปิดประตูบ้านแล้วเดินออกไปโดยที่ไม่มีความรู้สึกตัวคอยกำหนด พอหวนมานึกถึงก็นึกไม่ออกว่าปิดบ้านหรือยัง และโดยเฉพาะเตาแก๊สที่เป็นเครื่องหุงต้ม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีทั้งคุณและโทษ

บางครั้งเราก็ไม่ทราบเลยว่าเราปิดเตาแก๊สตอนไหน คือประมาทไม่มีสติในการทำ บางทีเดินออกไปจนไกลแล้ว นึกไม่ออกว่าล็อคหัวเตาแก๊สหรือยัง ต้องเดินกลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีกันบ่อย ๆ เพราะอาศัยความเคยชินนั่นเอง

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [28 ส.ค. 2556 , 09:46:45 น.] ( IP = 58.9.203.235 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเราลองฝึกหัดให้เกิดขึ้นในชีวิตอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีความรู้สึกตัวคอยกำหนด มีสติในการทำ จะทำให้เราไม่เผลอไผล ก่อนที่แต่ละคนจะออกจากบ้านก็ควรจะหันเข้าไปดูบ้านอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีสติเกิดขึ้นและให้มีความมั่นใจว่าปิดบ้านเรียบร้อยแล้ว จะไปที่ไหน จะทำอะไรก็ไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความกังวลใจใช่ไหมคะ

เรื่องของจิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องฝึกเพื่อให้เกิดความสุข ความสงบ และความร่มเย็น

นอกจากร่างกายและจิตใจของตนแล้วยังมีสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ เราจะอยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้ เราจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสังคม เราจึงต้องใช้กายและจิตของเราทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสังคมให้ถูกต้อง

หน้าที่ด้านสังคม องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เกี่ยวข้องไปตามลำดับ คือ ให้มองตั้งแต่ตัวเรา แล้วก็คนที่อยู่รอบข้าง เช่น คนที่อยู่ด้านหน้าของเรา คนที่อยู่ด้านขวาของเรา คนที่อยู่ด้านหลังของเรา คนที่อยู่ด้านซ้ายมือของเรา คนที่อยู่ด้านล่างต่ำกว่าเรา คนที่อยู่ข้างบนเหนือเรา เรียกว่าทิศทั้ง ๖ นั่นเอง

การที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ตามความจำเป็นนั้น เราจะต้องมีหลักสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบุคคล และรู้จักเลือกคบคน

เมื่อเราสามารถวางหลักชีวิตและหลักใจของเราไว้ในธรรมทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นเครื่องกำกับในการเกี่ยวข้องกับสังคมโดยตรง เราก็จะเป็นบุคคลที่อยู่ในสังคมได้ อย่างไม่มีปัญหา ชีวิตจะปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [28 ส.ค. 2556 , 09:48:06 น.] ( IP = 58.9.203.235 : : )


  สลักธรรม 3



ชีวิตจะมีค่าถ้าหากเราใช้เป็น ความมีค่าของชีวิตกระทำให้มีขึ้นได้โดยการใช้กายของเรา ให้มีสาระด้วยการทำหน้าที่ดังนี้

หน้าที่ทางกาย คือ ต้องขยันหมั่นเพียร

ส่วนหน้าที่ทางจิต คือ เราจะต้องฝึกจิตให้มีความสงบให้ได้

หน้าที่ทางสังคม คือ เราก็ต้องวางตนให้เหมาะสมด้วย

นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะเราจะต้องเกี่ยวข้องพบเจอคนหมู่มาก และในคนหมู่มากก็มีหลายแบบ แต่ละคนก็หลากหลายอารมณ์ สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า นานาจิตตัง เราจึงต้องเป็นผู้กระทำที่ตัวเอง เราต้องการความสุขสงบ เราก็ต้องสร้างเหตุนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [28 ส.ค. 2556 , 09:49:32 น.] ( IP = 58.9.203.235 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณมากค่ะน้องกิ๊ฟ ขอบคุณที่ทำให้จิตได้ตั้งอยู่กับความดี เพราะเวลาคอยเผาใจให้ตกไปอยู่กับอกุศลอย่างมากมาย

สิ่งนี้จึงเป็นทางเลือกที่เราจะอยู่กับเวลาให้มีค่ายิ่งขึ้น

โดย น้องอุ๊ [28 ส.ค. 2556 , 09:51:22 น.] ( IP = 58.9.203.235 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org