| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การพิทักษ์พระพุทธศาสนา
สลักธรรม 1
ความรู้ทั่วๆ ไป เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานี้ จะต้องเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้สืบทอดโดยประเพณีหรือสำมะโนครัวพุทธศาสนา มี ๒ ศัพท์ คือ พุทธ + ศาสนา
พุทธ แปลว่า ผู้รู้แจ้ง ในที่นี้ หมายถึง พระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นพระสยัมภู ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ศาสนา หมายถึง คำสอน ในที่นี้ คือ พระธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งการอบรมสอนมนุษย์ อบรมสอนเทวดา อบรมสอนพรหม
พระพุทธศาสนา จึงหมายถึง คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนเหล่ามนุษย์เทวดา พรหมทั้งหลาย
ความหมายของพระพุทธศาสนาละ ถ้าเผื่อพูดถึงเท่านี้ก็เท่ากับให้ความหมายไม่ชัดเจนเพื่อความเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง และมีความชัดเจนมากขึ้น
เราต้องรู้ว่าพระพุทธศาสนา คืออะไร เราจึงต้องทดลองตอบคำถามนี้ให้ได้ว่าพระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน
พุทธศาสนา อยู่ที่วัดวาอารามหรือ? ก็ไม่ใช่ อยู่ในพระไตรปิฏกหรือ? ก็ไม่ใช่, หรืออยู่ที่ภิกษุ สามเณร ต้องหาให้เจอ และต้องตั้งคำถามต่อไปว่า โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ส.ค. 2556 , 09:37:54 น.] ( IP = 58.9.253.86 : : )
สลักธรรม 2
พระพุทธศาสนา เจริญรุ่งเรือง อะไรเจริญ? วัดวาอารามมีมากหรือ? มีโบสถ์วิหารการเปรียญที่สวยงามมากนักหรือ สร้างพระไตรปิฏกได้เป็นพันๆ ชุด หรือ? หรือแต่งหน้าธรรมกันมากๆ หรือมีภิกษุสามเณรกันมากๆ มีการแสดงธรรมมากทางวิทยุ โทรทัศน์ ทางInternet หรือมีการประชุมมีการปฏิบัติธรรมเป็นแสนๆ ต้องหาคำตอบให้ได้
และการที่เราจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เราจะต้องบำรุงอะไร? วัดวาอาราม โบสถ์วิหารศาลาการเปรียญหรือ? หรือให้กุฏิ หรือให้การอุปสมบทพระภิกษุสามเณร เราต้องเข้าใจอีก
ถ้าไม่เข้าใจแล้ว จะไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน อะไรเจริญ บำรุงอย่างไร นี่แหละเป็นจุดเสื่อมเลย การศึกษาและการเล่าเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะตีวงของชีวิตให้แคบลงมา
การพิทักษ์พระพุทธศาสนา จะพิทักษ์อย่างไรจึงจะถูกต้อง ทุกวันนี้พุทธศาสนาเสื่อมหรืออะไรเสื่อม การทำลายล้างพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร พระพุทธศาสนาเป็นข้าศึกกับอะไร พระพุทธศาสนาเป็นข้าศึกกับกิเลส ไม่ได้เป็นข้าศึกกับศาสนาอื่นเลย แล้วใครล่ะ เป็นผู้ละกิเลส
ว่าโดยความหมาย พระพุทธศาสนา หมายถึง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่าโดยสภาวธรรม ได้แก่ ปัญญา ที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วเห็นจริง ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือปัญญาที่แจ้งในนิพพานนั่นเอง
ว่าโดยหลักฐาน ได้แก่ พระไตรปิฏก คือ พระวินัยปิฏก พระอภิธรรมปิฏก พระสุตันตปิฏก
ว่าโดยธุระ พระพุทธศาสนามี ๒ ธุระ คือ คันทธุระ และวิปัสสนาธุระ คือ การเรียน และ การปฏิบัติ ว่าโดยการเข้าถึงพระพุทธศาสนา เข้าถึงได้ด้วยปัญญา 3 ได้แก่ รู้ได้ด้วยการศึกษาพระไตรปิฏกจนเข้าใจ ไม่ใช่ฟังจบจนเข้าใจ เรียกว่า ปริยัติศาสนา รู้ได้ด้วยการปฏิบัติ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึง ปฏิบัติศาสนา รู้แจ้งแทงตลอด มรรค ผล นิพพาน เรียกว่า ปฏิเวธศาสนา โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ส.ค. 2556 , 09:40:04 น.] ( IP = 58.9.253.86 : : )
สลักธรรม 3
พระพุทธเจ้าได้สอนการปรากฏการณ์ธรรมชาติน้อยใหญ่มากมายหลายชนิด พระองค์ทรงค้นพบความจริงจากธรรมชาติเหล่านั้นว่า
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลาย(ไม่เที่ยง) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ สพเพฺ ธมฺมา อนฺตตา ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา
ทุกอย่างนี้มีแต่ความไม่เที่ยง แม้กระทั่งชีวิตเรา และสิ่งรอบๆ ทุกอย่างในโลกนี้มีความไม่เที่ยงอยู่ ทุกอย่างในโลกนี้ เป็นสภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นทุกขัง และธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้
เช่น มะม่วง เราอาจใช้สารเคมีบังคับให้มันออกผลนอกฤดูกาล แต่ไม่สามารถบังคับช่อมะม่วงให้มันติดทุกกิ่งได้ ไปเร่งฮอร์โมนให้มัน ให้มันผลิตลูกออกมาได้ แต่บังคับมันให้เป็นลูกหวานลูกเปรี้ยวไม่ได้ ตามใจเรา ลูกอ้วน ลูกโต ให้ปริมาณเท่ากันไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงเรียกธรรมชาตินี้ว่า ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเรา
แต่ถ้ามีสารเคมีอย่างนี้ แต่อุตุไม่พร้อม ซึ่งต้องมีแสงแดดอ่อนๆ ก็ต้องมีมุ้งครอบให้แสงอ่อนๆ เท่านี้ และต้องตัดกิ่ง และกรรมวิธีต่างๆ ที่ทำให้มะม่วงออกลูกนอกฤดูกาล มันทำไม่ได้ง่ายๆ ฉะนั้น ธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนี้เรียกว่าสังขตธรรม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ส.ค. 2556 , 09:44:42 น.] ( IP = 58.9.253.86 : : )
สลักธรรม 4
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน อุปาฑสูตร อังคุตรนิกายนิบาตว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลายตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ คือ ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีใครสักหนึ่ง สามารถไปเปลี่ยนแปลงได้ ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุเหล่านั้นว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตจะอุบัติขึ้นก็ตามไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่เป็นธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงยังเป็นความธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคต ตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตจะอุบัติขึ้นก็ตามไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่เป็นธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงยังเป็นความธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา
รู้แล้วจึงบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง แล้วเปิดเผย จำแนกแจกจ่ายให้เกิดความเข้าใจง่ายในธรรมทั้งปวงที่เป็นอนัตตา ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเรา จึงได้มาจากการตรัสรู้ธรรมชาติตามความเป็นจริงนั่นเอง มิใช่ได้มาด้วยการคิดนึก คาดคะเน เดาเอา
ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าองค์ใดบัญชา และก็ไม่มีพระพรหมองค์ใดประกาศิตได้ทั้งสิ้น ธรรมชาติทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุและปัจจัย เราตถาคตผู้รู้แล้วจึงบัญญัติขึ้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ส.ค. 2556 , 09:46:17 น.] ( IP = 58.9.253.86 : : )
สลักธรรม 5
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากล เพราะมนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาจะสามารถเรียนรู้และพิสูจน์คำสอนอันเป็นสัจธรรมนี้ได้พระพุทธเจ้าไม่ได้หวงห้าม ไม่บังคับให้ผู้ใดนับถือ
เช่น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ธาตุดิน มีลักษณะ แข็ง อ่อน พิสูจน์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าจะโปรดได้ พระองค์จะต้องโปรดเสมอ พระองค์ไม่ได้โปรดเพื่อเห็นแก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่อย่างไร พระองค์ทรงหมดจดจากกิเลสอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว วิสุทธิแล้ว
คำสอนของพระองค์มีรสชาติเดียว คือ วิมุติรส เป็นกิจที่ให้สัตว์นั้นหมดจดจากกิเลสกิจเดียว ฉะนั้น พุทธบริษัท ที่ประพฤติ ปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าเข้าถึงความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลส ตามพระองค์ได้แน่นอน เพราะมีรสเดียว คือ วิมุติรส
พระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นด้วย พระปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่กล่าวพรรณามาทั้งหมดนี้ ส่วนเหตุไกลที่ทำให้พุทธศาสนาเกิดขึ้น เพราะว่า กิเลสเป็นเหตุให้ศาสนาเกิดขึ้น อวิชชา และตัณหา เป็นประการสำคัญ
กิเลสนั้น ก็คือ อวิชชา และตัณหา เงื่อนเก่า กับเงื่อนใหม่ เพราะอำนาจของอวิชชา คือ ความไม่รู้ ในความเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ จำต้องเกิดเจ็บตายอยู่ซ้ำๆ ซากๆ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ส.ค. 2556 , 09:48:02 น.] ( IP = 58.9.253.86 : : )
สลักธรรม 6
ทำไมถึงต้องเกิด? พระองค์ต้องสร้างสมบารมี เพื่อหาว่า ทำไมต้องเกิดอีก ถึง ๔ อสงไขย แสนมหากัปป์ ดังปฐมพุทธพจน์ ที่พระองค์อุทาน
เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน คือ อัตภาพอยู่ เมื่อไม่พบก็ได้แต่ท่องเที่ยวไปแล้วจนสิ้นสงสาร (๓๑ ภูมิ) นับชาติน้อยใหญ่ ไม่ถ้วน ด้วยการเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูกร นายช่างผู้ทำเรือน คือ อัตภาพนี้ ท่านจะทำเรือนคืออัตภาพของเราไม่ได้อีกต่อไป โครงบ้านทั้งหลายทั้งปวงของท่านเราได้รื้อแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชา เรารื้อแล้ว จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานแล้ว ประกอบกับเราได้บรรลุอรหันต์แล้ว อันเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชา เรารื้อแล้ว จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานแล้ว ประกอบกับเราได้บรรลุอรหันต์แล้ว อันเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว ตัวยึดและประกอบไว้จึงถูกทำลายสิ้น ฉะนั้น ตะปู ตัวยึดเหนี่ยว ตัวน็อต พวกนี้ที่ยึดชาติ ยึดภพน้อยใหญ่ ตัณหานุสัย ทิฏฐานุสัย ตัวยึดร้อยนี้ เราทำลายแล้ว
ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่อง เป็นหน้าที่ของเราโดยตรงที่จะศึกษาเล่าเรียน
โปรดติดตามตอนต่อไป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ส.ค. 2556 , 09:50:23 น.] ( IP = 58.9.253.86 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |