มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความไม่ปล่อยวางสร้างกองขยะไว้ในใจ







-ความไม่ปล่อยวางสร้างกองขยะไว้ในใจ
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖



การไม่ยึดมั่นถือมั่นสำคัญตน
แต่มุ่งมั่นที่จะพ้นจากตนได้
รู้จักตน ใช้ตน พ้นตนไป
ประโยชน์ใหญ่เพื่อให้ตน พ้นจากทุกข์


เราพยายามทำให้บ้านสะอาด เก็บขยะให้หมด แต่ขยะในใจ เราไม่ค่อยได้เก็บกวาด และโอกาสที่จะเก็บกวาดก็มีน้อยมากจนแทบจะไม่มีเลย ใจของเราจึงเป็นถุงดำที่รอรับขยะเน่าเช่นโทสะ อารมณ์ต่างๆ ที่เป็นขยะ เราจะเก็บเอาไว้ในใจ ใจจึงเป็นถังขยะใบใหญ่ ที่มีขยะทิ้งลงทุกวันแต่ไม่มีเทศบาลมาเก็บ

อะไรที่เป็นสาเหตุให้เราเก็บขยะเอาไว้? ก็คือการไม่ปล่อยวาง

ทำไมถึงไม่ปล่อยวาง? เพราะมีความอุปาทานยึดมั่นถือมั่น

ความยึดมั่นถือมั่นในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่ายึดมั่นแต่ในความรู้สึกที่ดีๆ แต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นเรา

สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ชีวิตของเราหนาแน่นรกและสกปรกไปด้วยขยะกองใหญ่ๆ การที่เราหันกลับมาดูใจแล้วถ่ายทอนให้มันเบาบางลงไป ก็คือการละและปล่อยวางออกไปบ้าง คือ อย่าถือตนเองเป็นใหญ่ พอเรามีตนเป็นใหญ่ ตนเองชอบยังไง ตนเองก็จะทำแบบนั้น ไม่ชอบรกก็ต้องทำความสะอาด แต่ถ้าชอบรกมันก็สกปรก ความเป็นตนนี่แหละจึงสำคัญ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [1 ก.ย. 2556 , 15:44:46 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่พยายามทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือการไปปัดกวาดใจเสียทีหนึ่ง พิจารณา อารมณ์ต่างๆ ว่าเป็นเพียงรูปธรรมนามธรรม ไม่ได้วกเข้ามาให้เป็นเนื้อเรื่อง ก็จะไม่มีขยะ ใจของเราก็ถูกปัดกวาดด้วยไม้กวาดพิเศษคือสติ และเช็ดถูด้วยผ้าเช็ดที่พิเศษก็คือ ปัญญา

เมื่อเช้าได้มีโอกาสคุยถึงลูกศิษย์ท่านหนึ่งว่าเขาอยากนิพพาน พูดถึงว่านิพพานนี้ ผู้ศึกษาพระอภิธรรมจะได้เปรียบ เพราะรู้ว่า อะไรคือนิพพาน และนิพพานเกิดตรงไหน นิพพานเกิดขึ้นครั้งแรกที่โสดาปัตติมรรคจิต การศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้รู้เลยว่า อยากนิพพานกันทุกคน แต่ทำอย่างไรถึงจะมีพระนิพพานเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำตัวตนให้หมดไป ทำลายตัวตนด้วยสติปัญญา

ทำลายอย่างไร? สติปัญญาไปทำลายโมหะอวิชชา คือ การที่เราหลงผิดว่าเป็นตัวเรา เพราะเรามีโมหะอวิชชา ฉะนั้น การไม่ยึดมั่นถือมั่นสำคัญตน แต่มุ่งมั่นที่จะพ้นจากตนได้ รู้จักตน ใช้ตน พ้นตนไป ประโยชน์ใหญ่เพื่อให้ตน พ้นจากทุกข์

ความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ทำให้มีเรื่องสารพัด การที่ต้องอยู่กับคนอื่นเราก็จะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วก็มองสิ่งที่ผู้อื่นทำว่าไม่ใช่ ทำอย่างนี้ไม่ถูก ทำอย่างนี้เราไม่ชอบ ทำอย่างนี้ไม่สะอาด ทำอย่างนี้ไม่ใช่เรา ทำอย่างนี้ไม่ดี นี่ก็คือการเอาตัวเองไปเป็นใหญ่

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:45:31 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 2




จริงๆ แล้วการกระทำของเขาก็เป็นเรื่องของเขา แต่เรามีเรา มีตนเอง แล้วเราก็ยึดมั่นว่า อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าดี รู้สึกว่าเรื่องของตนนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เราจะเอาไปตัดสินคนนั้นคนนี้ หรือพอได้รับฟังเรื่องจากใคร เราก็มีตนเข้าไปอีกว่า ถ้าเผื่อเป็นเรา เราไม่ทำอย่างนี้ นี่คือตนทั้งนั้นเลย เรายึดมั่นในอารมณ์ของเราว่าอย่างนี้ถูกอย่างนี้ดี แต่พอเราเห็นอะไรไม่ถูกไม่ดีตรงกับใจ ความขุ่นของกิเลส โทสะเกิดขึ้นได้ง่าย

บางคนเป็นคนขี้เบื่อ ทั้งๆ ที่เรื่องจริงๆ มันไม่น่าเบื่อ ก็ต้องกลับมามองที่ตัวเองว่า เราเองนี่แหละเป็นตัวเจ้าปัญหา เราไม่ละวาง การไม่ละวางชีวิตเราจึงเป็นทุกข์ตลอดเลย ทุกข์ตั้งแต่มองเห็นเรื่องอื่นนอกตนแล้วมีรู้สึกทุกข์ นอกจากจะมีเรื่องนอกตนแล้ว เรื่องในตนเราเองก็ไม่รู้จักและแยกไม่เป็น จึงต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น สำคัญตนว่าตนเองถูก แต่กสรวางใจอันนี้ยากมาก เราสำคัญผิดว่า นั่นดี นี่ดี ทั้งๆ ที่มันไม่ดี

“ต้องไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่นสำคัญตน แต่มุ่งมั่นที่จะพ้นจากตนได้” ทางไปสู่พระนิพพานนี่แหละที่จะทำให้พ้นจากตนได้

“ รู้จักตน ใช้ตน พ้นตนไป ประโยชน์ใหญ่เพื่อให้ตนพ้นจากทุกข์” ทุกวันนี้เรามีทุกข์และนับวันก็จะมีมากขึ้น เพราะอายุมากขึ้นร่างกายก็ทรุดโทรม ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เมื่อร่างกายมันไม่คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อน มันก็หงุดหงิด อารมณ์หงุดหงิดนี้เป็นกันได้ง่ายๆ เลย เรือนกรรมฐานจึงเป็นเรือนและหลักที่จะอบรมเราให้พ้นจากตนไปได้ เพื่อจะได้เบาจากความมีโทสะ

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:46:05 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 3




คำถาม : คนมีเงินเดือนเป็นลาภหรือไม่?

คำตอบ : คำว่าลาภ มาจากทาน ผู้ที่ทำกุศลทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง ปัจจุบันชาติตัวเราเปรียบเสมือนแก้วน้ำที่รอรับอะไรก็ได้ และทานมีหลายชนิด เช่น ถ้าผลของทานเปรียบเหมือนเป็นสีแดง แต่ในสีแดงนั้นก็มีทั้งสีแดงเข้มและอ่อนต่างกัน ฉะนั้น สิ่งที่มีมาให้รับก็ เป็นผลของทานและปัจจัยก็คือตัวแก้วนี่แหละเป็นที่ตั้งของทานว่าจะรองรับได้หรือไม่ อย่างสัตว์เดรัจฉานบางตัว ทำทานมากกว่าคนบางคนที่ปัจจุบันชาติอีก แต่ทานมาส่งผลให้ไม่ได้ในปัจจุบันเพราะว่าที่รับมันไม่มี

ทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง แต่การงานเป็นปัจจัยเร่งให้ทานนั้นมาส่งผล และทุกอย่างเกิดมาจากหลายๆ อย่าง มาให้ผลรวมๆ กัน ไม่ใช่ทานเพียงอย่างเดียว การตั้งตนไว้ชอบ การขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ พวกนี้จัดเป็นบุญทั้งสิ้นเลย และบุญนี้ก็ทำให้แก้วสามารถรองน้ำจากสิ่งที่ไหลเข้ามาได้ ฉะนั้น คนที่ได้รับเงินเดือนต่างกัน ความรู้สึกขณะที่ได้รับดีใจเหมือนกัน

คนเกษียณแล้วเคยทำงานมาตลอดเวลา ตั้งตนเองไว้ชอบ ผลของอาจิณกรรมก็ต้องเป็นลาภที่อาจิณกรรมเช่นคนเราใส่บาตรทุกวัน ทำบุญบ่อยๆ มันจะส่งผลเป็นอาจิณกรรม ก็คือให้เป็นเงินเดือนมา แต่อย่าพูดว่าเงินเดือนเท่าไหร่ เพราะว่างานของแต่ละคนไม่เท่ากัน สมมุติว่าคนหนึงได้ ๕๐,๐๐๐ บาท อีกคนได้ ๒๐๐,๐๐๐ ถามว่าคนที่ได้เงินเดือนสูงกว่า มีลาภมากกว่าคนที่ได้เงินเดือน น้อยกว่าหรือไม่ ไม่ใช่ เพราะว่าสายงานตำแหน่งของคนที่ได้เงินเดือนสูงกว่านั้น เป็นตำแหน่งงานที่สูงกว่า จะวัดที่ตัวเงินไม่ได้ ตัวเงินบอกไม่ได้เลย การทำงานมันมีผลของการตั้งตนไว้ชอบ คือปัจจุบันเหตุสำคัญ แต่พอออจากงานปุ๊บมีโบนัสสัก ๓๐ เดือน นี่อดีตเหตุสำคัญแล้ว ส่งลาภมาเลย มาเป็นก้อน

ส่วนคนที่ทำงานได้เงินเดือนไม่มากแต่รวยแล้วจะสงสัยว่าเขาทุจริตไม่ได้ เพราะเขาอาจจะทำงานของเขามามีกิจการ มีบริษัท มีห้างหุ้นส่วนของเขา แต่เขาก็ให้ลูกน้องของเขาคุม แล้วเขาก็กระโดดมาทำงานอย่างหนึ่ง มันมีโอกาสคอรัปชั่นมาก แล้วเราคิดว่าเขาคอรัปชั่น แต่เราไม่รู้จักเขาเลยว่าทำจริงหรือไม่ แต่พอเราสรุปว่าไม่ดีปุ๊บ เราก็เหมารวมเลย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เขาทำปัจจัยไว้ดีๆก็มี และคราวนี้มีลาภมาด้วย ก็คือผลของทานมาส่งผล

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:46:27 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 4




คำว่าลาภเป็นนามธรรม หรือว่าที่มาของทรัพย์เป็นนามธรรม ไม่มีตา ไม่มีหูด้วย มันพร้อมจะส่ง แต่ใกล้กับไกล มันถึงให้ความไวต่างกัน เมื่อเขาเปิดโอกาสคือคอรัปชั่นจริง แต่เขารับงานไปแล้วเขาขยัน เขาได้งานไปมาก หนึ่งเจ้านายก็ต้องมองเห็นเขาว่า คนนี้ใช้งานไปแล้วทำงานเร็ว แต่อีกคนมันตงฉินมันงานอืดอาด และก็ต้องมองไปที่หัวหน้าเราด้วยว่า เป็นคนซื่อตรงหรือไม่ เมื่อเขาชอบแบบงานไวแต่เสียเงินไม่ว่า เขาก็เลือกคนนี้สิ ฉะนั้น อยู่ที่งานพอได้งานเยอะปัจจัยเร่งแล้ว ปัจจัยเร่งของเขามันเกิดขึ้น มันถี่ขึ้น เหมือนเปิดประตู ลาภมาแล้ว ฉะนั้น มองประเด็นเดียวไม่ได้เลย เรื่องกรรมมันวิจิตรมากๆ

ถ้าอำนาจทานที่ทำเอาไว้มีกำลังมาให้ผลตอนปฏิสนธิ พอปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นปุ๊บอำนาจทานให้ผลร่วมกับการปฏิสนธิ ก็จะเกิดในตระกูลดีและมั่งคั่ง ก็มีเงินมาให้ผลตรงนี้ แต่บางคนไม่ได้ให้มาพร้อมปฏิสนธิแต่มาให้ตอนระหว่างทำงาน ก็บอกไม่ได้เลยว่าทำไมให้ผลเป็นอย่างนี้ แต่เป็นเพราะอำนาจกรรมทั้งสิ้น จะมีมากมีน้อยมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของกรรม แต่กรรมที่พระพุทธเจ้าให้ทำใหม่ สำคัญกว่ากรรมเหล่านี้เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดก็คือวิวัฏฏะกรรม

ถามว่าทำไมคนที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ จึงเป็นพวกชาวบ้านๆ อย่างพวกเราเงินเดือนเป็นหมื่นแต่แบ่งให้แม่หนึ่งพันบาท แต่พวกคนงานเงินเดือนห้าพันบาทส่งให้แม่สี่พันบาท นี่เขาทำทานมากกว่า ฉะนั้นเมื่อเวลามาให้ผลก็จะมีพลังมาก ให้ผลปุ๊บเหมือนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือจากจนเป็นรวยเลย หรืออย่างน้องเมย์นักกีฬาแบดมินตัน น้องเมย์เขาตั้งตนไว้ชอบ ฝึกฝนกีฬามาตั้งแต่เด็ก และมีผลของทานในอดีต ทำให้เร่งปัจจัยเปิดโอกาสให้ได้ไปแข่งที่นั่นที่นี่ มีเงินรางวัล เงินรางวัลนั่นแหละเป็นลาภ พอชนะปุ๊บก็เป็นลาภใหญ่เลยให้ได้ที่หนึ่ง แต่ไม่ได้ให้ตอนปฏิสนธิ

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:46:43 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 5




คำถาม ทำกสิณสีขาวแต่พอตอนนึกถึงก็จะกลายเป็นสีม่วง

คำตอบ ต้องพยายามอย่าให้เป็นสีม่วง เพ่งสีขาวก็คือต้องทรงสภาวะขาวเอาไว้ ต้องสั่งใจภาวนาว่าขาวๆ ถ้ามันยังไม่ขาว ก็ต้องทำให้ขาว เรียกว่ามีสมาธิดีแล้ว องค์กสิณที่ใช้อยู่นี้เข้าไปอยู่ในใจหรือคำภาวนานี้เป็นนิมิตที่เข้าไปอยู่ในใจของเราได้แล้ว แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร เพราะยังไม่ขาวจริง ดังที่ถ้าเป็นม่วงปุ๊บเราก็ต้องบอกใจว่าขาว อย่าไปยอมรับสีม่วง พยายามตั้งใจให้ขาวให้ได้

ถ้ายังไม่ขาวก็ต้องแก้ไขคือดูวงสีขาวต่อ แทนที่จะหลับตา ก็กลับมาเพ่งวงกสิณใหม่ พอเรามีพื้นฐานแล้ว มีสีขาวแล้วเราเงยขึ้น จากขาวแรก มันเริ่มกลายเป็นสีเหลือบออกม่วง ทีนี่สีเหลือบออกม่วงนี่ มันมีได้หลายสาเหตุ คือแสงที่เข้ามาประสาทตาเรา แล้วมันผันรูป ให้เป็นสีออกเหลือบๆม่วงๆ จะทำยังไงต่อ ก็ต้องพยายามขับไล่สีม่วงออกให้เหลือสีขาว

คำว่า สักกายทิฏฐิ คือความสำคัญผิดในตนและเรื่องเกี่ยวกับตน ว่าตนเป็นตน เป็นตัวเรา และเรื่องของตนทื่เกี่ยวเนื่องกับเราเป็นของเราเป็นตัวตนหมด เราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น ฉะนั้น เมื่อเราเอาตนมาศึกษา ตนก็คือรูปหนึ่ง นามสี่ แล้วเราก็ถ่ายถอนด้วยการ เอาไปกำหนดว่าไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นนามเห็น แต่เป็นรูปเดิน แต่เป็นนามรู้ แต่เป็นนามฟุ้ง ไม่ใช่เราทั้งสิ้น ในขณะนั้นก็ถ่ายทอนความวิปลาส ความสำคัญเห็นผิด สัญญาวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส จิตวิปลาสออก

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:47:08 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 6




ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ คือ มีกาย เวทนา จิต ธรรม

ทางกายเราสำคัญผิดเป็นสุภะ เราสำคัญว่าดี แท้ที่จริงเป็นอสุภะ เวทนาที่มีอยู่กับชีวิตเรา ถ้าเผื่อเราไม่ปฏิบัติ ไม่เข้าใจในธรรมะ

ทางเวทนานี้ก็คือสุขวิปลาส สุขวิปลาส คือ ความสุขที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ในโลกนี้ไม่มีสุข มีแต่ทุกข์น้อย เช่นเราเปลี่ยนอิริยาบถ สุขไหม? ไม่สุข ต้องยอมรับตรงนี้ก่อน นั่งเมื่อยแล้วก็เปลี่ยนปุ๊บ โอ้โห สบาย นั่นแหละวิปลาสเข้าแล้ว สุขวิปลาส แท้ที่จริงอาการใหม่ เป็นที่ตั้งของทุกข์แล้ว หรือยืนอยู่ก็จะเมื่อยขึ้นทีละนิดจนเมื่อยมาก พอเราเมื่อยมากแล้ว เราก็นึกว่า เมื่อยเป็นทุกข์ แท้ที่จริงยืนแรกนั่นแหละเป็นทุกข์ รูปยืนเป็นเหมือนกระบอกที่ใส่น้ำทีละหยด มันก็ต้องเต็ม ถ้าเราไม่แสดงอันนี้ออกมาก็คือ สุขวิปลาส

ทางจิต จิตของเราเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แล้วเราก็ศึกษาเรื่องจิตแล้วว่ามี อุปาทะ ฐีติ ภังคะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ความพอใจมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วความพอใจมันก็เกิดขึ้นอีก แต่เราไม่เห็น เรานึกว่าจิตนั้นเที่ยง ก็คือเห็นอยู่อย่างนี้ เช่น เห็นสีน้ำเงินตลอดเวลา จริงๆ แล้วไม่ได้เห็นตลอดเวลา จิตเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับแล้วมันก็เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ความไม่เท่าทันอารมณ์นี่แหละจึงทำให้จิตของเรานั้นวิปลาสเรียกว่านิจจวิปลาส

ส่วนสุดท้าย ทางธรรม ธรรมชาติทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวเรา รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นเรื่องระหว่างรูปธรรม และนามธรรม ที่ทำงานมีปัจจัยซึ่งกันและกันเท่านั้นเอง จิตสั่งให้เดิน จึงมีการเดิน ธรรมะเป็นจิต จิตสั่งให้เดิน จึงเดิน จิตสั่งให้นั่งจึงนั่ง ฉะนั้น จึงเป็นการทำงานระหว่างนามธรรมและรูปธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันโดยปัจจัย แต่เราก็ไม่เห็นธรรมะนั้นๆ เรานึกว่าตัวเราเป็นกลุ่มเป็นก้อน

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:50:48 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 7




ถ้าเราเรียนแล้วก็จะเข้าใจถึงความเป็นกลุ่มก้อนนี้ เช่น ยืน มันก็ต้องประกอบไปด้วย ปฐวี อาโป เตโช วาโย วรรณะ คันถะ รสะ โอชะ เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ เป็นกลุ่มรูปพื้นฐานเลย แล้วก็รูปเบา รูปอ่อน รูปควรแก่การงาน มันเป็นการทำงานระหว่างรูปกลาปทั้งหลายพวกนี้ แต่เราเห็นว่าเป็นเราคนเดียวยืนอยู่ ฉะนั้น เราไม่เห็นธรรมะตัวจริง เราก็คิดว่าเป็นเรา ธรรมชาตินั้นเรียกว่า อัตตวิปลาส

เมื่อเรามีสติร่วมกับกาย ปัญญาร่วมกับกาย สติปัญญาร่วมกับเวทนา สติปัญญาร่วมกับจิต สติปัญญาร่วมกับธรรม ก็คือรู้ว่าทางกายเป็นรูป รูปธรรมต่างๆ เวทนาเป็นนามธรรมต่างๆ จิตเป็นนามธรรมต่างๆ ธรรมมีทั้งรูปทั้งนาม ที่เรากำหนดเราก็ละคลายสุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส สุภวิปลาสออกไปในขณะที่กำหนดได้

จนกระทั่งสติสัมปชัญญะและความเพียร มีกำลังพร้อม มรรควิถีเกิดขึ้นโดยอาศัยมหากุศลญาณสัมปยุตนี้เป็นบันได เมื่อมหากุศลนี้มีเหตุปัจจัยอันได้แก่สติมาสัมปชาโณ อาตาปี เพียบพร้อมกำลังจะส่งผลแล้วก็ส่งผลให้มรรคจิตเกิดขึ้น ทำลายสักกายทิฏฐิ เป็นพระโสดาบัน แต่กว่าจะได้ตรงนั้นก็ต้องอาศัยมหากุศลญาณสัมปยุตจากการปฏิบัติวิปัสสนา

สักกายทิฏฐิจะถูกตัดออกไปไม่ได้ถ้าไม่อาศัยการทำลายวิปลาส ทำไปเรื่อยๆ

ไม่ยึดมั่นถือมั่นสำคัญตน... ก็คือป็นรูปเป็นนาม แต่มุ่งมั่นที่จะพ้นจากตนได้ ...คือนามเห็นนามได้ยิน รูปเดินรูปยืน

รู้จักตนในขณะปัจจุบัน ใช้ตนให้พ้นตนไป .... ก็คือเอารูปนามนี้ไปใช้ เพราะเราไม่ค่อยได้เอารูปนามไปใช้ เราเอารูปนามไปจำ จึงไม่พ้นจากตนไป

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:51:19 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )


  สลักธรรม 8




ประโยชน์ใหญ่ในชีวิตของเรา เพื่อให้ตนพ้นจากทุกข์ ...ประโยชน์จริงๆแล้ว พ้นจากทุกข์ เพราะไม่ทุกข์เสียอย่างเดียวเรียกว่าสุข ตราบใดที่ยังมีทุกข์อยู่ ก็คือขันธ์เป็นทุกข์ ตราบใดที่ยังมีขันธ์อยู่เป็นตัวเรา ทุกข์สารพัดเลยที่จะเกิดขึ้น

ฉะนั้น ที่เราไปกำหนดวิปัสสนานี้คือ ไปทำลายสักกายทิฏฐิ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้พ้นภัย การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการกระทำกุศลที่มีกำลัง เป็นกุศลที่มีปัญญาประกอบเป็นสะพานเชื่อมให้เกิดโคตรภูญาณ โอนโคตรปุถุชน เมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้น โสดาปัตติมรรคก็เกิดขึ้น เมื่อโสดาปัตติมรรคจิตเกิดขึ้นก็ประหารสังโยชน์ไปเลย ๓ ตัว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส คือความเห็นผิดในเรื่องตน ที่เกี่ยวกับตน ความลังเลสงสัย และความประมาทในศีล ฉะนั้น ความวิปลาสแก้ไขง่ายด้วยการกำหนดความจริง ความจริงในโลกนี้ไม่รูปธรรมปรากฏก็คือนามธรรมปรากฏ รูปและนามก็คือชีวิต

ขอความสุขความเจริญความมีสติความมีปัญญาจงเกิดแก่ทุกท่านตลอดไป ขอให้เรียนธรรมะแตกฉาน คำว่าแตกฉานในที่นี้เข้าใจทุกอย่าง อย่าจำ แต่ขอให้รู้ และขอให้สามารถ นำความรู้เหล่านั้น คือนำรูปนามที่เราเรียนไปกำหนดระลึกรู้เพื่อถ่ายทอนวิปลาสธรรมได้ จนกระทั่งมีเหตุปัจจัยเพียบพร้อมเร็วๆ ชาติที่ทำให้ อำนาจกุศลญาณสัมปยุตดวงใดดวงหนึ่งที่ท่านปฏิสนธิ ขึ้นมานี้เป็นปัจจัยให้มรรควิถีเกิดขึ้นได้โดยไวชาติถ้วนหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2556 , 15:52:26 น.] ( IP = 115.87.131.26 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org