| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การพิทักษ์พระพุทธศาสนา (๒)
สลักธรรม 1
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัญญาเริ่มเกิดขึ้นในขณะนี้ คือขณะที่กำลังฟังอยู่นี้เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญญาจะเจริญได้อย่างไร เวลาเราดูโทรทัศน์ ก็เป็นชีวิตประจำวันเหมือนกัน พบปะผู้คนในชีวิตที่เราเจอเช้าสายบ่ายเย็น ประจำวัน แล้วลองมาคิดดูว่า ที่เรารู้จักสนิทสนมกันนี้ ก็จากทีละนิดทีละนิดสะสมเข้าไป
ฉะนั้น ให้เรามีความระลึกรู้สึกอยู่เสมอว่า พิสูจน์ด้วยใจของเราว่า พิจารณาสภาพธรรมขณะนั้น คือ ขณะที่เราเห็น ขณะที่เรารู้สึกตัว ขณะที่เรากระทำงานนี้อยู่นี่ แม้จะมีสติระลึกรู้สึกตัว แต่ในขณะเดียวมันก็เป็นการรู้ลักษณะที่แตกต่างออกไป
เรารู้จักคนมากมาย เราทักคน ๕ คน ในที่ทำงาน เราก็รู้ว่า ๕ คน มีลักษณะไม่เหมือนกัน ฉะนั้น แม้สติเกิดขึ้นเพียงขณะเดียว รู้ในลักษณะของอาการนั่ง ของอาการเดิน รู้อาการนั่งก็ไม่ใช่อาการเดิน ก็เหมือนกับการได้ความรู้จริงออกมาแล้วอย่างหนึ่ง
สะสมไปทีละน้อย มันก็เก็บไปทั่ว ฉะนั้น กว่าเราจะรู้จักคนทั้งบริษัทฯ เมื่อเริ่มเข้าไปทำงานใหม่นี้ ก็ต้องถามชื่อ คุณชื่ออะไร บางทีก็ลืม ด้วยการสัมผัส ธาตุไฟ มีลักษณะร้อนหรือเย็น ก็พิสูจน์ได้ด้วยกายสัมผัส หรือจิตใจ เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เช่น รู้เห็น รู้ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้ถูกต้อง รู้นึกคิด
ความโลภ คือ ความยินดีติดใจในอารมณ์ ความโกรธ คือความไม่พอใจในอารมณ์ หรือเรียกว่า การประทุษร้ายอารมณ์ ความเมตตา คือ ความปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข ความกรุณา คือ ความช่วยเหลือสัตว์ให้พ้นทุกข์
ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงสอนให้รู้จักลักษณะความจริงของธรรมชาติ ที่ใครๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ จึงเป็นคำสอนที่เป็นสาธารณะแก่มนุษยชาติทุกเพศ ทุกภาษา ทุกวัย ไม่เฉพาะแต่เป็นคำสอนของมนุษย์เท่านั้น เทวดา มาร พรหม ผู้มีปัญญาก็ศึกษาได้
พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ได้สมญานามว่า สตถา เทวา มนสฺสานํ ภควา ทั้งนั้น เป็นพระบรมศาสดาเอกของโลก คือ ของมนุษย์ เทวดา พรหม ที่มีปัญญา เรียกว่า หมื่นโลกธาตุ ได้รับคำยกย่องหมด โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:17:30 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 2
พระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นในโลกได้ด้วยอะไร
พระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นในโลกได้ด้วยพระพุทธคุณ ๓ ประการ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ
๑. พระปัญญาธิคุณ คือ สัพพัญญุตาญาณ ก็คือ ธรรมที่รู้ทั่วถึงทั้งปวง ไม่มีอะไรมาปกปิดพระองค์ได้
พระปัญญาธิคุณ เกิดขึ้นมาได้ เพราะอะไรอีก? พระปัญญาธิคุณ เกิดขึ้นมาได้ เพราะอาสายานุสญาณ คือ ปัญญาที่รู้อนุสัยกิเลส รู้ อัชฌาสัยอันอ่อนแก่หย่อนตึง ของไวไนยสัตว์ที่เคยอบรมมาแต่อดีตว่า คนนี้ คนนั้นได้เคยอบรมมาอย่างไร จึงได้เข้าไปสอนในลีลาต่างๆ เรียกลีลาชีวิต
พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นมาในโลกนี้ ได้เพราะอะไรอีก? พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นมาในโลกนี้ เพราะอินทริยโตปริยัติญาณ คือ ปัญญาที่พระองค์ทรงเจริญภาวนา รู้การเจริญภาวนาของเวไนยสัตว์ว่า สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน แล้วทำความเจริญมาต่างๆ กันอ่อน แก่, หย่อน ตึง ต่างกันอย่างไร
๒. พระมหากรุณาธิคุณ เป็นความกรุณาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่เหมือน พ่อ แม่ กรุณาต่อลูก ต่อญาติมิตร คนใกล้ชิดและที่ชอบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่จำกัดบุคคล ไม่จำกัดกาล ไม่จำกัดสถานที่ ถ้าจะโปรดให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้แล้วเป็นต้องไปโปรด แม้จะลำบากยากเข็ญอย่างไรก็ตาม
เริ่มตั้งแต่แรกที่พระองค์ตรัสรู้อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ ทรงโปรดปัญจวัคคีย์ด้วย ธัมมจักฺถปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา สพฺพปากสอาการนํ เป็นต้น แสดงประกาศศาสนาตลอดกาล ๔๕ พระพรรษา แม้ใกล้เวลาจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ก็อุตสาหะเสด็จไปประทานเทศนาโปรดแก่ สุภัทปริพาชก ให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นองค์สุดท้าย นี่จัดเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่จะมุ่งจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้นจากวัฏฏภัย
ทำไมพระองค์จึงมีพุทธประสงค์เช่นนั้น? ก็เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ต่างถูกกักขังอยู่ในสังสารวัฏมาเป็นเวลานานจนหาเบื้องต้นไม่ได้ กับคนที่ถูกเข้าคุก โดยมิรู้ว่าเราถูกเข้าคุกมาตั้งแต่อยู่ในท้อง แม่อยู่ในคุก เราก็อยู่ในคุกมาด้วย ฉะนั้น แม่เราติดคุกมาก่อน เวลาเราปฏิสนธิ เราก็ติดอยู่ในคุก ๒ ชั้น เลย แล้วเกิดในคุก แล้วยังไม่มีโอกาสรู้ว่าจะออกจากคุกเมื่อไร โถ! ลูกคนคุกทั้งหลาย
เมื่อจิตของพระองค์หยั่งรู้อย่างนี้ จึงสุดประมาณที่จะไม่กรุณาไม่ได้ แล้วแม่เราล่ะก็ยาก อยู่ในคุก ยายเราล่ะ ก็อยู่ในคุก ฉะนั้น เดนมนุษย์ที่อยู่ในคุกทั้งหลาย พวกที่เหลือเดนมนุษย์ พวกไม่เดนมนุษย์ เทวดา พรหม พระพุทธเจ้ารื้อหมด โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:19:58 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 3
๓. พระบริสุทธิคุณ พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลกนี้ก็เพราะพระปัญญาธิคุณ ถ้าขาดพระปัญญาธิคุณพระพุทธศาสนาไม่เกิด พระองค์ทรงประกาศศาสนาโดยมิหวังอามิสบูชา ทรงโปรดสัตว์ไม่เลือกวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นคนมีหรือคนจน จะมีอำนาจวาสนา ยศถาบรรดาศักดิ์ คุณชื่ออะไร กว่าจะทักได้ทั้งบริษัทฯ ใช้เวลาเท่าไหร่
ฉะนั้น ในอิริยาบถน้อย อิริยาบถใหม่ ในอารมณ์น้อยอารมณ์ใหญ่ คือ เวทนา จิต และ ธรรม กว่าจะรู้จักตัวจริงถ้วนทั่ว ต้องอาศัยเวลาเหมือนการสะสมสติ และหยอดสตางค์นั่นเอง
อีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ เวลาเราได้ยิน คำต่างๆ ก็เป็นขณะที่เข้าใจความหมายของคำ แต่ละคำ เธอ แปลว่า ไม่ใช่ฉันเธอ ขณะนี้แปลว่า คนหมู่มาก เธอลูกพ่อ ฉันก็ลูกพ่อ" ปฏิเสธคนอื่นแล้ว มันก็มีความหมายเป็นคำๆ ไป
ต่างกับขณะที่รู้เพียงเสียง ความจริงการศึกษาแล้วการศึกษาอีก คือ เริ่มต้นใหม่ๆ จนกระทั่งรู้ชัด ขณะที่เรามีสติระลึกอยู่ ครั้งแรกก็เลือนลาง เข้าไปฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งรู้ชัด เหมือนกัน ที่ห่างห้องปฏิบัติมา เวลาเข้าปฏิบัติจะประคองจิตยาก
เพราะสติถ้าเผื่อไม่ได้ฝึกมันบังคับยากแต่ก็เข้าปฏิบัติทุกปีแหละ แต่ที่นี้มันไม่ได้คุ้นกับระยะเวลาที่ยืดยาว เช่น วันนี้ใส่สลึงหนึ่ง อีกเดือนมาใส่อีกสลึงหนึ่ง มันจะถึงบาทเร็วไหม .. แม้เพียงขณะเดียวก็เหมือนเศษสตางค์ แต่ขณะเดียวที่ต่อๆ กันนี้ ๔ ขณะก็เป็น ๑ บาท ๔ บาท ๑ ตำลึง ๒๐ ตำลึงเป็น ๑ ชั่ง
ฉะนั้น อารมณ์ที่เราได้มันก็จะเป็นอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน อบรมให้เจริญเกิดขึ้นทุกวัน ถ้าปล่อยโอกาสการศึกษาให้ผ่านไปบ่อยๆ เพียงไรไม่เอาเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเรียนๆ ครูตาย หรือไม่เราก็ตาย การอ่านต่างกับการรู้
การอ่านหนังสือ กับ การฟัง ต่างกัน เวลาเราอ่านมักจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องราว และก็คิดมากด้วย จินตนาการไปตามเรื่องด้วย แม้ในขณะที่เห็นซึ่งรู้ที่ประสาทตาด้วย นี่คือชีวิตประจำวัน
เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตประจำวัน เราเห็น เราก็คิดตามไปด้วย ฟังแล้วก็คิดตามไปด้วย มันไม่ได้รู้อยู่ว่าอะไรเกิดขึ้น แสงหรือเสียง เราไม่ได้รู้แค่เสียง เราไม่ได้รู้แค่แสง เรารู้ไปในสมมติเลย เสียง แสง สมมุติ ฉะนั้น จึงไม่ได้รับสภาพความเป็นจริง
เราจะเห็นได้ว่า เราทุกคนจะต้องเดินทางไปอีกไกลแสนไกลกว่าจะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมต่างๆ เพราะจะต้องสะสมความถี่ของสติ ความถี่ของปัญญา ความถี่ละเอียดนี้ เช่น ๑๐๕ AM กับ FM ความถี่ย่อมต่างกัน ฉะนั้น ความถี่ที่สูงย่อมรับคลื่นได้ดีกว่า คือ ทำบ่อยๆ ทำถี่ๆ ความชัดมันจะเกิดขึ้น เหมือนกับคลื่นเสียง คลื่นแสง
ฉะนั้น ที่ท่านอุปมาเหมือนเศษสตางค์นี้ก็คือ ใส่บ่อยๆ แก๊งค์หนึ่งๆๆ เดี๋ยวก็เต็ม พอเต็มแล้วมันก็เป็นปริมาณมากขึ้น คำว่า มากมาจากน้อย คำว่าน้อยมาจากมาก ฉันใดฉันนั้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:22:29 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 4
ทั้งที่รู้อยู่ว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ มิใช่จะจีรังยั่งยืน และเกิดด้วยเหตุปัจจัย แต่ก็รู้สึกเสียใจทุกครั้งในเมื่อไม่มียศ ไม่ได้ตำแหน่ง ซึ่งรู้ว่าไม่สมควร ฉะนั้น ควรวางใจอย่างไรที่จะทำให้ความทะยานอยากนี้น้อยลง
อย่างพวกเราที่เรียนอยู่ก็รู้ว่า สิ่งต่างๆ อันตัณหาเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย อันตัณหาเป็นตัวก่อให้เกิดการยั่วยวนก่อให้เกิดสารพัดต่างๆ เป็นตัวทุกข์นั่นเอง เป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่เราก็รู้ว่า มีลาภ ก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีสรรเสริญก็เสื่อม มีสุขก็มีทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นโลกียธรรม ๘ ระการ
ผู้ถาม ถามทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็เกิดโทมนัสจิตทุกครั้งที่ถาม และก็รู้ด้วยว่าการรู้สึกอย่างนี้ มันไม่สมควร ควรจะวางใจอย่างไร ให้มีความทะยานอยากน้อยลง
เราจะทะยานอยากน้อยลง เราต้องรู้ว่า เราทะยานอยากเพราะอะไร ทำไมความทะยานอยากจึงมี เพราะเราถือว่าเราสำคัญ สำคัญตนผิด ไม่ได้ตำแหน่งเกิดเสียใจทุกครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าตำแหน่งนั้นก็ไม่เที่ยง ไม่ได้ยศเสียใจทุกครั้ง
ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่เที่ยง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควรทำ แต่ทำไมความทะยานอยากมันเกิดขึ้นอีกล่ะ เพราะความสำคัญตนผิด เราทะยานอยากเพราะเราถือว่าเราสำคัญ เรายึดมั่นถือมั่นว่า เมื่อไม่สมความปรารถนา เราจะไม่มีความสุข เราไม่ยึดเอาไว้ ขณะที่เราบากบั่นทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ขณะนั้น เราก็มีความยึดมั่น ที่เราทำงาน เราบอกว่าเราทุ่มเทเพื่อเด็กนักเรียน ไม่จริงหรอก เราทุ่มเทเพื่อตัวเอง เพราะพอเด็กได้ดี ก็กระทรวงคะ ดิฉันขอเอาซีมาเลื่อนขั้นเด็กคนนี้แทน ไม่ให้เด็กคนนี้สอบตก ไม่ให้เด็กคนนี้เสียค่าเทอม มีครูคนไหนไม่เอาซี แต่ขอลิขสิทธิ์ให้เด็กเรียนฟรีมีไหม? ไม่มี เอาซีทั้งนั้นเลย ทั้งๆ ที่ต้องซี้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:24:42 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 5
อ้าว! ๒ ขั้น ขั้น ๑ ขั้น และก็ ๒ ขีด ทำหนังสือถึงกระทรวงเลย ว่าข้าพเจ้ามีความเพียงพอไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากได้ในตำแหน่งและซีต่างๆ แต่เมื่อได้มาแล้วขอตั้งเจตนาเป็นกุศล เพื่อหมดความทะยานอยาก เอาซีต่างๆ และขั้นต่างๆ เป็นค่าใช้จ่าย ในการให้เด็กนักเรียน โรงเรียนนี้ ชื่อนั้นๆ ระบุลงไป เรียนฟรี แทนซีฉัน ไม่เห็นมีใครทำ
ฉะนั้น เพราะอะไร เพราะว่าเรามีความยึดมั่นถือมั่นเหมือนกันหมด เมื่อเราได้สิ่งที่เราต้องการมา ทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้ดีเลิศ ดีที่สุดเท่าที่เรามีความสามารถ มีทำอะไรแล้วอยากเลวกว่าคนอื่นไหม อยากมีความรู้เลวกว่าคนอื่นไหม อยากมีความรู้ไม่ทัดเทียมผู้อื่นไหม ไม่อยาก
อ้าว! อยากเป็นลูกจ้างหรือเป็นเจ้านายเขา ถ้าเผื่อให้เลือกไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้าง ต้องขึ้นรถเมล์กับขึ้นรถเก๋ง จะขึ้นอะไร? ขึ้นรถเก๋ง ความยึดมั่นเป็นสาเหตุของความคับข้องใจ มันเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันจบ
เราต้องการให้ตัวตนสำคัญขึ้น แต่แล้วยิ่งอยากก็ยิ่งถอนตัวตนไม่ออก ถ้าเรานึกถึงผู้อื่นมากขึ้น ตัวตนก็สำคัญน้อยลง แต่ถ้าเผื่อเรานึกถึงตัวเราเอง เราก็ยิ่งถอนตัวเราเองไม่ขึ้นมันไม่ค่อยนึกถึงคนอื่น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:25:52 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 6
เราอาจเคยคิดเรื่องความไม่แน่นอนของสภาพธรรมต่างๆ ได้ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุ ปัจจัย เช่น รู้ด้วยว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุ ปัจจัยไม่แน่นอน เราอาจจะคิดได้เรื่องความไม่แน่นอนของสิ่งทั้งหลาย และก็คิดได้ว่านี่คือ สิ่งอันน่าร่าเริงใจ แต่ถ้าไม่ได้เจริญปัญญาแล้ว โดยระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏในขณะที่ปรากฏ เพียงรู้แบบเรียนมา เป็นสัญญารู้ ไม่ได้รู้ตามสภาพธรรมที่ปรากฏ ปัญญาไม่คมกล้าพอที่จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่นได้ ถ้าเวลาประสพอย่างนั้นจิตก็หายนะ
ฉะนั้นทำไม Fail บ่อยๆ ทำไมทำไม่ได้ ทั้งที่เราน่าจะทำได้เหมือนไม่ยาก เพราะอะไร เพราะไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ เพราะเรายินดีตกต่ำ คือไม่ยอมเดินสูง
ทางพระพุทธเจ้านั้นทางสูงแต่เราไม่เดิน เราเรียนเท่านั้นเองว่ามีทางสูง แต่เราเดินทางต่ำ ฉะนั้น รู้แบบสัญญารู้ ความคมของปัญญาไม่พอจะแก้ ความยึดมั่นถือมั่นได้
เราไม่ควรเจริญปัญญาในขณะที่เราผิดหวังหรือเป็นทุกข์เท่านั้น แต่เราควรเจริญปัญญาเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไม่เริ่มเดี๋ยวนี้ เราจะคลายความยึดมั่นถือมั่น คลายจากความเป็นตัวตนไม่ได้ เรายึดมั่นร่างกายของเรามากมายเหลือเกิน เรายึดมั่นร่างกายโครงสร้างเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เรียนแล้ว ศึกษาแล้วว่าเป็นเพียงธาตุ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพที่แข็งปรากฏขึ้น
ถ้าสติเกิดระลึกรู้ ก็จะรู้เป็นเพียงแข็งเท่านั้น ไม่ใช่ร่างกายเป็นของเรา นั่งปุ๊บ โอ๊ะ? แข็ง แต่ถ้าเป็นร่างกายของเรา เราเจ็บ สภาพแข็ง ความแข็ง เป็นเพียงสภาพแข็ง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแข็ง หรือไม่แข็ง เป็นสภาพที่เราเรียกว่า ร่างกาย หรือเรียกว่าแข็งภายนอก แต่เมื่อมีสติเกิดขึ้นระลึกความปรากฏแข็ง หรือแข็งปรากฏขึ้น ก็จะเริ่มรู้ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง แต่ตอนนี้เป็นเรานั่ง แต่เรียนก็เป็นเรารู้ว่าธาตุมันแข็ง แต่เรายังไม่เจอธาตุ ยังเป็นเราอยู่ แต่ถ้าเมื่อไร ธาตุปรากฏขึ้นมาเมื่อไร จะรู้เฉพาะคำว่า ธาตุ อาการลักษณะนั้น แข็ง เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นต้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:27:02 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อเข้าใจนามธรรม และรูปธรรมเจริญขึ้น ถูกฝึกปรือขึ้น ก็จะรู้สภาพธรรมทั้งหลายเช่น ยศ และ สรรเสริญ ก็เป็นเพียงแต่ธาตุอีกแล้วไม่ใช่ของใครเลย เป็นนามธาตุ ไม่ใช่รูปธาตุ
ฉะนั้น จำต้องมีศรัทธาในธรรมะอย่างมั่นคง เราก็จะเห็นได้ว่า พระธรรมมีคุณค่ายิ่งเกียรติยศ หรือ คำว่า สรรเสริญ เพราะพระธรรมนำสุข สรรเสริญเยินยอตำแหน่งนำทุกข์เพราะต้องทำมาก เราอาจจะหลงใหลในลาภ สักการะ ชื่อเสียงได้ง่าย สิ่งเหล่านี้ หลอกลวง เพราะดูเหมือนเป็นที่น่าปรารถนา แต่ก็นำไปสู่ความทุกข์
ในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค บทที่เรียกว่า ลาภ สักการะ สังติยุต มีพระสูตรอยู่ทั้งหมด ๔๓ สูตร หรือ ๔๓ ข้อ ทั้ง ๔๓ ข้อนี้ ชี้ให้เห็นอันตรายของลาภ ลาภเป็นทุกข์เพราะอะไร สักการะและชื่อเสียงก็เป็นอันตราย
ลาภอุปมาเสมือนเบ็ดตกปลาของชาวประมง เสมือนลูกศรของนายพราน (อาบยาพิษ) แทงคนให้มีบาดแผล, เหมือนลมเวลัมพาชัด หมายถึงว่า เวลาที่นกบินอยู่ในอากาศนี้ คนที่ไม่พูดเท็จก็จงใจพูดเท็จ เพราะถูกความปรารถนา เพราะต้องการชื่อเสียงครอบงำ ดังมีข้อความในพระสูตรว่า โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:28:36 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 8
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะ ชื่อเสียง ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่ผู้บรรลุธรรมอันเกษม ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อออกจากลาภ สักการะ อันเป็นความทารุณและเผ็ดร้อนทั้งสิ้น
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ อินสักการะครอบงำ ย่ำยีจิตใจแล้ว เมื่อตายไม่ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ ครอบงำย่ำยีบีทาจิตใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ อันสักการะและความเสื่อมสักการะทั้ง ๒ ครอบงำ ทั้งสุข ทั้งทุกข์ครอบงำ ย่ำยีบีทาจิตใจแล้ว ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ เราทั้งหลายจะละลาภ สักการะ และชื่อเสียงที่เกิดขึ้นเสียแล้ว และลาภ สักการะชื่อเสียงที่ไม่บังเกิดขึ้นแล้ว จะครอบงำจิตใจเราทั้งหลายอยู่ไม่ได้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล
สมาธิของผู้ใดที่เขาสักการะอยู่ด้วยพลสมาธิหาประมาณมิได้ ไม่ได้หวั่นไหวด้วยลาภ สักการะ และชื่อเสียง สักการะของผู้ไม่เพ่งนั้น ทำความเพียรติดต่อกันไป เห็นแจ้งด้วยทิฏฐิแล้ว ก็จะเห็นความอสาระ คือ ไม่เป็นสาระ คือ ไม่เป็นสาระ ในลาภสักการะเหล่านั้นๆ ยังจะทำให้พระนิพพาน เป็นที่สิ้นอุปทาน เรียกว่า บุคคลนั้นเป็นสัปปบุรุษ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:30:18 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 9
ฉะนั้น ความทะยานอยาก ที่ทำไมเรียนแล้ว ก็ยังไม่พอใจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เช่น ตรวจล๊อตเตอรี่ใกล้เคียง ไม่ถูก ก็รู้อยู่แล้วว่าจะถูกล็อตเตอรี่ก็ทำทานมา จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะทานทั้งสิ้นเลย ไม่ใช่สำนักงานสลากกินแบ่งให้ แต่ทานย่อมเป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง เวลาตรวจล็อตเตอรี่ ไม่ถูก เสียใจจัง ทำไมเสียใจล่ะ เพราะความรู้ของเรามันเป็นความรู้แค่ปัญญาอ่อน เป็นแบบสัญญารู้ ไม่คมพอที่จะไปตัดนิสัยมักมากได้ อยากอย่างเดียวไม่ต้องการเสีย อยากไม่ต้องการเสีย เป็นสมบัติอย่างเดียวของสัตว์ทั้งหลาย แต่รู้ถึงความได้และความเสียเป็นสมบัติของอริยะ
ฉะนั้น เราไม่ควรเจริญวิปัสสนา หรือปัญญา ก็ต่อเมื่อผิดหวัง หรือเป็นทุกข์ เช่น พอทุกข์ ไม่เอาแล้วเข้าห้องปฏิบัติ ตอนนี้กลุ้มใจมากๆ ไม่เอาแล้วหนีเข้าห้องปฏิบัติ พอมีสุขแล้วไม่เอาแล้ว ไม่ปฏิบัติ หนีไม่ได้ต้องเพียรทุกวัน ให้เกิดความสม่ำเสมอ และก็อย่าเผลอไปจากนามรูป
ฉะนั้น จึงจะเห็นภัยในอารมณ์ อารมณ์นั้นก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็นอารมณ์ทั้งสิ้นไม่เห็นมีอะไรเลย จะควรวางใจอย่างไร ก็ควรวางใจให้เป็นโยนิโสมนสิการเท่านั้นเอง คือวางใจให้แยบคาย
การวางใจให้แยบคายนี้ เราจึงจะต้องรู้ว่า ความทะยานอยากที่มีกันมากนั้นมีเพราะอะไร จะลดความทะยานอยากเพราะอยากอยู่ติดตัวเรามาก ยังเป็นถือตัวถือตนอยู่ ทำไมยังถือตัวถือตนล่ะ เพราะยังไม่ฝึกฝนวิปัสสนา โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:31:52 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
สลักธรรม 10
สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานแนวทางเพื่อก่อให้จิตใจเป็นสมาธิไว้ ๔ ประการ เรียกว่า สมถกัมมัฏฐาน สมถภาวนา ๔๐ ประการ หรือ สมถสมาธินั้น สมเด็จพระบรมศาสดาได้ประทานไว้ให้สัตว์ทั้งหลายแล้ว ก็ได้ทรงวางทางอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือสิ้นสุดทุกข์ หรือเรียกว่า สิ้นสุดจากกรรม ด้วยวิธีการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นจากสมาธิธรรม สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ๔ ประการ คือ ทางนี้เป็นทางจริง สติล้ำค้ำจุนเจือ เรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
โปรดติดตามตอนต่อไป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ก.ย. 2556 , 08:34:22 น.] ( IP = 58.11.160.178 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |