| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การพิทักษ์พระพุทธศาสนา (๔)
สลักธรรม 1
กรรมวิธีแห่งการกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ นอกจากพิสูจน์ให้เห็นความจริงทีละเล็กทีละน้อยแล้ว ก็มิสามารถผูกมัดจิตให้แน่นิ่งได้ เพราะจิตนั้นเตลิดเปิดเปิง ไปไวกว่าที่เราจะจับมันได้ นี่เป็นข้อที่คณาจารย์ทั้งหลายได้ไปประสบมาในการปฏิบัติธรรม
จากเหตุที่ได้พิสูจน์ความจริงนี้ ท่านบอกว่า ร้อยละ ๗๐ - ๘๐ คน ผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดผูกจิตไว้ที่ปลายจมูกและริมฝีปากบนได้ สร้างความลำบากให้แก่ผู้ปฏิบัติอย่างมาก
เพราะฉะนั้น พระคุณเจ้ามหาสีสยาดอ โสภาเถระ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่วัด ศาสนาหิสา นครร่างกุ้ง พระอาจารย์ได้เลือกเฟ้นเครื่องผูกมัดจิตให้ใหม่ โดยเลื่อนจากปลายจมูกและริมฝีปากบนมาที่ท้อง ที่กำหนดยุบหนอ พองหนอ ในขณะที่สูดลมหายใจเข้านั้นลมหายใจเบาเหลือเกิน จึงให้มารู้สึกที่ท้อง และก็กำหนดการเคลื่อนไหว พอง รู้สึกอาการพอง รู้สึกอาการยุบ
แต่ที่พ่อศึกษาอยู่แล้วไม่มีคำว่า หนอ ให้จิตนั้นรู้สึกในอาการ หายใจเข้า ท้องพอง เหมือนพวกทำโยคะ หายใจออก ท้องแฟบ เพราะตรงนี้จะกำหนดได้ง่ายกว่า โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 08:05:43 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )
สลักธรรม 2
ฉะนั้น ขณะที่ระบายลมหายใจออก สร้างความสะดวกให้แก่สาธุชนผู้ปฏิบัติที่ปลายจมูกและริมฝีปากมากมาย เรียกว่า ได้อาศัยกรรมวิธีเช่นนี้มา จนกระทั่งวันนี้ก็ยังมีอยู่ เมื่อจิตมีความมั่นคงแล้ว เรียกว่ามีเสาแล้ว ผูกไว้ได้แล้ว ก็ให้ตีวงล้อมด้วย ๔ เสา กั้นคอก ก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ทันที
หรือ ถ้าเผื่อเสาปักดีแล้ว แต่เป็นเสาที่ยังไม่ได้ถูกพระพุทธเจ้าตรวจ หรือเสาที่ยังไม่หมดจากกิเลส ก็ให้พยายามดึงเสาเหล่านั้นมาพิสูจน์ทันที ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข ตรงปฐมฌานอันเดียวที่สอนในเรื่องวสี ปัญจมฌานเท่านั้นเอง จากปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ให้ถึงปัญจมฌาน แล้วมีวสี ดูได้อันเดียว ท่านอธิบายได้แคล่วคล่องมาก
การปฏิบัติตามวิธีการของท่านมหาสีสยาดอ โสภาเถระ ให้กำหนดที่ท้อง เมื่อกำหนดอย่างนี้แล้ว อาการอย่างนี้ก็ทำให้จิตมีที่ปักหลัก เริ่มมีหลักชัย หลักของชัยชนะที่จะดึงจิตกลับมาง่ายๆ เมื่อจิตนั้นคุ้นกับสภาพการเคยชิน คือ อยู่คนเดียวคอยระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรระวังคำพูด เป็นเนกขัมมะ หรือ เกิดสันโดษในจิต
ก็พิจารณาดูไปตามสภาพจิตที่รู้อารมณ์ทางกาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน รู้อารมณ์ทางใจ และทางกาย ก็สุขเวทนา กับทุกขเวทนา หรือ เฉยๆ ก็ดูสภาพเวทนานั้น ดูสภาพจิตนั้นให้เห็นว่า ธรรมชาติเหล่านั้นถูกปกคลุมไปด้วย เหตุและปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมมีผลเกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุปัจจัย ผลก็ย่อมดับไปๆ เป็นของธรรมดา โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 08:07:47 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )
สลักธรรม 3
ฉะนั้น ในเรื่องนี้ ได้อธิบายวิปัสสนากัมมัฏฐาน และสมถะกัมมัฏฐานมาอย่างละเอียด คราวนี้มาต่อกันที่ ปริจเฉทที่ ๙
ท่านอาจารย์ของพ่อท่านสอน จงทำดี อย่าดีแต่ทำ จงพูดแต่ดี อย่าดีแต่พูด จงคิดแต่ดี อย่าดีแต่คิด ให้จำไว้เลยเป็น ๓ หลัก
เพราะว่าความสวัสดีย่อมมีแก่ผู้ทำดี ความสวัสดีย่อมมีแก่ผู้พูดดี และความสวัสดีย่อมมีแก่ผู้คิดดีตลอดกาล ทำใดไม่พินิจได้ความคิดเป็นกำนัล ไม่ทำเฝ้าแต่ฝันไม่มีวันจะได้งาน
โปรดติดตามตอนต่อไป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 08:09:11 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |