มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มาทำความเข้าใจ..ในสภาวะธรรมกันเถิด




เราสามารถหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้ไหม

บางขณะชีวิตของเราก็มีความสุขแต่ไม่ยั่งยืน ความสุขสบายที่เราได้รับก็เปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย ๆ ไม่ยืนนาน เราไม่รู้ถึงความไม่เที่ยงของตัวเราและสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเรา เรามักติดจ้องกับสิ่ง...ที่แท้จริงแล้วไม่เที่ยง..เหตุการณ์สุขและทุกข์..

ในชีวิตเป็นเหตุสำคัญต่อความรู้สึกต่าง ๆ ของเรา เราเป็นทาสของการเปลี่ยนแปลงของชีวิต วันหนึ่งเราได้รับคำสรรเสริญแล้วเราก็ยินดีพอใจ วันต่อมาเราได้รับความอยุติธรรม เราก็รู้ว่าตัวเองต่ำต้อยและก็เศร้าโศก มีลาภและเสื่อมลาภ มียศและเสื่อมยศ มีสรรเสริญและนินทา มีสุขและมีทุกข์ นี่คือ “โลกธรรม 8” ของชีวิตเรา

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:15:02 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรคที่ 1 โลกวิวัตติสูตรข้อ 96 พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระภิกษุเกี่ยวกับโลกธรรม 8 ซึ่งครอบงำโลกไว้

พระองค์ตรัสกับบุคคลผู้ซึ่งยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย... ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ.. ยศ-ความเสื่อมยศ.. นินทา-สรรเสริญ.. สุข-ทุกข์.. ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัดไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่าทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา

แต่ว่าทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ.. แม้ยศ-แม้ความเสื่อมยศ.. แม้นินทา-แม้สรรเสริญ.. แม้สุข-แม้ทุกข์ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้

เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์ เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่าไม่พ้นไปจากทุกข์”

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:16:18 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )


  สลักธรรม 2

เราได้ศึกษาคำสอนสำหรับพระอริยบุคคลผู้ประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรม ซึ่งตรงข้ามกับปุถุชน เราอาจจะสงสัยว่าอะไรเป็นความเร้นลับของพระอริยบุคคล ผู้ประจักษ์ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง และไม่ถูกครอบงำโดยโลกธรรม

เราสามารถจะเป็นพระอริยบุคคลด้วยได้ไหม ขณะนี้เรายังเป็นปุถุชนธรรมดาผู้ยังไม่ได้สดับ จากคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรารู้ว่า การรู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น จะทำให้เรายึดติดกับ โลกธรรม น้อยลง

การรู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น เป็นปัญญาที่แท้จริง ขณะนี้เราเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง หรือว่าอยู่ในโลกของความฝันและจินตนาการ ในชีวิตของเรามีทั้งสภาพธรรมที่เป็นจริงและมีสุมมติบัญญัติที่จิตคิดนึกขึ้นมา เราไม่รู้แม้ความต่างกันของสภาพธรรมที่มีจริงและสมมุติบัญญัติ

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:17:17 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )


  สลักธรรม 3

อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงได้นั้น เราจะต้องรู้ความต่างกันของสภาพธรรมที่มีจริงกับสมมุติบัญญัติว่า อะไรจริง อะไรสมมุติ เราอาจจะสงสัยว่าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นหลักปรัชญา ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมในทางตรงกันข้าม

คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เรารู้จักตนเอง รู้ว่าขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล พระองค์ทรงแสดงวิธีกำจัดโลภะ โทสะ และโมหะเป็นสมุจเฉท

ความคิดของเราในเรื่องสภาพธรรมนั้น มีพื้นฐานจากความคิดต่าง ๆ ที่ได้รับจากการศึกษาและวัฒนธรรมที่ได้รับการปลูกฝังมา ถ้าเราต้องการที่จะเข้าใจคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องการที่จะเข้าใจคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ต้องไม่ยึดมั่นในความคิดของเราในเรื่องสภาพธรรม และควรเปิดใจกว้างรับฟังพระธรรม เราก็จะสังเกตได้ว่า พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นแตกต่างจากความคิดของเราในเรื่องของสภาพธรรมอย่างสิ้นเชิง

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในขณะนี้ ซึ่งสามารถรู้แจ้งชัดได้ พระองค์มิได้ทรงสอนเรื่องที่ไม่ใช่สภาพธรรม ขณะนี้อะไรกำลังปรากฏ... โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่าความเมตตา ความกรุณา

ในชีวิตของเรามีขณะที่เป็นกุศลและขณะที่เป็นอกุศล ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากเราไม่ได้มีจิตดวงเดียว แต่เรามีจิตที่ต่างกันมากมาย จิตเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ไม่ใช่การคาดคะเนว่ามีและเราสามารถรู้ได้ในขณะนี้เอง

ในขณะที่จิตปรากฏ และเราก็จะสังเกตรู้ได้ว่าจิตมีหลายประเภท เช่น ขณะที่เราทำความดี ขณะนั้นเป็นกุศลจิตก็อาจเกิดขึ้นมาได้ อาจมีความตระหนี่เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งรู้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้น โดยไม่มีใครจะสังเกตได้ เราอาจจะมีความผูกพันกับบุคคลซึ่งเราให้ของขวัญหรือมีความสำคัญตน

ถ้าเราไม่รู้ว่าขณะใดเป็นกุศลจิต และขณะใดเป็นอกุศลจิตแล้ว เราจะอบรมเจริญกุศลได้อย่างไร

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:20:15 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )


  สลักธรรม 4

>จากการอบรมเจริญปัญญารู้สภาพจิตขณะต่าง ๆ เราก็จะรู้จักกิเลสของเราดีขึ้น และจะเห็นว่าเหตุของทุกข์ ความเศร้าโศกนั้น อยู่ภายในตัวเราเอง ไม่ใช่ภายนอก

อะไรคือสิ่งที่มีจริง และอะไรคือความคิดนึก เราใช้ภาษาคำพูดเพื่อเป็นสิ่งให้เข้าใจความหมาย บางครั้งคำพูดหมายถึงสิ่งที่มีจริง ๆ ซึ่งสามารถจะรู้ได้โดยตรง บางครั้งคำพูดก็แสดงถึงความคิดนึก

เราจะต้องศึกษาให้รู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระสัทธรรมว่าอย่างไร ไม่เช่นนั้น เราก็ยังคงเป็นผู้ที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเราและรอบ ๆ ตัวเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมไม่สามารถกำจัดความผิดและความเลวร้ายต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปได้ และเราจะไม่เป็นอิสระจากการถูกจองจำไว้ด้วยโลกธรรม 8

สภาพจิตขณะต่าง ๆ นั้นมีจริง ๆ ไม่ใช่เพียงคิดว่ามี

จิตเป็นสภาพธรรมซึ่งรู้ได้ว่ามีจริง ๆ ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เราสามารถที่จะรู้ลักษณะของจิตที่ดีและจิตที่ไม่ดี ขณะที่จิตนั้นปรากฏโลภะและโทสะเกิดจากการเห็นทางตา ได้ยินทางหู และทางทวารต่าง ๆ

ก่อนที่โลภะและโทสะจะเกิดจากการเห็นได้นั้น จะต้องมีขณะที่เพียงแต่เห็นเท่านั้น ขณะนี้มีเห็นไหม? เป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่รู้ได้

การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การกระทบสัมผัส และความคิดนึกเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่เพียงแต่คิดว่ามีเท่านั้น มีจิตขณะต่าง ๆ ซึ่งจะรู้ได้เมื่อปรากฏพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงลักษณะสภาพธรรมที่มีจริงซึ่งสามารถรู้ได้

สภาพธรรมที่มีจริงนั้นต่างกับสมมุติบัญญัติและมโนภาพ

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:24:02 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )


  สลักธรรม 5

การเห็นเป็นสภาพรู้สิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ทางตา การเห็นแตกต่างจากความคิดนึกเรื่องที่เห็น แตกต่างจากโลภะ การเห็นเป็นเพียงแต่เห็น การได้ยินเป็นสภาพธรรมที่รู้เสียงซึ่งปรากฏให้รู้ได้ทางหู การได้ยินแตกต่างจากความคิดนึกว่าเราได้ยินอะไร เช่นได้ยินเสียงใครหรือเสียงสุนัขเห่า

เสียงเป็นสภาพธรรมที่มีจริงซึ่งสามารถรู้ได้ทางหู แต่เสียงไม่รู้อะไร เสียงต่างจากการได้ยิน การรู้รส รสซึ่งสามารถปรากฏให้รู้ได้ รสไม่รู้อะไร รสต่างจากการรู้รส

ในชีวิตของเรามีสภาพธรรม 2 ประเภทคือ สภาพรู้ซึ่งสามารถรู้สิ่งต่าง ๆ ได้นั้นคือนามธรรม สภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้นั้นคือรูปธรรม

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:25:02 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )


  สลักธรรม 6

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตา โทสะ การเห็น หรือ การได้ยิน เป็นสภาพรู้เป็นนามธรรมสามารถรู้สิ่งต่าง ๆ ได้

เสียง รส แข็ง อ่อน ร้อน เย็น เป็นสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม ไม่สามารถรู้อะไรได้

ถ้าอยากรู้ว่าอะไรเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เราควรจะถามตนเองว่าสิ่งนั้นสามารถที่จะได้จริง ๆ ไหม สิ่งที่มีจริงนั้นมีลักษณะซึ่งสามารถที่จะรู้ได้โดยที่ไม่คิดนึกถึงหรือต้องเรียกชื่อก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงนั้นสามารถรู้ได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ทางทวารทั้ง 6 นี้

ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะทราบว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่มีจริง ก็ต้องถามตัวเราเองว่า สิ่งนั้นสามารถรู้ได้ทางทวารไหนใน 6 ทวาร

นามเป็นสภาพธรรมที่มีจริงซึ่งสามารถรู้ได้โดยที่ไม่ต้องคิดนึกหรือเรียกชื่อ

การได้ยินก็เป็นการได้ยินสำหรับทุกท่าน ในทุกสถานที่ เราอาจจะเรียกการได้ยินเป็นชื่ออื่นแต่สภาพลักษณะที่ได้ยินก็เหมือนเดิม เสียงก็เป็นเสียงสำหรับทุก ๆ คนในทุกสถานที่

เราอาจจะเรียกเสียงเป็นชื่ออื่นก็ได้ แต่สภาพลักษณะของเสียงก็เหมือนเดิม โลภะก็เป็นโลภะสำหรับทุก ๆ คน โทสะก็เป็นโทสะสำหรับทุก ๆ คน เราเปลี่ยนชื่อ โลภะ โทสะได้ แต่สภาพธรรมนั้น ๆ ก็ยังเหมือนเดิม

ความกรุณาเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นนามธรรม เรามักจะคิดว่าบุคคลที่กรุณา เป็นตัวตนที่กรุณา แต่ความกรุณาก็ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นและดับไป

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:27:29 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )


  สลักธรรม 7

การเห็นมีจริง เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เราคิดว่า “เราเห็น” แต่การเห็นก็ไม่ได้เห็นตลอดไป ไม่ยั่งยืน แล้วตัวตนอยู่ที่ไหน? ไม่มีบุคคลใดเลย ที่เราคิดว่าเป็นคนก็เป็นเพียงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไป

นามธรรมและรูปธรรมในชีวิตของเราเป็นสภาพธรรม ซึ่งสามารถรู้ได้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ดำรงอยู่ตลอดไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที

เราเต็มไปด้วยความคิดที่คลาดเคลื่อนต่อสภาพธรรมที่มีจริง เราคิดว่าเป็นเราที่เห็นและได้ยิน เป็นเราที่ทำความดีและความชั่ว ตลอดทั้งวันนั้นมีแต่การยึดมั่นในตัวตน ความเห็นผิดในสภาพธรรมไม่สามารถนำไปสู่กุศลใด ๆ ได้

ตราบใดที่ยังมีความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนก็ไม่สามารถที่จะดับโลภะ โทสะ และโมหะได้ และเราก็จะเป็นทาสของโลกธรรม 8 คือลาภและการเสื่อมลาภ ยศและการเสื่อมยศ สรรเสริญและนินทา สุขและทุกข์

ไม่มีตัวตนที่รู้อะไร ๆ สภาพเห็นทำหน้าที่เห็น สภาพได้ยินทำหน้าที่ได้ยิน สภาพคิดนึกทำหน้าที่คิดนึก มีประโยชน์อะไรที่รู้อย่างนี้?

มีประโยชน์...เป็นสิ่งสำคัญที่จะรู้ว่า ไม่ใช่ตัวตนแต่เป็นจิตประเภทต่างๆ ที่รู้อารมณ์ต่าง ๆ จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ และรู้ทีละหนึ่งอารมณ์เท่านั้น เรามักจะคิดว่าสภาพรู้หรือนามธรรมนั้นคงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การคิดนึกมีอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ตามความเป็นจริงนั้นสภาพธรรมที่คิดนึกเกิดขึ้นหลายขณะ และคิดทีละหนึ่งอารมณ์เท่านั้น

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

โดย บุษกร เมธางกูร [4 ก.ย. 2556 , 08:31:01 น.] ( IP = 58.9.4.154 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org