| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สถานที่สมควรแห่งการปฏิบัติ
สลักธรรม 1
วัตถุประสงค์ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ความมุ่งหมายในการเจริญวิปัสสนาก็เพื่อรู้ทุกข์อย่างเดียว เพราะเมื่อรู้ทุกข์ได้แล้ว ตัวตัณหาคือ ความต้องการก็จะถูกทำลายไปเอง ไม่ต้องไปนั่งทำลายตัณหา เพียงแต่รู้ทุกข์ ความต้องการก็จะละไปเอง
การเจริญมรรคตามหลักฐานของสติปัฏฐาน ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือ
๑.ต้องมีความเพียรตามหลักของปธาน คือ เพียร ๔ อย่าง มีเพียรละบาปเก่าๆ ให้หมดไป เพียรระวังไม่ให้บาปที่ยังไม่เกิดนั้นเกิดขึ้น เพียรสร้างกุศลให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศลไม่ให้หมดไปอยู่เสมอๆ
๒. ต้องมีความรู้สึกตัวในขณะปฏิบัติว่าขณะนี้ตนกำลังตั้งอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันหรือไม่ ถ้าตกให้หยิบยกขึ้นมาใหม่ เช่น ตกน้ำก็รู้เลยว่าตก ไม่ใช่ตกแล้ว ลงไปอยู่ในน้ำลอยคอแล้วค่อยรู้ เมื่อตกจากอารมณ์ปัจจุบันแล้วรีบขึ้นมาใหม่ ไม่ปล่อยให้จมดิ่งไป รีบยกขึ้นมาฐานใหม่
๓. และต้องมีสติเข้าไปตั้งอยู่ในกาย คือ รูปที่กำลังปรากฏอยู่โดยไม่เลื่อนลอย โดยอาศัยพลธรรม ๕ ประการคือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา จะต้องให้มีความสม่ำเสมอกัน จะเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันไม่ได้ เพราะอะไร? เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐานหรือการเจริญบุพพภาคมรรค ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา จะต้องทำกิจไปพร้อมๆ กันเวลาปฏิบัติ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:27:41 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 2
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานล้วนๆ นั้น ในหลักการปฏิบัติจริงๆ มีอยู่เพียง ๓ ข้อเท่านั้นคือ
๑. อิริยาบถ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน
๒. สัมปชัญญะ ๗ หมวด ท่านบอกว่า ก้าวไปข้างหน้า และถอยหลังกลับมา ไม่ต้องไปศึกษามาก
๓. ธาตุมนสิการ คือ ให้ใส่ใจในธาตุ ๔ มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
แต่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพียงมุ่งให้เห็นทุกข์เท่านั้นเองคือจุดมุ่งหมาย
ถ้าอธิบายต่อไปตามสำนักต่างๆ มักจะใช้อิริยาบถ ๔ เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังตีความเกี่ยวกับอิริยาบถ มักจะเป็นวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น
บางสำนักสอนว่า เดินเป็นรูป แม้ยืน นั่ง นอนก็เป็นรูปเหมือนกัน
แต่อีกสำนักก็ค้านว่า รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน ไม่มีมาในอรรถกถาและฏีกา
เมื่อมีความคิดแตกต่างกัน ก็ทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงสรุปว่า อารมณ์ของสติปัฏฐานก็ไม่มีอะไรนอกจาก รูปนาม ถ้าไม่ให้เรียก รูป แล้วจะให้เรียกอะไรล่ะ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:27:58 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 3
อีกประการหนึ่งมีผู้ค้านออกความเห็นว่า ควรกำหนดธาตุ ไม่ควรกำหนดรูปเดิน เช่น ยืนก็ให้ดูความอ่อน ความแข็ง ความตึง ความเย็น ความร้อน และให้กำหนดที่ธาตุจึงจะถูก เช่น เมื่อจิตคิดจะเดินเกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้เกิดธาตุลม ธาตุลมก็เป็นเหตุให้เกิดการเดินขึ้น ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดธาตุลมที่เป็นเหตุให้เกิดการเดิน แล้วตั้งแต่เกิดมานี้ก็มีการเรอที่เราได้ยินเท่านั้น การดูธาตุลมในการเดินนั้นเป็นการกำหนดที่ยาก
เมื่อมีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ กัน ก็มาพิจารณาดูว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะธาตุลมที่ทำให้เกิดการเดินนั้น เป็นเหตุต่างหากที่ทำให้เกิดการเดิน แต่ในพระบาลีพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เดินก็ให้รู้ว่าเดิน ไม่ใช่ให้กำหนดธาตุ
เมื่อฟังแล้วก็มีการสงสัยก็ได้ ฉะนั้น ในการปฏิบัติให้ใช้ธรรมชาติความจริง อย่าเอาแบบเอาตำรา และก็มีปัญหาขัดแย้งกันอีกว่า การเดินเป็นวิญญัตติรูป อสภาวรูป เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะความจริง รูปเดินเป็นลักษณะรูป เป็นรูปที่ยากแก่การกำหนดของวิปัสสนา ก็มีการค้านสารพัด
ฉะนั้น เราก็อยู่บนความจริงว่า อดีตก่อนเรียน เราคิดว่าลมเดินไหม? ไม่ได้คิด ฉะนั้นก็ตัดลมทิ้งไป แต่เราคิดว่าเราเดินใช่ไหม? เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นธาตุใช่ไหม? ฉะนั้นธาตุก็ตัดทิ้งไป...จบ
สรุปว่า เพียงแค่เอา เรา ออก แล้วเอา รูป ใส่แทนเรา ง่ายไหม และไม่ต้องไปเถียงกับใคร
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:28:21 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 4
ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนาเป็นการเจริญหรือพัฒนาความรู้นี้ให้เป็นความเห็นที่ถูกต้อง เป็นกิจที่ทำได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดนอกไปจากรูปกับนาม เพราะเราเข้าใจผิดคิดว่ารูปนามเป็นเรา เป็นหญิงเป็นชายเป็นท่านเป็นเธอ แล้วก็ยึดติดในความเป็นหญิงเป็นชาย ทุกวันเวลาเราก็ดิ้นรนขวนขวายอยากได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสมาสังเวยตัณหาความต้องการของตนเองอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าแทบจะทุกลมหายใจเข้าออก
หามาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเพียงพอ แล้วเมื่อหามาได้แล้ว ก็ไม่ได้หยุดยั้งเพียงแค่นั้น เกิดอะไร? เกิดความยึดมั่นถือมั่นหวงแหน ไม่ยอมให้ตกเป็นของผู้อื่นด้วยอำนาจของอุปาทาน นับว่าเป็นความทุกข์ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย ไม่มีเวลาที่จะว่างเว้น ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ก็ดิ้นรนต่อไป เพราะถูกความอยากมาบังคับบัญชาให้เสาะแสวงหามาสนองความต้องการให้ได้
จะไกลแสนไกล ยากเย็นขนาดไหน ก็ก้ามหน้าก้มตาไปหามาจนได้ เช่น รังนก เอายากมาก แต่เมื่อมีความต้องการแล้ว พวกทำมาค้าขายก็อุปาทานแล้วว่าได้ราคาดี ไกลขนาดไหนก็ไป แพงขนาดไหนก็ซื้อ เพราะต้องการให้กำลังดี โง่แลกโง่ก็เลยช่วยกันโง่ ตกเป็นทาสความโง่ทั้งคู่
อีกอย่างหนึ่ง ความห่วงใยอาลัยก็มีมากมาย ทำให้จิตผูกพัน ไม่ต่างอะไรกับการติดคุกตะราง ไม่มีความอิสระในตัวเองเลย ความเคยชินต่อความเห็นผิดที่มีมาจนนับภพนับชาติไม่ไหว จึงไม่มีความรู้สึกว่า รูปนามเป็นโทษเป็นภัย ไม่มีใครมาแก้ ก็ไม่เห็นโทษเห็นภัย ไม่ต่างอะไรกับหนอนที่อยู่ในพริก มันไม่รู้สึกร้อนหรอก
ฉะนั้น เราต่างก็เพียรพยายามเอาจริงเอาจังกับรูปนาม ซึ่งไม่มีความจีรังยั่งยืนทุกเสี้ยววินาที รูปนามเกิดดับอยู่ตลอดเวลา รูปนามเกิดจากปัจจัยคือ อวิชชาและตัณหา อวิชชาเป็นอดีตเหตุ ตัณหาเป็นปัจจุบันเหตุ และทั้งสองก็เป็นปัจจัยให้เกิดอนาคตผลใน ๓ กาล
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:28:34 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อเป็นอย่างนี้ทุกวันทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัตว์ทั้งหลายจึงตกอยู่ในวังวนคือ วัฏฏะ มีดวงตามืด ดวงตาบอด มองไม่เห็นว่าโลกคือความทุกข์ ทุกคนต่างจะพัฒนาเศรษฐกิจ และเพียรยกฐานะประชาชนให้กินดีอยู่ดีกันทั้งนั้น แม้พระสงฆ์องค์เณรก็พากันคล้อยไปตาโลก ไปเรียนอินเตอร์เน็ตไปเรียนคอมพิวเตอร์ ไม่ได้สั่งสอนประชาชนให้รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่อันนี้เป็นหน้าที่ของพระ แต่เพราะถือว่าล้าสมัยแล้ว พยายามช่วยกันปิดหูปิดตาในสิ่งที่ควรจะเปิด ยิ่งทำยิ่งมืดใหญ่ ผลที่สุดก็ไม่ได้อะไรเลย ได้แต่คว้าน้ำเหลว แล้วก็ตายไปเปล่าๆ
เมื่อตายแล้วก็ช่วยกันผลาญเงินต่อไป ต้องใช้งบประมาณเท่านั้นเท่านี้ทำศพ หมดกันเป็นหมื่นเป็นแสน ทั้งที่ความจริงแล้ว เราท่านน่าจะอุทิศร่างกายให้เป็นวิทยาทานไป เป็นการสร้างปัญญาให้แก่เยาวชนต่อไป คิดอย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ
คนเราเกิดมาก็เหมือนคนเดินทางไกล มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพักเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น อีกไม่นานก็ต้องตาย แล้วก็เดินทางไกลอีกต่อไป ทำไมไม่รีบสะสมเสบียงเพื่อไปไว้ใช้กินในระหว่างทาง จะไปหวังพึ่งใคร อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ ตนนั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
พระพุทธเจ้าสอนให้พึ่งตนเอง ไม่ให้พึ่งคนอื่น พระองค์อุบัติขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์แก่สังคมมากมาย ในบั้นปลายพระชนมชีพของท่าน ก็บำเพ็ญประโยชน์ในด้านการปฏิบัติวิปัสสนาไว้มาก ทำให้นักปฏิบัติหลายคนได้นัยในการปฏิบัติไว้มากมาย โดยเฉพาะวิปัสสนาธุระบัดนี้ค่อยๆ เสื่อมไปจากโลกแล้ว เฉพาะอิริยาบถบรรพนั้น หมดไปตั้งแต่อาจารย์วิสุทธิมรรคเมธาวีที่พม่ามรณภาพแล้ว ท่านเป็นผู้ที่สอนได้อย่างแนบเนียนคมคาย ตอนนี้มีเหลือบางสำนักเท่านั้น
ฉะนั้นเรารีบขวนขวายไว้ ชีวิตเราต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ไม่ใช่รู้นิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้ว ปัญญารู้ในพระพุทธศาสนานี้เป็นปัญญาที่เข้าถึงความจริง แล้วเราไม่ต้องไปขออะไรหรอก อยากได้ให้สร้างเหตุ แล้วมีผลเอง เช่น อยากรวย ก็หมั่นบริจาคทาน อยากอิ่มข้าวปลาอาหารมาก ก็ต้องบริจาคมาก แต่ก็ต้องเกิดอีก
แต่สิ่งที่เราลืมคิดว่า ควรจะอธิษฐานในสิ่งที่เป็นประโยชน์บ้างคือ ขอให้พบนักปราชญ์ในทางธรรมทุกชาติ และขอให้มีโอกาสสร้างบารมีธรรมตลอดไป แล้วขอให้เป็นคนยินดีรับคำสอนมาพัฒนาตนเองตลอดไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางคือมรรคผลนิพพาน
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:28:50 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 6
หากถามว่า วิปัสสนาธุระคือธุระอะไร ตอบ วิปัสสนามีกิจไปดูทุกข์ เพื่อละทุกข์นั่นเอง เพื่อความเข้าใจง่ายเกี่ยวกับชีวิต
ถาม ชีวิตแปลว่าอะไร ตอบ ชีวิตแปลว่า ความเป็นอยู่
ถาม ชีวิตแปลว่าความเป็นอยู่ของอะไร ตอบ ความเป็นอยู่ของธรรมะ ๒ อย่าง คือ ความเป็นอยู่ของรูปที่เรียกว่า รูปชีวิต และความเป็นอยู่ของนามที่เรียกว่า นามชีวิต
ถาม ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตอบ เกิดด้วยธรรมะ ๔ อย่าง คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม
ถาม ชีวิตที่เป็นอยู่ได้จำเป็นต้องอาศัยธรรมะ ๔ อย่าง อะไรบ้าง ตอบ ๑. ลมหายใจเข้าออก
๒.อิริยาบถ เป็นความจำเป็นต้องผลัดเปลี่ยนอยู่เสมอในอิริยาบถ ถ้าอยู่ในอิริยาบถเดียวนานๆ ชีวิตต้องตายแน่ๆ
๓.อาหาร มีพร้อมทั้งคาวและหวาน ถ้าขาดอาหารก็ต้องตาย
๔.อุตุ ความเย็นความร้อน เพราะร้อนเกินไปก็ตาย เย็นเกินไปก็หนาวตาย
เมื่อตัวอวิชชาความไม่รู้จริงว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ก็เป็นเหตุให้เกิดตัณหาอยากได้ชีวิต เป็นเหตุให้เกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในชีวิต
เมื่อยึดมั่นถือมั่นโดยเห็นว่าชีวิตนั้นดีมีความสุขก็เป็นเหตุให้เกิดการทำความดี การทำความชั่วอันเป็นตัวกรรมต่อไป เช่น เห็นว่าเกิดเป็นเทวดาดี เทวดาไปด้วยหิริ โอตตัปปะ จาคะดีนะ ก็เป็นเหตุให้เร่งเร้าในการทำกรรมต่อไป กรรมก็บันดาลให้ชีวิตเกิดต่อไป หมายความว่า ถ้ากระทำชั่วก็สร้างให้เกิดชีวิตที่ไม่ดี เช่น ชีวิตของสัตว์ในนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน ถ้าทำกรรมดีก็สร้างชีวิตให้เกิดดี เช่น เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:29:05 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 7
คนส่วนมากเห็นว่าการเกิดเป็นมนุษย์ดีมีความสุข ยิ่งเป็นเทวดาพรหมด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความสุข คนส่วนใหญ่จึงพยายามกระทำกรรมดี เพื่อให้เกิดในสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นจำนวนมาก
หากถามว่าความคิดเห็นอย่างนี้เป็นความคิดเห็นตรงกับพระอริยเจ้าหรือไม่
ตอบว่า ไม่ตรง เพราะพระอริยเจ้าเห็นว่า การเกิดนั้นไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตามต้องเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แม้ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา พรหมก็ต้องทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ชาติ ปิ ทุกฺขา แม้ชาติความเกิดก็เป็นทุกข์
ด้วยเหตุนี้พระอริยเจ้านับตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป จะอกแตกตายถ้าไม่ได้บวช เพราะท่านกลัวความเกิด เพราะชาติเกิดจัดเป็นปฐมทุกข์ เป็นการเริ่มต้นของความทุกข์ทั้งปวง ความทุกข์เป็นผลที่มาจากสมุทัย
ฉะนั้นได้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ได้มาจากเหตุอดีตด้วย แต่พระนิพพานมีอยู่ ไม่ได้มาตั้งแต่เกิด แต่ต้องทำให้เกิด เพราะเมื่อไม่เกิดอย่างเดียว ความแก่จะมาจากไหน ความเจ็บจะมาจากไหน และความตายจะมาจากไหน
ตัวอย่างเช่น คนที่หัวล้านแบบผมไม่สามารถงอกได้แล้ว ก็ไม่สามารถมีผมหงอกฉันใด เมื่อไม่เกิด ก็ไม่มีความแก่ ความเจ็บ ความตายฉันนั้น ความทุกข์อันเกิดจากความโศกเศร้า ปริเวทนาการความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จะเอามาจากไหน คนที่มีความรักมาก เช่น มีลูกมาก ก็ต้องมีรักมาก ก็ต้องทุกข์มากเพราะความรัก คนที่มีสมบัติมาก ก็ต้องมีทุกข์มากเพราะสมบัติ ต้องคอยดูแล เมื่อไม่มีสมบัติต่างก็พยายามแสวงหาสมบัติ ต้องเป็นทุกข์ในการแสวงหาแล้ว ยังเป็นทุกข์จากการอารักขทุกข์อีก เพราะเกรงสมบัติที่ตัวเองรักจะฉิบหายไปด้วยโจรภัยบ้าง อัคคีภัยบ้าง กลัวต้องพลัดพรากจากสิ่งต่างๆ รวมความว่าคนที่มีสมบัติ แม้กระทั่งชีวิตเรา คนที่เรารัก เช่น มารดาบิดา สามี ภรรยา บุตรธิดา ก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น เพราะมีสมบัติแล้วย่อมคู่กับวิบัติ ชีวิตจัดเป็นสมบัติด้วย ไม่วันใดก็วันหนึ่งท่านทั้งหลายก็ต้องเจอความวิบัติไปจากชีวิต
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:29:19 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 8
ชีวิตนักบวชหรือฆราวาสดีกว่ากัน
เมื่อตั้งคำถามแก่โยมคนหนึ่งว่า มีคนกล่าวว่าชีวิตนักบวชดีกว่าฆราวาส แต่บางคนกล่าวว่า ชีวิตนักบวชพระเณรสู้ชีวิตของฆราวาสไม่ได้ เมื่อมีคำค้านเช่นนี้ เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องตัดสิน ว่าชีวิตใครดีกันแน่
โยมคนนั้นตอบว่า คิดว่าชีวิตนักบวชน่าจะดีกว่าชีวิตฆราวาส เพราะชีวิตนักบวชไม่ต้องมีภาระทางโลก มุ่งแต่ศึกษาธรรมอย่างเดียว น่าจะปฏิบัติธรรมได้ดีกว่าชีวิตฆราวาส
คำตอบที่แท้จริงก็คือ ผิดทั้งคู่ จะเป็นชีวิตไหนก็ตาม ถ้าต่างคนต่างปฏิบัติตนตามหน้าที่ของตนได้ จะเป็นชีวิตไหนๆ ก็นับว่าดีทั้งนั้น คือหากตนเป็นฆราวาสก็อาศัยธรรมของฆราวาส คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ครองตนมีเบญจศีลเบญจธรรม ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม เช่น สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย ห้องอุบาสิกาเต็มหมด แต่ห้องของพระภิกษุไม่เต็ม มีพระมาปฏิบัติน้อย เพราะอะไร ทั้งๆ ที่ชีวิตพระมีโอกาสมากกว่า แต่ไม่ใช้โอกาส อย่างนี้ก็ไม่ดี
หากว่ามีฐานะเป็นบิดามารดาก็ตั้งตนอยู่ในธรรมะ อันเป็นหน้าที่ของบิดามารดาในมงคลสูตรเป็นบุตรก็ต้องตั้งตนอยู่ในธรรมะอันเป็นหน้าที่ของบุตร มีความกตัญญูกตเวทิตา
เป็นครูอาจารย์ก็ต้องตั้งตนอยู่ในธรรมะอันเป็นหน้าที่ของอาจารย์ เป็นที่รักที่เคารพ
เป็นศิษย์ก็ต้องตั้งตนอยู่ในธรรมะอันเป็นหน้าที่ของตน
เป็นพระเณรนักบวชก็ต้องตั้งตนอยู่ในธรรมะอันเป็นหน้าที่ของพระเณรนักบวช คือ ไตรสิกขา มีการศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติตนให้ถึงมรรคพรหมจรรย์ แล้วก็ต้องปฏิบัติตนเป็นเนื้อนาที่ดีของโลก ทำตนให้สมกับที่ชาวโลกเขากราบเขาไหว้ ปฏิบัติตนตามหน้าที่ศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องของไตรสิกขา เมื่อรู้แล้วก็ปฏิบัติตนตามความรู้นั้น เพราะรู้แล้ว หน้าที่ต่อไปคือ ชวนกัน ช่วยกัน เผยแผ่ธรรมะคำสอนออกสู่ประชาชนตามหน้าที่ของพระ ผู้ต้องให้ เพราะขอเขากิน ต้องชดใช้เขา
ถ้าปฏิบัติตนได้ดังนี้ จะเป็นชีวิตไหนๆ ก็แล้วแต่ ก็ดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าทอดทิ้งชีวิตของตน ในเมื่อตนได้ชีวิตนั้นๆ มา ก็ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น
ฉะนั้น จึงสรุปว่าอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่ห่มผ้าเหลือง หรือผ้าขาว หรือผ้าสี อยู่ที่ธรรมะครองใจ อยู่ที่รู้จักหน้าที่ของตน
'
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:29:36 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
สลักธรรม 9
ดังนั้น จึงไม่ควรเสียใจว่าเกิดเป็นหญิง เกิดเป็นชายในตระกูลต่ำ มีความไม่พร้อมที่จะบวชเรียนเพียรทำ เราไม่มีโอกาสบวชก็เรียนเพียรทำทางมรรคผลนิพพานได้ เพราะว่ามรรคพรหมจรรย์ไม่ให้สิทธิแก่ใครบางคน ให้สิทธิทั่วไป
และเราก็ควรมีเครื่องประดับของชีวิตกันก็คือ เบญจศีลและเบญจธรรม ชีวิตคนเรามีศีล ถ้าเว้นจากปาณาติบาตได้ ก็เป็นผู้มีจิตใจเมตตากรุณา เมื่อจิตเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย ก็ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับความอยู่เย็นเป็นสุขไปด้วย เป็นผู้ป้องกันไม่ให้เบียดเบียนข่มเหงเขา แต่ถ้าขาดเมตตากรุณาจิตใจก็โหดเหี้ยมดุร้าย
ฉะนั้น ชีวิตพระหรือฆราวาสก็ดี ขึ้นอยู่กับทำดีหรือเปล่า พระส่วนใหญ่ที่เดินอยู่นั้น ไม่ใช่พระสงฆ์นะ ขอเตือนไว้ก่อน พระสงฆ์คือพระสุปฏิปันโน พระที่เราเห็นทุกวันนี้เรียกว่า สมมุติสงฆ์ แต่ถ้าเป็นพระสุปฏิปันโนนั้นเป็นพระผู้ปฏิบัติดีตลอด
ส่วนบุคคลที่ไม่มีเมตตากรุณาก็จะเอารัดเอาเปรียบต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่นอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่มีความร่มเย็นเป็นสุข สังคมก็เสื่อมทราม ฉะนั้น เราต้องเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ต้องเจริญเมตตาจิต เจริญกรุณาจิตอยู่เนืองๆ ยังไม่พอ ต้องหมั่นทำ แต่ก็ไม่แน่... หากมีงูตัวหนึ่งจะกัดเรา เรามีไม้อยู่อันหนึ่ง เราจะวิ่งหนีงูหรือตีงู โดยธรรมชาติของชีวิตก็ต่อสู้กับงูอยู่แล้ว เพราะขาดเมตตาจิตกรุณาจิต
ฉะนั้น มนุษย์เราความสำคัญจึงอยู่ที่เบญจศีลเบญจธรรม เมื่อมาเรียนวิชาพระพุทธศาสนาแล้ว จะเห็นวิชาเหล่าอื่นเป็นภัย เพราะเรียนแล้วมีคู่แข่ง มีคนเก่งกว่า แต่พระพุทธศาสนาเรียนแล้วได้นามรูปปริจเฉทญาณ ก็ร้องอ๋อ ใครๆ เดินตามมรรคอันมีองค์ ๘ ก็ได้เหมือนกัน ปัจจัยปริคหญาณก็ได้เหมือนกัน เมื่อไปถึงปัจจเวกขณญาณโอนโคตรปุถุชนเป็นพระโสดาบันก็เหมือนกัน ทิฏฐานุสัยหมดแล้ว แม้ว่าจะหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่จิตหรือใจไม่มีทิฏฐานุสัยเหมือนกัน
ฉะนั้น เป็นหลักการวิชาเดียวเท่านั้นในโลก และเป็นอมตะที่สุดคือ เมื่อใครทำแล้วเหมือนกัน นอกนั้นได้ไม่เท่ากัน พ่อจึงอธิษฐานอยู่เสมอว่า ขอให้ข้าพเจ้าใฝ่เรียนพระอภิธรรมปิฎก ใฝ่รู้เรื่องชีวิต ใฝ่ได้ปัญญา ก้าวหน้าในเจตนาที่จะพาเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายพ้นทุกข์ และเมื่อใดก็แล้วแต่ที่ข้าพเจ้าสมควา,มุ่งหมายคือพ้นทุกข์ หรือพาเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายพ้นทุกข์ได้แล้ว ปัญญาบารมีทั้งหลายที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนทุกๆ พระองค์ ขอให้จบไปพร้อมกับชีวิตแห่งการไม่เกิดของข้าพเจ้าเท่านั้น
เพราะเมื่อเรียน ก็มีการค้นได้ แต่เมื่อจบชีวิตแล้ว ก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ไม่ต้องค้นแล้ว
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ก.ย. 2556 , 11:29:52 น.] ( IP = 125.27.161.212 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |