มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การพิทักษ์พระพุทธศาสนา (๖)







การพิทักษ์พระพุทธศาสนา (๖)


วิปลาส คือ สิ่งที่โง่ หรือ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

คนมีไหม? มีโดยสมมติขึ้น แท้ที่จริงไม่มีคน ไม่มีชีวิต แยกให้เห็น คนที่นั่งอยู่นี่ และสามารถมองเห็นได้ คือ อวินิพโภครูป ๘ สัททารูป ๑ วิการรูป ๓ เอกันตกัมมชรูป ๙ จิตตชรูป ๗ คือ รูป ๒๘

ใครเป็นผู้เห็น – จิตเป็นผู้เห็น

เห็นได้ด้วยอะไร – เห็นด้วยมีสัพพสาธารณเจตสิก ๗ ครบ ตัดสินปุ๊บเลยว่าเป็นหลวงพ่อเสือ อธิโมกข์เข้า เว้น วิจิกิจฉา (เมื่ออธิโมกข์มา วิจิกิจฉาต้องออกเพราะ เป็นธรรมที่ตรงกันข้าม )อธิโมกข์เป็นเจตสิก เกิดขึ้นที่จิต เกิดที่เดียวกับจิต ตั้งอยู่กับจิต และดับพร้อมกับจิต

ฉะนั้น เช่นเดียวกัน วิปลาสก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับจิต สัญญาของเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัญญาอยู่กลาง สัญญาวิปลาส ที่ถูกทิฏฐิวิปลาส และจิตวิปลาส มันก็ทำงานวนเวียนอยู่เป็นลูกโซ่ที่หมุนตัวต่อเนื่องกันอยู่ในวัฏฏะภัยของเรา

ภัยของเรานั้นจึงน่ากลัว ไม่รู้อะไร คืออะไรที่ใหญ่ที่สุด คำตอบ คือ กรรมใหญ่ที่สุด กรรมจำเพาะเจาะจงมุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข เมื่อเธอทำอย่างนี้ต้องได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ต้องได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ต้องได้อย่างนี้ ทำชั่วย่อมต้องได้ชั่ว ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วน้อยย่อมได้ผลของชั่วน้อย ทำชั่วมากย่อมได้ผลของชั่วมาก เช่น อนันตริยกรรม ไม่มีใครลิขิตเลย สวรรค์ลิขิตหรือฟ้าบันดาล พรหมประทานไม่มี เราทำของเราเอง จึงต้องแก้ไขกรรมของเรา ด้วยการเริ่มต้น ทำลายทิฏฐิที่วิปลาสออกไป เพื่อจิตจะได้ไม่วิปลาส และสัญญาของเราจะได้สะอาด

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:40:15 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เพราะอาจารย์บุษกรบอกว่าพระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิวัติความสกปรกด้วยสุทธิ บริสุทธิ วิสุทธิ สะอาดธรรมดา สะอาดบริสุทธิ์ สะอาดหมดจด

สะอาดธรรมดา – ศีล สะอาดบริสุทธิ์ – สมาธิ สะอาดหมดจด = ปัญญา ๓ ชั้น เรียกว่า ไตรสิกขา หรือ มัคคพรหมจรรย์ ฉะนั้น เมื่อเราต้องการอย่างนี้แล้ว เราต้องรักษาศีล ด้วยศีล ๕ ทำสมาธิ ทำปัญญา ๓ ตัวนี้ เมื่อทำงานอยู่ก็ทำงานอยู่ในที่เดียว เช่น ในอิริยาบถใหญ่มีเดิน ยืน นั่ง นอน เรียกว่า อิริยาบถ ๔

ฉะนั้น หนึ่งเดียว คือ เมื่อเรานอนอยู่ก็รู้ว่านอน ๑ ใน ๔ ถ้าเผื่อเอารูปยืนขึ้นมา ยืนก็เป็น ๑ ใน ๔ ถ้าเอารูปนั่งขึ้นมา รูปนั่งก็เป็น ๑ ใน ๔ ถ้าเผื่อรูปเดินขึ้นมา รูปเดินก็เป็น ๑ ใน ๔ “กาเย กายานุปัสสี” อิริยาบถ ๑ ใน ๔

เมื่อเข้าใจแล้วถ้าเป็นด้านอิริยาบถจะมี ๑ เดียวเท่านั้น ๑ ใน ๔ ก็เป็นสติปัฏฐาน คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เวทนาก็มีสุขเวทนาทางจิต ทุกขเวทนาทางจิต อุเบกขาเวทนา เพราะอารมณ์เป็นสุขทางกาย อารมณ์ที่เป็นทุกข์ทางกายก็มี ฉะนั้น เรียกว่า เวทนา

อะไรก็แล้วแต่ เมื่อปรากฏขึ้นมาก็รู้ในเวทนานั้น เพียง ๑ เดียวอีกแหละ ถึงแม้จะมีหลายอย่าง แต่ทีละเวทนา ตรงดิ่งแห่งการมอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:41:45 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 2

พระพุทธองค์ทรงเจาะจงว่าในหลักแห่งสติปัฏฐานนี้ ให้ไปกำหนดทุกข์ซึ่งเป็นหน้าที่ของเธอ แม้เวทนามีมาก อิริยาบถมีมาก แต่มีมาทีละอย่าง ถ้าเผื่อ ๑ ใน ๔ ก็เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เวทนาที่มีอยู่ ๕ อย่างก็เอามาหนึ่งเดียวเป็น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

จิตรับรู้อารมณ์ ๖ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ แต่รับทีละหนึ่งเดียว ก็รู้ในจิตที่รู้อารมณ์นั้น เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ฉะนั้น นามธรรมที่มีอยู่แต่มองไม่เห็น เช่น เบื่อ หงุดหงิด มีจริง แต่มองไม่เห็นเป็นนามธรรม

ความรู้สึกพอใจ ความรู้สึกไม่พอใจ รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง เมื่อย ปวด เจ็บ ต่างๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจ หรือนามทางใจ หรือรูปทางใจ เช่น เราสามารถจำพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ ซึ่งในขณะนี้ไม่มีรูปให้เห็น แต่เราจำได้ เป็นนามทางใจ

ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้เป็นสังขตธรรม ธรรมชาติใดที่เป็นสังขตธรรม ธรรมชาตินั้นเป็น อนัตตา “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” บังคับบัญชาไม่ได้ จึงให้กำหนดรู้เฉยๆ กำหนดรู้ในธรรมชาตินั้นๆ มันเกิดขึ้นแล้วก็เพียรพยายามประคองจิตให้กลับเข้ามาที่ฐานเดิม เป็นผู้ที่มีปัญญาแก่กล้า

ธรรมที่เป็นอนัตตานี้ยาก จึงจะต้องเป็นผู้ที่แก่เรียนและแก่ปฏิบัติมาก เช่น พระสมณโคดม สภาพแห่งอนัตตาธรรมจึงสามารถปรากฏขึ้นได้ เป็น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:43:50 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อเป็น สติปัฏฐาน ๔ แล้ว ก็จะรื้อสัญญาออกหมดเลย ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ตัวสังโยชน์ ก็คือ ทิฏฐิ หรืออวิชชาที่ร้อยรัด พอรื้อสัญญาได้ ทิฏฐิก็ไม่วิปลาส จิตก็ไม่วิปลาส สัญญาก็ไม่วิปลาส มันก็รื้อของมันเอง มีหน้าที่รื้อสัญญา เอาเสาออกไป หลังคาอยู่ได้ไหม ไม่ได้ บ้านโครม กำแพงฝา ล้มหมด

ฉะนั้น วางใจให้ถูก ก็คือ โยนิโสมนสิการ ตรงเข้าใจว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเรา เป็นที่กำหนด

ตามีหน้าที่เห็น

หูมีหน้าที่ได้ยิน

จมูกมีหน้าที่ได้กลิ่น หอม เหม็น

ลิ้นมีหน้าที่รู้รส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

ทางกายมีหน้าที่รู้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง

ทางใจ (ธัมมารมณ์) มีหน้าที่ รู้รูป รู้นาม

แก้นิดเดียวเอง ทางตา เราต้องแก้สัญญาที่โง่ รื้อสัญญาโง่ ละสังโยชน์เลย รื้อสัญญา ละสังโยชน์ จนความชำนาญของปัญญาผู้นั้นแก่กล้า เกิดนาม-รูปปริเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สมสนญาณ เรียกวิปัสนาญาณหนึ่งเป็นปัญญาที่จริงๆ แล้ว

ญาณที่หนึ่งคือ นับตั้งแต่ สัมมสนญาณ นับไป วิปัสสนาญาณ ๑๐ รื้อสัญญา ละสังโยชน์ จนโอนโคตรปุถุชน

โคตรภูญาณมีหน้าที่รื้อสัญญาละสังโยชน์ ทำให้ชิน ทำให้เหมือนเศษสตางค์ เมื่อมีทรัพย์มาก แล้วก็สามารถเปลี่ยนโคตรได้จากคนจนเป็นเศรษฐี จาก สติ ธรรมดา ทีละแก๊งๆ ทุกๆ วันก็เป็นมหาสติ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:46:33 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 4

มหาสติปัฏฐาน ที่มีความยิ่งใหญ่ ใหญ่กว่ามหากรรม เพราะไม่มีคำว่า มหากรรมเลย ฉะนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่า มหาสติเท่านั้นเอง จึงจะรื้อสัญญา โอนโคตรปุถุชนสู่อารยชน นับตั้งแต่พระโสดา สกิทาคา อนาคามี สู่พระอรหันต์

ฉะนั้น รื้อโง่ออกทางตา เราโง่ตรงเห็น คิดว่าเราเห็น จึงต้องกำหนด นามเห็น มาหยุดแค่ตรงเห็น พอมีสติ อาตาปีดีแล้วนี่ คลื่นแสงที่มากระทบเป็นนามเห็น รู้ก็เป็นนามรู้ ไม่ใช่เป็นเราเท่ากับ ควบคุมการทำงานของจิต หรือเจตนาของเราก็อยู่ในรื้อสัญญา ละสังโยชน์

กิเลสเกิดขึ้นที่จิต แต่จิตมีงานทำด้วยปัญญา รื้อสัญญาๆ ๆๆ เป็นนาม เป็นนามหมด จะรู้อะไรก็เป็นนามหมด เพื่ออะไร เราก็ประคองจิตให้อยู่ในนาม โดยไม่ใส่ใจอย่างอื่น

ก็คือ ตัดความเป็นแสงอะไร เรื่องอะไร สีอะไร ชอบไม่ชอบ มันก็จะอภิฌชาและโทมนัสไม่ได้ จิตก็ตกกระดานไม่ได้ เพราะเราตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันครบ ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ ด้วยสติมา สัมปัชชาโน อาตาปี เพราะไม่รู้ว่าเป็นอย่างอื่น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:48:50 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 5

ทางหู โง่ก็อยู่ตรงได้ยิน หลงว่าเราเป็นผู้ได้ยิน แท้ที่จริงเป็นนามได้ยิน เช่น เรากำลังใส่ใจในการเขียน แม้จะมีคนอื่นเข้ามา เราก็ไม่ใส่ใจ มันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ทั้งพอใจ หรือไม่พอใจ อภิชฌาโทมนัสก็ถูกทำลาย

ขอให้มีสติตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน มีปัญญา มีขณิกสมาธิอยู่ตลอดเวลา มีสติอยู่ตลอดเวลาไม่เผลอไปจากนามรูป อะไรเข้ามาก็เข้ามาไม่ได้ เราเป็นเป้านิ่งแต่ทิ้งความเจ็บปวด เพราะเรากำลังเป็นนักเรียน นักศึกษา นักปรัชญา และเป็นผู้มีปัญญา

สิ่งที่นอกหนือปัญญาไม่มีอะไรเลย ไม่มีค่าต่อเราเลย แล้วฆ่าเราไม่ได้ เพราะผู้ที่มั่นคงแล้วย่อมไม่หวั่นไหว ฉะนั้น จริงเสียอย่างสำเร็จทุกอย่าง อย่างอื่นไม่มีผล

แต่เพราะว่าจิตของเรามันซัดส่ายมันไปกับเรื่องราวต่างๆ มันไม่รับ มันฝึกมานาน เราต้องฝึกจิต ตรงดิ่งแห่งการมองไม่เผลอไปจากนามรูป กำลังทำเรื่องอะไรอยู่ ให้อยู่กับเรื่องนั้น

อะไรมีเกิดขึ้นต้องอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ กับสิ่งที่ตั้งอยู่ ที่มันผ่านไป ก็เรื่องของมัน อะไรที่อารมณ์แรงก็อยู่ตรงนั้น มาอยู่ที่กาย เวทนา จิต และธรรม ฉะนั้น ธรรมชาติที่มาเป็นวิบากเล็กน้อย ก็กระทบปุ๊บหนึ่ง

เช่น มีเสียงรถกระทบปุ๊บหนึ่ง เสียงรถน่ารำคาญจัง จะต้องกำหนดฟุ้งไหม หรือจะเป็นนามได้ยิน แต่ฉันได้ยินนี้ อย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา กลับมาเริ่มต้น ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ใหม่ เพราะมันเป็นธรรมชาติที่บังคับบัญชาไม่ได้

แต่เรารู้ว่าเป็นนามฟุ้ง แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ รื้อสัญญา สังโยชน์หมด ต้องวางใจให้ถูก การวางใจเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนแต่เป็นเรื่องส่วนรวม ต้องหาความเชื่ยวชาญในการวางใจ หรือเรียกว่า เท่าทันจิต เป็นเรื่องราวของจิต แล้วนามปวด ที่ปวด หรือนามฟุ้ง แต่ทำไมจึงปวดอยู่เรื่อยๆ นั่นคือ คำพูด

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:51:29 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 6

กรณีที่ถามนี้ เป็นกรณีจำผิด เพราะทิฏฐิผิด จิตผิด สัญญาผิด แล้วสัญญามาบ่อยๆ ฉะนั้น ต้องรื้อสัญญาบ่อยๆ อะไรมาบ่อยๆ ต้องรื้อบ่อยๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน โครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดี ทั้งชั่ว

แต่เรื่องเรียนต้องรู้ทฤษฏีเดียวกัน แล้วปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่ละคนไป ด้วยความรู้ด้วยเข้าใจ รู้ด้วยเข้าใจคือรู้ด้วยปัญญา เช่น เขียน ก ก ก ก ก ๕ ครั้ง ก็รู้ว่าเป็น ก.ไก่ ๕ ครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว

ทำไมจึงรู้ เพราะจิตรู้ แต่ตรงมอง ตรงคิด เป็นสัญญารู้ แต่ตรงตอบ เป็นจิตรู้ว่าตอบกี่ครั้งๆ มันมาบ่อยๆ มันไม่ใช่เป็นการประคอง แต่จะต้องรู้ว่า การรู้ครั้งนี้เป็นการรู้ด้วยปัญญารู้ด้วย อันนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนที่จิตจะรู้ แต่เป็นถูกรู้เรื่องเดียวกัน

แม้จะเป็น ก ตัวเดียว แต่ความล่วงรู้ของจิตนั้น ไหวพริบ ปฏิภาณ ความชำนาญ และการสอดส่อง สังเกตต่างกัน จำต้องหมั่นสังเกต

ฉะนั้น จิตนั้นไวไปดี จิตนั้นไวไปชั่ว จิตไวไปดีหนีปัญหา จิตไวไปดีและมีปัญญา ปัญหาก็ไม่มี

จิตนั้นทำหน้าที่ เช่น เดินอยู่ปวดขา กำหนดรูปเดิน เวทนาเกิดขึ้นที่ขา ก็กำหนดนามปวด แม้กระทั่ง นามปวด ก็รู้สึกว่านามปวด ก็ต้องแก้ไข ก็ต้องเดินไปนั่ง

ระหว่างที่เดินไปนั่งก็ยังไม่หายปวดอยู่ แต่เจตนาในขณะที่เดินไปนั้น มีสติในการไป แต่ถามว่า มันไม่ได้ปวดในที่เดียวกัน ไม่ใช่รูปเดียวกัน ไม่ใช่ในอาการเดียวกัน ไม่ใช่ลักษณะเหมือนกัน และไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เป็นจิตรับรู้ที่เหมือนคลื่นแสงที่เข้ามาบ่อยๆ

ถ้าเผื่อแยกโดยปัจจัยออกมา ที่โดยปัจจัย ฉะนั้น ที่เราแยกออกมาเป็น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ แยกออกไป ผัสสะมี ปัจจาการ ปัจจยุบัน ปัจจยธรรม

ฉะนั้น ยิ่งถ้าเผื่อผู้ที่เรียน ก็จะรู้ในลำดับที่ละเอียดขึ้นไป ซอยยิบขึ้นไป นั่นคือเรื่องเฉพาะตน เป็นปัญญา อย่าไปกลัวอะไร อย่าไปกลัวคำว่า ว่าจะแช่อารมณ์ กลัว เฉื่อยในความเพียรดีกว่า กลัวเฉื่อยในการปฏิบัติ “จะแช่ในอารมณ์วิปัสสนา ยังดีกว่าไร้ปัญญาโดยมีทุกอารมณ์” มันคนละอันกันเลย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:54:05 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 7

ทฤษฏีเดียวกัน เช่น น้ำ สูตรของน้ำที่แยกมวลสารแล้วคือ H2 O เหมือนกัน น้ำฝน สูตรเดียวกัน, น้ำลาย สูตรเดียวกัน เหมือนกัน

แต่ถามว่าในขณะนี้ ถ้าเผื่อน้ำ ก็คือ มวลสารอย่างนี้ ประกอบอย่างนี้ แต่มันเป็นน้ำฝนเติมเข้ามา น้ำลายเติมเข้ามา.. เหมือนกัน

หรือเช่น ตอนนี้ปวดตอนนี้ ปวดหนัก แล้วมีใจรู้ด้วยว่า เดี๋ยวจะไปถ่ายแล้ว เดี๋ยวจะไม่นั่งแล้ว มันมีอารมณ์ที่แทรกแซงเข้ามา เราก็เลยมีจิตละเอียดถี่ยิบเข้าไป ก็คือ ความไวของสติที่เข้าไประลึกรู้สึก ความไวของปัญญาที่เข้าไปตัดสิน สติรู้สึก ปัญญาตัดสิน สติรู้สึก ปัญญาตัดสิน ไม่ได้แช่อารมณ์

ฉะนั้น ต้องเป็นคนหัดไม่หวั่นไหว ในสิ่งที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่ว เช่น สิ่งที่เป็นธรรมดาของฟ้าดินในเมื่อฟ้าลิขิต สวรรค์บัญชา ไม่มีจิต ในเมื่ออาศัย ฟ้าและดินและบรรยากาศและธรรมชาติเป็นเครื่องช่วย เป็นตัวช่วย ฟ้าจะผ่า ฝนจะตกได้ยินบ้าง อยู่อย่างนั้นแล้ว อย่าไปหวั่นไหว สะดุ้งมามากแล้ว

แต่จงสะดุ้งกับสังสารวัฏฏ์ดีกว่า ไฟจะดับปุ๊บ เรารู้แล้ว แต่สัญชาตญาณตอบสนองสิ่งเร้า เราก็จะลุกไปดูที่หลอดอีก แต่พอเวลาไปเปิดเราไม่เห็นลุกไปดูที่หลอดเลย พอไฟมาปุ๊บไม่ต้องดีใจ เพราะเวลากลางคืน ตอนตี ๑ ไฟยังสว่างอยู่ ตอนตี ๒ ไฟยังสว่างอยู่ ดีใจไหม – ไม่ดีใจ อยากจะหลับ

ฉะนั้น ไม่มีอะไรเที่ยง ทุกอย่างจึงไม่เข้าท่าที่จะต้องไปปรารถนามัน ปล่อยมันไปตามเรื่องของธรรมชาติ ถ้าเผื่อเราสนใจ กระดานเสียอย่าง ไม่มีความหมาย บอกแล้วจริงเสียอย่างเดียว สำเร็จทุกอย่าง ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ถ้าเราไม่ยินยอม

ที่เป็นอยู่ทุกๆ วันนี้เพราะอะไร เพราะเห็นผิด ฉะนั้น วิชาเดียวเท่านั้นคือพุทธศาสตร์ ที่แก้ความเห็นผิด เห็นผิดว่าเราเป็นผู้เห็น แท้ที่จริงเป็นนามเห็น เห็นผิดว่าเราเป็นผู้ได้ยิน แท้ที่จริงนามได้ยิน ต้องกำหนดไป นามได้ยิน

กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งเหล่านั้น จะเกิดความคุ้นเคยกับเรา คือ คุ้นเคยในธรรมอันเป็นปรมัตถ์แล้วพระปรมัตถ์จะกลับมาคุ้มครองเรา เข้าไปหาท่าน ท่านจะกลับมา โดยที่เราบางครั้งไม่ได้กำหนด

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:56:51 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 8

ทางลิ้น เราหลงผิดตรงที่เราเปรี้ยว แท้ที่จริงรูปเปรี้ยว รูปเค็ม เวลาอาการปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ คือ กิริยาเค็ม เกิดขึ้น อาการเค็มนั้นเกิดขึ้น หรือ รสเค็มนั้นเกิดขึ้น เปรี้ยวมันเกิดขึ้น จึงต้องไปรู้ ที่ที่ของเรา ก็คือรูปรส รูปเค็ม รูปเปรี้ยว รูปหวาน ต้องกำหนดที่รูป รูปเผ็ด

ทางจมูก กลิ่นมีอยู่ 2 อย่าง หอม กับ เหม็น เราหลงว่าเราหอมเราเหม็น แท้ที่จริง กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น จึงต้องกำหนดรูปกลิ่น

นามเห็น นามได้ยิน รูปรส รูปกลิ่น หรือทางกาย ( เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย) เป็นรูปส่วน รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง เป็นนาม..ธรรมารมณ์ เล็กๆ น้อยๆ เป็นรูป หรือ นามก็ได้ แต่ธรรมต่างๆ นั้นเป็นอนัตตา

ฉะนั้น สภาพที่ดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นักศึกษาผู้ก้าวเข้ามาเริ่มต้น ใช้ตรงกลาง ไปกำหนดทุกข์ ไปดูทุกข์เพื่อพ้นทุกข์ ให้เป็นสุข นิพพานัง ปรมัง สุขัง ไปดูธรรมชาติที่ไม่เที่ยง จนอารมณ์ของตนเองนั้น ปลดจากสภาพความไม่เที่ยงเป็นเที่ยง

คือ เป็นอารมณ์นิพพาน ทั้งสุข ทั้งเที่ยง เป็นธรรมชาติที่บังคับบัญชาให้เกิดกับใครไม่ได้ เป็นอนัตตาอย่างเดียว อัตตา หรือ อนัตตา จึงไม่ต้องเถียงกัน อยู่ที่คำคำนี้คำเดียว

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 06:58:34 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )


  สลักธรรม 9

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสภาพใกล้เคียงกันมาก

ขณะที่สภาพธรรมนั้น รู้เข้าไปว่าเป็นทุกขเวทนาทางจิต เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตเป็นผู้รู้ เวทนาทางกาย ปัญญาก็จะรู้ด้วยจิตนั้นเอง ปัญญาก็จะอาศัยจิตนั้นรู้เข้าไป รู้สภาพในเวทนาของจิต ก็เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เพราะจิตเป็นวิญญาณขันธ์ และนิมิตอันเกิดจากการพิจารณาก็เป็นอนิจจลักษณะ วิปลาสธรรมที่ปหานได้ก็คือ นิจจสัญญา ตัวที่ถูกทำลายไปที่ไม่ดีก็คือมานะ หัวหน้าเขานั่นเอง
ฉะนั้น ยึดอะไรกัน รออะไรกัน ผลัดอะไรกัน เรียกว่า ผลัดใจให้เป็นคนใหม่ หัดทำเสีย เสียงที่ไม่ได้ตั้งใจพยายาม ใครจะหวี๊ด ใครจะว๊ายช่างเขา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ

จบเรื่องการพิทักษ์พระพุทธศาสนา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ก.ย. 2556 , 07:00:18 น.] ( IP = 110.168.167.249 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org