| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความพลัดพราก
สลักธรรม 1
เราก็ได้กล่าวอยู่เสมอๆ ว่า ขอถึงซึ่งพระพุทธ ขอถึงซึ่งพระธรรม ขอถึงซึ่งพระสงฆ์
เราขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า แต่มาบัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว และพระองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ก็ต้องทำปัญญาไป
ส่วนธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม พระธรรมนั้นมี ๑๐ อย่างด้วยกันคือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ปริยัติธรรม ๑ ซึ่งมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ก็ยังไม่ปรากฏกับเรา เราจึงยังไม่ถึงธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฉะนั้นสิ่งที่เป็นที่พึ่งของเราก็คือ การศึกษาปริยัติธรรม และจะทำให้เรารู้ว่า ทำอย่างไรเราจะได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แต่ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการศึกษา
ฉะนั้นใครไม่ศึกษา แล้วอยู่ดีๆ ได้มรรคผลนิพพาน เป็นไปไม่ได้ จึงขอเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า ชีวิตนี้คือโรงละครโรงใหญ่ บางครั้งเราก็เล่นบทเป็นผู้หญิง บางครั้งเราก็เล่นเป็นบทผู้ชาย เป็นพระเอก นางเอก นางร้ายด้วยโทสะ สารพัดตัวละคร เช้าตื่นขึ้นมา ก็ต้องอาบน้ำสระหัวไม่ให้เหม็น ผัดหน้าทาแป้ง
แต่จะเป็นใครก็แล้วแต่ จะสวยสดงดงามหรือทรามอย่างไร สุดท้ายก็เน่าเหมือนกัน ฉะนั้นเครื่องของต่างๆ ที่เราแต่งตัว ก็เป็นการบำรุงแก้ไขและเยียวยาให้อยู่ได้ แต่พอเป็นศพแล้ว ไม่นานก็เหม็นเหมือนกัน น้ำหอมที่ปรุงเข้าไป จะเป็นยี่ห้อสารพัด หรืออะไรก็แล้วแต่ ประพรมดับกลิ่นเหม็นเท่านั้นเอง ป้องกันไว้ แต่เมื่อตายแล้ว กลิ่นเหมือนกันหมดเหม็นเน่า
เพราะฉะนั้นมีอะไรบ้างที่มีความแตกต่างในชีวิต ไม่มีเลย ถ้าพูดสภาพทั่วไปตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เน่าหมด ขี้หัว ขี้หู ขี้ตา ขี้ฟัน ขี้ไคล แต่เรามีของรักษา ล้างให้สะอาดได้ แต่จิตใจของเราที่จมหมักด้วยอาสวกิเลส ซึ่งเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ ทำให้จิตใจหลงผิด ทำผิดไป จึงมีชีวิตโลดแล่นไปตามบทละครต่างๆ แล้วเมื่อละครจบฉากก็อำลาชีวิตไปจากชาติหนึ่งไปสู่ชาติหนึ่ง เราไม่เคยดูตัวเองเลย และเราก็ไม่รู้จักตัวเองเลย
เมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง แล้วเราจะหาสิ่งที่ชีวิตต้องการไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่เราจะศึกษา ถึงเวลาที่เราจะทำความดี เพื่อจะได้มีโอกาสกลับมาสะท้อนย้อนมองละคร อย่าเล่นละคร
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:54:58 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
สลักธรรม 2
จงตั้งเจตนาที่จะกระทำความดี เพราะความดีเท่านั้นที่จะคุ้มครองชีวิตรักษาชีวิต ปุถุชนคนเวียนว่ายตายเกิดเช่นเรา ให้หมั่นยกฐานะจิตใจให้ไปจากกองกิเลส และเป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำให้ได้ไกลจากความทุกข์ถึงซึ่งสันติสุขคือพระนิพพานได้ จะมีใจศรัทธา ในความดีคือกรรมดี ทำดีย่อมต้องได้ดี
จงมีศรัทธาในวิบากคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลเกิดขึ้นจากเหตุที่เราทำมาเองทั้งสิ้น
จงมีความศรัทธาต่อความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างใครทำใครได้ สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน จึงได้รับผลของตน
จงมีศรัทธาปสาทะต่อองค์พระชินสีห์ศากยมุนีที่ทรงเอื้อพระโอษฐ์โปรดสัตว์มามากแล้วให้พ้นทุกข์ว่า
จงเพียรพยายามละความชั่ว
จงเพียรพยายามประพฤติธรรม
จงเพียรพยายามขัดเกลาจิตใจให้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง
เมื่อมีศรัทธาแล้ว ก็อาศัยศรัทธานั้นสร้างความดีให้เต็มที่ให้มากที่สุด สุดความสามารถ เมื่ออยากจะรู้ว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นอย่างไร ก็เปรียบเหมือนกับ สิวฝ้าบนใบหน้าที่ตกกระ เราจะไม่รู้หรอก บางครั้งเราเป็นอย่างไรบ้าง ก็ไม่รู้ เช่น ตาขุ่น ตาดำ ตาซึม ตาเซื่อง แต่เมื่อเอากระจำมาส่องจึงรู้ว่าไฝฝ้าราคีอยู่ตรงไหน เราก็จะได้รู้จักและหาทางบำบัดได้ถูกต้อง
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:55:23 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
สลักธรรม 3
ความทุกข์อยู่ที่ไหน? ลองยกมือสูงๆ ค้างไว้ ตอนนี้เมื่อยหรือยัง? เมื่อยแล้ว ให้เอามือลง นี่ล่ะคือการแก้ทุกข์ได้แล้ว
เพราะชีวิตเป็นทุกข์ต้องเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย ทุกข์มันเกิดขึ้น ถ้าอยากจะหายทุกข์ก็ต้องแก้ไข แต่อย่าลืมว่าทุกข์มีอยู่ประจำ ที่บอกว่าทุกวันนี้มีความเดือดร้อนมีความทุกข์ใจนั้น ความทุกข์ต่างๆ เป็นผลที่มาจากเหตุทั้งสิ้น ไม่มีใครหรอกที่เอาทุกข์มาให้เราได้ มีแต่กรรมที่เราทำไว้ไม่ดีมาส่งผลให้เรา
คนเราเกิดมามีทุกข์ ๑๑ แบ่งเป็นทุกข์ประจำ ๓ เกิด แก่ ตาย ทุกข์จรอีก ๘ สำหรับทุกข์ประจำแก้ให้ไม่ได้แต่ชี้ทางให้ได้ แล้วต้องแก้ด้วยตัวเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้การแก้ทุกข์ประจำ พ่อศึกษาเล่าเรียนเข้าใจหลักการแก้ไขทุกข์ประจำ คือทำให้ถึงพระนิพพานแล้วไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย แต่ต้องแก้เองนะ สอนให้ได้ แต่ต้องทำเอง
ส่วนทุกข์จรเบ็ดเตล็ดอีก ๘ อย่าง เช่น ความทุกข์กายทุกข์ใจ ตัดอาลัยไม่ขาด พลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองปรารถนารักใคร่อย่างนี้ พอจะช่วยแก้ทุกข์ให้ได้
มีปัญหาถามว่า เมื่อต้องพลัดพรากจากคู่รักด้วยการจากเป็นจะทำใจอย่างไร? คำตอบก็คือ การพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรักนี้เป็น ๑ ในทุกข์ ๘ ของปกิณณกทุกข์ ซึ่งทุกคนต้องมีทั้งสิ้น เขาไม่จากเราไป เราก็จากเขาไป ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีใครเที่ยง แต่เมื่อจากตายก็ต้องมีธรรมะเตือนตนเองให้ รู้ว่าตอนนี้เขานอนในโลง อีกหน่อยเราก็ต้องนอนในโลงเหมือนกัน
เพราะชีวิตนั้นที่สุดของการเกิดคือความตาย ไม่มีใครไม่ตาย ก็เอามาเตือนตนเองเสมอ แทนที่จะโศกเศร้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องตายไป แล้วตัดอาลัยไม่ขาด ตัดไม่ขาดจริงๆ คือตัดความทรงจำไม่ได้ แต่เราตัดจากบาปอกุศลได้ แทนที่จิตจะเศร้าหมองก็ทำบุญกรวดน้ำ ทำความดีรักษาวงศ์ตระกูลไป ขึ้นชื่อว่าทำดี ขณะนั้นเราก็เหมือนได้อยู่กับท่านและท่านได้อยู่กับเรา การรักษาวงศ์ตระกูลก็เหมือนกับเราได้อยู่กับท่านและท่านได้อยู่กับเรา
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:55:46 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
สลักธรรม 4
ส่วนการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก จะเป็นคู่รักหรือบุตรธิดา สามีภรรยาก็เป็นของธรรมดา เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน
ถ้าจะพูดโดยตรงแล้ว นับว่าเป็นโชคดี ถ้าเราเห็นถูกไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว จะได้ความโชคดีกลับคืนมาคืออิสรภาพนั่นเอง
ถ้าคนออกเรือนไปแล้ว หรือมีคนรักแล้วตีใจจากไปนี่ ดีซิ..โดยเฉพาะถ้ายังไม่ออกเรือน เขาแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีความมั่นคงจริงแท้แน่นอนกับเรา บอกตั้งแต่เสียตอนนี้ดีกว่าไปออกเรือนมีลูกมีเต้า นี่คือกรณีที่หนึ่ง ถ้ามีลูกมีเต้าแล้วเป็นแม่หม้ายเป็นพ่อหม้าย แล้วจะเป็นทุกข์คือเห็นหน้าลูก แล้วจิตก็ประหวัดไปถึงพ่อเขาหรือแม่เขา ก็เป็นทุกข์ที่ร้อยรัดเพราะมีห่วง
ส่วนในด้านคู่รัก เมื่อเขาเปิดเผย ตอนนี้แหละดีแล้ว และไม่มีใครรักเราเท่ากับเรารักตัวเองหรอก เรารักใครก็แล้วแต่เรารักชั่วคราว แต่เราอุปาทานตลอดชีวิต เช่นอย่างไร
ฉะนั้น ใครจะนั่งรักกันตลอดเวลาได้ แต่อุปาทานตลอดเวลา ถ้าเห็นพ่อของเราเดินไม่ค่อยไหว เราก็ต้องรู้ว่า พ่อเรา แต่จะบอกว่าไม่ใช่พ่อ ก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นอุปาทานถ้ายึดติดแล้วเป็นการผูกพันที่เหนียวแน่นที่สุด
เช่นเดียวกันอารมณ์รักอารมณ์ใคร่นี้ เราจะอุปาทานว่าเขาจะต้องเป็นของเราตลอดเวลา เขาจะต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ แล้วเราถามตัวเองว่า เรารักเขาตลอดเวลาไหม เราคิดถึงเขาตลอดเวลาไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ แต่ยามเมื่อพลัดพรากไปจึงเห็นคุณค่า เหมือนคำว่าแกงจืดจะเห็นคุณเกลือ
ฉะนั้น จึงเป็นของธรรมดา เราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไป ก็มีอยู่ ๒ อย่าง จากเป็นกับจากตาย ทำไมล่ะ? ชีวิตเราต้องเนื่องด้วยเขาด้วยหรือ เวลาทุกข์เรากินของเราเอง ถึงเขาจะซื้อมาให้ แต่เราก็ต้องกินเอง
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:56:05 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
สลักธรรม 5
เรารักเขาเพราะอะไร? เพราะเขาดีกับเรา ชมเรา ไปรับไปส่ง แล้วเก็บสะสมไว้ว่า เขาดีกับเราใช่ไหม เราจึงรักเขาไม่มีใครเถียง ลูกรักพ่อ เพราะพ่อสอนให้ลูกได้ดี เป็นผู้ให้ใช่ไหม ถ้าเข้ามาแล้วพ่อว่าลูกตลอด ตบหัวตบหู เราก็ไม่รัก นี่คือธรรมชาติ
เมื่อมองในมุมที่เป็นจริง บัดนี้เขาทิ้งเราไป เพราะเขาไม่ดีกับเราใช่ไหม แล้วจะตามไปรักเขาทำไมล่ะ ในเมื่อเราก็ต้องกินเอง หิวเองสารพัด คนไม่มีคู่หรือออกเรือนไปแล้ว ต้องพลัดพรากด้วยความตายหรือหย่าร้างกัน ในด้านพระธรรมนี้คือได้อิสรภาพคืนมา
มีหลายชีวิตที่แต่งงานไป ร้องไห้กี่ครั้ง นับไม่ถ้วน แต่เมื่อมาฟังธรรมะ ได้รู้จักและวางใจถูก การได้เป็นโสดเป็นความโชคดี เราต้องมองให้ทะลุปรุโปร่ง อย่ามองสิ่งที่เราต้องการอย่างเดียว ต้องมองความจริงด้วย
และถ้าพูดถึงเหตุอดีต เราไม่ได้สร้างวาสนาบารมีมาในทางเดียวกัน ก็ต้องมีการพลัดพรากจากกันไป ถ้าเราเป็นคนดี คนที่มาหาเราไม่ดีก็ต้องไป ถามว่าเราเป็นคนดีหรือเปล่า ถ้าเขาไป เขาหมดบุญที่จะได้อยู่กับคนดี
ฉะนั้น เมื่อมั่นใจว่าทำดีและเป็นคนดี ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ ต้องมีอุปนิสัยเหมือนกัน สอดคล้องกัน คล้ายคลึงกัน ไม่อย่างนั้นต้องจากกันเร็ว ฉะนั้น แทนที่จะเศร้าโศก ก็มาดูตัวเองว่าดีหรือยัง ถ้าเราดีแล้ว เขาไปจากเราก็คือเขาหมดบุญ แต่ถ้าเรายังไม่ดีพอ แล้วเขาตีจากไป เราก็ต้องรู้ว่าเรายังไม่ดี เขาจึงไป ให้ดูเราตลอด แล้วเราก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ดีขึ้น อนาคตยังมีอีกไกล
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:56:26 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
สลักธรรม 6
ชีวิต คือการต่อสู้กับกิเลสที่ไม่มีทางชนะ กิเลสก็คือโลภ โกรธ หลง
โลภะ คือสภาวะของความอยากได้ เปรียบเหมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่รู้จักเต็ม เราก็ต่อสู้ดิ้นรนแสวงหามา เมื่อจิตอยากได้ ก็พยายามตักตวงสิ่งเหล่านั้นมา แล้วก็ไม่เหลือ ก็อยากได้ต่อไป ต่อสู้กับโลภะกับศัตรูที่ไม่เคยยอมแพ้
โทสะ เปรียบเสมือนลูกระเบิด เราเป็นผู้แกะสลักเมื่อไหร่ ก็ตูมที่ตัวเราแล้วก็ไประเบิดผู้อื่น เราต่อสู้กับกิเลสนั่นเอง นี่คือพฤติกรรมภายหลังชีวิต
การศึกษาพระอภิธรรมปิฏกจึงเป็นการศึกษาที่น่าหยิบยกมาเปิดเผยต่อตัวเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมชาติเป็นอนัตตาไม่มีตัวตน แล้วจะไม่ค้านกันหรือ แล้วเราไม่เคยมาคิดเลย แต่เชื่อฟังตามกันมา ศรัทธาเรายังไม่มั่นคง แต่เมื่อจะเชื่อต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:56:45 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
สลักธรรม 7
มีคำถามว่า เมื่อเรารับศีลจากพระมา ๕ ข้อ ตัวอย่างเช่น ข้อมุสาวาทาเวรมณีสิกขาปทังสมาทิยามิ แล้วเราเดินไปซื้อของ เผลอนิดหน่อยพูดโกหกออกไปจะทำอย่างไร
มุสาวาท คือ เรื่องนั้นไม่จริง คิดจะพูดให้ผิดจากความเป็นจริง ได้พูดออกไป คนฟังรู้ความ จึงจัดว่าเป็นการโกหกแล้ว
พุทธศาสนิกชนต้องรู้สึกตัว ไม่ใช่แล้วก็แล้วกันไป ให้ไปหาสถานที่ เช่น ในห้องน้ำ แล้วเปล่งวาจาอีกครั้งว่า มุสาวาทาเวรมณีสิกขาปทังสมาทิยามิ เป็นการรับเติมศีลทันที เพราะศีลขาดแล้ว
ดังนั้น ถ้าศีลขาดเมื่อไหร่ ให้รีบอาราธนาศีลข้อที่ขาดทันที จะได้อยู่ในเบญจศีล นี่คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนต้องทำ ทำไว้เถอะ สิ่งมีคุณย่อมมีคุณแน่นอน สิ่งมีโทษย่อมให้โทษแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 ก.ย. 2556 , 12:57:06 น.] ( IP = 171.97.42.147 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |