มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ฝังรากธรรมให้หยั่งลงสู่จิตใจ




พุทธศาสนามิได้สอนให้ถือแต่สอนให้ปฏิบัติตาม คือทำกรรมดีย่อมได้ผลดี คือความสุขด้วยการกระทำของตนเอง ทำกรรมชั่วได้รับผลชั่วคือความทุกข์ด้วย การกระทำของตนเองมิใช่คนอื่น เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม และ พระเจ้าที่ไหนจะมาบรรดาลให้

คำว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ฯลฯ นั้นหมายความว่าเมื่อยังไม่ทันถึงก็ขอให้ถึง คือการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติมาแล้ว แล้วถึงซึ่งรสชาติหรือได้รับรสชาติของพระธรรมนั้น ฯลฯ นี่พูดเป็นภาษาหนังสือ

แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วพุทธศาสนาของพระองค์มิใช่เป็นสิ่งที่ต้องขอและให้กันได้เหมือนวัตถุสิ่งของอื่น แต่เกิดความเชื่อและเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟังที่คนอื่นสอนที่ถูกที่ชอบแล้วยอมปฏิบัติตามจนเกิดผลประจักษ์ด้วยใจของตนเอง เหมือนแสงสว่างของตะเกียงเมื่อช่างเขาประกอบให้ถูกสัดส่วนแล้วจุดขึ้น แสงสว่างก็เจิดจ้าขึ้นในนั้นเอง มิได้เอามาจากที่อื่นและสิ่งอื่นส่งมาให้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราตถาคตเป็นแต่ผู้บอกผู้สอนเท่านั้น คำสอนที่เราบอกเราสอนแล้วนั้น เธอทั้งหลายนำไปปฏิบัติตาม ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงพ้นจากทุกข์ได้" ดังนี้

เมื่อพุทธบริษัทได้มาพิสูจน์ข้อเท็จจริงหลักฐานเห็นชัดตามที่ได้อธิบายมานี้แล้วเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ละกรรมชั่วทั้งกายวาจาและใจ ประกอบแต่กรรมดีหมดทุกเมื่อ เห็นกรรมชั่วที่ได้เคยกระทำมาแล้ว นั้นมีผลเป็นทุกข์เดือดร้อนแล้วเข็ดหลาบถือเป็นครู จำไม่ลืม ดังนี้ จึงได้ชื่อว่า..."เป็นพุทธบริษัทที่มั่นคงในคำสอนของพระพุทธเจ้า" ฝังรากพุทธศาสนาหยั่งลึกลงไปในกายในใจของตนไว้แน่นหนาเต็มที่แล้ว มิใช่ถือและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ในเมื่อมีเหตุ เช่น เป็นทุกข์เพราะเหตุใดๆแล้วก็ตามแล้วเข้าวัดหรือบวช เมื่อทุกข์นั้นหายไปแล้วก็สึกหรือไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์

ดังนักเลงสุรางดเว้นไม่ดื่มในเวลาเข้าพรรษา พอปวารณาเท่านั้นแหละเบิกย้อนหลังไปทันที บางคนเรียกดอกเบี้ยเสียอีกด้วย ดังนี้ใช้ไม่ได้ มันเป็นการหลอกตนเองและหลอกคนอื่นอีกด้วย

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.ย. 2556 , 10:51:47 น.] ( IP = 58.9.189.152 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ชาวพุทธต้องรู้ที่มาของพระพุทธศาสนาๆเกิดขึ้นที่พระทัยของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์อบรมให้เข้าถึงความเป็นหนึ่งใสสะอาดบริสุทธิ์แล้ว ตอนนี้จะอธิบายถึงเรื่องว่า ทำอย่างไรพุทธศาสนาคำสอนของพระองค์ จึงจะมาปรากฏเกิดขึ้นที่กายที่ใจของพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทจนให้เห็นชัดว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เราได้เข้าใจและเกิดมีขึ้นที่ใจของตนอย่างชัดแจ้งแล้ว เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้ว เราก็จะเดินตามรอยบาทยุคลของพระองค์ที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้ว

เพราะพระธรรมเป็นนามธรรม จะแจกแบ่งปันให้เป็นหยิบเป็นกองเหมือนวัตถุ สิ่งของภายนอกไม่ได้ พระองค์ทรงพระธรรมด้วยพระทัยอันใสสะอาดบริสุทธิ์ เราก็จะต้องรู้ด้วยใจอันใสสะอาดบริสุทธิ์เช่นกัน ถึงแม้จะไม่บริสุทธิ์เต็มที่และ ไม่ลึกซึ้งอย่างพระองค์ท่าน แต่พอรู้รสชาติและเห็นความสันติสุข พอให้เราเกิดความพอใจเลื่อมใส ก็นับว่าเป็นโชคลาภอันดีเลิศอยู่แล้ว

เบื้องต้นขออย่าได้เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราได้ศึกษามาแล้วนั้น มาถือไว้เป็นของศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารใดๆก่อน จงทำความพอใจและเลื่อมใสในคำสอนของพระองค์ว่า พระธรรมที่พระองค์นำมาสอนพวกเรานี้เกิดและรู้ขึ้นที่พระทัยอันใสสะอาดบริสุทธิ์ของพระองค์ ฉะนั้นธรรมนั้นจึงเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ นำบุคคลผู้ที่ปฏิบัติตามให้ได้รับความสันติสุขที่แท้จริง แล้วให้น้อมใจลงเชื่อแน่วแน่ในคำสอนของพระองค์ที่ว่า "ทำดีได้ดีมีผลให้เกิดความสุข ทำชั่วได้ชั่วมีผลให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน"

ทดสอบใจจากการทำบุญบ่อยจะเห็นใจสงบ สว่างและปลอดโปร่ง ความเชื่อมั่นและเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะทวียิ่ง ๆขึ้นแล้ว จะเห็นชัดด้วยตัวเอง ถึงคำที่ว่า "ถือพุทธศาสนา" กับคำที่ว่า "ปฏิบัติตามพุทธศาสนา" มีลักษณะผิดแปลกกันมากแค่ไหน

ถือ หมายถึงรับเอาของที่ตนต้องการมาไว้ เช่น รับเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นอักษรตัวหนังสือและพระสูตรคาถาต่าง ๆ มาไว้เคารพบูชา ตลอดจนรูปเหรียญวัตถุที่เกี่ยวเนื่องถึงพุทธศาสนามาถือไว้บูชา เพื่อหวังว่าความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารจะอำนวยประโยชน์ให้ในสิ่งที่ตนต้องการ แต่ตนไม่ยอมปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน นอกจากกราบไหว้อ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ เมื่อสิ่งนั้นๆ ไม่อำนวยให้เป็นไปตามความปรารถนาก็จะคลายศรัทธาหาว่าเป็นของไม่ดีไม่ศักดิ์สิทธิ์ (ถือดีนอก) แล้วเลิกนับถือเอาดื้อๆก็มี

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อชำระความบริสุทธิให้เกิดขึ้นในจิตในใจ หาได้ยึดมั่นถือมั่น จะเห็นได้ว่า แม้ที่สุดพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงชัดว่า ธรรมทั้งหลายนั้นก็ไม่เข้าไปยึดในธรรม จะกล่าวไปใยกับสิ่งอื่นเล่า.

หวังว่าผู้ที่เข้ามาอ่านทุกท่าน จะสามารถนำหลักเหตุผลนี้ไปปรับใช้ให้มีหลักธรรมหยั่งรากลงสู่ใจได้ เพื่อการเดินทางไปในจุดหมายคือสันติสุขได้ทั่วหน้ากันนะครับ.


โดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.ย. 2556 , 11:01:45 น.] ( IP = 58.9.189.152 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org