| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
สลักธรรม 1
เราแต่ละคนก็มีหลักการ มีหลักกรรม และมีกฎที่เราจะต้องทำอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่แล้วหลักการเรามี หลักกรรมเรารู้ แต่กฎเกณฑ์ที่ดีเรายังไม่ค่อยได้ทำกันและกฎเกณฑ์ที่สำคัญก็คือ โอวาทปาฏิโมกข์ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณังฯ
เมื่อเราทำตามกฎเกณฑ์นี้ก็จะทำให้ชีวิตเรารอดปลอดภัย แต่ในความจริงนั้นเราทำกันได้น้อยมาก โอกาสที่เราจะได้ดีมันก็ยาก สมมติว่าในสถานที่แห่งหนึ่งมีเส้นแบ่งว่า ผู้ไม่ทุศีลมีสิทธิ์เข้าไปได้ และมีผู้มีฌานคอยยืนตรวจสอบอยู่ ก็ต้องถามว่าที่นั่งกันอยู่ในห้องนี้ใครมีสิทธิ์เข้าไปในสถานที่นั้นได้บ้าง? ไม่มีเลย ฉะนั้น ศีลจึงเป็นด่านแรกของคนดี
ณ วันนี้ เรารู้กฎกรรมว่ากรรมให้ผลอย่างไร แต่หลายคนบอกว่าเรื่องทำดีทำยาก ความชั่วทำง่าย พระอริยบุคคลท่านเป็นผู้ไม่ดื้อแล้วท่านจึงทำความดีได้ง่าย ถามว่าที่นั่งอยู่นี่ใครคิดว่าตัวเองไม่ดื้อแล้ว? ไม่มี มีแต่ดื้อกันที่สุด ดื้อแบบโผงผางกับดื้อเงียบ จึงยากที่จะข้ามห้วงแห่งแม่น้ำตัณหาไปได้ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วาก็จะเห็นได้ว่า ในเรื่องของศีลเรายังทำได้กระพร่องกระแพร่ง การที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ต่อไปในชาติหน้าจึงยาก แต่ภูมิต่ำจะไปได้ง่าย ในศีล ๕ นั้นข้อที่รักษาได้ยากคือการพูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ แต่เราก็พยายามแก้ไข
เราผ่านชีวิตมาด้วยเหตุผลด้วยกลกรรมต่างๆ ความเมตตาเป็นสิ่งสำคัญ ความแล้งเมตตาเท่ากับความแล้งกรุณาด้วย เพราะว่าความเมตตาต้องเกิดขึ้นมาก่อน เราจึงต้องบรรจุความเมตตาความกรุณาเอาไว้ การกระทำเพียงเล็กน้อย เช่น ความหวังดี การช่วยเหลือกัน แม้เป็นเพียงเล็กน้อย แต่ได้ผลมากเหลือเกิน ความมีเมตตาก็เหมือนเราดื่มน้ำเย็นไปหนึ่งแก้วเต็มๆ ความกรุณาท่านบอกว่าเหมือนเราได้บรรจุขุมทรัพย์ที่เป็นทองคำที่หาได้ยาก ทองเนื้อบริสุทธิ์ฝังไว้ในตัวเราเอง และทองคำเหล่านี้ราคาไม่ตกทั้งยังติดตามเราไป เมื่อมีเมตตากรุณา ก็เท่ากับเรามีน้ำเย็นพร้อมทองคำบริสุทธิ์เดินข้ามชาติ
อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน อะไรที่พึ่งกันได้ก็พึ่งกันไป เราเกิดมาเพื่อพึ่งกัน เพราะบางครั้งเรามีแต่เขาไม่มี บางครั้งเขามีแต่เราไม่มี เคยพูดเสมอว่า หนูยังสามารถช่วยราชสีห์ได้ และราชสีห์ก็ช่วยหนูได้ ฉะนั้น เราก็ต้องช่วยเหลือกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:14:38 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 2
วันนี้เขียนขึ้นบนกระดานว่า
เพราะมีอดีต จึงมีประสบการณ์
เพราะมีวันวาน เราจึงเติบโต
เพราะยอมรับว่าเราเคยโง่ เราจึงฉลาด
เพราะเคยผิดพลาด เราจึงแข็งแรง
เพราะอาศัยแรงแห่งสติปัญญา เราจึงพาชีวิตพ้นกรรมได้
เพราะชีวิตเราไม่นิ่ง จึงวิ่งวนใปในสังสารวัฏ
ชีวิตของเราไม่นิ่ง อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า จริงๆ แล้วเรารักคนน้อย แต่เรารักวัตถุมาก คือสิ่งที่เรารักส่วนมากมักจะเป็นวัตถุ ความรักเช่นความนึกถึงและห่วงใยเราไม่ค่อยได้มีกัน แต่เรารักวัตถุรักทรัพย์สินรักสิ่งที่เราพอใจเช่น เสื้อผ้าเครื่องประดับ และหวงแหนสิ่งเหล่านี้ ซึ่งวัตถุเหล่านั้นตายแล้วเราก็เอาไปไม่ได้
ก็ให้ลองถามตนเองว่า เรารักใครบ้าง? บางคนอาจนึกไม่ออกว่ารักใคร แต่เราตอบได้หนึ่งคนเลย คือรักตัวเราเอง จะดูได้เลยว่า เราเป็นผู้ให้ได้ยากเพราะเรารักและเราหวง พ่อแม่ก็เหมือนกันรักตัวเอง เพราะถ้าเผื่อรักและหวงลูกจริงๆนี่ ก็คงไม่ยกลูกสาวลูกชายให้ใครหรอก แต่ถึงแม้จะยกให้ใครเขาไปก็ยังรักยังหวงและห่วงอยู่ แต่ปริมาณความหวงห่วงมันดีกว่าเก่าคือไม่ทะลุด้วยโทสะ ไม่คิดเอาเองว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะชีวิตของเราไม่นิ่ง จิตของเราไม่นิ่ง จิตของเรามีการปรุงแต่งตลอดเวลา ถ้าสติปัญญามาปรุงแต่งแล้ว ก็จะเห็นความจริงเช่นเดียวกับพระอริยบุคคลหรือผู้ที่ปฏิบัติได้ญาณปัญญามากๆ ก็จะเห็นว่าสรรพสิ่งเหล่านั้น หรือสรรพบุคคลเหล่านั้นล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจไตรลักษณ์ เมื่อเห็นกฎแห่งกรรมแห่งอำนาจรูปนามจริงๆ มันก็ไม่ปรุงแต่งไปให้เกิดต่อ อำนาจของสันตติขาดช่วงไม่สืบต่อไปให้เกิดความรักและความผูกพัน ละคลายจากความกำหนัด
สติสัมปชัญญะที่เข้ามาปรุงแต่งนี้จะทำให้สักแต่ว่ามองเฉยๆ เมื่อมองเฉยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้นมันไม่เฉยด้วยเพราะอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ มันหายไป มันไม่เที่ยง สภาพสติสัมปชัญญะที่มองอยู่นี่เห็นสภาพรูปนาม ว่ามีแต่ความแตกดับ ไขว่คว้าไว้ไม่ได้ ก็เหมือนจิตที่เข้าไปดูรู้เฉยๆ มันไม่เอื้อมไปคว้า ไปยึดนั่นเอง
ในปฏิจจสมุปบาทนั้นมีเรื่องราวที่อธิบายได้หลายแง่หลายมุม เช่น คู่ของอวิชชากับสังขาร สังขารคือธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่ง ฉะนั้น อวิชชามันเข้ามาปรุงแต่ง ความไม่รู้ที่มาเกิดขึ้นกับใจของเรา ความไม่รู้ที่ทำให้เราต้องทำโน่นทำนี่ สังขารในที่นี้ก็คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนชญาภิสังขาร
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:14:56 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 3
ความไม่รู้มาปรุงแต่ง คือเป็นสภาพที่ทำให้เราทำบุญ มาทำให้เราทำบาป มาทำให้พวกเราทำฌาน การทำบุญก็ได้เกิด และเกิดดีด้วย แต่พระพุทธเจ้าสอนว่าเกิดเป็นทุกข์ ความไม่รู้มาปรุงแต่งให้เรากล้าทำบาป ก็ไปเกิดไม่ดีแล้วยังเป็นทุกข์อีกด้วย ความไม่รู้มาปรุงแต่งทำให้เกิดการทำฌาน ซึ่งมีสภาพเหมือนจะดีแต่ก็ยังมีทุกข์อยู่
อวิชชา- สังขาร วิญญาณ-นามรูป ก็คือ รูปกับนามนั่นเอง กายกับใจของเรานี่เป็นที่ตั้งของความทุกข์โดยตรง อายตนะกับผัสสะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเป็นประตูที่เปิดรับนั่นเอง รับอะไร รับแสงสีเสียงต่างๆ ที่มากระทบ พอมากระทบแล้วก็เกิดเวทนา-ตัณหา คืออารมณ์ของเราเมื่อรับกระทบอะไร เวทนาก็คือการเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ เฉยๆ มันเกิดตัณหาคือความยินดี พอใจอารมณ์ มันเกิดภวตัณหา วิภวตัณหา และก็กามตัณหา
อีกคู่หนึ่ง อุปาทานกับภพ เพราะความอุปาทานทำให้เราต้องมีการเกิด แล้วก็มีแก่ เจ็บ ตาย ถ้าเราหมั่นพิจารณาว่า ธรรมชาติเหล่านี้เป็นลูกโซ่ ที่คล้องจองกันอยู่ คือ ความไม่รู้ปรุงแต่งจิตให้เกิดการกระทำต่างๆ ซึ่งมีจิตเป็นตัวรู้ในเรื่องราวของรูปและนามทั้งภายในภายนอก ต้นไม้เป็นรูปหรือเป็นนาม? เป็นรูป ที่เราเห็นเป็นนามหรือเป็นรูป? เป็นนาม
เมื่อมีชีวิตแล้วก็จะมีทวารที่เป็นที่รับที่เกิดขึ้นจากการกระทบ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง ใจกระทบธรรมารมณ์ เป็นเหตุปัจจัย มันก็เป็นลูกศรกลับมาให้แก่ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ ขึ้นมา พอใจ ไม่พอใจ
ในความรู้สึกสุขทุกข์ เฉยๆ พอใจไม่พอใจ มันก็เป็นปัจจัยให้แก่ตัณหา คือความยินดีแก่ใจยึดไว้ในภวกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์หรืออาการที่ปรากฏนั้นๆ อุปาทานก็เป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำกรรม ยินดีก็มีการสนองตอบสิ่งเร้าทุกอย่างก็คือกิเลสวัฏ กรรมวัฏ เมื่อมีภพก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิบากชาติ เมื่อวิบากชาติเป็นขึ้นมาแล้วเก็เสื่อม แล้วก็ดับไปในที่สุด ชีวิตเหล่านี้ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏจึงต้องหาทางหลุดพ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:15:12 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 4
ความศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญาจึงจะเป็นทางหลุดพ้นให้กับชีวิตได้ บางคนรู้ว่าตนไม่ได้ทำบาป ไม่ได้ทำทุจริตใดๆ มีชีวิตไปเรื่อยๆ แต่ต้องเตือนตัวเอง ว่าเรื่อยๆ อย่างไรก็อยู่ในสังสารวัฏ และยิ่งต้องมองให้ลึก มองให้ชัด คนเรานี่มองตนเองยาก เหมือนด้านหลังมองเห็นยาก แต่มองคนอื่นเหมือนมองข้างหน้า จึงเห็นง่าย แต่มองตนเองเหมือนมองข้างหลังถึงส่องกระจกก็ส่องไม่ทั่ว จึงต้องมีตาธรรม ก็คือพระธรรมเป็นผู้ที่มาชี้แจงแสดงเหตุ ให้เราเข้าใจว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ มันเกิดเพราะอะไร
การเรียนเรื่องพระอภิธรรมเพื่อให้เข้าใจว่าเหตุปัจจัยเป็นอย่างไร แล้วฝึกปฏิบัติโดยเอาปัญญาเข้าไปทำ ถ้าคิดว่าชีวิตเราค่อนข้างดีเพราะไม่ทำทุจริตต่างๆ มีแค่โลภเล็กๆ น้อยๆ โกรธเบาๆ นอนบ่อยๆ โมหะมากๆ มันง่วงบ่อย มันเบื่อบ่อย ถึงจะได้เป็นคนก็จะเป็นคนที่ไม่ค่อยดี
นี่ยังไม่ได้พูดถึงศีลนะ แค่พูดว่าถึงชีวิตเราจะอยู่แบบเรื่อยๆค่อนข้างดีมีตัวรับรองว่า ค่อนข้างจะมีทางสุคติในชาติหน้า ก็อุ่นใจไม่ได้นะ เพราะตอนนี้ยุคนี้มันไหลต่ำลง สังคมทราม ศีลธรรมเสื่อม หากเราตายแล้วได้เกิดเป็นมนุษย์มีพ่อแม่ อายุ ๑๑ ปี แม่เราจะดูแลเราได้ไหม? แล้วชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ที่ต้องเจริญเติบโตมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ท่านจึงบอกว่า อย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย จึงควรรักษาวันนี้ให้ดี
ชาติหน้ายังไม่รู้จะเป็นอะไรแต่ชาตินี้เรารู้แล้วว่าเราเป็นคน ได้สุคติ แล้วผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็จบการศึกษาทางโลกมาแล้วมีวุฒิการศึกษา มีสมาคมที่ดี มีพ่อแม่ดีที่ส่งเสริมส่งเสียให้เราได้ส่องแสงในวันนี้ และได้มาอยู่ในสถานที่ดี มีครูบาอาจารย์ที่ดี แต่ในชาติหน้าล่ะเราจะได้เจอกับอะไร ไม่มีอะไรแน่เลย อย่าไปหวังอะไรข้างหน้า ทำวันนี้ให้ดีที่สุดและวันนี้จะดีที่สุดได้อย่างไร ก็ต้องอาศัยแห่งแรงสติปัญญา จึงพาชีวิตพ้นกรรมได้ ไม่ว่าวิบากจะไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าเรามีสติระลึกรู้ด้วยปัญญาว่าที่กระทบคือวิบาก กรรมชั่วของเราก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เราก็จะโทษนั้นโทษนี่ก่อกรรมที่เป็นอกุศลกรรมตอบสนองสิ่งเร้าที่ไม่ดี
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:15:33 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 5
เราจะพ้นจากกรรมชั่วได้ด้วยการยอมรับวิบาก ไม่โทษโน่นโทษนี่ ไม่แสดงพฤติกรรมต่อต้านที่ไม่ดีออกไป กระทำกรรมด้วยสติสัมปชัญญะ แต่ทุกวันนี้ชีวิตของเราไม่นิ่ง ตั้งแต่ต้นปีมาบางคนมีความอยากใหญ่ๆ หลายเรื่อง เช่น ๑. อยากปฏิบัติ ไปแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติ ๒. เปลี่ยนจากอยากปฏิบัติไปอยากบวช ก็ลองไปบวช เปลี่ยนจากบวชปุ๊บ กลับมาคลุกคลีกับหมู่คณะ ถามว่าเรานิ่งไหม? ไม่นิ่ง เพราะเราไม่มีหลัก
ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้แน่แล้วนั้นทำได้จริงหรือไม่? ไม่ใช่ เพราะเราไม่ได้เข้าไปสัมผัสการดำเนินชีวิตในรูปแบบนั้นอย่างศรัทธา และไม่ขันติพอที่จะกล้าฟันฝ่าอุปสรรค เราไม่เด็ดเดี่ยวพอที่จะเดินตามพระชินสีห์ศากยมุนีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาเหตุก็อยู่ที่เราเองคนเดียว เราจึงได้เที่ยววนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร
เป็นการยากมากที่จะมาเปลี่ยนแปลงปฏิรูปชีวิตของเราให้ไปในทางที่ดี เพราะเราฝังสิ่งที่ไม่ดีมามาก การอบรมสั่งสอนเพียงวันเดียวจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ชัด จึงต้องหัดสร้างอุปนิสัยในการทำสิ่งที่ดีให้มากๆ และการที่จะสอนการปฏิบัติให้แก่คนที่ไม่มีความรู้มาเลยหรือมีมาแบบผิดๆก็คุยด้วยยาก เรื่องนี้ผู้ที่ดูแลสำนักปฏิบัติของมูลนิธิก็จะทราบดี เราไม่รู้ว่าคนไหนที่มาด้วยศรัทธาจริงๆ ส่วนใหญ่ก็มาแบบอยากได้บุญ อยากหลบภัย อยากสงบ อยากทำกรรมฐาน แต่การมาปฏิบัตินั้นเขาให้ อย่าอยู่อย่างอยาก จึงได้บอกน้องที่ดูแลสำนักปฏิบัติไปว่า ให้เลือกคุณภาพไม่ต้องเอาปริมาณ
อย่างพวกเรานี่จัดว่าเป็นผู้ที่ถูกฝึกสอนมาแล้ว มีคุณภาพพอสมควร เหลือแต่การเอาอาวุธไปใช้เท่านั้นเอง เพราะการฝืนกับกิเลสนั้นยาก ต้องพยายามทำตั้งแต่ตอนนี้ อย่างลูกศิษย์ท่านหนึ่งบอกว่า อธิษฐานไว้เลยว่า วันอาทิตย์จะมาสวดมนต์กับอาจารย์ มาฟังอะไรเล็กๆ น้อยๆจากอาจารย์ แม้จะได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ถ้าอยู่บ้านก็หัดปฏิบัติแต่มันสู้กิเลสได้ยากเพราะมันฟุ้ง ในวิปัสสนาการแก้ไขฟุ้งก็คือ อย่ากลัวฟุ้ง แต่รู้เข้าไปจริงๆ ว่าใครฟุ้ง นามฟุ้ง แต่ในชีวิตประจำวันเมื่อมันฟุ้งไปโน่นไปนี่โดยเฉพาะฟุ้งไปในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตกับอนาคต การค้า เศรษฐกิจตอนนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ให้เชื่อว่าถ้ามีบุญเสียอย่างชีวิตก็ไม่ถึงทาง
เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีบุญ? เรื่องอดีตเราไม่รู้หรอก แต่ปัจจุบันให้หมั่นทำบุญ สิ่งดีที่เราทำให้นำมาอธิษฐาน ให้เราอยู่เย็นเป็นสุขได้พอสมควร จะได้มีเวลาศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม เวลาเราทำบุญนั้นแทนที่จะคุยกัน ก็ให้ระลึกว่า ระหว่างเดินไปขึ้นรถหรือก้าวเดินออกไป รอยกรรมตรงนี้ที่สร้างไว้ด้วยดีแล้ว ขอให้เป็นรอยบุญ คุ้นชีวิตเรา ผลักดันให้ชีวิตของเราก้าวออกไปทำมาหากินอย่างรอดและปลอดภัย ขอให้ชีวิตเราหันเลี้ยวกลับมาในที่นี้อีกเพื่อจะได้สร้างกุศล เราก็จะหาดีได้จากการอธิษฐานแล้วกระทำกุศลแรงๆ อธิษฐานให้คุ้มครองเราไป
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:15:57 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 6
มีคำถามมาว่า สนทนากันแล้วเขาพูดว่า นั่งอยู่เฉยๆ ก็บาป คำพูดนี้ถ้าอธิบายโดยสภาวธรรมแล้วก็ถูกต้องของเขา เพราะการนั่งเฉยๆ นี่มีจิตเกิดขึ้นด้วย และจิตไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง จิตจึงไม่เฉยด้วย แต่จิตมีเจตสิกเข้าปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา เหมือนอย่างเก้าอี้ดนตรีที่มีผู้แข่งขันสองคน ถ้าเผื่อโมหะเข้ามานั่งได้ สติก็จะเข้าไม่ได้ เพราะเก้าอี้มีตัวเดียว แต่เมื่อใดมีสติ โมหะก็เกิดขึ้นไม่ได้
โมหะเป็นหัวหน้าของอกุศล โลภะต้องมีโมหะมูล โทสะต้องมีโมหะเป็นมูล และสติก็เป็นจอมทัพฝ่ายกุศล ฉะนั้น การนั่งเฉยๆ แต่จิตฟุ้งซ่าน ฟุ้งเป็นฝ่ายอกุศล เราดูว่าร่างกายเฉยๆ ปราศจากกายทุจริต แต่มีมโนทุจริตได้ นี่คือตอบตามสภาวะ แต่เราต้องรู้ด้วยว่า คำตอบนี้ไม่ได้เหมารวมคนที่นั่งเฉยๆ ทั้งหมด เพราะเขาอาจจะกำลังเจริญสติเจริญปัญญาของเขาอยู่ก็ได้ เช่น ผู้ที่กำลังดูรูปนั่ง หรือรูปนอน เราเข้าใจตรงนี้เสียก่อน
ธรรมะเป็นตัวตีแผ่ชีวิตเมื่อเรียนแล้วเข้าใจเราเอามาถามตัวเองมาสอบตัวเองได้เลย มาสร้างทั้งกำลังใจ มาทั้งสร้างเรื่องสลดจิตให้กับชีวิตได้ ว่าชีวิตของเรานี้จริงๆ แล้วแย่ ต้องปรับปรุง การทำกุศลก็เหมือนกับการใส่จุดสีบนเส้นตรงเส้นหนึ่ง ปกติเราทำบาปก็จะมีแต่สีดำ เมื่อทำกุศลก็เหมือนมีจุดสีขาวเกิดขึ้นมาแรก เมื่อเจริสติปัญญาก็เหมือนมีสีขาวเหลืองมาขั้นบ้าง ทำให้เส้นตรงไม่เป็นสีดำไปทั้งหมด
การเจริญวิปัสสนาทำทุกวันแต่วันละนิดดีไหม? ดี เพราะเป็นการสร้างนิสัย แต่เราจะต้องไม่ประมาทด้วยว่าเราทำนิดเดียว แต่เวลาเราเหลือน้อยมากแล้ว สิ่งที่จะเป็นเสบียงจะมีน้ำหนักไม่พอเมื่อเทียบกับกิเลสที่มันมีมากมาให้ผลก่อน ฉะนั้น เราต้องแก้ไข บางท่านตอนนี้ก็เกษียณจากงานแล้ว เมื่อก่อนมาฟังธรรมะแต่ก็ยังนึกอะไรไม่ค่อยออก แม้จะถูกกรอกหูแต่เราฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ภาชนะรองรับธรรมะคือตัวเรายังไม่ค่อยดี แต่บัดนี้เราถูกใส่ข้อมูลที่ดีๆ ลงไปเยอะมาก พอกดปุ่มมันก็จะออกมาได้เลย แต่ถ้าไม่มีข้อมูลดีๆ เกิดไว้ มาพูดตอนนี้ถึงอธิบายดีอย่างไรก็คงไม่ค่อยรู้
ฉะนั้น เวลายี่สิบสี่ชั่วโมง ชีวิตของเรามีอยู่กับกิเลสมากกว่า อยู่กับกุศลนิดเดียว น้ำหนักฝ่ายดีจึงน้อย เมื่อน้ำหนักไม่มีหรือมีน้อย มันก็ให้ผลยากเห็นผลไม่ชัด เหมือนเรานำดอกบัวดอกเดียวไปปักอยู่ยอดหิมาลัยแล้วเราลงมาอยู่ข้างล่าง จะมองเห็นไหม? ไม่เห็น ฉะนั้นต้องทำให้มากๆ อย่าประมาท อย่าไว้วางใจอดีตกรรม โดยคิดว่าปัจจุบันกรรมเราทำดีแล้ว แม้ปัจจุบันทำกรรมดีแล้วก็เท่ากับเรามีเพียงรั้วบ้านเท่านั้นเอง แต่ถ้าวิบากอดีตมาแรงๆ รถมันจะชนรั้วบ้านเข้าไปถึงห้องนอนได้เลย ไม่มีอะไรแน่
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:16:12 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 7
โอกาสของเราที่จะไปร่วมงานแต่งงานก็แทบจะไม่มีแล้ว มีแต่ต้องไปเยี่ยมคนป่วยกับไปเผาคนตาย สักวันหนึ่งเขาก็อาจจะมาเยี่ยมเรามาเผาเรา จึงต้องใช้ชีวิตให้ดี ให้รอบคอบที่สุด และยอมรับกรรมที่สุด ได้สนทนากับอาจารย์ท่านหนึ่งท่านบอกว่า ความเปลี่ยนไปของคนนั้นธรรมดามาก ไม้ไผ่มันยังเป็นบ้องกัญชาได้เลย จะเอาอะไรกับคน ปลงเสียเถิด จะเอาอะไรแน่กับใจคน เราหวังไว้อย่างหนึ่งแต่มันไม่เป็นดังหวัง เราคิดว่าอย่างหนึ่งแต่มันไม่เป็นดั่งคิด
ต้องทำใจว่าเรามีสองมือเท่ากัน สองขาเท่ากัน เกิดมาด้วยกัน สู้ด้วยตัวเองดีกว่า อย่าไปหวังคนอื่น ไม้ไผ่ที่เราเอาไปทำข้าวหลามดีๆ มันยังไปเป็นบ้องกัญชา มันยังไม่ดีได้เลย ของดีๆ มันยังไม่ดีได้ แล้วจะเอาอะไรกับคน นั่นมันแค่รูปมันยังแปรได้ นี่รูปกับนาม มันหลุกหลิกๆ นามมันไม่ดี ลักษณะของนามคือจิต จะเอาอะไร
ฉะนั้น ไม้ไผ่ยังเป็นบ้องกัญชา แล้วคนหนาจะไม่โลเลด้วยใจยังไงปลงซะและก็ทำใจตัวเอง เราทำมาเอง แล้วเราทำดีของเราต่อไป เพราะเราก็ต้องจากกันแน่นอน ไม่จากเป็นก็จากตาย แค่นี้ไม้ไผ่มันยังเป็นบ้องกัญชา ฟังแล้วก็สบายใจได้ เดี๋ยวนี้พอมีอะไรมาพอมองปุ๊บ ถ้าเห็นว่าไม่ดี ก็อ๋อเป็นบ้องกัญชาไปแล้วนะ แต่ถ้ายังทรงรูปดีก็มองเป็นไม้ไผ่ แต่มันก็ไม่เที่ยง
ขอความสุขความเจริญความมีสติความมีปัญญาจงเกิดกับทุกท่าน ขอให้กุศลที่ตั้งใจและรวมกันทำจงได้เป็นพลวะปัจจัยให้ทุกท่านนั้น ได้คิดได้รู้ ได้เห็น ในสภาพสัจจะคือความจริง ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริง ขอให้ท่านกำหนดรู้ทุกข์นั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง สมุทัยเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ขอให้ท่านสามารถละเหตุนั้นได้มากๆ บ่อยๆ นิโรธคือความสิ้นสุดทุกข์ ขอให้ท่านเรียนรู้ดูจำ และทำให้แจ้งว่านิโรธหรือนิพพานนั้นเป็นอย่างไร เป็นสภาพธรรมอย่างไร เข้าใจให้ถูกต้องแล้วมรรคอันเป็นหนทางดำเนินสู่ความพ้นทุกข์ ขอให้ท่านก้าวเดินบนเส้นทางมรรคได้อย่างมั่นคงตรงต่อทางมรรคผลนิพพานถ้วนหน้ากันทุกท่านทุกคนอนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2556 , 13:16:28 น.] ( IP = 125.27.173.176 : : )
สลักธรรม 8
ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
เป็นทุกข์จริงๆแบบไม่รู้ตัวเลยนะครับ
ขอบคุณน้องกิ้ฟครับที่นำมาฝากให้อ่านครับโดย พี่เณร [26 ก.ย. 2556 , 08:37:46 น.] ( IP = 115.87.129.10 : : )
สลักธรรม 9เข้ามาอ่านแล้วเห็นความน่ากลัวของการไม่ประพฤติตามธรรมเลยค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ
โดย สายพิณ [27 ก.ย. 2556 , 10:49:12 น.] ( IP = 58.9.37.186 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |