มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เสวนาธรรม






เสวนาธรรม
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖



หลังจากที่ศึกษาปริยัติและไปปฏิบัติมาแล้ว ก็มาคุยกันเรียกว่าเสวนาธรรมจัดเป็น เอตัมมังคะละมุตตะมัง เช้าวันนี้ก็มีคำถามหลายคำถาม ข้อแรกถามว่า ตอนนอนหลับและตอนที่ฝันจิตไปอยู่ที่ไหน?

จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์ นอกจากหน้าที่รู้อารมณ์แล้วก็ยังมีหน้าที่รักษาภพชาติ เรียกว่า ภวังคจิต

เมื่อหลับสนิทจิตก็มาทำงานที่หทยวัตถุรักษาภพชาติอยู่ และจิตไม่ได้ล่องลอยไปไหน ร่างกายอยู่ตรงไหน จิตต้องอยู่ตรงนั้น เพราะจิตมีที่อาศัยอยู่ ๖ ที่ คือ จักขุวัตถุ โสตวัตถุ ชิวหาวัตถุ ฆานวัตถุ กายวัตถุ หทยวัตถุ

ในขณะนอนหลับจิตก็อยู่ที่หทยวัตถุ ในขณะที่ฝันจิตก็อาศัยหทย และการฝันมีเหตุ ๔ อย่าง ๑. ธาตุกำเริบ ๒. จิตอาวรณ์ ๓. เทพสังหรณ์ ๔. กรรมนิมิต

ที่ถามว่าตอนนอนหลับนี่ จิตไปอยู่ตรงไหน? จิตก็อยู่ที่หทยวัตถุ การทำงานตามทวารต่างๆ ของจิตนั้นท่านเปรียบเสมือนแมงมุมที่อาศัยใยแมงมุม

ให้ตัวแมงมุมอยู่ตรงกลาง พอมีสัตว์บินมาติดใยแมงมุม เช่น แมงปอ ก็จะเกิดการสั่นสะเทือนไปถึงหทยวัตถุ (มโนทวาร) ก็เกิดขึ้น แล้วก็ไปทำงานตรงที่มีสิ่งมากระทบนั้น อะไรมาตรงไหนมันก็ไปตรงนั้น เมื่อทำงานเสร็จ ก็มากลับมาที่เดิม ใยแมงมุมเหมือนตา หู จมูก ลิ้น กาย และมีใจอยู่ตรงกลาง เมื่อไม่มีงานให้ออกไปทำหรือไม่มีสัตว์มาติด คือไม่มีสิ่งมาเร้ามากระทบ จิตก็อยู่ที่หทยวัตถุ

เราฝันเห็นโน่นเห็นนี่ ถามว่าตาเราลืมไหม? จักขุปสาทตอนนั้นเปิดหรือเปล่า? ไม่ได้เปิด ที่ฝันเห็นที่นั้นที่นี้จิตไม่ได้ไปเห็นตรงประสาทตา ฝันว่าได้ฟังเพลงจิตก็ไม่ได้มาทำงานที่หู แต่จิตอำนาจอยู่ที่หทยวัตถุ

(อ่านเพิ่มเติมเรื่องการนอนหลับ การนอนหลับคืออะไร การนอนหลับคืออะไร (เล่ม) ความฝัน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [25 ก.ย. 2556 , 11:58:08 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




คำถาม ในการเจริญรูปนั่ง ให้จิตจับรูปนั่ง แล้วเราจะเปลี่ยนที่ให้จิตได้ไหม?

คำตอบ เราเปลี่ยนไม่ได้ คำถามนี้ผิดเพราะมี "เรา"เข้าไปยุ่งไม่ได้แล้ว อาการที่นั่งอยู่ ความรู้สึกในอาการนั้นไม่ได้รู้สึกอยู่ที่ก้นที่เดียว จะรู้สึกอยู่ที่ไหล่ก็ได้

เช่น บางคนอาจแบกของหนักมากมา พอมานั่งก็จะมีความปวดที่บ่า มีความเสื่อมของร่างกาย แล้วความปวดนั้นมันก็อยู่ในรูปนี้ ถามว่าเราไปเปลี่ยนที่ดูได้ไหม? ไม่ได้ เพราะนั่นคือเราไปหารูปต่างๆ ทั้งๆ ที่รูปต่างๆ นี่มีอยู่ในนั่ง หรือในขณะนั่งอยู่จะไปหารูปเดินก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีรูปเดินมาปรากฏจึงจะดูรูปเดินได้

ฉันใดฉันนั้น ในอาการนั่งนี่ก็มีความรู้สึก ตอนนี้มีอาการนั่งอยู่นี่ แล้วเราจะไปคิดหาอาการอื่นๆ คือไปรู้สึกตรงนี้บ้างตรงนั้นบ้างไม่ได้ในเมื่อมันไม่ได้รู้สึก แต่ถ้ามันมีให้รู้สึกก็ไปรู้สึก ไม่ต่างกับแมงมุมที่มีสัตว์มาติดใยนั่นเอง เมื่อมีอะไรมาปรากฎก็ไปรู้ตรงนั้น

แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ยากตรงที่ว่า ในการปฏิบัตินั้นจะมีสัปปายะพร้อม เราไม่ได้เดิน เราไม่มีความวุ่นวาย อารมณ์ภายนอกโอกาสที่จะเข้ามาสู่ชีวิตมีน้อยมาก ฉะนั้น จิตก็มีการคอยสังเกตนั่นเอง คือเหมือนไฟในชีวิตมันถูกเปิดขึ้นมา ก็จะส่องให้เห็นอาการคือความเคลื่อนไหว เราก็เข้าไปรู้ในความเคลื่อนไหวนั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 11:58:43 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 2




แต่ตอนนี้ไฟในใจของเรายังมีไม่มาก ในขณะนั่งอยู่นี่เราจึงอยากไปดูโน่นดูนี่ วิธีการแก้ก็คือ เมื่อความอยากมันเกิดขึ้น เรารู้แล้วว่า ขณะนี้มีเหตุเกิดขึ้นแล้วคือจิตไม่มั่นคง มันฟุ้งกระสับกระส่าย ก็หายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ขยับสักนิดดูรูปนั่งใหม่ได้ เพราะรูปนั่งมีตลอดเวลา แต่ท่านั่งต่างๆ กัน

อาการในนั่งมันมีมากมาย แค่ไปรู้ในอาการ ตรงนี้จะทำให้เห็นว่า การที่เรามีสติควบคุมจิตได้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าสติควบคุมจิตได้ก็เรียกว่ายอด เราไม่ต้องการได้รูปต่างๆ แต่เราต้องการควบคุมจิตด้วยสติสัมปชัญญะได้ เหมือนนายพรานที่เหวี่ยงตาข่ายคลุมสัตว์ได้ทั้งหมดได้ คือตัดต้นตอ ไม่ใช่เราจะไปวิ่งไล่จับเหมือนตำรวจคนเดียวที่จับผู้ร้ายหลายคน แต่เรามีอุปกรณ์ไปคลุมทั้งหมด

การที่เห็นนามรูปปริจเฉทญาณ ในอาการใดอาการหนึ่ง ก็เหมือนกับว่าได้เห็นนามรูปปริจเฉทญาณ ในทุกๆ อาการแล้ว เราเห็นรูปใดรูปหนึ่ง รูปต่างๆ ก็เหมือนกันหมดคือคลุมได้หมดเลย

"จิตเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต" เราต้องมีทฤษฏีนี้ไว้ในใจ แล้วเรื่องอื่นก็จะเป็นเรื่องไร้สาระ ฉะนั้น เราจะเดินได้ยืนได้นั่งได้ หายใจได้ นอนได้ หาวได้ ก็เพราะมีจิตเป็นประธานและมีเหตุอดีตกับปัจจัยเข้ามาร่วม จิตมีหน้าที่รับรู้อารมณ์และเป็นประธานในงานในกิจทั้งปวง

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 11:59:09 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 3




คำถาม จิตควบคุมยากเมื่อมีเรื่องเข้ามากระทบกระเทือนใจ จิตมันก็ไปเลยเช่น รู้เรื่องภัยพิบัติ จิตจะเกิดเรื่องราวเข้ามาเลย ถามว่าเกิดเพราะความกลัวใช่ไหม? กระแสโลกทั้งหลายทำให้เราหวั่นไหวใช่ไหม?

คำตอบ ใช่ เพราะเราหวั่นไหวมาตั้งแต่เด็ก เราถูกปลูกฝังถูกกรอกหูให้มีความกลัว และความที่เราเป็นคนรักตัวเองจึงทำให้เราพยายามแก้ไข แล้วกระวนกระวายกลัวสิ่งเหล่านั้นจะมาเกิดขึ้นกับเรา โดยเฉพาะคำที่ถามว่า ภัยพิบัติตอนนี้ในโลกแห่งโซเชียลมีเดียมันมีข่าวสารพัด หมอดูทำนายว่าจะเกิดนั่นนี่ เราก็หวั่นไหวไปได้หมด

แต่ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรมเสียอย่างเดียวก็หมดปัญหา แต่ผู้ที่เชื่อเรื่องกรรมอย่างเดียวก็ต้องระดับพระอริยบุคคลขึ้นไป จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะคิดแล้วกลัว แต่ความกลัวจะหมดไปก็ต่อเมื่อมีปัญญา ซึ่งที่เราเรียนอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นการปลูกฝังเรื่องปัญญาเข้าไป

ชีวิตของเรานี่คืออะไร? คือวิบาก ชีวิตที่นั่งอยู่ที่นี่เป็นผลของกรรม และเป็นผลที่ใหญ่ด้วยคือผลที่เป็นขันธ์ ๕ ท่านเปรียบเสมือนเป็นตุ่มน้ำสำหรับคนอ้วนหรือเป็นแก้วสำหรับคนผอมก็ได้ ที่เป็นวิบากที่มาตั้งไว้ เพื่อรอรับวิบากอื่นๆ ที่มันจะไหลลงสู่ตุ่มน้ำหรือแก้วนี้ มีทั้งสิ่งดีและไม่ดี

ชีวิตของเรานั้นเป็นทั้งที่ตั้งวิบากและเป็นที่รับวิบาก เราคือใคร เราคือผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ เราคือผู้ที่เป็นต่ำกว่าพระอริยบุคคลลงมา เราคือปุถุชน

ปุถุชนหมายถึง ผู้แน่นทึบไปด้วยโมหะอวิชชาคือผู้หนาแน่นด้วยกิเลสนั่นเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้อะไรได้ยาก แสงสว่างเกิดกับเราได้ยาก จึงต้องฝึกฝนให้มีแสงสว่างของชีวิตนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 11:59:26 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 4




ฉะนั้น เราเชื่อกรรมเสียอย่างเดียวก็หมดปัญหา คนเราเกิดมาเพราะกรรม ได้ดีเพราะกรรม สูงต่ำเพราะกรรม จนรวยเพราะกรรม ป่วยเจ็บเพราะกรรม หายโรคภัยเพราะกรรม ตายเพราะกรรม ไม่มีอย่างอื่นเลยนอกจาก กรรม

เราท่องได้ แต่เวลาเจอเรื่องจริงๆ เราไม่ค่อยได้นึกถึงกรรม เพราะว่าเรากลัว เราเป็นผู้ไม่ต้องการสิ่งที่ไม่ดีให้เกิดขึ้นกับเรา เราจึงไหวสะเทือนไปกับเรื่องราวเหล่านั้น แต่คนมีปัญญาเมื่อมีเรื่องวุ่นวายจะทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกตัว

ถ้าเผื่อเกิดแผ่นดินไหวเราก็จะวิ่งหาที่ซ่อน อย่างประเทศญี่ปุ่นเขาก็จะฝึกให้คนหลบภัยอยู่ใต้โต๊ะเก้าอี้ อย่างทางภาคใต้เขาก็ฝึกว่า ถ้าเกิดสึนามิให้วิ่งขึ้นเขา แต่มีใครฝึกรู้สึกตัวว่ากรรมกำลังจะมาถึงแล้ว ไม่รู้กรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่ได้ฝึกระลึกถึงกรรมเลย แต่ฝึกหนีภัยซึ่งเป็นการฝึกโดยธรรมชาติ

แต่คนมีปัญญาเมื่อมีเรื่องวุ่นวายจะทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกตัว คือมีสตินั่นเอง เพราะความมีสติปัญญาจึงทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเราทำมาเอง จะตายหรือไม่ตาย จะรอดหรือไม่รอดอยู่ที่กรรม จะมีเรื่องมีราวมากมาย ก็เพราะเราทำมาเองทั้งสิ้น เราจึงต้องรับผลของเราเอง เป็นเรื่องของกรรมของวิบาก

อกุศลให้ผลเป็น อกุศลวิบาก กุศลให้ผลเป็น อเหตุกกุศลวิบาก และวิบาก ทำเหตุอย่างไร ได้ผลอย่างนั้น นี่คือการเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องชีวิตว่า ทุกสิ่งอยู่เหนือการดลบันดาล

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 11:59:43 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 5




เราทำไม่ดีไว้ เราจึงเห็นไม่ดี ได้ยินไม่ดี ได้กลิ่นไม่ดี รู้รสไม่ดี ความสัมผัสถูกต้องไม่ดี แล้วเราทำมากี่วันแล้ว? นับไม่ถ้วน

เราทำดีเอาไว้ เราก็เห็นดีได้ยินดี ได้กลิ่นดี รู้รสดี สัมผัสดี แล้วทำมากี่วัน?

ฉะนั้น ภัยพิบัติ ไฟไหม้ รถชน ลูกกระสุนปืน ฯลฯ สิ่งที่เรากลัวนั้นเป็นปัจจัย แต่กรรมคือเหตุเป็นสิ่งที่ทำให้ผลเกิด เมื่อมีผลขึ้นมาก็แสดงว่า เหตุมันกำลังส่งผลแล้ว เช่น แผ่นดินไหวเป็นปัจจัยทำให้ต้องถูกธรณีสูบ มันผลักดันให้ต้องไปอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างอยู่ที่เหตุผลทั้งสิ้นเลยไม่มีคนหรือใครมาทำอะไรเราได้ มีแต่กรรมและวิบาก

ธรรมะที่เราเรียนคือพระอภิธรรมเป็นธรรมะที่ยอดเยี่ยม เพราะพูดถึงเรื่องเหตุผล และพูดถึงตัวเราโดยตรง พระสูตรพูดถึงความดีความชั่วยกตัวอย่างให้เราดำเนินตาม พระวินัยคือข้อวิรัติว่าถ้าเผื่อทำอย่างนี้ จะมีผลเป็นอย่างนั้น ทำผิดไปไม่ได้ เหมือนมีวินัยควบคุม

พระไตรปิฏกก็คือธรรมะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอภิธรรมก็คือธรรมะ และธรรมะนี้จะจุดประกายให้เรารู้เท่าทันความเป็นจริงว่าที่กระทบคือวิบาก ที่มาสู่เราคือวิบาก และโดยเฉพาะชีวิตเราเป็นที่ตั้งรับวิบากและก็เป็นตัววิบากด้วย เป็นผลจากอดีตชาติ

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 11:59:58 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 6




ธรรมะจะจุดประกายความรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่าเมื่อเห็นไม่ดี เช่น เห็นจิ้งจกตกลงมาตายตรงหน้า ตรงนั้นวิบากอกุศล วิบากไม่ดี เห็นพระเดินผ่านไปด้วยความสงบ วิบากดี ชีวิตของเราพบกับวิบากดีกับวิบากไม่ดีเท่านั้นไม่มีอย่างอื่นเลย

เมื่อเราระลึกได้ตามความเป็นจริง ใจเราก็จะเบาลงจากเนื้อเรื่องที่ไม่ดี ไม่เอาเรื่องมาเป็นเหตุแต่รู้ว่ามันเป็นเพียงปัจจัย เราก็ระวังได้ เช่น ถ้าเขาสำรวจแล้วว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีโอกาสสองฟากฝั่งจะถูกน้ำเอ่อล้นมาต้องระวัง เราไม่รู้เลยว่าปีนี้วิบากเป็นกุศลหรืออกุศลอย่างแรง และจะมีกรรมตัดรอนกุศลหรืออกุศลมาส่งผลเรา เราก็แก้ไขด้วยการเตรียมตัว แค่นั้นเอง เมื่อเราอยู่ริมตลิ่ง ก็ต้องยกข้าวของขึ้นไปไว้ข้างบน

ไม่ใช่พอเขาแจ้งมา ก็บ่นว่ามาอีกแล้วน้องน้ำมาทำไม? ทำไมต้องมา ทำไมไม่สร้างเขื่อน ทำไมๆๆ ? เราต้องมองตนเองว่า มันวิบาก มันมาถึงตัวเรา มันทำให้เราต้องเดือดร้อน แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักวิบากจึงโทษกันไปโทษกันมา แก้ไขกันไม่มีทางหลุด

ถ้าแต่ละคนยอมรับว่ามันเป็นวิบาก แล้วทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วยอมรับความจริงว่า มันจะต้องมีแค่นี้ สำหรับฉัน ฉันต้องได้อย่างนี้ ต้องได้รับกันเช่นนี้ ได้รับผลกรรมแค่นี้ ยอมรับความจริงได้ ธรรมะก็จะช่วยได้

ปัญญาจะช่วยให้เราฟันผ่าอุปสรรคไปได้ด้วยการวิเคราะห์และพิจารณาว่า สิ่งใดควรรับรู้ และนำไปปฏิบัติคือความดีทั้งปวง สิ่งใดควรรับรู้และวางเฉยคืออกุศลทั้งปวง แล้วสร้างเหตุใหม่

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 12:00:13 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 7




เรียนแล้วต้องรู้ อย่าอาศัยศรัทธาอย่างเดียว ศรัทธาแปลว่า ความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อมี ๔ คือ เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องวิบากกรรม เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน เชื่อคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่เรามีความศรัทธาคือความเชื่อก็จริง เช่น เชื่อเรื่องกรรมก็คือระลึกได้ว่ามันเป็นกรรม ระลึกได้วิบาก ระลึกได้สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน ระลึกได้ในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีปัญญาแค่นี้เอง เพราะว่าชีวิตของเรามีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ตัณหานั้นเป็นเครื่องผูก

เราจึงไม่เห็นฝั่งพระนิพพานเพราะมีภูเขาสูงเทียมเมฆมากั้นที่ท่านเปรียบเสมือนอวิชชา มองไม่เห็นว่าตรงนั้นมีอะไร มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตัณหาผูกเอาไว้กับเราและของๆ เรา ผูกไว้กับความยินดี ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เราไม่เคยก้าวออกไปได้ ก้าวออกไปได้ก็ไปไม่ไกล เหมือนโซ่ที่ตรึงขาอยู่

แม้ตรงนี้จะเป็นทางที่ดีเราพยายามก้าวมาแต่มันก้าวได้สุดโซ่เหมือนนักโทษ ไปได้แค่นี้ เมื่อไปไหนไม่ได้ก็กลับมาอาศัยชีวิตแบบเดิมๆ เพราะเป็นนักโทษ พวกเราเป็นนักโทษทุกคน และเป็นนักโทษที่มีโซ่ตรวนผูกขาไปได้ไม่ไกล เพราะอย่างไรก็กลับบ้านมีตัณหารัดไว้ และอวิชชากั้นไว้

อาศัยศรัทธาอย่างเดียวที่เชื่อๆๆๆๆจึงทำให้พ้นไปไม่ได้ ศรัทธาที่เรามีไม่ใช่ธรรมชาติที่จะสัมผัสเหตุผลได้ เพราะธรรมชาติที่สัมผัสเหตุผลได้ก็คือ "ปัญญา"

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 12:00:28 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 8




ยกตัวอย่างเช่น มีจิตคิดจะเดิน จึงมีการเดินเกิดขึ้น มียุงมากัด จึงคัน เมื่อมีเหตุจึงมีผล เวลาเราถูกยุงกัด เรารู้สึกได้ว่า มียุงมากัด เราจึงเจ็บ แต่การที่เราจะไปรู้สึกว่า "นามเจ็บ นามรู้" ในเหตุในผล มันต้องอาศัยการฝึกฝนมากๆ ด้วยปัญญา

ต้องอาศัยปัญญาที่แหลมคม เปรียบดั้งเพชรเม็ดนี้ต้องเจียระไนจนได้แปดสิบเหลี่ยม ซึ่งเราก็มีเพชรเหมือนกันคือปริยัติเปรียบเหมือนการขุดได้เพชร แต่เพชรไม่ได้เจียระไนย ขุดมาอย่างไรก็เป็นก้อนอย่างนั้น ศรัทธาอย่างเดียวไม่สามารถเข้าถึงเหตุถึงผลได้

ทุกอย่างตายแล้วเกิด มีความไม่เที่ยง ตายแล้วมีสิทธิ์ไปเกิดเป็นอะไรก็ได้ ดังพระบาลีกล่าวว่า น โส ภิกฺขเว สตฺโต สุลภรูโป โย น มาตา ฯ ปิตา ภาตา ภคินี ปุตโต ธีตา ภูตปุพฺโพฯ อิมินา ทีเคนะ อะทุนาตัง กิสัง สะ เหตุ อะมะคะโค ตัง ภิกขะเว สังสาโร

สังสารวัฏนี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นบิดาร มารดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง เป็นบุตร เป็นธิดา ไม่ใช่หาได้ง่ายเลยที่ไม่เคยเป็นมา ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุใด ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏฏ์นี้มีที่สุดที่บุคคลเข้าไปรู้ไม่ได้ ก็คือเป็นอนันตัง

ถามว่า เคยมีไหมที่เราไม่เคยเป็นญาติกับคนนี้เลย เป็นไปได้ แต่หาได้ยาก อย่างเช่นเรากับพระพุทธเจ้าเป็นต้นที่อาจจะไม่เคยเกิดเป็นญาติกับเราเลยเพราะเราเลวเกินกว่าที่จะร่วมสกุลด้วย อำนาจกรรมจึงเป็นแรงผลักออก

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 12:00:46 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 9




พ่อแม่ในชาติที่แล้วตายจากเราไป ชาตินี้เขายังเป็นพ่อแม่ของเราอีกไหม? เขาจะทรงสภาพนี้อยู่ไหม? ไม่แล้ว ตายแล้วเกิด แต่ความที่เราไม่ได้เชื่อเรื่องกรรมจริงๆ มีแต่ศรัทธาเชื่ออะไรก็ไม่รู้เราจึงฝังใจคิดว่าเที่ยง มันค้านกับธรรมะโดยสิ้นเชิง นี่เราอาศัยศรัทธาเรียน ไม่ได้อาศัยปัญญาพิจารณาเลยการตอบแทนพระคุณคือยกท่านไว้ที่สูงส่ง อย่าไปล่วงเกินหรืออย่าให้ใครล่วงเกินท่านได้ นั่นคือการตอบแทนที่ไม่เหนื่อยเลย ไม่ใช่ต้องชดใช้

ใครที่มีบุญคุณกับเรา ยกย่องท่านไว้ บูชาเคารพท่านไว้ แล้ววางท่านไว้ในที่สูง โดยไม่ก้าวล่วง และไม่เปิดโอกาสให้ใครมาก้าวล่วง นั่นคือการตอบแทนบุญคุณแล้ว และทำตนเองรักษาทางเดินที่ท่านให้เรามาดีเอาไว้

ชีวิตเราก็ต้องศึกษาด้วย การวางเฉย..เราต้องหัด คือมีสติระลึกได้ก็ยังดี อย่างข่าวต่างๆ ภัยพิบัติต่างๆ เรากลัวได้ มีสิทธิ์ระวังได้แต่อย่าไปกลัวมาก เพราะกลัวอย่างไรถ้าถึงที่ตายก็ตาย มีคนมากมายหนีภัยจากตรงนี้ไปตรงโน้นแล้วไปตาย มีปัจจัยผลักดัน และความคิดนี่ก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ผลักดันให้คิดๆๆๆ แล้วก็ผลักตัวเองไป

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา ขอธรรมะจงเป็นจุดประกายความรู้ในใจของท่านทุกคน ขอปัญญาจงช่วยให้ท่านฟันผ่าอุปสรรคในเรื่องราวที่ผ่านมาตามทวารทั้ง ๖ ได้ ขอให้ทุกคนกล้าแข็ง มีแรงแห่งศรัทธาอันประกอบไปด้วยปัญญาทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2556 , 12:01:00 น.] ( IP = 1.10.237.234 : : )


  สลักธรรม 10

มาอ่านแบบช้าๆ
เพิ่มปัญญาให้ตนเองครับ

ขอบคุณน้องกิ้ฟครับที่นำมาฝากให้อ่านครับ

โดย พี่เณร [26 ก.ย. 2556 , 08:34:28 น.] ( IP = 115.87.129.10 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org