| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ลักษณะของจิต
สลักธรรม 1
๒. จปรัง จิตนี้กวัดแกว่ง ไม่สามารถหยุดในอารมณ์ใดได้นานๆ ลองทำสมาธิซิ จะเห็นว่าทำได้ไม่นาน ไม่สามารถอยู่ได้นานๆ
๓. ทุกขัง จิตนี้รักษายาก เพราะคอยคิดแส่ไปหาอารมณ์ คอยคิดอยู่นั่นแหละ ห้ามไม่ได้ด้วย แม้ในขณะกำหนดกรรมฐาน
๔. ทุนนิวารยัง จิตนี้ห้ามยาก ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้
ฉะนั้น ทุกอย่างจะตกต่ำสู่ทุคติหรือสุคติ ก็อยู่ที่จิต จะได้มรรคผลนิพพานก็อยู่ที่จิต นิพพานคืออารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ เช่น แก้วก็เป็นอารมณ์ สีต่างๆก็เป็นอารมณ์ของจิต เสียงก็เป็นอารมณ์ของจิต แต่เมื่อเราได้เห็นได้ยิน จิตก็เกิดขึ้นพร้อมกับกิเลส เพราะกิเลสเป็นเจตสิก
เจตสิกมี ๓ ฝ่ายคือ อัญญสมานาเจตสิก อกุศลเจตสิก และโสภณเจตสิก
ถ้าเราฝึกหัดให้จิตเกิดพร้อมโสภณเจตสิกก็ไปสู่สุคติได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:38:54 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 2
ถาม ผู้ที่ไม่เกิดแล้วคือผู้ที่หมดจดจากกิเลส ที่เราเกิดอยู่ทุกวันนี้ ที่มีสุขมีทุกข์ปลอมๆ อยู่นี้เพราะเรามีกิเลส กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน?
ตอบ กิเลสเกิดขึ้นที่อารมณ์ จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เช่น เราชอบดอกไม้ต่างกัน ดอกไม้เป็นอารมณ์ของจิต กิเลสก็ไปเกาะที่อารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ฉะนั้น เราได้เห็นความสำคัญ ๓ ประการของชีวิต และเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ แต่ต้องอาศัยแว่นธรรมนั่นคือ
อนิจจังคือความไม่เที่ยง
ทุกขังคือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
อนัตตาคือไม่สามารถบังคับบัญชาได้
ฉะนั้น ในโลกนี้มี ๒ อย่าง คือ ตัวรู้คือจิต ตัวถูกรู้คืออารมณ์
รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือ อารมณ์ เป็นรูปเป็นนาม
จิตคือตัวรู้ เป็นนาม
ตัวรู้และตัวถูกรู้ต่างก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาโดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:39:20 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 3
ฉะนั้น ไม่สอนอะไรมากมายที่จะทำให้เวียนว่ายตายเกิด จะสอนวิปัสสนามากๆ เพราะโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ น้ำมันก็ขึ้น เราก็ร้อน แล้วจะทำให้โทสะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จึงชี้ให้เห็นภัย
การทำสมาธิไม่มีโอกาสเห็นพระไตรลักษณ์คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งบิดบังความเป็นจริงไว้ทำให้เกิดวิปลาสธรรม ๔ ประการคือ
๑.สุภวิปลาส เห็นว่าชีวิตนั้นเป็นของดี
๒.สุขวิปลาส เห็นว่าชีวิตนั้นเป็นสุข
๓.นิจจวิปลาส เห็นว่าชีวิตหรืออารมณ์ต่างๆ นั้นเที่ยง
๔.อัตตวิปลาส เห็นว่าชีวิตนั้นเป็นตัวตนคนสัตว์ เป็นฉัน เป็นเรา เป็นของเรา เป็นเรานั่ง ความวิปลาสคือความโง่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งมีทุกคน ผู้ที่ไม่มีนับตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:39:43 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 4
ในโลกนี้มีรูปนามที่ไม่เที่ยงคือ
๑..จิตไม่เที่ยง เพราะต้องรับอารมณ์จากอารมณ์หนึ่งไปสู่อารมณ์หนึ่งเรื่อยไป เช่น เห็นสีเขียว สีเขียวดับ เห็นสีแดง สีเขียวต้องดับก่อน จึงเห็นสีแดงได้
๒. อารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ รู้สีแดง รู้สีเขียว รู้สีน้ำเงิน รู้แล้วผ่านไป วัตถุที่มาให้รู้ต่างกันทั้งรูปทั้งนาม จึงเป็นอนิจจัง
ในอนิจจัง ขณะนี้คำสั่งคือ เราจำเป็นต้องทำ เช่น ครูสั่งให้นั่ง ยืน จิตต้องทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องรับฟังคำสั่ง หรือเมื่อเห็นสีน้ำเงิน ทำไมไม่เห็นสีเขียว ก็เพราะว่าบังคับบัญชาไม่ได้
ฉะนั้น ไม่มีอะไรนะที่จะเป็นไตรลักษณ์ นอกจากรูปนามขันธ์ ๕ และผู้ที่จะได้ไตรลักษณ์นี้ ไม่มีทางได้ที่อื่นเลย ถ้าไม่ได้วิปัสสนาปัญญา เพราะผู้ที่จะเห็นไตรลักษณ์นั้นจะต้องได้สัมมสนญาณขึ้นไป
ญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณที่สามารถแยกนามรูปออกจากกัน
ญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริจคหญาณ เป็นญาณที่เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เช่น รูปนั่งเป็นเหตุให้ทุกข์ รู้ที่นาม นามรู้ นามสั่งทำให้รูปนี้ไหวไปเคลื่อนไป
ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ เป็นญาณที่เห็นนามรูปมีการเกิดดับ คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาครั้งแรก จนกระทั่งวิปัสสนาญาณ ๙ เกิดขึ้น ก็เห็นลู่ทางออกแล้ว ว่าจะออกทางไหน อนิจจังหรือทุกขังหรืออนัตตา
ฉะนั้น การที่กล่าวว่ามีการยกไตรลักษณ์ขึ้นสู่อารมณ์เป็นไปไม่ได้ จะต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตั้งแต่สัมมสนญาณขึ้นไป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:40:04 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 5
ทำไมเราไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
๑. สันตติปิดบังอนิจจัง สันตติ แปลว่า ความเกิดดับและการเกิดขึ้นแทนความดับเร็วมาก เช่นไฟนั้นเราคิดว่าติดอยู่ซึ่งผิด เพราะเราไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง เราหลงฟั่นเฟือนตามอาการและเสพความไม่เป็นจริงไป
เช่นเดียวกันกับสันตติปิดบังอนิจจังจึงเห็นว่าเที่ยง เหมือนกับเราคิดว่าอารมณ์ดีตลอด ทั้งๆ ที่อารมณ์ดีมีการเกิดดับ แท้จริงอารมณ์ดีเกิด อารมณ์ดีดับ เป็นอยู่อย่างนี้แหละ จิตก็เหมือนกันมีการเกิดดับ เช่น เรามองเห็นพระพุทธรูปตลอดเวลา (ถ้ามองอยู่) แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ได้เห็นตลอดเวลา วัตถุรูปตกเข้าจุดโฟกัสต่างๆ และไม่ได้เห็นทั้งหมดด้วยนะ ส่วนใดที่นูนที่สุดใกล้ที่สุด วัดจากสายตาไปก็มาตกที่จุดโฟกัส แต่แสงวิ่งเข้าตลอดเวลา และเราก็มีมนสิการตลอดเวลา มีเหตุพร้อมตลอดเวลา จึงเห็นว่าเหมือนเที่ยง แท้จริงมีการเกิดดับตลอดเวลา นี่แหละสันตติปิดบังอนิจจัง จึงเห็นว่าเป็นนิจจังว่าเที่ยง นี่วิปลาสเข้าแล้ว
๒. อิริยาบถปิดบังทุกขัง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะเรามีการเปลี่ยนแปลงเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้มเงยสารพัด ขยับนิดขยับหน่อย ฉะนั้น จึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แต่อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยปิดบัง เช่น เมื่อยแล้วเราเปลี่ยน เราคิดว่าเราหายเหนื่อย ซึ่งไปปิดบังทุกข์เก่าและปิดบังทุกข์ใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วย เพราะเป็นการเริ่มต้นแห่งการเมื่อยใหม่แล้ว เลข ๓ มาจากเลข ๑ เกิดขึ้น ๓ ครั้ง ฉะนั้น อิริยาบถใหม่ก็เป็นการเริ่มทุกข์ใหม่ ฉะนั้น อิริยาบถจึงปิดบังทุกขัง เห็นเป็นสุขัง ได้เปลี่ยนแล้ว เป็นสุขัง เป็นสุขวิปลาส
๓. ฆนสัญญาปิดบังอนัตตา อนัตตาคือการบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เกิดขึ้นจากการประชุมกันของขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ๕ อย่างประชุมกันลักษณะนี้เรียกว่า คน เช่น ถ้ารู้สึกเมื่อยก็มีโทมนัสเวทนา ถ้ายินดีมากก็เป็นโสมนัสเวทนา เป็นต้น แยกไม่ได้ว่าเป็นขันธ์ ๕ แต่มาประชุมกันเป็นคน และในขันธ์ ๕ ยังมีปฐวี อาโป เตโช วาโย ฉะนั้นไม่มีคนเลย เป็นฆนสัญญา การประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน รวมกันระหว่างรูปนามขันธ์ ๕ คือลึกกว่านั้นคือการประชุมกันระหว่างดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา มหาภูตนั่นเอง จึงปิดบังให้เห็นว่าเป็นตัวเรา แท้ที่จริงไม่เป็นตัวเรา เป็นรูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน ฉะนั้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเห็นแล้ว จะเห็นภัยเห็นโทษ เห็นความน่ากลัวในสังสารวัฏ ไม่อยากได้ภพภูมิอะไรเลย เพราะว่าจะอยู่ภพภูมิไหนก็แล้วแต่มีนามขันธ์ ๔ หรือขันธ์ ๕ ในรูปนามนั้นแหละ ในขันธ์นั่นแหละที่ไหนมีขันธ์ที่นั่นเป็นทุกข์
ทำไมเป็นทุกข์ ? เพราะในขันธ์นั้นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง ในขันธ์นั้นเป็นทุกขังทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ในขันธ์นั้นบังคับบัญชาไม่ได้
ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมสามารถทำลายเครื่องกีดขวางได้คือ สันตติ อิริยาบถ ฆนสัญญา ก็จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:40:29 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 6
วิธีทำลายเครื่องกีดขวาง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่าทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นี่คือการสอนคันถธุระ แต่วิปัสสนาธุระตั้งแต่สัมมสนญาณเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ให้มีสติมา สัมปชาโน อาตาปี ตั้งอยู่ที่อารมณ์ปัจจุบัน แล้วจะเห็นการเกิดดับเอง อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต้องใส่ใจ อะไรจะเกิดจะมาช่างมัน อย่าไปกลัว มาแล้วมีหน้าที่ดูเท่านั้นเอง ฉะนั้น การเห็นปัจจุบันไม่ต้องห่วงอนาคตและอดีต ให้อยู่กับปัจจุบัน และปัจจุบันที่เราเห็นอยู่อย่างนี้เท่ากับที่ผ่านไปดับไปแล้ว เห็นการเกิดดับ ขอให้เราตั้งมั่นในอารมณ์ปัจจุบันเท่านั้นเอง
การที่เราดูเฉพาะการเกิดขึ้นนั้น การเกิดขึ้นของอารมณ์ใหม่ก็แสดงว่าอารมณ์เก่าดับไปนั่นเอง ที่มีอะไรใหม่ ของเก่าก็ดับไป ขอให้ตั้งอยุ่ในอารมณ์ปัจจุบันเถอะ ก็จะเกิดดับเอง
ความเพียรตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน สักวันหนึ่งตาเราดีแล้วก็คือ ตาธรรมอันประกอบด้วยสติสมบูรณ์ ปัญญาสมบูรณ์พร้อมแล้ว เมื่อเหตุปัจจัยพรั่งพร้อม ผลพรั่งพรู อย่างน้อยเราก็เป็น ๑ ในล้านๆๆ คนที่พาตามายืนอยู่บนทางรัศมีพระธรรม
ตรงนี้คือ การตั้งความปรารถนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีมาแล้วทุกๆ พระองค์ และจะมีต่อไปในอนาคตเป็นพุทธประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้คนพาลทั้งหลายเปลี่ยนเป็นบัณฑิตและมีความคิดอันเป็นสัมมาทิฏฐิ และดำริออกจากวัฏสงสารไป
ฉะนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นงานที่พระพุทธเจ้าขวนขวายและใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ๔ อสงไขยกำไรแสนกัปป์ เพื่อมาชี้ทางนี้ เป็นทางปลอดภัย เป็นทางสิ้นวัฏฏะ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:40:52 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 7
แม้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมากี่พระองค์ก็แล้วแต่ เมื่อสิ้นพระศรีอาริยเมตไตรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทำแค่ ๔ อสงไขย จะเป็น ๑๐ อสงไขย หนึ่งแสนอสงไขย หนึ่งแสนแสนอสงไขย เพื่อจะมาสอนอริยสัจ ๔ นี้ ทุกข์ ดูทุกข์เสีย ดูอย่างไร ดูแรกๆ ก็คือทุกข์เพราะรูปนามขันธ์ ๕ รู้ว่าต้องเปลี่ยน เพราะทุกข์และต้องอยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน นามเห็น ดูทุกข์รู้ทุกข์แล้วแก้ไข รู้รูป มีนามก็รู้นาม จิตจะไวขึ้นเอง สมรรถภาพของปัญญาจะไวเอง รู้รูป มีนามรู้ นามทุกข์ สติกำลังทำงาน ปัญญากำลังทำงาน เช่น นามเมื่อย สติปัญญาเข้าแล้ว นามเห็น นามรู้ รู้สึกในรูปนั่ง ก็สมรรถภาพที่ทำของปัญญาปรีชาจะเข้ามาร่วมกับการทำงานที่โยนิโสมนสิการก็คือ ระหว่างเห็นและระหว่างรู้ เห็นก็ดับ รู้เกิดขึ้น รู้ก็ดับ ในการเปลี่ยนแปลง เห็นการเกิดดับระหว่างรูประหว่างนาม อย่าไปหานะ เป็นเอง หาไม่เจอ แต่เป็นเองได้
ฉะนั้น การทำดี ถ้าสมมติว่าหักล้างกันได้ ลูกแค่หมดมลทินแค่นิ้วก้อย ฉะนั้น จึงต้องเร่งรีบตักตวงบุญ ทำคุณประโยชน์ละโทษละภัยและอบรมจิตใจให้เจริญ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ขึ้นชื่อว่าศีลเหมือนกันต้องรักษา ศีล ๕ ต้องรักษา แล้วจำพ่อไว้นะ เช่น วันนี้เราสมาทานศีล ๕ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท งดเว้นสุราเมรัย นี่แหละศีล ๕ เป็นศีล ๕ ของพระโสดาบันด้วย เป็นศีล บริสุทธิ์ พระโสดาบันไม่ได้ศีล ๒๒๗ บริสุทธิ์ ฉะนั้น ศีล ๕ จึงเป็นศีลที่เป็นอารมณ์คุ้มครองชีวิต
โลกียธรรม ๘ ประการ ซึ่งเป็นของคู่อยู่กับชีวิตคือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีเงินเดือนเงินดาวน์บำเหน็จบำนาญ ถือว่ายังมีลาภอยู่ บุญกรรมส่งผลอยู่ ยังได้ผลของทานส่งผลอยู่ ยังได้ลาภอยู่ ทำมาหากินมีชื่อเสียงก็ยังได้ยศอยู่ มีตำแหน่ง ได้คำสรรเสริญว่าเป็นคนดี เป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ มีความสุขจากการเห็นที่ดีๆ ได้ยินที่ดีๆ ได้กลิ่นดีๆ ได้เงินเดือนมากๆ ได้อำนาจยศศักดิ์มากๆ
ในโลกียวิสัย ๔ อย่างนี้ย่อมมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ มีลาภก็เสื่อมลาภ เช่น เราได้รับเงินเดือนมาจัดเป็นลาภชนิดหนึ่ง แล้วต้องหมดไปไหม ก็หมด ได้ลาภแล้ว เสื่อมลาภทันที แต่เราไม่เคยพิจารณาจึงคิดว่าเป็นหน้าที่ แต่จิตกตัญญูรู้หน้าที่อันหนึ่ง แต่ที่หมดไปนั้นคือความเสื่อม ทุกอย่างหายไปเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มียศก็มีเสื่อมยศ เช่น เป็นนายพล แต่เมื่อกลับมาบ้านลูกเรียก พ่อ เมื่อนายพลไปหาพ่อก็เป็นลูก ยศที่มีอยู่จึงหมดไป เป็นหัวโขนชั่วคราว มีสรรเสริญยกยอปอปั้นกัน แต่ก็มีนินทา ต่อหน้าชมว่าสวย ลับหลังก็นินทาว่าไม่สวยจริง ลองเอาแป้งออกหน้าเหมือนซากศพเหมือนผีเลย เพราะมีสุขจากการได้อารมณ์ดีๆ สุขจากการเห็นดีๆ ลองเห็นนานๆ สิ ก็มีเบื่อ มีความคิดว่านั่งห้องแอร์เย็นเป็นสุข แต่ก็ทนอยู่ไม่ได้ ปวดปัสสาวะก็ต้องออกไปจากห้องแอร์
ฉะนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาก เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ไม่ใช่รอเวลานะ เกิดในขณะนั้นเลย เราเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อปลดเกษียณแล้วจะเสื่อมยศ แต่ความจริงแค่กลับบ้านเดินผ่านคนเก็บขยะ เขาก็ไม่ยกมือไหว้เราแล้ว ฉะนั้นความเข้าใจผิดมีอยู่มโหฬาร มีลาภต้องมีเสื่อมลาภ นี่เป็นของคู่กัน อยู่กับเราชั่วคราว รับเงินเดือนมา ก็ต้องจ่ายไป ฉะนั้น จะหาความสุขไม่ได้เลยในชีวิต ชีวิตมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น คนเราต่างเกิดมาต่างแสวงหาความสุข ถ้ามีความสุขแล้วจะแสวงหาไปทำไม เช่น มีเงินอยู่แล้ว พอจะจับจ่ายใช้สอย พอใช้จนหมดอายุขัย แล้วจะหากันทำไม ก็เพราะความไม่พอ มีความโลภ ก็ต้องแสวงหาต่อ แสวงหาความสุขหาที่พึ่งเรื่อยๆ ไปไม่มีวันจบ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:41:15 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
สลักธรรม 8
เราเคยตั้งปัญหาถามจนเองไหมว่า ความสุขนั้นเรามีอยู่จริงไหม และความสุขนี้เป็นที่พึ่งได้ไหม ได้จริงตามที่คาดฝันไหม เช่น มีเงินมากๆ เขาเปรียบว่ามีความสุข เราเคยนึกไหมว่า เงินนี้ให้ความสุขจริงไหม พึ่งได้จริงไหม ก็นั่งดูเงินไปสิ หิวก็ไม่ต้องกินข้าว ก็ไม่ได้ หิวแล้วข้าวช่วยให้มีความสุข กินเงินไม่ได้ เงินไม่ได้ช่วยให้สุขแล้ว มีเงินมากๆ เงินก็ไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บป่วย ต้องพึ่งหมอ พึ่งยารักษาโรค นี้เพราะความไม่รู้จักคิดหรือรู้จักคิดแต่คิดมากจนเกินไป
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้คิด แต่ไม่ให้คิดมากไป คิดให้ตรงต่อความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่ทุกคนน่าจะลองมาคิดว่า ที่เรารู้สึกอย่างนี้ว่ามีอยู่จริงไหม ก็ลองวิจัยกันดูว่า เมื่อเรายังเป็นเด็กอยู่ เราก็ยึดบิดามารดาเป็นที่พึ่งที่อุ่นใจ เมื่อเริ่มโตเข้าสู่วัยรุ่นเข้าเกณฑ์ก็หาครูอาจารย์เพื่อนมาเป็นที่พึ่ง ผลที่สุดเมื่อเราชราภาพแล้ว เท่ากับท่านเหล่านั้นก็ตายจากเราไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายายครูอาจารย์ แล้วเราจะหันหน้าไปพึ่งเงิน เห็นคนอื่นมีเงินหลายล้าน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ปู่ยาตายายครูอาจารย์ แล้วเราจะหันหน้าไปพึ่งเงิน เห็นคนอื่นมีเงินหลายล้าน ก็ไม่เห็นเขามีความสุขเลย บางคนมีปัญหาชีวิตหาทางออกไม่ได้ ไม่ถึงความยิ่งใหญ่เลย เช่น ประธานาธิบดีของประเทศต่างๆ ก็ไม่มีความสุข มีแต่ปัญหา ฉะนั้น เราไม่เคยนึกถึงความจริง รำพึงถึงแต่ความเพ้อฝัน ชีวิตจึงมีแต่ฝันสลาย
ฉะนั้น อะไรที่จะยึดได้ ปัญหาชีวิตหาทางออกไม่ได้ ถึงกับต้องมีการฆ่าตัวตาย หนีปัญหาชีวิต เช่น ใช้หนี้เขาไม่ได้ ก็กระโดดตึกตาย คิดว่าหมดปัญหา แต่ต้องไปเกิดเอาใหม่อีก
ชีวิตเราอยู่กับการละเล่น ขาดศาสนาขาดคำสอน คิดว่าศาสนาช่วยอะไรไม่ได้ ก็เลยใช้เงินไปในทางที่ผิดๆ ทำบุญแล้วไม่เห็นได้บุญเลย ทำดีไม่เห็นได้ดีเลย ก็เลยใช้เงินไปในทางที่ผิดๆ ไปเที่ยวเตร่เอาจนเกิดโรคขึ้นมา แล้วเป็นโรคที่รักษาไม่หายเช่น โรคเอดส์ ก็ต้องเลิกราไปจากสมบัติที่แสนจะห่วงใยไปอย่างน่าเอนจอนาถ
บางคนทำความชั่วไว้มาก เวลามีชีวิตอยู่ก็มีเงินทองพวกพ้องเยอะ แต่ความดีไม่อยากทำ อยากได้แต่ความสุข ก็เอาแต่เงินมาประดับบารมีวันหนึ่งๆ เพราะถือภาษิตว่า มีเงินเขานับว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่ ยากจนข้นแค้นเขาเรียกว่าไอ้เขาเรียกว่าอี เมื่อถือภาษิตนี้ก็หากันมา เก็บอย่างเดียว ต้องไม่ใช้ เอามาประดับบารมี มีนายธนาคารโค้งให้ก็รู้สึกคุ้มกับชีวิต เมื่อเดินเข้าธนาคารก็รู้สึกโก้เก๋ เป็นความคิดที่ผิดจริงๆ เมื่อนึกถึงความดีไม่ออก เห็นแต่เบื้องหลังอันรกรุงรังที่ตนทำเอาไว้ ครั้นเมื่อใช้ชีวิตดีๆ อยู่จึงต้องกลับไปตามยถากรรมของตน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ดังนั้น จึงตั้งเจตนาเลยว่า ข้าพเจ้าจะมั่นคงต่อทางสายมรรคอันมีองค์ ๘ นี้ และข้าพเจ้าจะมั่นคงต่อพระพุทธพจน์ตราบจนไม่เกิด
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 ต.ค. 2556 , 11:41:40 น.] ( IP = 58.11.160.100 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |