มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การทำงานของจิต (๑)










การทำงานของจิต (๑)
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการปฏิบัติสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติเพื่อให้สัตว์หลุดรอดไปจากความทุกข์ทั้งปวง ซึ่งมีทั้งทุกข์ประจำและทุกข์จร ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องตั้งความปรารถนาให้ตรงว่าทำเพื่อพ้นทุกข์ จึงจะถูกต้องและสมบูรณ์

ต้องคอยถามตนเองว่า เราจะเดินไปทางไหน? เราจะทำเพื่ออะไร? ถ้าทำหรือเดินโดยไม่มีจุดหมาย ก็ใช้เวลาหมดเปลืองเปล่า ฉะนั้น การปฏิบัติจึงเป็นการสร้างชีวิตให้พ้นจากการมีชีวิต ความโลภคือ ความยินดีติดใจในอารมณ์ทางทวารต่างๆ นั้น เป็นตัวบีบคั้น เคี่ยวเข็ญ และบังคับบัญชาให้เราอยู่ใต้อำนาจอยู่เสมอมา

ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่อดีตชาติทำให้เราต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อสนองความทะยานอยากของมัน ทำให้จิตใจของเราต้องร้อนรนกระวนกระวาย กระเสือกกระสน หยุดนิ่งไม่ได้ด้วยความไม่รู้จักพอ และกิเลสตัณหาเหล่านี้เป็นผู้จูงเราไปสู่หุบเหวแห่งความหายนะทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะว่าทุกคนต่างพากันไหลไปสู่ทางเดียวกันคือ ความทะยานอยากไม่รู้จักอิ่ม

ทางสายนี้จึงได้คร่ำคราไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดยัดเยียดกัน เช่น ภูมิเปรตหนาแน่นมาก เพราะคนไม่รู้จักพอตายไปอยู่เสมอๆ ฉะนั้น เราต้องหันหน้ามาแล้วศึกษา ไม่ใช่เรียนผ่านๆ เรียนส่งๆ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:02:40 น.] ( IP = 110.168.154.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน


วิปัสสนา แปลว่าเป็นปัญญาที่เห็นโดยวิเศษ

กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งของการเพ่ง

วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งของการเพ่งเพื่อให้เห็นโดยวิเศษ

ทุกวันนี้เราไม่ได้เห็นวิเศษ เห็นอย่างสามัญ วิปัสสนา แปลว่า ปัญญาหรือการเห็นโดยวิเศษก็ได้

สรุปว่า วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า การเข้าไปพินิจพิจารณาจนเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรมที่เกี่ยวกับชีวิต และสามารถทำทางให้พ้นทุกข์ได้ เป็นความวิเศษเฉพาะบุคคล จะพากันไปไม่ได้ บอกกันไม่ได้ จูงกันไปไม่ได้ เป็นความพิเศษส่วนตัว องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:03:21 น.] ( IP = 110.168.154.228 : : )


  สลักธรรม 2



ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องมีความเข้าใจเรื่องเหตุผล โดยพยายามตั้งคำถามในใจแล้วตอบให้ได้ ๔ ประการ

๑. ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไปทำไม

๒. จะต้องเรียนรู้เรื่องอะไรก่อน เพราะเหตุใด

๓. การปฏิบัตินั้นที่ว่าจะเข้าไปดูไปรู้ไปเห็นที่ไหน

๔. จะได้รับผลจากการปฏิบัติอย่างไร

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:06:41 น.] ( IP = 58.9.15.114 : : )


  สลักธรรม 3


คำถามข้อที่ ๑ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไปทำไม?

ตอบ มีบุคคลมากมายที่มีเจตนาเริ่มต้นก่อนเข้าปฏิบัติต่างๆ กัน บางท่านเข้าปฏิบัติเพราะจิตใจไม่ค่อยสงบ ก็หาที่สงบใจ มีความเร่าร้อนมีความทุกข์ มีสำนักฯ ที่มีที่อยู่ที่กินช่วยให้สงบได้ ไม่อยากวุ่นวายกับใคร ก็เดินทางมาเข้าเพื่อปรารถนาความสงบเท่านั้น

บางประเภทก็มีความทุกข์ความเร่าร้อนเกี่ยวกับครอบครัว ผิดพ้องหมองใจกัน หรือมีเหตุการณ์บางอย่าง เช่น ไม่สบายใจเพราะเศรษฐกิจในครอบครัวไม่ดี เอาตัวเองออกไปเสียคน ไปกินข้าวที่เรือนปฏิบัติแบ่งเบาภาระกระเป๋าตัวเอง

หรือบางท่านได้ยินข่าวคนอื่นเขาว่า ถ้าเขาปฏิบัติจะเห็นสิ่งต่างๆ แปลกๆ ที่น่าพิศวง ก็อยากเห็นกับเขาบ้างจึงไปปฏิบัติ เช่น เขาเล่าว่าเห็นขาเหมือนท่อนไม้ แต่ตัวเองไม่เห็นตามนั้น

บางท่านเห็นชีวิตมีความทุกข์ความลำบากมากมาย ชีวิตนี้ต้องดิ้นรนขวนขวายอยู่ ต่อสู้หนักจึงจะอยู่รอด ก็มีความหวั่นไหวหวาดกลัวท้อแท้ในการต่อสู้กับความลำบาก หรือไม่บางท่านกลัวชาติหน้า จะไปเกิดในที่เลวร้ายกว่านี้ เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือได้รับความทุกข์ทรมานในนรก อาศัยเหตุความกลัวนี้ เมื่อได้ข่าวว่ามีสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่จะเป็นปัจจัยเป็นพระโสดาบันได้ ซึ่งใครๆ ก็พากันเป็นกันมากมายแล้ว ก็แห่เข้าไปสู่สำนักเพื่อปฏิบัติ

บางท่านก็มีความปรารถนาว่าจิตของเรานี้ขาดกำลัง ขาดอำนาจ เราจะไปปฏิบัติให้เกิดสมาธิเพื่อให้เกิดอำนาจ ได้เพ่งดูเลขท้าย ๒-๓ ตัวบ้าง ก็สร้างอำนาจด้วยวิธีการต่างๆ กัน

เราจะเห็นได้ว่า เหตุที่ไปเข้าไม่เหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อมีจุดหมายปลายทางที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้นในขณะการปฏิบัติได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเจตนาเป็นหัวใจสำคัญ ก็เป็นตัวหมุนให้อารมณ์เกิด แล้วก็หันทิศหันทางไปตามที่ตนเองต้องการโดยไม่รู้ตัว นี่แหละเรามีเจตนาอย่างไร เจตนานี้ก็เป็นตัวสำคัญที่จะทำให้เราหมุนไปหาอารมณ์ที่ตนเองต้องการ ย่อมเป็นที่แน่นอน ย่อมไปต่างทิศต่างทางตามเจตนาจริงๆ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:07:15 น.] ( IP = 58.9.15.114 : : )


  สลักธรรม 4


ฉะนั้น จึงต้องถามว่าปฏิบัติกรรมฐานทำไม จึงน่าขบคิดน่าเอามาคิด อย่าให้มีอำนาจอะไรหนุนหลัง เพราะเราต้องเข้าใจว่า เราไปเพื่อดูทุกข์ เพื่อจะได้พ้นทุกข์

การพิจารณาความจริงเรื่องของชีวิต ถ้าเราได้ศึกษาให้เข้าใจตามสภาวธรรมหรือเป็นผู้ช่างคิดช่างไตร่ตรอง ก็จะเห็นทุกข์ที่เกิดแก่ชีวิตนี้อย่างละเอียดซ่อนเร้นอยู่ภายใน ไม่ใช่ทุกข์ในตอนที่ไม่มีจะกิน ไม่มีเงินจะใช้ ไม่มีบ้านจะอยู่ แต่จะเห็นความทุกข์ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในขณะที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวอิริยาบถตลอดจนการหายใจเข้าออก ตั้งแต่ตื่นลืมตาจนหลับไป ก็ต้องแก้ปัญหาไม่มีทางหยุดได้

อารมณ์ที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่หยุดนิ่งต้องเปลี่ยนไปตลอดวันยังค่ำ เป็นการแก้ไขชีวิตอย่างไม่มีวันรู้จักจบ ด้วยเหตุนี้เอง เราจะทนอยู่ในอารมณ์นั้นซ้ำซากนานๆ ก็ไม่ไหว อิริยาบถก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ก็รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีปัญหาอยู่ จะอายุมากหรืออายุน้อยก็มีปัญหา

เพราะฉะนั้นด้วยความศรัทธาเข้าใจในเรื่องของชีวิต จึงไปทำหน้าที่ศึกษาชีวิตจริงๆ ที่เขาบอกว่าทุกข์นั้น นั่งเป็นทุกข์ ก็ไปดูซิว่านั่งเป็นทุกข์จริงไหม ก่อนจะเปลี่ยนก็ให้รู้ก่อนว่าเปลี่ยนไปทำไม เขาบอกให้รู้ว่านั่งเป็นทุกข์ ยืนเป็นทุกข์ เดินเป็นทุกข์ นอนเป็นทุกข์ ไม่เห็นทุกข์เลย ที่บอกว่าทุกข์นั้นสัญญารู้ คราวนี้เมื่อสัญญารู้แล้ว เอาสัญญานี้แหละเข้าไปดู

นั่งไปสิให้สังเกต ถ้าไม่สังเกตจะรู้ไหมว่าทุกข์ เช่น บอกว่านั่งเป็นทุกข์ ก็ต้องเข้าไปนั่งแล้วสังเกต สังเกตไปเถอะ ทุกข์เป็นสัจจะ มันปรากฏแน่นอน โดยมีโยนิโสมนสิการว่าทำไมเราถึงต้องเปลี่ยน เช่น เมื่อยเป็นทุกข์จึงต้องเปลี่ยน ทำไมเราต้องกินเพราะหิว หิวเป็นทุกข์ ทำไมเราต้องขับถ่ายเพราะการปวดขับถ่ายเป็นทุกข์ ทำไมเราต้องนอน เพราะง่วง ง่วงเป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งหมดเลย

เราก็เข้าไปพิสูจน์แล้ว ด้วยการรู้เข้าไปว่าทำไมเราต้องเปลี่ยน ต้องรู้ก่อน อย่าทำด้วยความต้องการ เมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น ต้องรู้ความจำเป็นนั้นก่อน ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์เลย ทุกข์มันบีบคั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:08:29 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )


  สลักธรรม 5


คำถามข้อที่ ๒ จะต้องเรียนรู้เรื่องอะไรก่อน เพราะเหตุใด

ตอบ ต้องยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เราเดินไปได้เลย ก็ไม่ได้ ไม่ถึงหรอก เราต้องหาความรู้ก่อนว่าจังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ไหน เราจะเดินทางไปด้วยยานพาหนะอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าเชียงใหม่อยู่ที่ไหน แต่ลงเรือไปจะถึงได้ไหม? ไม่ได้ จึงต้องรู้ด้วยนะว่าเป็นอย่างไร ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง การเดินทางจึงจะปลอดภัยและปลอดโปร่ง

เพราะถ้าไม่เตรียมพร้อม ไม่รู้จักแล้วจะเกิดความลำบากในระหว่างทางคือ ไม่รู้จักจังหวัดเชียงใหม่แล้ว เราก็อาจหันหลับกลับไปภูเก็ตได้ ก็ไม่รู้ว่าไปทางไหน ทิศก็ไม่รู้จัก ต้องมีผู้รู้แนะนำไป

โดยทำนองเดียวกันนี้ บุคคลใดเคยเป็นนายแพทย์จำเป็นต้องเรียนรู้สรีระของคน ว่าร่างกายนี้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนอะไร ในใบหน้าของเรามีกระดูก ๖๔ ชิ้น แพทย์ต้องรู้และรู้ด้วยว่าชิ้นสำคัญๆ อยู่ตรงไหน ทำหน้าที่อะไรบ้าง ถ้าไม่รู้แล้ว ก็เป็นนายแพทย์ที่รักษาคนไม่ได้

หรือหากว่าจะเป็นนายธนาคาร แต่ไม่มีความรู้ในเรื่องการเงินเลย มาบริหารการเงิน ก็ขาดทุนหมด ก็เป็นแค่นายธนาคารที่เลวที่สุดเท่านั้นเอง คือไม่รู้จักระบบการเงิน จุดหมายปลายทางคือความล้มละลาย

ถ้าเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เห็นได้ง่ายกับการจับผู้ร้าย ผู้ใดจับผู้ร้ายโดยที่ยังไม่รู้จักหน้าตาและนิสัยใจคอผู้ร้ายแล้ว จับไม่ถูกหรอก เดาเอา ก็เป็นผู้ที่น่าสงสารอย่างยิ่ง ชีวิตตำรวจหรือผู้จับจะคว้าน้ำเหลว จับผิดๆ มาเรื่อยๆ

เพราะเหตุสำคัญดังที่กล่าวมานี้ เราทั้งหลายจึงต้องเห็นความสำคัญกว่า บุคคลใดที่จะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจำต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้น ไม่ใช่เห็นใครปฏิบัติแล้ว เข้าวัดปฏิบัติบ้าง โดยไม่มีพื้นฐานความรู้อะไรเลย เป็นผู้ที่น่าสงสาร

เมื่อจะเดินทางไปเชียงใหม่ ก็ต้องรู้จักจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อจะเป็นนายแพทย์ก็ต้องรู้วิชาการแพทย์ จะเป็นนายธนาคารก็ต้องเรียนรู้วิชาการเงิน จะต้องรู้หมด อยากจะทำอะไรต้องรู้ในนั้น อยากจะไปพระนิพพาน ต้องรู้ทางไปเหมือนกัน

ความโง่นี่เองเป็นของคู่กับความฉลาด รวมกันไม่ได้ และสภาพของมันตรงกันข้ามกันเลย เราไม่รู้จักความโง่เลย ความฉลาดก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ ขณะใดที่ความฉลาดเกิดขึ้น ขณะนั้นความโง่ก็กำลังถอยออกไป ขณะใดที่ความโง่กำลังยึดครองอยู่ ความฉลาดก็จะสงบเงียบ เราก็ต้องรู้จักผู้ร้ายที่มาเบียดเบียนเราอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรารู้จักผู้ร้ายแล้ว เราจ้องอยู่ มันก็จะไม่กล้าทำอะไร ฉะนั้น จะต้องรู้ว่าความโง่ความหลงคืออะไร ความโง่ความหลงปรากฏขึ้นที่ไหน ความโง่ความหลงเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่ทุกข์โทษภัยอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะทำให้ความโง่ความหลงออกไปได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:08:51 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )


  สลักธรรม 6

คำถามข้อที่ ๓ ในการปฏิบัตินั้นที่ว่าจะเข้าไปดูไปรู้ไปเห็นที่ไหน

ตอบ คือเข้าไปรู้ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร คือมูลแห่งเหตุมีอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ ที่ทำให้ผลธรรมเกิดขึ้นต่อเนื่องกันโดยอาศัยปัจจัยเกี่ยวเนื่องกันกับเหตุ อวิชชาปัจจยาสังขาร สังขารปัจจยาวิญญาณ เป็นต้น

ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทนั้นแสดงให้รู้ว่า สัตว์ต่างๆ ที่เกิดมาในโลกนี้ จะเกิดขึ้นมาและเป็นไปได้ต้องอาศัยอำนาจเหตุทั้งสิ้น

สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาทั้งสิ้นล้วนเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากเหตุแท้ๆ จะเกิดขึ้นมาเองลอยๆไม่ได้ หรือจะมีผู้ใดสร้างสรรค์บันดาลก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะไม่มีพ่อแม่คู่ใดสร้างลูกให้เกิดได้

ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่ละเอียดสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก จะต้องใช้เวลาศึกษาค่อนข้างมาก และทั้งผู้ฟังต้องมีพื้นฐานด้วย เพราะสภาวะที่แสดงประกอบมีตัวเลขมากมาย ที่ท่านแสดงให้เห็นผลซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างลึกซึ้ง

แต่ในวันนี้จะแสดงปฏิจจสมุปบาทพอให้เห็นเป็นแนวทางว่าน่าเรียนหรือเห็นหน้าตาบ้างเท่านั้นเอง เพื่อว่าบางคนที่ศึกษามาน้อยจะได้ฟังพอเข้าใจบ้าง ปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นตามทวารทุกทวาร (ทวาร ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) วันนี้จะยกทางหูให้ฟัง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:09:13 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )


  สลักธรรม 7

ปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นทางโสตทวาร


เมื่อมีการได้ยินเกิดขึ้น มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่รู้ สิ่งที่เกิดขึ้นมี ๗ อย่าง อันนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนการปฏิบัติ

๑. อายตนะภายใน-ภายนอกเป็นเครื่องประชุมให้เกิดอารมณ์

๒. ผัสสะเป็นการรับกระทบอารมณ์

๓. เวทนาเป็นการเสวยอารมณ์

๔. ตัณหาเป็นความติดใจในอารมณ์

๕. อุปาทานเป็นความยึดมั่นในอารมณ์

๖. กรรมภวเป็นการกระทำกรรม

๗. อุปัตติภวเป็นการไปเกิดในภูมิต่างๆ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:09:34 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )


  สลักธรรม 8

ในการได้ยินทางโสตทวารนั้นต้องอาศัยอายตนะเป็นเครื่องประชุมทำให้เกิดอารมณ์ ต้องมีทั้งภายในทั้งภายนอก คือต้องมีประสาทหูดี มีคลื่นเสียง เช่น เสียงที่มากระทบประสาทหูเป็นอายตนะภายใน ส่วนคลื่นเสียงเป็นสิ่งที่จิตรู้ ไม่ได้เป็นอายตนะอย่างนั้น

ผัสสะคือ การรับอารมณ์ จัดเป็นเจตสิกตัวหนึ่งที่เกิดร่วมอยู่กับจิต เป็นผู้รับกระทบกับเสียงที่ประสาทหูคืออายตนะภายใน ซึ่งก่อให้เกิดการได้ยินขึ้นมา เพราะผัสสะคือการกระทบของอายตนะภายนอก (เสียง) กับจิตที่เป็นอายตนะภายใน (ประสาทหู) จึงทำให้เกิดการเสวยอารมณ์ขึ้นมาคือเวทนา

เวทนาคือ เจตสิกตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่เสวยความสุขความทุกข์หรือเฉยๆ เมื่ออารมณ์ที่ชอบใจ เวทนาก็ชอบใจจึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดตัณหาติดอกติดใจต่อไป

ตัณหาคือ ความชอบใจติดใจในอารมณ์นั้นไว้ เมื่อชอบใจจนติดใจแล้วจึงเป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นอุปาทาน

อุปาทานคือ ความยึดมั่นถือมั่น จึงเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำคือกรรมภวต่อไป

กรรมภวคือ การกระทำ เมื่อความติดอกติดใจแน่นหนาแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดกรรมภวคือ การกระทำเกิดขึ้น แต่การกระทำที่เกิดขึ้นทางกาย วาจา และใจ ก็ย่อมต้องมีบุญบ้างบาปบ้าง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา และอำนาจของบุญบาปก็จะสั่งสมกำลังขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เมื่อผู้นั้นสิ้นชีวิตลงด้วยอำนาจของบุญบาปที่สะสมขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยจากกรรมภว จึงเป็นแรงผลักให้เกิดการปฏิสนธิต่อไป เกิดเป็นคนบ้าง เดรัจฉานบ้าง การไปเกิดเรียกว่า อุปัตติภว

การเกิดขึ้นเป็นปัจจัยต่อๆ กันเรื่อยไป เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นทางทวารใด ก็เกิดต่อไปห้ามไม่ได้เพราะโมหะหรืออวิชชาขวางกางกั้นเอาไว้ เราจึงไม่เห็นความจริงแท้ได้ง่ายๆ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:09:59 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )


  สลักธรรม 9

อีกนัยหนึ่ง อายตนะตัวนี้แหละแปลว่า เครื่องประชุมให้เกิดวิถีจิต เพราะอะไร?

เมื่อได้ยินเสียงต้องอาศัยเหตุ ๔ อย่างคือ

๑.โสตปสาทคือ ประสาทหูเป็นอายตนะภายใน

๒.เสียงที่ได้ยินเกิดขึ้นต้องอาศัยสัททะคือคลื่นเสียง ได้แก่ ความสั่นสะเทือนของอากาศอันนี้เรียกว่า อายตนะภายนอก

๓. วิวรากาสคือ ช่องว่างระหว่างหูเพื่อคลื่นเสียงจะได้สืบต่อผ่านเข้าไปได้

๔. มนสิการคือ เจตสิกที่มุ่งตรงต่ออารมณ์ที่ประสาทหู

รวมทั้งหมด ๔ ประการ ฉะนั้นเจตนากับมนสิการต่างกัน ทำงานคล้ายกัน เจตนาเปรียบเสมือนล้อรถด้านหน้า ๒ ล้อ มนสิการเปรียบเสมือนล้อหลัง ๒ ล้อ ฉะนั้น เพลารถต้องดัดให้ตรงกัน เจตนาทำหน้าที่มุ่งไปข้างหน้า มนสิการทำหน้าที่บังคับให้ตรงต่อเจตนา

ฉะนั้น อายตนะเป็นเครื่องประชุมของวิถีจิต โสตวิญญาณเกิดคือการได้ยินเกิดหมายความว่า การงานของจิตก็เกิดขึ้นโดยพิสดาร การที่เกิดขึ้นต้องอาศัยเหตุจากการกระทบคือ คลื่นเสียงกระทบกับจิตที่ประสาทหู แต่เราไม่รู้เรื่องนั้นไม่อาจจะรู้เรื่องเสียงนั้นได้จริงๆ เพราะเป็นคลื่นเสียง เราไม่มีความสามารถรู้คลื่นเสียงได้เลยว่าเป็นเรื่องอะไร จำเป็นต้องอาศัยจิตที่เกิดขึ้นในวิถีคือ การทำงานของจิตทางมโนทวารคืออารมณ์ทางใจ และวิถีทางมโนทวารนั้นเองก็จะแบ่งออกไปมากมาย

วิถีจิตที่เกิดทางมโนทวาร เช่น อารมณ์พอใจคิดนึกเราก็เรียกทางโลกว่า การสร้างมโนภาพ ฉะนั้น ธรรมะนั้นเป็นการรวมทุกปริจเฉท

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:10:23 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )


  สลักธรรม 10


ส่วนการได้ยินต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงได้ยิน และเมื่อเสียงเกิดขึ้นกระทบกับจิตทางประสาทหู แล้วก็แค่ได้ยิน แต่เมื่อเสียงกระทบประสาทหูนั้น เมื่อพูดช้าๆ ตามแบบภาพยนตร์ที่ฉายก็จะเห็นกิริยาอาการชัดเจนว่า เราไม่อาจรู้อะไรจริงๆ ได้เลย จำเป็นจะต้องมีงานทางมโนทวารเรียกง่ายๆ ว่า การสร้างมโนภาพขึ้นก่อน อารมณ์จึงเกิดขึ้นหนีมโนภาพไปไม่พ้น เมื่อเสียงเกิดขึ้นมากระทบกับจิตที่ประสาทหู การกระทบนี้ในทางธรรมะเรียกว่า ผัสสะ

ผัสสะ คือ การกระทบก่อให้เกิดการได้ยิน เช่น เมื่อได้ยินเสียงคน ได้ยินเสียงสัตว์ เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้วก็เป็นปัจจัยคือการสนับสนุนให้เกิดเวทนาต่อไป

เวทนา การเสวยอารมณ์ก็คือ กินอารมณ์นั่นเอง เช่น เสวยสุข ทุกข์ อุเบกขาคือเฉยๆ ขณะที่สบายใจก็เรียกว่า สุขเวทนา ขณะที่ทุกข์ใจก็เรียกว่า ทุกขเวทนา ขณะที่เฉยๆ เราเรียกว่า อุเบกขาเวทนาสมมติเวทนาขณะนี้ได้ยินคำชม ก็รู้สึกสุขใจคือสุขเวทนาเกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นอีก เมื่อกินแล้วก็เก็บอารมณ์โดยพิสดาร เมื่อได้ยินคำตำหนิก็เกิดทุกขเวทนา ขณะมีทุกข์กายทุกข์ใจเรียกว่า ทุกขเวทนา เวทนาก็สนับสนุนให้เกิดตัณหาขึ้นอีกอยู่เรื่อยๆ เพราะเหตุว่าอำนาจแห่งความสุขได้ก่อให้เกิดความยินดีติดใจเป็นตัณหาเสียแล้ว

ตัณหา นั้นธรรมดาของโลกทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่า คำว่า ตัณหา หมายถึง ธรรมชาติที่เกี่ยวกับความปรารถนาในทางเพศระหว่างหญิงกับชายหรือสามีภรรยา

เพราะความจริงตัณหานี้แปลว่าความยินดีติดใจในอารมณ์ เช่น ติดใจในอารมณ์ในการเห็น ได้ยิน รู้รส ได้กลิ่น ถูกต้องสัมผัส และการนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ที่ตนชอบใจ เพราะตามธรรมดาสุขเวทนาเกิดขึ้น เช่น ผู้ใดผู้หนึ่งมีความรู้สึกสุขกายสุขใจเกิดขึ้น เมื่อชอบใจแล้วก็หนีไปไม่พ้นความติดใจในอารมณ์ที่ได้รับนั้น

ถ้าเราไปรับประทานอาหารที่มีรสอร่อยมากๆ ที่เราชอบ เราก็มีความติดอกติดใจไว้ แม้จะกลับถึงบ้านแล้ว ก็ยังระลึกถึงรสชาติของอาหารนั้นอยู่ได้ จำข้ามวันข้ามคืนติดอุปาทานแล้ว แม้ว่าเวลาผ่านไปหลายๆ วันก็ระลึกได้ เวลาผ่านไปที่นั่นอีก ก็แวะร้านนั้นอีก เพราะความติดใจเป็นเหตุจูงใจ ดึงดูดให้เกิดกำลัง บางทีไม่ผ่านไปด้วยซ้ำ แต่ต้องฝ่าความลำบากไปจนได้ หรือถ้าเราดูภาพยนตร์ได้รับความสนุกสนานสมใจแล้ว เมื่อกลับบ้านก็มาเล่ากันอยู่นั่นแหละ อะไรล่ะที่ทำให้ยินดีติดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พูดแล้วพูดเล่า

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [27 ต.ค. 2556 , 22:10:45 น.] ( IP = 58.9.158.134 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org